อนุชาย ตอนที่ 1

ปฐมบทปฐมบท อนุชาย ตอนที่ 1

ปฐมบท

เช้าๆ อำเภอเล็กๆ ที่ซ่อนตัวในหุบเขายังอยู่ในโลกสีเทา กว่าแสงแรกจะถึงพื้นก็เกือบๆ 9 โมงของทุกวัน  เด็กชายวัย 9 ขวบ หน้าขาว ตัวผอมแบบเดียวกับกุ้งเสียบ เดินเข้าประตูโรงเรียนที่มีเพียงแผ่นปีกไม้ใหญ่ๆเขียนด้วยอักษรภาษาไทยโบราณว่า โรงเรียนวัดตงอนุสรณ์ แดดสีครีมลามเลียจากสันเขาทางทิศตะวันตกค่อยๆ โรยต่ำลงมาตามยอดไม้ สีเขียวทึมๆจึงกระจ่างที่ละส่วน เด็กชายหน้าขาวตัวผอมหยุดวางกระเป๋านักเรียนสีดำไหว้ครูเวรสุภาพสตรีร่างท้วมอย่างนอบน้อม ทุกครั้งเขาจะใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปากให้เธอ แต่เช้านี้กลับไม่สดใสเอาเสียเลย

“อนุชัย…รู้ไหมจ๊ะเวลาหนูยิ้มโลกจะยิ้มให้หนูแน่ๆ” เธอหยุดยิ้มแบบคนประเมิน “…เพราะดวงตาบอกว่าหนูใช้หัวใจยิ้มไม่ใช่ริมฝีปาก”

เขาเลิกคิ้วสูงพร้อมกับบีบริมฝีปากเข้าหากันจนเป็นเส้นตรงขณะค้อมศีรษะเล็กน้อยเชิงตอบรับ ก่อนจะยกกระเป๋าก้าวผ่านไปแบบเงียบๆ

9 โมงกับ 25 นาที ที่ลานกิจกรรม

“มึงรู้ไหมวะ! ชื่อไอ้หมอนั้นแปลว่าอะไร….” เด็กชายร่างอ้วนตัวใหญ่แหกปากลั่นลานคอนกรีตที่กำลังถูกแดดแรกสีครีมระบายพร้อมกับยกระดับอุณหภูมิให้สูงขึ้นทีละนิด “กูหมายถึงมึง ไอ้ ไอ้หน้าขาว” พร้อมกับชี้นิ้วป้อมๆมาตกที่เขา โดยมีกลุ่มลูกหาบเป็นเด็กวัยไล่เลี่ยกันคอยนำทีมโห่รับกันเป็นทอดๆ ราวกับต้องการกระตุ้นความสนุกสนานไปตามประสาเด็ก

“ฮ่า ฮา ฮ่า อนุ แปลว่าเมียน้อยโว้ย! ก็คือแม่ของมัน” เขาหยุดชูกำปั้นขึ้นเหนือหัวแล้วหลุดเสียงความสะใจออกมาให้ได้ยิน “ฮ่าๆๆๆๆ ส่วนคำว่าชัย เป็นชื่อของพ่อมันที่ไม่รู้ไปไหน….เพราะฉะนั้น…แม่มันเป็นเมียน้อย มีแม่เป็นเมียน้อย แม่มันเป็นเมียน้อย มีแม่เป็นเมียน้อย” บทเพลงสรรเสริญดังกระหึ่ม เด็กคนอื่นๆที่กำลังวิ่งเล่นอยู่กลางลานโล่งต่างหยุดตามสัญชาตญาณ  “และพวกมึงรู้ไหมวะ! แม่มันเวลานี้ก็อยากเป็นเมียน้อยพ่อกูใจจะขาด  ฮ่าๆๆๆๆ”

เด็กชายหน้าขาวตัวผอมแบบเดียวกับกุ้งเสียบตัวสั่น มือที่ทิ้งข้างลำตัวกำเกร็งพร้อมกับฟันกรามบดขยี้จนใบหน้าสีขาวค่อยๆ เปลี่ยนเข้าสู่เฉดสีแดง  “มึง…”  เขาทิ้งกระเป๋าลงกับพื้นแรงๆพร้อมกับตรงดิ่งเข้าหาแบบไม่เหลือความกลัว

“มึง มึงจะทำอะไรกูไอ้ลูกเมียน้อ……ย”

“มึงงงงงงงงงงงงงง”

“ช่วยกูด้วย ช่วยกูที ไอ้ลูกเมียน้อยมันจะฆ่ากู….ห่าเอ้ย! เหี้ย!เอ้ย โอ้ยๆ ช่วย ช่วยกูด้วย”

ที่ห้องประชุมผู้ปกครองตอนบ่ายวันเดียวกัน

“ครูใหญ่ต้องจัดการกับไอ้เด็กนรกคนนั้นให้ผมนะ ไม่อย่างนั้น”ชายร่างท้วมสูงผิวกร้านดำใส่ทองเส้นใหญ่วัย 50 ปีอาจจะบวก-ลบ ส่ายใบหน้าดุดันข่มขู่ไปรอบๆห้อง “เรา…..จะได้เห็นดีกัน”

“ใจเย็นครับพ่อน้องเปา….”อาจารย์ใหญ่พยายามไกล่เกลี่ย แต่ก็ต้องถอยกรูด

“ไม่ยงไม่เย็นมันละ ลูกผมโดนต่อยเกือบตายคาโรงเรียน จะให้ใจเย็นอยู่ได้ไง”เขาตะโกนสุดเสียงขณะที่เด็กชายร่างอ้วนตัวใหญ่ได้แต่ยืนเกาะแขนผู้เป็นพ่อสะอึกสะอื้น ขณะที่หน้าคล้ำเขียวไม่กี่จุด

ผิดกับเด็กชายหน้าขาวตัวผอมแบบเดียวกับกุ้งเสียบ ทั้งๆมีผ้าก๊อซที่ชุ่มไปด้วยเลือดสีแดงฉานอาบทั่วใบหน้าเขากลับนั่งนิ่งเป็นหุ่นหินอยู่ข้างหญิงวัย 30ต้นๆ ที่เทียวแต่ไหว้วอนขอโทษ คนนั้นที คนนี้ทีไปรอบๆห้อง โดยมีครูเวรสุภาพสตรีร่างท้วมกอดปลอบใจอยู่ไม่ห่าง

“ถ้าจะว่าไปแล้ว อนุชัยไม่ใช่คนเริ่มก่อนนะคะ ดิฉันเป็นพยานได้”ครูเวรสุภาพสตรีร่างท้วมพยายามออกตัว แต่….

“พอเถอะคะครู…”หญิงวัย 30 ปรามเบาๆ “ขอบพระคุณมาก…”

“อันที่จริงปัญหาเด็กทะเลาะกันก็เรื่องธรรมดา….”

“โอ้ย!….ครูใหญ่พูดแบบนี้ได้อย่างไร….ไอ้เด็กนรกนี้ จะต้องย้ายโรงเรียนไม่เช่นนั้นผมจะแจ้งความดำเนินคดีกับทุกคน”ดวงตาแข็งกร้าวสาดกระแทกใส่ไม่เลือกหน้า ก่อนจะเดินด้อมๆมาจบด้วยเสียงกระซิบที่ได้ยินเพียง 2 คน  “แม่สมรจะหาว่าฉันใจร้ายไม่ได้นะจ๊ะ ตอบตกลงตามที่ฉันเสนอปานนี้เธอกับไอ้ลูกนอกคอกก็สบายไปแล้ว”

ดวงตาของหญิงวัย 30 แข็งกร้าวขึ้นมาทันทีทันใด  “ลูกของฉันไม่ใช่เด็กนอกคอก…กรุณาเถอะ” เธอดึงร่างเด็กชายหน้าขาวที่อาบชุ่มไปด้วยเลือดมากอด น้ำตาที่ไหลพรั่งพรูเมื่อครู่หยุดชะงัก นางจ้องใบหน้าชายที่กำลังย้ำยีศักดิ์ศรีลูกผู้หญิง ด้วยความเกลียดชังสุดชีวิต ก่อนจะใช้ระดับเสียงเดียวกันตอบกลับไปบ้าง

“ฉันไม่เคยเป็นเมียน้อยและจะไม่ยอมเป็นเมียน้อยใครจนวันตาย”จบฉากนั้น เธอก็คว้าแขนบุตรชายเดินไปหยุดที่ประตูทางออก “ไหว้ลาคุณคุณทุกๆคนซิ นุ เราคงไม่ได้กลับมาเรียนที่นี้อีกแล้วละ”

“คุณแม่น้องอนุชัยครับ”

“ขอบพระคุณมากๆคะครูใหญ่ ดิฉันกับลูกเห็นจะต้องลา”

“เห็นไหมครู เห็นความจองหองของนังนี้รึยัง….ฮ่าๆ….เห็นฤทธิ์เดชมันแล้วใช่ไหม”เสียงชายร่างท้วมสูงสาบส่งอยู่ข้างหลัง เธอเหลือบมองเขานิดๆก่อจะยกมือไหว้อย่างสุภาพแล้วเดินจากไปเงียบๆ…. “แม่สมรนะแม่สมร ทำฉันได้เจ็บปวดมากๆ ฮื้อๆ”

อีก 8 ปีต่อมา

ณ บ้านหลังใหญ่ภายในสนามกอล์ฟ “เซอร์แจ็กสัน” กลางดง

ร่างเปลือยเปล่าไร้อาภรณ์ 2 หนุ่มสาววัยแรกนอนกอดเกยเกือกกลิ้งราวกับงูเหลือม 2 ตัวรอบรัดถูไถกันไปมา เตียงขนาด 6 ฟุตสีขาวใต้แสงโคมไฟคริสตัลบอกผิวพรรณของทั้งคู่ขาวเนียนไร้ที่ติ ไม่มีเสียงเพลงหรือเสียงประดิษฐ์ใดๆ นอกจากลมหายใจ ยาวสั้นถี่ๆสลับกันขึ้นๆ ลงๆ บทเรียนเพศศึกษากำลังเข้าสู่เนื้อหาภาคปฏิบัติอย่างสมบูรณ์จนทำให้คนทั้งคู่ลืมฟ้า ลืมตะวัน พวกเขากลืนกินดาวทุกดวงที่ไหลผ่านอย่างตะกละตระกราม ราวกับไม่เคยลิ้มลองมาทั้งชีวิต ซึ่งมันก็น่าจะเป็นเช่นนั้น

“เราไม่น่าทำ….” เด็กหนุ่มพูดไม่ทันจบ

เด็กสาวก็แทรกขึ้น “หุบปากเถอะน่า….” เสียงลอดไรฟันที่กำลังกัดเกร็งจนเห็นกระดูกสันหลังปูดโปนราวกับแผงโหนกของสัตว์โบราณ “ตัวเอง…เป็นของเค้าแล้วนะ อนุชัย อนุชัย อนุชัย…..”

“อ้า……..”

“เรียกเค้าว่าเมียซิ! คนบ้า…เรียกเค้าซิ อนุ…ชัย อนุชัย…เรียกชื่อฉันเร็วเข้า โอ้ยๆ”

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง เมื่อพายุสงบ ลมหายใจก็ค่อยๆ ผ่อนปรนลงสู่สภาวะเกือบปกติ  กระนั้นร่างสาวแรกก็ยังกองเกยอยู่ด้านบนอย่างไม่มีท่าทีจะ เคลื่อนย้าย

และเสียงเด็กหนุ่มก็ดังขึ้นด้วยประโยคเดิมอีก “เราไม่น่าทำ”

“หุบปากเถอะน่า….ของตัวเองอยู่ในตัวเค้า ยังมีหน้ามาพูดอีก” เธอเลื่อนตัวขึ้นลงช้าๆ “เห็นไหมว่าตัวเองสุดยอดแค่ไหน…..ตัวเอง ตัวเอง กำลังจะเริ่มอีกรอบ….อนุชัยตัวเองสุดยอดไปเลย”

“หุบปากเถอะน่า…”

“เรียกเค้าว่าที่รักเร็วเข้า คนบ้า….อ้า อ้า ตัวเองสุดยอด อนุชัยตัวเองสุดยอดไปเลย แบบนี้ ได้เป็นแค่เมียน้อยเค้าก็ยอม” ทันทีที่คำๆนั้นหลุดออกจากปากดวงดาวทุกๆ ดวงที่เคยกลืนลงท้องก็สำรอกความน่าขยะแขยงออกมาให้เห็น เด็กหนุ่มผลักหญิงสาวจนหงายหลังไม่เป็นท่า  “อ๊าก!…ตัวเองเป็นบ้าอะไรขึ้นมา”

เด็กหนุ่มหลับตาค้าง…ราวจะทบทวน เขานิ่งนาน นานจนหญิงสาวลุกหอบเสื้อผ้าที่กระจัดกระจายอยู่กับพื้นหายเข้าไปในห้องน้ำ

“คนบ้า!”

“เมียน้อย เมียน้อย เมียน้อย…อะไรกันวะ บ้าชะมัด” อนุชัยสบถเสียงในโพลงปาก ก่อนจะลุกสวมกางเกงเสื้อผ้าชุดนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิคและไม่ลืมเขียนโน้ตแปะไว้หลังประตูว่า….

……(เค้ามีเรียนตอนบ่ายแล้วเจอกัน)……

เสียงประตูปิดตามหลัง….บ้านใหญ่ 2 ชั้นทรงร่วมสมัยสีครีมก็เด่นสง่าอยู่เบื้องหลัง….

”เกือบเที่ยงละ” เขาอุทานหลังยกนาฬิกาข้อมือเก่าๆขึ้นมาดูเวลา เสียงรถมอเตอร์ไซด์ดังขึ้นและกำลังทิ้งระยะห่างออกไปเรื่อยๆ  จนทำให้เด็กสาวที่อยู่ในห้องน้ำหลุดคำสบถออกมาอีก

“คนบ้า!….เป็นอะไรของเขานะ อนุชัย โธ่เว้ย!  อนุชายยยยยยยยยย”

เธอคือผู้เสียสละ

ใกล้จะค่ำแล้วแดดสุดท้ายเบนเงาต้นจามจุรีใหญ่หลังบ้านครึ่งปูนครึ่งไม้ไปตกฐานประตูหน้าบ้านโทรมทรุดสีน้ำตาลหม่นๆ ฝั่งตรงข้ามที่ปรากฏร่างของสาวใหญ่วัย 38  กำลังทอดกล้วยและมันเทศสีต่างๆ ขายอย่างคนไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย เมื่อเส้นแสงสีอำพันลอดผ่านกิ่งก้านจาจุรีเลื่อนขึ้นฉาบประตูจนครบ เด็กหนุ่มตัวสูงหน้าขาวปากแดงก็ขี่รถจักยานยนต์เก่าๆ เข้ามาจอดใกล้ๆ  เขาหมุนตัวให้หลุดจากเบาะแล้วหยิบชิ้นมันเทศชุบแป้งทอดโยนเข้าปากก่อนจะเดินไปวางกระเป๋าบนเก้าอี้ไม้กึ่งเก่ากึ่งใหม่แบบไม่ค่อยประณีตนัก

“เหนื่อยไหมแม่”เขาเอ่ยหลังกลืนมันทอดไปแล้วครึ่งหนึ่ง พูดจบก็เดินอ้อมโต๊ะวางถาดกล้วยและมันเทศรอขาย ค้อมหลังก้มขโมยหอมแก้มสุภาพสตรีที่เขาพึ่งเรียกเธอว่าแม่ไป 1 ฟอด

“เอะ! ลูกคนนี้นิ…แม่ตัวเหม็นจะตายยังจะแอบหอมแก้มอีก….ไปอาบน้ำอาบท่าก่อนเลย”เธอไล่ส่งแบบยิ้มๆ

“แม่เหนื่อยไหมอ่ะ” เขาถามด้วยประโยคเดิม แววตานิ่งๆ จ้องไปที่นางอย่างคนกำลังรอ

“เออ….มันก็ธรรมดาละ”

“แม่…..” เขาเรียกระดับเสียงอุทาน แต่ผู้เป็นแม่ก็ยังก้มหน้าอยู่กับกระทะทองเหลืองเช่นเดิม “แม่…” เขาเรียกเธออีกกระทั้งหญิงวัยกลางคนยืดตัวตรงหันหน้ามาเผชิญ

“อะไรรึ นุ”

“ปีหน้า นุ อยากเข้าไปสอบเรียนต่อที่กรุงเทพฯ” เขาเอ่ยเบาๆ แต่ก็มั่นใจว่าผู้เป็นแม่ได้ยินครบถ้วน แม่นิ่งไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ตอบโต้ เขาจึงพูดต่อ  “เรื่องค่าใช้จ่ายแม่ไม่ต้องกังวลนะ….นุ ช่วยเหลือตัวเองได้”

นางจับแขนบุตรชายตัวสูงท่วมหัว ลากไปนั่งลงใกล้ๆเก้าอี้ไม้กับกระเป๋าสะพายสีดำที่เห็นรูปหน้ากากตัวละครญี่ปุ่นสีขาวแปะอยู่  “นุ…” นางเรียกชื่อเขาแล้วก็เงียบไปอีก

“นุ อยากเรียนต่อสถาปัตยกรรมนะแม่”

“นุ….ลูกอยากทำอะไร อยากเรียนอะไร ทำให้เต็มที่ไปเลย แม่เองก็จะทำหน้าที่แม่ให้ดีที่สุดเช่นกัน”

“เรื่องค่าใช้จ่ายแม่ไม่ต้องกังวลนะ….เทอมที่แล้ว นุ ไปฝึกงานกับบริษัทเอเชียนกรุ๊ปแถวๆ สี่แยกบางนา….พี่เค้าจะให้ นุ ทำงานที่นั้นระหว่างเรียนไปด้วย”

เธอจ้องหน้าบุตรชายนาน นานจนคล้ายแอ่งน้ำผุดในซองหินกำลังจะล้น “แม่สัญญาจะทำหน้าที่แม่ให้ถึงที่สุด” เธอดึงบุตรชายเข้ามากอดราวกับไม่ต้องการให้เขาเห็นน้ำตาที่พึ่งไหลอาบแก้ม

“แม่….”

นางปาดน้ำตาด้วยหลังมือที่อ้อมคอบุตรชาย เมื่อแห้งสนิทนางก็ผลักเขาออก “แม่ดีใจที่มีลูกดี…ไม่ต้องเป็นห่วงแม่กับยายนะ แม่พอมีเงินเก็บอยู่บ้าง ถึงจะไม่มากแต่ก็หวังว่า มันจะเป็นส่วนหนึ่งสานฝันให้กับลูกได้”

“แม่…..”

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร….ไป ไป ไปตักข้าวต้มในครัวให้ยายหน่อย แม่จะทอดกล้วยอีกชุดก็เสร็จละ” เธอผลักหลังบุตรชายราวกับไม่อยากให้เกิดอารมณ์แบบเมื่อครู่ขึ้นมาอีก

“ขอบคุณครับแม่…นุ สัญญา นุ จะตั้งใจเรียนให้จบเร็วๆ”

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →