บทนำ ผอม เด็ก ดูดี

 

บทนำ ผอม เด็ก ดูดี บทนำ ผอม เด็ก ดูดี

บทนำ ผอม เด็ก ดูดี

ก่อนจะเริ่มต้นผม Timmy Buto ขออนุญาตแนะนำเพื่อนรักที่จะเข้ามาแจมบทความ ผอมเด็กดูดีเริ่มต้นที่สมอง กันก่อนนะครับ เธอเป็นสถาปนิกสาวโสดไร้คู่เช่นเดียวกับผม เดิมทีเธอชื่อออมสิน…เธอมักจะชอบบ่นว่าดอกเบี้ยธนาคารนี้ต่ำเกินไปจึงเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “ชลิตา” อันหมายถึงผู้รุ่งเรืองตามวันเสาร์ที่เธอเกิดว่างั้น เฮอะๆ อยากหัวเราะยายนี้เชื่อหมอดูขนาดหนัก งมงายในเรื่องไม่เป็นเรื่องสุดทาง…เธอเป็นสาวตัวสูงหุ่นเป๊ะ!-ออกทอมบอยนิดๆ ผิวสีน้ำผึ้งไหม้ออกเกรียมนิดๆ….ประเด็นสำคัญนักเลงโคตร ข้อนี้แหละที่ผมชอบเพราะสามารถพึ่งพาอาศัยในเวลาคับขันได้ (5555)….ส่วนผมนั้นเหรอ ไม่อยากจะพูด ถามว่าหล่อ-ดูดีขนาดไหน? ดอกนี้ผมมีเรื่องเล่าให้ฟัง สมัยที่เราจบเข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ ใหม่ๆ เรานัดเจอกันบ่อยมาก มีครั้งหนึ่งผมได้โอกาสถามถึงสิ่งที่คาใจมายาวนาน…

“เฮ้ย! ออมมึงว่ากูหล่อหรือเปล่าวะ” ออมมันนิ่งคล้ายกับคนคิดไม่ตกหรือว่ากำลังช็อก!…ผมจึงรีบชิ่งถามต่อแบบไม่เปิดช่องว่างให้มันคิดนาน “ถ้าแบ่งเป็นเกรด A เกรด B เกรด C มึงว่ากูควรอยู่เกรดไหน…พูดออกมาตรงๆ เลยกูรับได้” ไอ้เราก็หน้าด้านสุดๆ ยายออมใช้กิริยาคล้ายๆ กับปลาทูโง่-คอหักไล่สำรวจผมตั้งแต่หัวจรดปลายเท้า “เออน่า…มึงก็อย่าให้กูรอนานนักซิวะ!”

“แล้วมึงจะให้กูเทียบกับใครไม่ทราบ” ออมถาม เออ!…มันก็มีเหตุผลดังนั้นใบหน้าของ…

“พี่ติ๊ก”

“ติ๊กไหนละ มันมีอยู่หลายติ๊กนะมึง” มันย้อนเล่นผมแทบลืมหายใจ

“ก็พี่ติ๊ก เจษฎาภรณ์ ผลดี ไง…คนนี้กูถือว่าเกรด A เลย ว่าไง…หึ!” ผมลงเสียงต่ำ ใจก็เต้นตุบๆ รอลุ้นว่าจะออกไม้ไหน

ออมจ้องหน้าพร้อมกับเบี่ยงซ้ายแลขวาอยู่พักใหญ่ “เฮ้ย! แก…”

“เออน่า….A B C ก็ว่ามาเลย เร็วเข้า…กูรับได้” ไอ้เราก็ยังตื้อไม่เลิก กระทั้งออมมันทำหน้างอทิ้งสายตาลงต่ำจนเดาทางไม่ถูก

“ไม่มีเกรด D ให้เลือกเหรอแก”

เท่านี้แหละครับที่ผมต้องการ เสียเซลฟ์โคตรๆ เข็ดหลาบไปจนวันตาย แล้วชื่อที่ใช้ปัจจุบันละ ได้มาจากไหนกัน…ใครที่เคยอ่าน “ฉันกับนางฟ้าตัวกลม” มาบ้างก็น่าจะรู้แล้วนะครับว่าพี่สาวตัวดี เอ้ย!….นางฟ้าตัวดี…เอ้ย!…นางฟ้าตัวกลมที่อยู่แวนคูเวอร์ประเทศแคนาดาจัดให้ด้วยเหตุผลประมาณว่าฝรั่งออกเสียงได้ง่ายกว่าชื่อภาษาไทยว่างั้น….เวลานางเรียก “Timmyyyyyyyyyyyy” ยานๆ ยืดๆ บอกตรงๆ ว่า… กูชอบมากกกกกกกกกกกกก!

กระทั้งผมกับออมมายื่นเด่นเป็นสง่าบนเลข 35 โดยไม่มีอะไรขาดตกบกพร่องมีแต่เพิ่มขึ้น (5555)….

“ออม….แกถอยหลังไปสัก 2 ก้าวดิ” ผมบอกขณะเพื่อนรักกำลังยืนจิบกาแฟดำยามบ่ายรอเข้าประชุมที่บริษัทแห่งหนึ่งแถวๆ สี่แยกบางนา

นางชี้นิ้วที่กำลังหอบแฟ้มเอกสารไปที่หน้าอกตัวเอง “ฉันชื่อชลิตายะ!….ทำไมยะ…”

“เออนะ ชลิตาก็ชลิตา….” ผมติดรำคาญแต่มันก็ดันถอยหลังไปจริงๆ “มึงว่ากูอ้วนไหมวะ!” ผมถามพร้อมกับเอียงมุม 45 องศาให้สำรวจ

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า โถพ่อโดฯ”

“โดฯ อะไรของมึง” ผมถามเร็ว ๆ

“โดเรม่อนไงไอ้ควาย”

“เออ!…H#e%@*(hFdS]” ถ้าไม่ติดว่าเป็นผู้หญิงแถมยังตัวใหญ่กว่าจะเล่นแม่ง!….

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า พ่อโดฯ ขา บ้านพ่ออยู่ใกล้สุรินทร์หรือลำปางไม่ทราบเจ้าค่ะ”

“สุรินทร์” ผมตอบแบบคนไม่สบอารมณ์

“แดกน้องช้างเป็นอาหารเช้าหรือเย็น….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“หุบปากไปเลย….” นี้แหละครับคือมัน เพื่อนผู้หญิงคนเดียวที่ผมมี…

“มึงบอกข้อมูลส่วนตัวมาดิ! กูจะคำนวณค่า BMI ให้”

รู้เรื่องค่า BMI

ครับ…ในเมื่อเราจะลดความอ้วนด้วยสูตร ผอม-เด็ก-ดูดี-เริ่มต้นที่สมอง ผมจึงขอเริ่มต้นด้วยข้อมูลเชิงวิชาการสักหน่อยนะครับ ค่า BMI ที่ผมกล่าวนำไว้ข้างต้นย่อมาจากคำว่า Body Mass Index หรือค่าสากลที่ใช้เพื่อคำนวณหาน้ำหนักที่ควรจะเป็นนั้นเองนะครับ รวมถึงการวัดระดับไขมันในร่างกายโดยใช้ส่วนสูงและน้ำหนักในการคำนวณ ค่า BMI ไม่ใช่การวัดไขมันโดยตรงแบบเป๊ะๆ แต่ก็เป็นค่าวัดไขมันในร่างร่างกายได้เช่นกัน ที่สำคัญค่า BMI เป็นอะไรที่น่าเชื่อถือได้สำหรับคนส่วนใหญ่ เพราะค่า BMI สามารถใช้บอกความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเส้นเลือดหรือบอกถึงมะเร็งบางชนิดได้อีกด้วย

สูตรคำนวณค่า BMI ง่าย ๆ มีดังนี้ : น้ำหนัก(กิโลกรัม)หารด้วย{ส่วนสูง(เมตร)ยกกำลัง 2}

ตัวอย่างเช่น : น้ำหนัก = 72 กิโลกรัม, สูง = 165 เซนติเมตร (เท่ากับ 1.65 เมตร)

วิธีคิด : 72 หารด้วย {(1.65)ยกกำลัง2}=26.446 เป็นต้นนะครับ สำหรับคนที่ลืมสูตรคำนวณ (1.65) ยกกำลัง2 ก็ = 1.65 x 1.65 ไม่ใช่ 1.65×2 นะครับ ดูดีๆ ที่บอกก็เพราะว่า Timmy เป็นคนแรกที่โง่อยู่ตั้งนาน (5555)

สำหรับคนเอเชียค่า BMI ระหว่าง 18.5-22.9 : จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ห่างจากโรคที่เกิดจากความอ้วนและลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ…ใครที่คำนวณแล้วอยู่ในเกณฑ์นี้ก็ขอให้รักษามาตรฐานเอาไว้กับตัวเองให้นานที่สุดก็แล้วกัน คุณคือคนที่เป๊ะมากๆ หากเสริมอาหารตามที่จะเสนอในตอนต่อไป ผิวพรรณ หน้าตาจะดูเปล่งปลั่ง โดยไม่ต้องใช้ครีมหรือโลชั่นอย่างแน่นอน ผอม-เด็ก-ดูดี-ได้ทุกคน Timmy คอนเฟิร์มครับ…

ค่า BMI ระหว่าง 23-24.9 : ให้พยายามลดน้ำหนักอีกนิดเพื่อค่า BMI จะได้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน เพราะค่า BMI อยู่ในช่วงนี้จัดอยู่ในกลุ่มของคนท้วมใกล้เคียงกับเส้นบอกว่าอ้วน ถึงแม้จะดูไม่อ้วนก็ตาม แต่หากคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูง ก็ถือว่าเสี่ยงต่อโรคเหล่านี้มากกว่าคนปกตินะครับ

ค่า BMI ระหว่าง 25-29.9 : หากใครคำนวณแล้วมาถึงตรงนี้จะถือว่าอ้วนระดับหนึ่งแม้จะยังไม่อยู่ในเกณฑ์ที่อ้วนมากก็ยังเสี่ยงต่อโรคที่มาพร้อมกับความอ้วนอยู่ดี เบาหวาน ความดัน กำลังโบกมือทักทายคุณๆ ท่านๆ แน่นอน ฉะนั้นให้ระวังและเร่งลดความอ้วนจะส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาวนะครับ

ค่า BMI มากกว่า 30 : โอ้!….อันนี้ต้องขอบอกเลยว่า อตร. อันตรายแล้วละครับ เสี่ยงต่อการเกิดโรคร้ายที่แฝงมาพร้อมกับความอ้วนแน่นอน ต้องระมัดระวังการกินไขมันและควรออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่เช่นนั้นเงินที่อุตส่าห์สะสมทั้งชีวิตอาจต้องจ่ายเป็นค่ารักษาตัวเองเพียงอย่างเดียวก็ได้

อ้อ!….เกือบลืม โปรแกรมคำนวณค่า BMI นี้เป็นค่าที่ใช้สำหรับชาวเอเชียและคนไทยนะครับ อาจจะแตกต่างไปบ้างในแต่ละเชื้อชาติ แต่ตัวเลขปรับขึ้น-ลงไม่เยอะ ซึ่งค่า BMI มาตรฐานสำหรับคนไทยจะอยู่ที่ 24.4 อายุตั้งแต่ 20 ปีขึ้นไปประมาณนี้นะครับ…

“อายุด้วยไหม” ผมถามไม่ค่อยเต็มเสียง

“เอ้!….เดี๋ยวกูตบคว่ำ”

เห็นไหมละครับ ก็บอกแล้วว่ายายนี้นักเลงโคตร…. “น้ำหนัก 85 กิโลกรัม สูง 167 เซนติเมตร”

“โห! แก….” ออมโยนเอกสารที่หอบให้ผมช่วยถือก่อนจะกดเครื่องคิดเลขจากมือถือเร็วๆ “โห! แก…30.474 มันเกินมาตรฐานคนอ้วนขึ้นไปเยอะเลยนะ” ออมจ้องหน้าที่กำลังขาวซีดไม่กระพริบ “รีบลดความอ้วนโดยเร็วเลย ไม่อย่างนั้นแกมีชีวิตไม่ถึง 40 แน่ ๆ” มีขู่ด้วย…..สั่นเลยกู

“พรุ่งนี้ค่อยเริ่มแล้วกัน”

“ไม่ได้….ต้องวันนี้และเดี๋ยวนี้….เข้าใจไหมไอ้โดเรม่อน”

โอ้ย!…ไม่ไหวคุยกับยายนี้ประสาทจะกิน….ครับตอนต่อไป มาดูชิว่าเกิดอะไรขึ้นกับการพยายามลดความอ้วนของ Timmy จะสะเปะสะปะแค่ไหน ผมคิดว่าคุณๆ ท่านๆ น่าจะเคยประสบปัญหาเดียวกันหรือกำลังเผชิญหน้ากับความไม่รู้อยู่ก็ได้…ไม่เป็นไรครับ แต่ตอนนี้การบ้านก็คือ หาค่า BMI สำหรับตัวเองให้เรียบร้อย..แล้วรอตอนต่อไปได้เลย จับมือกันให้แน่นๆ เพราะผมกำลังพาท่านเดินทางย้อนกลับสู่วัยหนุ่มสาวอย่างสมบูรณ์แบบ….ยิ้มกว้างๆ แล้วแก้ผ้าดูความทุเรศของหุ่นตัวเองผ่านกระจกเงาบานใหญ่ๆ ซะ ถ้าให้ดีควรมีรูปนายแบบ-นางแบบที่แอบปลื้มแปะไว้คู่กันเป็นการเปรียบเทียบจะดีมาก…ขอบคุณครับ

line1 for timmy

กุญแจห้องคอมพ์

กุญแจห้องคอมพ์  กุญแจห้องคอมพ์

ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้ว

จำได้ว่าวันแรกที่เดินเข้าไปที่ อ.ก.ว. หรือ โรงเรียนอัลกุรรออ์วิทยา (ประเวศ) วันนั้นท่านผู้อำนวยการเป็นคนพาไป เนื่องจากท่านเห็นว่าพอมีความรู้เรื่องคอมพิวเตอร์อยู่บ้าง ก็เลยชักชวนให้ไปสอน ให้ดูแลระบบคอมพิวเตอร์ที่ห้องคอมพ์ของโรงเรียน ตลอดจนเว็บไซต์ของโรงเรียนด้วย ต้องขอขอบพระคุณท่านผู้อำนวยการโรงเรียนไว้ ณ ที่นี้ด้วยที่ให้โอกาส จำได้ว่าวันนั้นที่เข้าไป โรงเรียนยังไม่เปิด อาจเป็นช่วงปิดเทอมหรือเป็นวันเสาร์-อาทิตย์นี่แหละ ไม่แน่ใจ ซึ่งแน่นอนโรงเรียนยังไม่เปิดก็ต้องไม่มีนักเรียนมาโรงเรียน โรงเรียนหยุดไม่เจอนักเรียน แต่คนหรือบุคลากรของโรงเรียนที่จะต้องได้เจอแน่ๆ มีอยู่คนหนึ่ง คนๆ นั้น คือ นักการของโรงเรียนนั่นเอง

นักการโดยส่วนมากก็จะมีบ้านพักอาศัยอยู่ที่โรงเรียนเลย หรืออยู่ใกล้ๆ โรงเรียน เนื่องจากต้องคอยดูแลความเรียบร้อยของโรงเรียนอย่างใกล้ชิด วันไหนที่โรงเรียนเปิด นักการอาจเป็นนักการจริงๆ แต่วันไหนที่โรงเรียนปิด นักการเป็นทุกตำแหน่งของโรงเรียน ใครไปใครมาก็ต้องเจอนักการ

นักการของ อ.ก.ว. ทุกคนเรียกกันติดปากว่า บังยา ไม่ว่าครูไม่ว่านักเรียนเรียกเหมือนกันหมด ตั้งแต่เจอบังยาวันแรกและตลอดระยะเวลาที่ได้เข้าไปสอน บังยาจะเป็นผู้ที่มีบทบาทเป็นอย่างมากในห้องคอมพิวเตอร์

“อาจารย์ คอมพ์เครื่องไหนที่นักเรียนไม่ได้ปิด ผมก็ปิดให้” บังยาเคยบอก คำบอกนี้ บอกให้รู้ว่าบังยาเกี่ยวข้องกับห้องคอมพิวเตอร์ในด้านของซอฟต์แวร์ด้วย ส่วนด้านฮาร์ดแวร์นั้นเกี่ยวข้องอยู่แล้วโดยตรง โต๊ะพัง เก้าอี้เสีย น้ำไหลเข้าห้อง หลอดไฟเสีย โต๊ะครูไม่มีที่ล๊อก ที่จัดเก็บฮาร์ดแวร์เก่าๆ ที่ไม่ได้ใช้แล้ว ฯลฯ ปัญหาบางส่วนเหล่านี้ บังยา จัดการหมด

“ข้าวมาแล้วครับอาจารย์” คำบอกที่คุ้นเคยอีกประโยคหนึ่ง มีอยู่ช่วงหนึ่งที่จะต้องสั่งข้าวมาให้ครูทุกวัน บังยานั่นเองเป็นคนจัดการ จะเห็นได้ว่าแม้แต่เรื่องปากเรื่องท้องของครูก็อยู่ในความดูแลของบังยา

วันไหนที่สั่งให้นักเรียนทำความสะอาดห้องคอมพ์ “อาจารย์ ไม้กวาดไม่มีเหรอ? ที่ตักขยะไม่มีเหรอ?” นักเรียนถาม คิดอะไรไม่ออกครูก็บอกไปว่า “ไม่รู้เหมือนกัน ลองไปถามบังยาดูนะ”

วันไหนที่เก้าอี้ห้องคอมพ์ไม่ครบ “อาจารย์ เก้าอี้หายไปไหนหมด?” “ไม่รู้เหมือนกัน ลองไปถามบังยาดูนะ”

มีเรื่องอื่นๆ อีกมากมายที่ครูคอมพ์คิดถึงแต่บังยาเป็นคนแรก

4 กุมภาพันธ์ 2563 ก่อนหน้านี้ หลังโรงเรียนเลิก ขณะพาลูกชายหัวแก้วหัวแหวนเดินเล่นอยู่สวนสาธารณะแถวบ้าน ได้ทราบข่าวจากเพื่อนครูที่โรงเรียนว่า บังยาของเราได้กลับคืนสู่ความเมตตาของอัลลอฮ์แล้ว รู้มาเหมือนกันว่าบังยาไม่ค่อยสบาย แต่ไม่คิดว่าจะกลับไปเร็วเช่นนี้ ความทรงจำดีๆ ต่างๆ นานาที่เกี่ยวข้องกับบังยาตลอดระยะเวลาสิบกว่าปี ทำงานโดยอัตโนมัติทันทีที่ได้รับทราบข่าว

ขออนุญาตเขียนตามเพื่อนครูที่โรงเรียนเขียน สำหรับบังยาไว้ ณ ที่นี้
“ขออัลลอฮฺทรงอภัย และให้ความเมตตากับบังยะห์ยาของเราด้วยเถิด”
“ทุกชีวิตกลับคืนสู่พระเมตตาของอัลเลาะห์ น้อมรับตามหนทาง”

กุญแจห้องคอมพ์

กุญแจห้องคอมพ์ย้อนกลับไปสิบกว่าปีที่แล้วอีกที วันแรกที่เข้าไป อ.ก.ว. มีอยู่สิ่งหนึ่งที่บังยายื่นให้ สิ่งนั้นคือ กุญแจห้องคอมพ์ ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันผู้รับใบอนุญาตบอกว่าจะทำประตูห้องคอมพ์ใหม่ และวันนี้ก็ได้รับ กุญแจห้องคอมพ์ดอกใหม่มาแล้วเป็นที่เรียบร้อย รับมารวมไว้กับกุญแจดอกเก่าที่ได้รับมาเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว

นานวันต่อไปในภายภาคหน้า อาจจะลืมไปบ้างตามกาลเวลาว่ามีเรื่องราวอะไรดีๆ บ้างของบังยา จะเก็บ กุญแจห้องคอมพ์ดอกเก่าดอกนี้ไว้ไม่ทิ้ง ถึงแม้ไม่ได้ใช้เปิดไขห้องคอมพ์แล้ว ก็จะเอาไว้ใช้เปิดไขความทรงจำดีๆ เรื่องราวดีๆ ของผู้ที่ยื่นให้ในวันแรกที่เข้าไป อ.ก.ว.

เรื่องของคนลูกหมา

เรื่องของคนลูกหมา
เรื่องของคนลูกหมา
เขียนไว้เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2557

ในโลกของความเป็นจริง คนไม่สามารถมีลูกเป็นหมาได้ ทางตรงกันข้ามหมาก็ไม่สามารถมีลูกเป็นคนได้ ถึงแม้บางครั้งที่คนทะเลาะเบาะแว้งกันมักจะยัดเยียดให้อีกฝ่ายเป็นลูกหมา หมาบางตัวหากรู้ภาษาคนและเป็นหมาที่ดีคงมีความไม่พอใจอยู่บ้างที่อะไรๆ หรือคิดอะไรไม่ออกก็ไปลงที่หมา เนื่องจากคนบางคนไม่มีคุณค่ามากพอแม้แต่จะเปรียบเทียบกับหมาที่ดี

เรื่องของคนลูกหมา

ในโลกมายาอะไรๆ ก็เป็นไปได้ พีบอดี้ ซึ่งเป็นหมา ได้สิทธิตามกฎหมายเพื่อเลี้ยงดู เชอร์แมน ซึ่งเป็นคน เหตุผลสั้นๆ ง่ายๆ ของศาลก็เพียงแค่ เมื่อเด็กเลี้ยงลูกหมาได้ ทำไมหมาจะเลี้ยงเด็กไม่ได้ ประมาณนั้น ง่ายดีจริงๆ พีบอดี้ไม่ใช่หมาธรรมดาแต่เป็นหมาระดับปัญญาชน! เฉลียวฉลาดมีความรอบรู้เป็นเลิศ เป็นนักวิทยาศาสตร์ได้รับรางวัลโนเบล เชอร์แมนโชคดีมากที่มีพ่อบุญธรรมเป็นหมาแบบนี้ ความรู้ แง่คิด ประสบการณ์ต่างๆ ถูกทอดถ่ายจากหมาไปสู่คนจนเชอร์แมนเป็นเด็กเฉลียวฉลาดเกินเด็กในวัยเดียวกัน ประสบการณ์ตรงทางด้านประวัติศาสตร์เชอร์แมนได้รับมาเต็มๆ เนื่องจากพ่อมีเครื่อง time machine ที่พาย้อนยุคไปไหนต่อไหนได้อย่างง่ายดาย แถมยังเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์นั้นด้วย เรียกว่าอยากเจอใครยุคไหนหวาบไปได้เพียงชั่วพริบตาเลยทีเดียว

ถึงแม้เป็นโลกมายาก็ให้ข้อคิดดีๆ เยอะมาก ความรู้จากประสบการณ์ตรงของเชอร์แมนนั้นเจ๋งกว่าความรู้จากตำราที่สอนกันในโรงเรียน โดยเฉพาะเรื่องราวของประวัติศาสตร์ เชอร์แมนตอบคำถามครูได้อย่างชัดถ้อยชัดคำจนเพนนี่ซึ่งเป็นนางเอกของเรื่องหมั่นไส้เอา มีตอนหนึ่งหมาผู้เป็นพ่อสอนเชอร์แมนว่า “ความสัมพันธ์ที่ดีมักเริ่มจากความขัดแย้ง” อันนี้ก็พอเห็นตัวอย่างมาเหมือนกันในระดับบุคคลนะ ตีกันแล้วก็มาเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันตลอดไป ในระดับประเทศขณะนี้บ้านของเราดูเหมือนว่าพวกที่ขัดแย้งกัน อยู่ระหว่างที่มีคนกลางมาบอกว่าให้รักกัน อยากพิสูจน์คำของนักวิทยาศาสตร์หมาตัวนี้เหมือนกันว่าจะเป็นจริงได้สักกี่มากน้อยเพียงไร มีข้อคิดดีๆ อีกเยอะจากหนังเอนิเมชั่นสุดเจ๋งเรื่องนี้ว่างๆ ลองหามาดู

MR. PEABODY & SHERMAN

“ภาพยนตร์เรื่อง MR. PEABODY & SHERMAN เป็นผลงานแนวผจญภัยคอมเมดี้ที่มีกลิ่นอายของหนังไซไฟ การเดินทางข้ามเวลา ตัวละครที่มีความแปลก และบทภาพยนตร์ที่มีความประณีต ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผสมผสานกันจากมิตรภาพที่คาดไม่ถึงระหว่างฮีโร่ที่ออกโรง ซึ่งนั่นคือสุนัขและลูกชายของเขา”

เรื่องของพีบอดี้และเชอร์แมนเป็น เรื่องของคนลูกหมา กล่าวคือหมารับเชอร์แมนซึ่งเป็นคนมาเลี้ยง ไม่ได้คลอดออกมาแบบเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขกัน ผมดูพร้อมกับลูกทุกวัน เนื่องจากเป็นหนังเรื่องโปรดของเขา ดูจนคิดเลยเถิดไปว่า “ถ้าเลี้ยงลูกให้ดีไม่ได้ต้องอายหมาแน่เลยงานนี้”

เมามาย

เมามายอนุชาย2 บทที่1 เมามาย

อนุชาย2 บทที่1 เมามาย

เมามาย

ถึงเดียร์เนียล บูโตะ

ในเมื่อความรักของเราเดินทางมาจนสุดปลายทาง เราก็ควรหยุด บ้านลอฟท์เลิฟถ้าปล่อยทิ้งก็รังแต่จะสร้างความเจ็บปวดไม่ต่างจากปติมากรรมแห่งรัก เมื่อเห็นยามใดก็เจ็บปวดยามนั้น จะ 100 ปี หรือ 1000 ปีความเจ็บปวดก็ยังอยู่ครบ

อย่าพยายามตามหาฉัน… ต่อจากวันนี้เป็นต้นไปหน้าที่ลูกเขยนายกรัฐมนตรีเป็นเรื่องต้องผ่านไปให้ได้ สำหรับนกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้ มันจับคอนไหนก็หลับ จะรังไม้ รังปูนหรือรังอะไรก็คือบ้าน อย่าได้ห่วง (ถ้าห่วง) จงปฏิบัติหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบให้ดี หน้าที่ของสามีไม่ใช่เอาไว้ปฏิบัติกับผู้ชาย แต่จงเป็นให้กับสตรีจึงจะถือว่าเป็นสามีที่สมบูรณ์แบบ

ขอบใจมากที่ไม่ยอมให้ฉันเป็นอนุชาย ขอบใจจริงๆ

ทิมมี่ บูโตะ

“สิ่งของส่วนที่เป็นของคุณชาย นายน้อยสั่งขนไปเก็บไว้ที่โกดังในบ้านตระกูลเชาว์เรียบร้อยแล้วครับ” รปภ.แก่ผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกรายงาน จบเขาก็ก้มหน้าถอยห่างไปยืนนิ่งๆ ราวกับรอรับคำสั่ง

“นุ นุ นายอยู่ไหน….” ชานนท์เปิดประตูรถ มือที่ถือจดหมายสั่นระริก แดดตอนเก้าโมงเกือบๆ จะเป็นสีขาว ใบต้นแคนากำลังร่วงพร้อมๆ กับดอกสีขาวรูปลำโพง เมื่อโดนสายลมบางๆ ใบเล็กๆ สีน้ำตาลก็ปลิดปลิวลอยเคว้งคว้างขึ้นไปบนท้องฟ้าสุดท้ายพื้นดินชุ่มๆก็เป็นบ้านหลังสุดท้ายของมัน ชานนท์ทรุดนั่งอย่างคนหมดหนทางอยู่ตรงนั้น ใบหน้าหมองคล้ำเจียนจะระลึกเป็นสีดำกำลังถูกน้ำตาละเลงจนเละ

“อ๊ากๆๆๆ ฉันรักนาย ฉันขาดนายไม่ได้ นุ อนุชัย อนุชายยยยยยยยย”

จดหมายในมือถูกย่อยเป็นเศษกระดาษก่อนจะหว่านด้วยอารมณ์สับสนราวกับเกล็ดหิมะที่มาพร้อมกับความหนาวเหน็บ

“ฉันจะพลิกโลกเพื่อตามหานาย….อนุชัย” ชานนท์กรอบเกร็งล้มตัวนอนนิ่ง รปภ.ใช้โทรศัพท์มือถือสั่นๆ ไม่นานรถเบนซ์สีดำจากบ้านสายสกุลก็มาถึง ทันทีที่คุณหญิงพวงพรก้าวขาลงมายืนจนรู้สึกมั่นคง เธอก็ยกมือขึ้นปิดปากร้องไห้ที่ไร้เสียงเห็นเพียงอาการสะอื้นเท่านั้นที่โคลงเคลงร่างท้วมๆ ไปมา เธอใช้สายตาชุ่มๆ ไล่สำรวจเศษซากปรักหักพังไปรอบๆ มันคุ้นชินแต่ก็ไม่เหลืออะไรให้คุ้นตาเลยสักนิด ดร.ชวนนท์ สายสกุล เมื่อเปิดประตูรถก็ตรงดิ่งเข้าไปหาซากชีวิตที่กำลังนอนกอดขวดชีวาสใต้ต้นแคนา แดดใกล้เที่ยงเผยให้เห็นความสุขุมที่กำลังยืนจ้องบุตรชายอย่างคนมีสติ กระทั้งชานนท์ลืมตาขึ้นมามองผ่านๆ แต่เขาก็ยกขวดชีวาสขึ้นจรดริมฝีปากแบบไม่ใส่ใจ ดร.ชวนนท์จึงค่อยๆ นั่งลงพลางใช้มือเบรกชีวาสเอาไว้ก่อน

“ชาย…ชายต้องมีสตินะลูก”

“พ่อ….” ชานนท์เอ่ยคำเดียวก่อนจะฝืนข้อมือกระดกเหล้าชีวาสจนเห็นลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลงอย่างฝืนๆ “พ่อ….พ่อ….พ่อ” เขาเอ่ยสรรพนามแทนผู้ชายตรงหน้าจากเบากระทั้งสุดเสียง “พ่อออออออ”

“ชิมะดีไม่พอสำหรับพวกแกหรืออย่างไร” ดร.ชวนนท์ก้มกระซิบแบบคนเอาจริง…ชานนท์ลืมตายกตัวเองขึ้นนั่งพิงต้นแคนาจนลำตัวกับขาอยู่ในมุม 90 องศา เขาจ้องตา ดร.ชวนนท์ แบบท้าทายสุดชีวิต

“ชิมะ ไข่มุกแห่งชิมะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า….เขาไปแล้วพ่อ นุไปแล้ว พ่อได้ยินไหม พ่อได้ยินไหม” ชานนท์กระแทกเสียงดังราวจะตอกหน้าขณะคุณหญิงพวงพรทำอะไรไม่ถูกได้แต่ยืนร้องไห้จ้องทั้งคู่อยู่ห่างๆ

“ทำไมพวกแก 2 คนถึงเข้าใจอะไรยากนักนะ….” ดร.ชวนนท์พูดพร้อมกับลุกหันหลังให้

“ใช่ครับ….ความรักแบบเรา คุณพ่อไม่มีวันเข้าใจ….ไม่ว่าเมื่อวาน วันนี้ หรือพรุ่งนี้”

ดร.ชวนนท์ ยืดลำตัวหายใจเข้าท้องก่อนจะปล่อยทิ้งทางปากยาวๆ ดวงตาทิ้งระยะปนไปกับแดดสีขาวจนรู้สึกอิ่ม เขาจึงหันกลับมานั่งลงตรงหน้าลูกชายอีกครั้งก่อนจะจับใบหน้าหมองจมดำให้มองตัวเอง “ถ้าชายมีลูกกับหนูกุ๊งกิ้งเมื่อไร พ่อจะปล่อยชายเป็นอิสระ” พูดจบ ดร.ชวนนท์ก็หันหลังสาวเท้าไวไวกลับไปเปิดประตูหมุนตัวเข้าไปนั่งในรถทันที

“คุณหญิงกลับบ้าน”

………แดดสุดท้ายกำลังเผาร่างชานนท์ที่หลับตั้งแต่บ่าย เขาไม่ได้ลุกไปไหน แม้แต่ รปภ.และบอดี้การ์ดอีก 4 คนที่เพิ่งขับรถมาถึงก็ทำได้แค่มองเขาอยู่ในระยะไกลๆ เมื่อความมืดเข้าครอบคลุมเกือบจะเป็นสีดำชานนท์ก็ลุกเดินสะเปะสะปะไปรอบๆ บริเวณที่เคยเป็นบ้าน Loft Love

“ตรงนี้คือเคาน์เตอร์ฝรั่งที่นายยืนทำอาหารให้ฉัน ทางนั้นคือเป็นโต๊ะทำงาน 2 ตัว ใกล้กับเศษกระเบื้องสีเทาคือโซฟาเบทสีครีมที่นายหลับได้ละมุนที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็น ฮื้อๆ”……… เพล้ง! เสียงขวดชีวาสกระทบกับต้นแคนาจนเหลือเพียงเศษแก้วที่แหลมคม…..สุดท้ายรถเบนซ์สปอร์ตสีดำก็แล่นออกถนนใหญ่หายไปด้วยความเร็วสูง

“เร็วเข้า…”

“ตายห่า!…มือถือคุณชายไม่มีสัญญาณ”

“ไม่มีข้อแก้ตัว เราต้องตามให้ทัน”

……….ทิวาวาน หวานล้ำ……….

………รัตติกาลคืนผ่าน ครางสุขสม……….

……….อิ่มอกอุ่น หอมพวงแก้ม เฝ้าดอมดม……….

…………นัยน์ตาคม คม ปรากฏฉันนิรันดร์กาล……….

………นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้เจ้าเอย………..

……….ใยเมินเฉย ยามเมื่อหัวใจข้าเป็นของเจ้า……….

……..ไหนเทียวบอก เทียวสัญญาว่ารักเรา……..

………..จะครองเคล้าเคียงกายไม่วายวาง………

อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี

ชานนท์มาค้างกับสมรและศักดิ์ดาที่ อำเภอมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี หลายคืนและเป็นหลายคืนหลายวันที่มีเพียงชีวาสแทนอาหาร 3 มื้อ เมื่อสมรกับศักดิ์ดาไม่ยอมปริปาก เจ้ดวงจึงเป็นเป้าหมายต่อไป

“เฮ!….อ้าวแดกๆ เข้าไป คืนนี้ไม่เมาไม่ต้องกลับ” ชานนท์ซวนเซไม่มั่นคงในมือมีชีวาสและอีกหลายขวดตั้งเรียงรายรอบโต๊ะ จนเพื่อนกว่า 10 คนที่ถูกลากคอมาร่วมวงอดสงสัยในพฤติกรรมแปลกๆ ของเขาไม่ได้

“ไอ้ชายมันเป็นอะไรวะ แต่งงานยังไม่ทันเข้าเรือนหอเลยมั่งเนี้ย”

“คุยอะไรกัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า….เพื่อนที่เมืองไทยฉันมีไม่เยอะนักหรอก แต่ฉันก็อยากจะเป็นเพื่อนกับเพื่อนของพวกนายทุกๆ คน ฮ่า ฮ่า ฮ่า มาเถอะพวกมิตรภาพของเรากำลังเริ่มต้น….ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“เฮ้ย!…ชาย ถามตามตรงนะ เกิดอะไรขึ้นวะ” หนุ่มตี๋สวมแว่นราคาสูง แต่งตัวภูมิฐานดึงแขนชานนท์ให้นั่งลงข้างๆ

“ใช่! เป็นถึงลูกเขยนายกรัฐมนตรีน่าจะยินดีไม่ใช่รึวะ” อีกคนท่าทางลูกคนมีฐานะตามขึ้นติดๆ เขาจ้องหน้าชานนท์ราวจะรอตอบกลับ กระทั้ง…

“ยินดีซิ! ดีใจมากๆ ด้วย ก็นี้ไง ฮ่า ฮ่า ฮ่า เรายังดีใจไม่พออีกรึ ดู ดู คืนนี้ชายจะโชว์”

สุดท้ายก็เป็นเขาอีกเช่นเคยที่ร้องไห้จนบอดี้การ์ดต้องหามส่งโรงแรม

“ถ้าพวกนายพาฉันกลับบ้าน พวกนายตาย”

“ครับๆ คุณชาย”

จากวันเป็นอาทิตย์ จากอาทิตย์เป็นเดือน ชานนท์ สายสกุล ก็ยังเป็นซากเน่าๆ ตั้งแต่เช้ายันค่ำเกือบทุกวัน วนเวียนชีวิตไม่ขังตัวอยู่ในโรงแรมก็ขลุกเมามายอยู่กับเพื่อนในผับในบาร์มืดๆ ใบหน้า ดาริกา ชีวาวัฒนะ หลังจากล้างคราบเครื่องสำอางจะสวยเพียงใด ขาวแค่ไหน ใสจนเห็นเส้นเลือดเลยหรือเปล่าเขาไม่สน จนในที่สุดความอดทนของผู้หญิงที่ได้ขึ้นชื่อเป็นภรรยาถูกต้องตามกฎหมายก็สิ้นสุดลง

ภายในห้องนอนชั้น 3 ของบ้านพักอาศัย 3 ชั้นทรงสเปนในซอยพหลโยธิน 24 ที่ชื่อ “บ้านสายสกุล” อีก 5 นาทีจะ 9 โมงเช้า

“ฉันไม่ใช่ตุ๊กตาของคุณนะชานนท์” ดาริกาคำรามเสียงในลำคอ สักพักโทรศัพท์มือถือก็ถูกเปิดใช้งาน “ฮัลโหล ฉันต้องการคุยกับเลขาคุณพ่อคะ…เอ่อ! หมายถึงท่านนายกนะคะ”

(ไม่ทราบว่าใครโทรมาคะ)

“กิ้งเองคะ”

(อ้อ!…คุณกุ๊งกิ้ง….รอสักครู่นะคะจะโอนสายให้)

สักครู่…. (สวัสดีครับหนูกิ้ง…มีอะไรจะคุยกับอาแต่เช้าคะ) เสียงปลายสายเป็นชายลักษณะใจเย็น รอยยิ้มของดาริกาที่เพิ่งตื่นนอนก็ฉายให้เห็น

“กิ๊งอยากจะให้ทีมคุณอาช่วยสืบเรื่องๆ หนึ่ง….ไม่ทราบว่าคุณอาสะดวกกี่โมงคะกิ้งจะได้แวะไปคุยด้วย”

(ด่วนรึเปล่าคะ)

“คะ…..”

(ถ้าอย่างนั้นวันนี้ช่วงบ่ายอาจะเข้าทำเนียบ หนูไปรอพบอาที่นั่นก็ได้คะ)

“ขอบคุณคะ เดี๋ยวกิ้งเลี้ยงกาแฟ”

(ฮ่า ฮ่า ฮ่า หนูกิ้งยังน่ารักเสมอตั้งแต่เด็กจนเป็นสาว เออว่าแต่ตาชายจะมาด้วยกันไหมอาจะได้เตรียมที่รอ)

“เปล่าคะคุณอา กิ้งไปคนเดียว”

(OK คะ อาก็ถามไปเรื่อยเห็นกำลังอยู่ในช่วงข้าวใหม่ปลามัน ฮ่า ฮ่า ฮ่า)

“คุณอาคะ แค่นี้นะคะ” น้ำเสียงดาริกาเริ่มไม่ค่อยดี

(เออ!….คะๆ อาขอโทษแล้วเจอกันคะหนูกิ้ง)

“คะคุณอา สวัสดีคะ” หลังวางสายดาริกาเหม่อลอยไปที่เพดาน เมื่อเสียงลมหายใจถูกปล่อยทิ้งยาวๆ เธอก็ต่อสายเข้ามือถือของอีกคน “ Honey, I really can’t stand…….” สุดท้ายก็ร้องไห้ยาวราวกับโลกที่กำลังดำเนินอยู่ไม่ใช่โลกที่เธอเลือก “you have to wait for me please. Honey please…ฮื้อๆ”

เย็นวันเสาร์ชานนท์เพิ่งจะสร่างจากคืนวันศุกร์ก็นัดทานอาหารเย็นกับอาจารย์พิชัยที่บังเอิญพาภรรยาและลูกมาทำธุระในกรุงเทพฯ…

และที่สวนอาหารสะบันงา บนถนนเกษตร-นวมินทร์ เจ้ดวงโดนชานนท์เล่นงานเรื่องที่อยู่ของอนุชัยไปหลายรอบก็ยังปั้นหน้ายิ้มราวกับไม่มีอะไร อาจารย์พิชัยเลือกเหล้าแบล็คเลเบิ้ลเช่นเคยขณะที่ชานนท์เลือกชีวาส เจ้ดวงเป็นคนกลางและผ่านประสบการณ์มามากจึงเตรียมใจว่าคืนนี้ต้องเกิดเรื่องแน่ๆ กระนั้นการสะกดอารมณ์จึงเป็นเรื่องที่สมควรมากกว่าในเวลานี้ ทั้งคู่คุยกันเรื่องทั่วๆ ไปขณะที่มีอาจารย์สรวงสุดาและลูกๆ ร่วมรับทานอาหารเย็นอยู่ด้วย และขณะที่เวลากำลังจะเข้า 4 ทุ่มหรือ 22.00 นาฬิกา

“พิชัยคะ คุณคุยกับคุณชายต่อเถอะนะคะ เดี๋ยวสรวงจะพาลูกๆ นั่งแท็กซี่กลับบ้านไปก่อน ดูท่าทางแต่ละคนไม่ไหวแล้ว”

ชานนท์เหลือบมองอาจารย์สรวงสุดาขณะกำลังกระดกแก้วชีวาส “เดี๋ยวๆ ครับอาจารย์สรวงชายให้น้องที่นี่ขับรถไปส่งเอง”

“ไม่เป็นไรหรอกครับคุณชายลำบากดวงเขาเปล่าๆ” อาจารย์พิชัยรีบดักทาง แต่ก็โดนชานนท์ที่กวักมือเรียกเนยสาวบริกรประจำห้องเบรกทั้งคู่เอาไว้

“เนยๆ”

“คะคุณชาย”

“ให้มานพขับรถไปส่งอาจารย์สรวงสุดากับเด็กๆ ที่บ้านหลังมหาลัยหน่อย”

“ได้คะ”

“อาจารย์มัวแต่หมกตัวอยู่โคราชเลยไม่รู้อะไร ทุกวันนี้เจ้ดวงขยายธุรกิจรับ-ส่งขาเมาแล้วละครับ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“อ้าวรึ!….ท่าทางจะรุ่งนะธุระกิจเนี้ย”

“ลูกค้ามีปัญหากับตำรวจบ่อยนะครับ ผมว่าเวิร์กนะ”

“ดีเลย….อย่างนั้นถ้าอาจารย์ของเธอเมาก็ให้จอดรถทิ้งไว้ที่นี้ก็แล้วกันนะคะ…พิชัยคะเมาแล้วไม่ต้องฝืนขับรถกลับนะคะสรวงเป็นห่วง”

“ตาบอล ยายบีม…กลับถึงบ้านอย่าลืมอาบน้ำก่อนนอนนะคะ พรุ่งนี้คุณพ่อจะพาไปเที่ยวสวนสยาม”

“ไหว้อาชายซิลูก….ไปนะคะคุณชาย”

“ครับไม่ต้องเป็นห่วง เดี๋ยวชายจะดูแลอาจารย์ให้เอง”

หลังจากอาจารย์สรวงสุดากับลูกๆ ออกจากห้องไปแล้วแก้วชีวาสกับแบล็คเลเบิ้ลก็ถูกเติมเต็มจนสมบูรณ์แบบ ทั้งคู่เงียบจ้องหน้ากันไปมากระทั้งแก้ว 2 ใบถูกยกขึ้นชนและดื่มทีเดียวหมดราวจะแข่งขันและข่มกันกลายๆ

“อาจารย์รู้อะไรเกี่ยวกับนุบ้างครับ” ชานนท์เปิดประเด็นพลางจ้องหน้าอาจารย์พิชัยไม่กระพริบ เมื่ออาจารย์พิชัยเล่นลูกเฉยและเบือนหน้าทิ้งสายตาออกไปด้านนอกพร้อมกับยกมือโบกยิ้มให้ภรรยาและลูกๆ ขณะกำลังเข้าไปนั่งในรถ แต่เสียงของชานนท์ที่เริ่มจะยานและยาวก็ดังขึ้นมากระตุ้นอีก “ผมรู้นะระหว่างอาจารย์กับนุไม่ธรรมดา”

“ห่า!….”

“ความสัมพันธ์ของอาจารย์กับนุที่ก่อนจะเจอผมไม่ธรรมดาแน่นอน….เพราะฉะนั้นอาจารย์รู้อะไรเกี่ยวกับเขาพูดออกมาให้หมด” ขณะที่บริกรสาวกำลังจะรินโซดาลงในแก้วชานนท์ก็คว้าขึ้นมาดื่มเป็นแก้วที่ 2 “แต่อาจารย์สบายใจได้เรื่องนี้อาจารย์สรวงสุดาจะไม่มีทางรู้เด็ดขาด ถ้าชายไม่พูด”

“คุณชายเมาแล้วนะครับ ผมว่าเราหยุดดื่มกันก่อนเถอะ”

“อย่าพยายามเลี่ยงประเด็นเลยครับ เสียเวลาเปล่า ผมกับนุเราใช้ลมหายใจเดียวกัน แต่อาจารย์เป็นคนปลุกความเป็นเกย์ในตัวเขาขึ้นมา….ฮ่า ฮ่า ฮ่า ช่างเป็นบุญเป็นคุณกับผมเหลือเกิน”

“คุณชายครับ เรื่องของผมกับอนุชัยจบไปแล้ว และเราทั้งคู่ไม่ได้มีอะไรกัน…ไม่มีอะไรเกินเลย”

“การลูบไล้ ถูๆ ไถๆ จับๆ ลูบๆ คลำๆ ผมก็ว่าถือว่ามีอะไรกันแล้ว เพราะฉะนั้นเพื่อให้เรื่องนี้จบแค่คืนนี้ อาจารย์ก็ต้องบอกผมว่า นุอยู่ไหน”

“คุณชายมันเกินไปแล้วนะ…ผมกับนุถึงจะผ่านเรื่องนั้นกันมา แต่เราก็จบกันไปแล้ว และเวลานี้ผมก็ไม่รู้เรื่องของอนุชัยแล้วด้วย” อาจารย์พิชัยขึ้นเสียงสูงก่อนจะค่อยๆ ลุกยืนค้ำโต๊ะชะโงกหน้าเข้าหาชานนท์แบบจะเอาเรื่อง ชานนท์จ้องตาคู่สนทนากลับอย่างคนไม่เกรงกลัว สาวบริกรเห็นท่าไม่ดีเลยหมุนตัวออกไปยืนหลบด้านนอก

“อาจารย์ก็หล่อใช่เล่นเลยนะ….ยิ่งเวลามีแว่นตาหนาเตอะอยู่บนใบหน้า….ดูเด็กกว่าชายซะอีก”

“ชานนท์ นายยิ่งคุย ยิ่งเมา ก็ยิ่งไม่รู้เรื่อง” อาจารย์พิชัยดันเสียงลอดไรฟันพลางถอดแว่นวางไว้ข้างๆ

ขณะไม่ทันตั้งตัวชานนท์ก็ดึงโน้มคอเขาไปขโมยจูบและจมช็อกอาจารย์พิชัยไปหลายนาที

กระทั้ง….“ผมเพียงแต่โหยหาริมฝีปากของนุ และผมก็ได้มันจากอาจารย์เวลานี้”

“ชา ชา ชานนท์ นาย นาย นาย….”

“อาจารย์จะไม่รู้เรื่องของนุได้อย่างไรในเมื่อริมฝีปากของอาจารย์ยังมีกลิ่นของเขาชัดเจน…อาจารย์…อาจารย์ต้องบอกผม อาจารย์….อาจารย์ครับ”

“บ้าเอ้ย…นายนะเมามายจนคุยไม่รู้เรื่องแล้วนะ ตั้งสติหน่อยซิ ชานนท์ ชานนท์ ตั้งสติหน่อย” อาจารย์พิชัยกระชากเสียงสูง ด้านนอกบริกรสาวเห็นสถานการณ์ไม่ดีจึงวิ่งฝ่าแสงไฟไปยังอาคารใหญ่

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….” อาจารย์พิชัยล้มตัวลงนั่งเก้าอี้อย่างคนหมดแรงพร้อมกับยกขวดเหล้าแบล็คเลเบิ้ลรินลงแก้วตัวเองเกือบครึ่ง เป็นครึ่งแก้วที่เพรียวๆ เขาหยิบแว่นตาหนาเตอะจากโต๊ะขึ้นสวมก่อนจะยกแบล็คเลเบิ้ลแก้วนั้นแกว่งเป็นวงกลมจนน้ำสีอำพันกลายเป็นวังวนที่ลึกสุดประมาณให้ชานนท์เห็น “อนุชัยเคยบอกว่า แบล็คเลเบิ้ลทำอะไรเขาไม่ได้ นอกจากผม คุณชายจะเชื่อไหม”

“อาจารย์ อาจารย์พูดอะไรออกมา อาจารย์ครับ….”

“ถ้านายคิดจะแข่งกับคนอย่างฉัน นายต้องแกร่งกว่านี้ชานนท์…..นายไม่มีวันรู้เรื่องของอนุชัยแน่ๆ หึ!….เด็กก็ยังเป็นเด็กอยู่นั่นเอง”

แพล้ง!…..ชานนท์ยกขวดเหล้าชีวาสฟาดกับขอบโต๊ะจนแตกกระจายเสียงดังลั่นห้อง….

“นายมันบ้าไปแล้วชานนท์”

“อาจารย์นั่นแหละที่กำลังจะทำให้ชายเป็นบ้า….”

อยู่ๆ ประตูห้องก็ถูกเด่นดวงผลักเข้ามา โดยมีหญิงสาวอีกคนยืนหลบในเงามืดนอกประตู

“พอๆ หยุดๆ….พิชัย….คุณชายคะ คุณชายต้องตั้งสติให้ดี ไม่อย่างนั้นเจ้เล่นถึงตำรวจแน่นอน” เด่นดวงดุเสียงดังกะว่าจะข่ม ซึ่งก็ได้ผลในเบื้องต้น

“เจ้คิดจะขู่ผมเหรอ กล้าขู่ ชานนท์ สายสกุล รึไง….” พร้อมกับลุกยืนเอียงๆ เซไปพิงกับผนัง ก่อนบอดี้การ์ดที่เด่นดวงบอกให้รอจะกรูกันเข้ามาสมทบ ความเงียบจับจ้องทุกๆ คน กระทั้งเสียงแหลมๆ ใสๆ ของหญิงสาวที่รอจังหวะดังจากด้านหลัง

“ทุกท่านคะ ขอเราอยู่ด้วยกันสักครู่”

“กิ้ง!….คุณมาได้ ได้ไง” ชานนท์คาดไม่ถึง เขาครองสติจ้องเธอที่กำลังแทรกผ่านเข้าไปยืนด้านใน “กิ้ง….”

“ทุกท่านคะ กรุณาเถอะคะ เขาทำอะไรกุ๊งกิ้งไม่ได้หรอก” ดาริกาพูดช้าๆ ชัดๆ กระทั้งทุกคนรวมทั้งอาจารย์พิชัยถูกประคองออกไป เมื่อประตูกระจกปิดเข้าที่ เพียงลำพังก็ทำให้ทั้งคู่จ้องตากันไม่กระพริบ “ชายคะเราต้องคุยกัน”

“ชายยังต้องคุยอะไรกับกิ้งอีก”

“ทุกๆ เรื่องคะชาย….นั่งลงก่อน คุยกับกิ้ง กิ้งมีหลายเรื่องจะคุยด้วย”

“กิ้งอยากรู้เรื่องของชายมากใช่ไหม ได้ ได้ คืนนี้ไอ้ชาย ไอ้คุณ หรือไอ้เหี้ยคุณ จะพูดให้หมดเปลือก”

“คะ” ดาริการรับปากแน่นๆ พลางพยักหน้าให้ชานนท์นั่งลงฝั่งตรงกันข้าม “ระบายออกมาคะชาย ระบายทุกสิ่งทุกอย่างออกมาให้กิ้งได้รับรู้ เผื่อว่าจะช่วยชายได้บ้าง”

เมื่อชานนท์นั่งลงตามคำสั่ง เขาก็หยิบแก้วแบล็คเลเบิ้ลของอาจารย์พิชัยที่ไม่ทันได้จิบมากระดกทีเดียวหมด “แบล็คเลเบิ้ลทำอะไรนุไม่ได้จริงๆ…กิ้ง กิ้งครับ แบล็คเลเบิ้ลทำอะไรนุไม่ได้เลยเหรอ”

ดาริกานิ่ง เธอทิ้งสายตานำทางให้ชานนท์พูดต่อ

“แฟนชายเป็นผู้ชายครับกิ้ง ที่ผ่านมาทั้งหมดล้วนเป็นเกมการเมืองของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ชาย ชายขอโทษ ฮื้อๆ ชายขอโทษ ชายรักเขา ชายรักนุ …..

………นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้เจ้าเอย….ถึงจะโผบินสู่ถิ่นแคว้นแดนใด….ไกลสักแค่ไหน…..ถิ่นศัตรูหรือเพชฌฆาต….ข้าก็จะตามเจ้ากลับ….ตัวข้าคือรังหลับ….ตัวข้าจะเป็นคอนเดียว…..ข้าจะลูบหัวแทนคำบอกรักที่ไม่อาจเอ่ย….ข้าจะเขกกะโหลกยามใดที่ไม่ฟัง….ข้าจะยอมให้เจ้าตบหน้าข้าในฐานะภรรยาเท่านั้น….แต่หากเราต้องชก….ข้าก็จะชกกับเจ้าจนกว่าเราทั้งคู่จะตายไปด้วยกัน……….”

ชานนท์พร่ำเหมือนคนกำลังล่องลอย สุดท้าย “….ชาตินี้ทั้งชาติชายคงรักใครไม่ได้อีกแล้ว…”

“แม้กระทั้งกิ้งใช่ไหมคะ” ดาริกาพูดแต่สายตาก็ยังจับวงหน้าหมองๆ ของชานนท์ไม่กระพริบ

“ใช่ ชายเป็นเกย์…กิ้ง ชายเป็นเกย์ ชายรักอนุชัย ชายอยากอยู่กับเขา ชายอยากตามนกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้กลับรัง ถึงจะเป็นรังเล็กๆ ไม่พอสำหรับ 2 เรา ชายก็จะจับคอนกล่อมให้เขาหลับ เพียงเขาสบายมีความสุข ถึงชายจะทรมานแค่ไหนเพียงแค่ให้ได้เห็นเขาใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปาก…ชายยอมแลก”

“แม้กระทั้ง…..”

“ชีวิต….”

ดาริกานิ่งจนผิดธรรมชาติของภรรยา เธอลุกเดินอ้อมไปนั่งลงข้างๆ ก่อนจะตบที่หลังมือชานนท์เบาๆ “แล้วทำไมชายถึงไม่สร้างอนุชัยขึ้นมาใหม่ละคะ”

ชานนท์ชะงักราวกับคนเพิ่งตื่นจากฝัน “กิ้งหมายความว่า…..”

ดาริการลูบวนหลังมือชานนท์หลายรอบ “ก็ ก็สร้างลูกของอนุชัยแทนตัวเขาไงคะ”

“กิ้ง….”

“คะกิ้งหมายความว่ากิ้งยอมอุ้มท้องลูกของอนุชัยเพื่อชายและเพื่อเราทั้งคู่”

ชานนท์ตะลึงค้างอย่างคนคาดไม่ถึง สักพักดาริกาก็พูดขึ้นอีก

“กิ้งยอมอุ้มท้องให้ชาย 9 เดือนเมื่อคลอดเราทั้งคู่ก็เป็นอิสระ ชายจะได้อยู่กับคนรัก กิ้งก็จะไปตามทางของกิ้ง…ชายเข้าใจไหมคะ”

ชานนท์นิ่งนานราวกับปล่อยให้ความคิดทำงานกระทั้งแบล็คเลเบิ้ลถูกรินลงแก้วก่อนจะไหลลงลำคอจนเห็นลูกกระเดือกเลื่อนขึ้นลงแบบฝืนๆ อีกรอบ “จะให้ไปตามนุที่ไหนในเมื่อเขาไม่อยู่แล้ว”

ดาริกายิ้มบางๆ ก่อนจะเปิดกระเป๋าใบเล็กๆ ที่ห้อยศอกมาด้วย…เธอหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งมาคลี่วางตรงหน้า ชานนท์ก้มใช้สายตาอ่านคร่าวๆ ก่อนจะสะดุ้งโหยง

“กิ้ง…กิ้ง….”

“กิ้งเป็นลูกสาวใครคะชาย….อะไรที่อยากรู้กิ้งก็ต้องสืบจนถึงต้นตอ….นี่คือเอกสารการฝากสเปิร์มของชายกับอนุชัยใช่ไหมคะ”

“กิ้ง…..”

“ชายคะ กิ้งก็มีภูมิหลังและกิ้งเองก็ต้องการชีวิตของกิ้งคืน ไม่ใช่ต้องฝืนอยู่กับคนที่กิ้งไม่ได้รัก กิ้งอยากเป็นอิสระและกิ้งก็คิดว่าชายต้องการอยู่กับคนที่ชายรักเช่นกัน”

ชานนท์นึกถึงคำพูดของอนุชัยในวันที่รู้ว่านาราแอบไปแท้งขึ้นในหัว….

(“คุณ….นายมีทั้งพ่อ มีทั้งแม่ มีน้องสาว ผิดกับฉันคนละโลก…ฉัน….เหมือนอยู่ตัวคนเดียวในโลกและวันนี้สวรรค์ก็ส่งเด็กคนหนึ่งซึ่งเป็นจิตวิญญาณ เป็นอีกชีวิตหนึ่งของฉัน…มัน…มันเป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่เหรอ”) สุดท้ายรอยยิ้มที่เห็นน้ำรื่นๆ อาบเปลือกตาก็ผวาดึงดาริกามากอด นานกระทั่งหัวไหล่ของเธอรับรู้ถึงความชื้น เสียงปนสะอื้นของชานนท์จึงค่อยๆ ดังขึ้น “ 9 เดือนกับการเป็นแม่ของลูก กิ้งไหวเหรอ”

“ 9 เดือนสำหรับการเป็นลูกผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบ ไม่นานหรอกคะชาย กิ้งทำได้”

“ทำไมกิ้งต้องทำให้ชายอ่อนแอ ทำไม ทำไม”

“กิ้งเชื่อ 9 เดือนชายรอคนรักไหวอยู่แล้วดีกว่าจะรอนกป่าที่ไม่มีวันกลับตลอดชีวิต….”

“กิ้ง กิ้ง กิ้ง…”

“เป็นอันว่าเรา 2 คนตกลงกันแล้วนะคะ….” ดาริกาผลักชานนท์ออกพร้อมกับเช็ดน้ำตาให้เขาแบบเด็กๆ “กิ้งเชื่อว่า 9 เดือน ชายรอไหว OK ไหม”

ชานนท์พูดไม่ออก จนดาริกาดึงมือให้ลุกตาม เมื่อทั้งคู่เสมอภาคในแสงไฟสีส้ม เธอก็ยื่นมือขอจับตกลงอย่างเป็นทางการ

“ตกลงครับกิ้ง ขอให้ได้นุกลับมา ชายยอมแลกกับทุกๆ อย่าง”

“คะ ดีคะ พรุ่งนี้ชายพักสักวัน วันจันทร์เราถึงจะเริ่มต้น”

“ขอบคุณครับ ขอบคุณกิ้งมากๆ ที่เข้าใจ”

และคืนนั้นหลังจากดาริกากลับไปพร้อมกับบอดี้การ์ดเรียบร้อยแล้ว ชานนท์ก็เดินเข้าไปหาอาจารย์พิชัยที่ยืนสูบบุหรี่ราวกับรอดูเหตุการณ์อยู่ที่รถใต้ต้นหูกวาง

“อาจารย์ครับ”

“หึ…..ว่าไง” อาจารย์พิชัยโยนบุหรี่ลงพื้นพื้นพร้อมกับใช้เท้าขยี้จนไม่เหลือชื่อ

“แบล็คเลเบิ้ลไม่ทำให้นุเมาแต่เป็นอาจารย์เท่านั้นใช่ไหมที่เขาเมามายไม่จบสิ้น”

“ยอมรับว่าแรกๆ ผมรักเค้าไม่ต่างกับคุณ แต่เวลานี้อนุชัยรักคุณชายจนยอมเสียสละตัวเองเพื่อหลีกทางให้คุณชายเป็นลูกผู้ชายสมบูรณ์แบบ คุณชายควรจะสมบูรณ์แบบเพื่อเขานะ” ทั้งคู่นิ่งในเงามืดสักพัก “ผมกับอนุชัยไม่มีอะไรลึกซึ้งกัน คุณชายเข้าใจด้วยนะครับ”

“ชายต่างหากที่ต้องขอบคุณอาจารย์ที่ปลุกความเป็นเกย์ในตัวนุตื่นขึ้นมาพบกับชาย ไม่ว่านุจะขุดรูอยู่ หรือทำรังอยู่บนปุยเมฆ ชายก็จะตามเขากลับ นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้จะต้องกลับรัง Loft Love House ไม่วันใดก็วันหนึ่ง”

“คุณชายจะสร้างบ้านหลังนั้นขึ้นมาใหม่เหรอ”

“แน่นอนครับอาจารย์ เพราะมันเป็นบ้านหลังแรก หลังเดียวและจะเป็นหลังสุดท้ายสำหรับเรา…อาจารย์ช่วยเป็นวิศวกรออกแบบให้ชายอีกครั้งนะครับ”

“อื้อ!….รู้สึกว่า ที่บริษัทเอเชี่ยนกรุ๊ปจะมี File งานเก่าๆ อยู่นะ เดี๋ยวๆ อาทิตย์หน้าจะโทรให้เกรียงศักดิ์จัดการให้” พูดจบชานนท์ก็พุ่งเข้าไปกอดพร้อมกับไซ้ซอกคออาจารย์พิชัยราวกับความเมามายนำทาง

“กลิ่นของอนุชัยยังอยู่ครบ อาจารย์ช่วยไปส่งชายที….”

“คุณชาย…”

“นะครับ….แบล็คเลเบิ้ลคงทำอะไรนุไม่ได้จริงๆ นั้นแหละนอกจากอาจารย์” ชานนท์เสียงสั่นพร้อมกับดันเป้ากางเกงถูเป้ากางเกงอาจารย์พิชัยจนตื่นตัว “นะครับ”

“ได้ ได้ แต่ผมจะไม่ยอมเป็นอนุชายให้คุณชายเหมือนกับอนุชัยเด็ดขาด”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า….จริงๆ แล้วผมชอบชีวาสมากกว่า….ไม่ใช่แบล็คเลเบิ้ล….อย่าเคลิ้มครับอาจารย์“

“คุณชายเล่นซะขนลุก…ว่าแต่ที่คุณกุ๊งกิ้งมาเป็นเรื่องดีใช่ไหม ดูท่าทางคุณชายมีความสุขขึ้นเยอะ”

“เป็นความลับครับอาจารย์”

“OK…ไปๆ ไหวไหมผมจะไปส่งที่บ้านสายสกุล….”

จบ อนุชาย2 บทที่1 เมามาย

อนุชาย 2

อนุชาย 2พบกับ อนุชาย 2 นิยายภาคใหม่ โดย Timmy Buto เร็วๆ นี้

อนุชาย 2

คุณเชื่อหรือไม่ว่าผู้ชาย 2 คนจะมีลูกด้วยกันได้…ถ้าไม่เชื่อ ผม Timmy Buto จะทำให้คุณเชื่อเอง…

หลังจาก “อนุชาย” ภาคแรกจบลงด้วยความขมขื่นและผิดหวัง….ในภาคที่ 2 ความรักของ อนุชัย ธารากรณ์ กับ ชานนท์ สายสกุล ก็ยังเข้มข้นหรืออาจจะเข้มข้นยิ่งกว่าภาคแรกด้วยซ้ำเมื่ออยู่ๆ คุณหมอหนุ่มจาก อเมริกา ก็ปรากฏตัวขึ้นที่บ้าน “Loft Love” ที่ชานนท์สร้างขึ้นแทนหลังเดิม ซ้ำร้ายชื่อของเขายังเป็นชื่อเดียวกับนามแฝงที่ชานนท์ใช้ตั้งแต่อดีตกระทั้งปัจจุบัน คุณหมอเดียร์เนียล สแปนเลย์ คือผู้เข้ามาเปิดแผลเก่าให้เจ็บลึกถึงขีดสุด…

ไม่เพียงแค่นั้นผู้เขียนก็ยังได้เพิ่มมิติของความรักใหม่ๆ เข้าไปอีกชั้น…เมื่อดาริกา ชีวาวัฒนะ ลูกสาวนายกรัฐมนตรีที่ถูกจับแต่งงานกับชานนท์ ทนเห็นสามีเอาแต่กินเหล้าเมาไม่เป็นผู้เป็นคนไม่ไหว เธอจึงจ้างนักสืบเอกชนเพื่อสืบภูมิหลังของเขาและเมื่อความจริงถูกเปิดเผย เธอจึงเสนอให้ชานนท์สร้างอนุชัยคนที่ 2 ขึ้นมาแทนคนรักที่หายไป เพื่อแลกกับอิสรภาพของเธอ…ดาริการโชว์เอกสารการฝากสเปิร์มของอนุชัยและตัวเขาให้ชานนท์เห็น แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์จึงได้นำทางคนทั้ง 2…ในที่สุดมิติความรักที่ลึกสุดก็ถูกสร้างขึ้นมา อานนท์คือเด็กคนนั้น เขาเกิดมาพร้อมๆ กับเลือดกรุ๊ป AB RH- เหมือนกับคนเป็นพ่อต้นแบบ เขาจะดึงอนุชัยกลับมาหาชานนท์ได้หรือไม่ต้องติดตามแล้วละครับ….

อนุชาย ภาค2 เป็นงานเขียนสไตล์ เขียนไปโพสต์ไป เช่นเดียวกับภาคแรก ความสนุกตื่นเต้นจึงอยู่ที่ลำดับเหตุการณ์ต่อเหตุการณ์ บทต่อบท…ทั้งคนเขียนและคนอ่านไม่มีทางรู้สิ่งที่จะเกิดขึ้นในบรรทัดถัดไป-หน้าถัดไปได้เลย…หากคุณไม่สามารถคาดเดาวันพรุ่งนี้ได้ฉันใดจุดประสงค์ของผู้เขียนก็ประมาณนั้น

ด้วยความที่ผู้เขียนไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ ผู้เขียนจึงรู้สึกเป็นอิสระในการนำเสนอ การเขียนผิดๆ ถูกๆ ตกๆ หล่นๆ จึงเป็นเรื่องที่ผู้เขียนจะต้องยอมรับและน้อมนำที่จะเพิ่มการตรวจสอบ-ตรวจทานให้มากยิ่งขึ้นเพื่อเนื้อหาของนิยายจะได้ไม่สะดุดหยุดลงง่ายๆ….เมื่อคนอ่านเข้าถึงอารมณ์ของตัวละครเมื่อนั้นรางวัลและความสุขของผู้เขียนก็จะเกิดขึ้นเช่นกัน

กราบขอบพระคุณล่วงหน้าที่ให้อภัย ติดตามไปเรื่อยๆ มีความสุขร่วมกันแล้วพรุ่งนี้ ของเรา ก็จะสวยงาม…สวัสดีครับ

คุณนายซาอุฯ บทที่ 11

คุณนายซาอุฯ บทที่ 11คืนที่ไร้ดาว คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 11

อีก 4 วันต่อมาหลังจากที่ศรีได้คุยกับคุณอำนาจที่ตลาดเรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้นเธอก็นำโฉนดที่นาผืนสุดท้ายเข้าไปหาดากับสวัสดิ์พร้อมกับเงินตัดดอกปีแรก การเจรจาพูดคุยเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ดาเองก็หมดปัญญาช่วยเหลือ จนสุดท้ายเธอก็ได้แต่รับปากว่าจะช่วยดูที่นา 2 แปลงไม่ให้หลุดไปถึงมือคนอื่น เพียงเท่านั้นศรีก็ร้องไห้ออกมาอีก เมื่อชีวิตเดินทางมาจนถึงวันนี้แล้ว ดากับสวัสดิ์ก็ได้แต่พูดส่งให้เธอสู้อย่าถอยหลังหากไม่มีเงินกลับบ้าน ศรีจึงได้เข้มแข็งขึ้น

คืนที่ไร้ดาว

และในคืนไร้ดาว หลังจากพ่อใหญ่เงินแม่ใหญ่ย้อยและลูกๆ หลับเรียบร้อยแล้ว เสียงกิ่งไม้เคาะประตูรั้วหน้าบ้านเบาๆ ก็ทำให้ศรีสะดุ้ง ก่อนเธอจะถือตะเกียงเดินลงบันไดเข้าไปหา

“อ้าวเจ๊กเตี้ย แม่ใหญ่หงส์มาเฮ็ดหยังค่ำๆ มืดๆ” ศรีถามอย่างคนอดแปลกใจไม่ได้ แต่เธอก็เปิดประตูรั้วนำทั้งคู่เข้าไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้าน ไม่นานพ่อใหญ่เงินกับแม่ใหญ่ย้อยที่เดินไม่ค่อยไหวก็ไต่บันไดลงมาสมทบ

“อ้าว! เจ๊กเตี้ยกับยายหงส์ตั้วนั้นแหมะ พวกสูมาเฮ็ดอีหยังค่ำๆ มืดๆ” แม่ใหญ่ย้อยถามขึ้นอีกคน

“มาๆ แม่ใหญ่พ่อใหญ่มานั่งก่อน ดีแล้วละจะได้ปรึกษากันไปทีเดียว” เจ๊กเตี้ยพูดขึ้น ทั้งหมดนิ่งให้แสงตะเกียงทาบทาวับๆ วิบๆ กระทั้งแม่ใหญ่หงส์พูดระดับเสียงพอดี

“เมื่อเช้าเข้าไปซื้อของในตลาด ดากับสวัสดิ์เรียกเข้าไปคุยด้วยเลยรู้เรื่องที่ศรีจะไปช่วยทิดไซที่ซาอุฯ จริงๆ พวกแม่ใหญ่กับพ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยต้องขอโทษด้วยเด้อที่มาโดยพละการ และอย่าได้โกรธดากับสวัสดิ์เขาเลยเพราะทั้งคู่ต่างเป็นห่วงจนไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน”

“แม่ใหญ่หงส์ เจ๊กเตี้ย…ข่อยๆ” ศรีจะพูดแต่เจ๊กเตี้ยก็รีบแทรกขึ้นมาก่อน

“ตอนแรกดามันว่าจะรับหนูพรรณลูกสาวมึงไปเลี้ยงและเรียนหนังสือในตลาด แต่กูขอมันเอาไว้เพราะกูกับแม่ใหญ่หงส์บ่มีลูกมีเต้า และเฮา 2 คนก็แอบหลงรักหนูพรรณเหมือนลูกเฮาอยู่แล้วจึงได้ปรึกษากัน และเข้าไปปรึกษาดาเมื่อช่วงบ่ายอีกรอบหนึ่ง เลยสรุปได้ว่า เป็นไปได้ไหม ช่วงที่มึงบ่อยู่ กูกับแม่ใหญ่หงส์จะรับหนูพรรณไปอยู่ด้วย จะรับเลี้ยงมันเป็นลูกบุญธรรมเลยละ”

“เจ๊กเตี้ย….”

“ดาก็เห็นด้วยกับกู ถ้าดามันรับพรรณไปเลี้ยงในตลาด บักพอนกับพ่อใหญ่เงินแม่ใหญ่ย้อยก็จะบ่มีคนช่วยดูแลอีก กูกับเจ๊กเตี้ยเลยตัดสินใจเข้ามาคุยกับมึงนี้ละ และหากแม้นว่ามึงเห็นดีเห็นงามด้วย กูกับเจ๊กเตี้ยก็จะได้ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับบักพอนลูกชายมึงแม่ใหญ่ย้อยแล้วก็พ่อใหญ่เงินไปด้วย มึงไปเฮ็ดการเฮ็ดงาน ไปช่วยผัวที่ประเทศซาอุฯ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” แม่ใหญ่หงส์พูดยาวในขณะที่แสงตะเกียงก็บอกสถานะ แม่ใหญ่ย้อยเช็ดน้ำตาที่ล้นทะลักออกมาอยู่หลัดๆ

สักครู่ศรีที่นั่งเช็ดน้ำตาอยู่กับแคร่ก็ลงนั่งกับพื้นดินพร้อมกับกราบบนตักแม่ใหญ่หงส์กับพ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน

“ขอบคุณหลายๆ แม่ใหญ่หงส์เอ้ย พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยนำ ขนาดพวกเจ้าเป็นคนเจ๊กคนจีนแท้ๆ ยังดีกับครอบครัวคนบ้านโคกอีรวยอย่างข่อยกับลูกๆ ถึงเพียงนี้”

“ถึงเฮาจะเป็นคนเจ๊กคนจีนต่างถิ่น แต่เฮาก็แตกบ้านแตกเมืองได้มาอาศัยมาอยู่กับคนบ้านโคกอีรวยจนเป็นคนบ้านโคกอีรวยแท้ๆ คนหนึ่งไปแล้วละ” แม่ใหญ่หงส์พูด

“ถ้าอย่างนั้นข่อยก็ขอฝากอีพรรณกับบักพอนแน่เด้อ”

“ตอนแรกพวกกูก็คุยกันกะว่าจะรับเป็นลูกบุญธรรมทั้ง 2 คนนั้นละ แต่อยากให้แม่ใหญ่ย้อยกับพ่อใหญ่เงินมีหมู่นอนนำเลยจะดูแลแค่หนูพรรณคนเดียว แต่มึงก็บ่ต้องเป็นห่วง ถึงบักพอนมันจะบ่ได้อยู่กับกู แต่พวกกูก็จะรักมันเหมือนลูกชายอีกคนนั้นละ”

“ขอบคุณ ขอบคุณพ่อใหญ่แม่ใหญ่หลายๆ เฮื้อย!….อีศรีหายใจได้ทั่วท้องแล้วละพ่อใหญ่แม่ใหญ่เอ้ย…ฝากลูกฝากหลาน มันดื้อมันซนก็ตีได้ข่อยอนุญาต ถ้าอีศรีกับบักทิดไซมันบ่ตายจะกลับมาตอบแทนบุญคุณ”

“บ่ๆ…บ่ต้องตอบทงตอบแทนอีหยังดอก พวกกูต่างหากที่ต้องขอบใจหมู่สู เพราะตั้งแต่มื้ออื่นเป็นต้นไปพวกกูก็จะมีลูกมีเต้ากับเขาแล้วละ ฮะ ฮะ ฮะ” เจ๊กเตี้ยพูดพร้อมกับหัวเราะสั้นๆ ถี่ๆ ออกมาให้ได้ยิน ส่วนแม่ใหญ่หงส์ก็ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาอยู่หลัดๆ

“แม่ใหญ่ก็เป็นคนมีกรรมศรีเอ้ย พลัดบ้านพลัดเมืองมา พอโตเป็นสาวกำลังรู้ความแม่ก็มาตายจากไปอีก ถ้าบ่มีเจ๊กเตี้ยปานนี้ก็บ่ฮู้จะอยู่ที่ไหนเหมือนกัน….” แล้วแกก็ดึงมือศรีเข้ามากุมไว้ “มึงไปซาอุฯ อย่าได้ห่วงหน้าพะวงหลัง หอบเงินหอบทองกลับมาถ้าหนูพรรณอยากกลับมาอยู่กับพวกมึงกูกับเจ๊กเตี้ยก็จะไม่ว่า สบายใจได้”

และศรีก็ก้มลงกราบแม่ใหญ่หงส์อีกรอบ ก่อนจะเป็นแม่ใหญ่ย้อยจะยกมือท่วมหัวอีกคน

“สาธุคุณพระคุณเจ้า เจ๊กเตี้ยเป็นคนดี ขอให้พระคุ้มครอง ร่ำๆ รวยๆ ด้วยเถอะ”

“ขอบคุณแม่ใหญ่…ขอบคุณ เฮามันคนบ้านเดียวกัน บ่ต้องเกรงใจ” พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยบอกส่งท้ายก่อนทั้งหมดจะแยกจากกัน

ในคืนไร้ดาว ถึงจะไม่เห็นแสงดาว แต่ก็ยังมีดวงดาวที่ซ่อนอยู่ด้านหลังแผ่นเมฆคอยนำทางให้กับคนหลงทางอยู่ทุกค่ำคืน เสียงลมหนาวพัดใบไม้ตามพื้นป่าเต็งรังดังซ่าๆ แสงตะเกียงน้ำมันก๊าชดับไปแล้ว แต่แสงดาวที่อยู่ในใจของผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าแหลมๆ ที่ชื่อศรีกลับสว่างขึ้นมาแทนที่

“สาธุ สาธุ สาธุ คุณพระคุณเจ้าช่วยคุ้มครองดูแลลูกๆ แม่เฒ่าๆ กับพ่อแก่ๆ แทนลูกด้วย คุณนายซาอุฯ สำหรับชีวิตลูกคงรอลูกอยู่ประเทศซาอุดิอาระเบียแล้วแม่นบ่ถึงได้นำทางชีวิตลูกมาถึงตรงนี้และได้โปรดช่วยนำทางชีวิตคุณนายซาอุฯ คนนี้ไปให้ตลอดรอดฝั่งด้วยเถอะ สาธุ สาธุ สาธุ”

………

อีก หลายวันต่อมา

อยู่ๆ รถกระบะตำรวจก็วิ่งตามทางเกวียนมาจนถึงบ้านโคกอีรวย มันยังไม่น่าตกใจเท่ากับกลุ่มคนที่นั่งมาด้านหลังรถกระบะคันนั้น และเมื่อรถตำรวจวิ่งออกจากหมู่บ้านไปเรียบร้อยแล้วเสียงพูดคุยจากบ้านต่อบ้าน หลังคาต่อหลังคาก็ดังขึ้นมาเรื่อยๆ

“อีคุณนาย คุณนายไรรา อยู่บ้านบ่” บัวไหลยืนหน้าตื่นเรียกไรราเบาๆ จนคุณนายเล็บแดงที่ลงคิ้วยังไม่จบก็ยื่นหน้าออกมาทางหน้าต่าง

“มีอีหยังเอื้อยบัวไหล”

“ลงมานี้เลยเร็วๆ”

“โอยมีหยังก็เว้ามาโลด คนกำลังเขียนคิ้วอยู่”

“คุณนายบ่อยากฮู้บ่ ว่ารถตำรวจมาเฮ็ดอีหยัง (ทำอะไร) ในหมู่บ้านของเฮา…ถ้าบ่อยากฮู้ก็แล้วแต่เด้อ” ทันทีที่บัวไหลทำท่าจะเดินกลับหลังบ้าน คุณนายไรราก็กระวีกระวาดหน้าตื่นๆ วิ่งลงบันไดมายืนข้างรั้ว

“เอื้อยบัว เอื้อยบัวไหลมีอีหยัง เร็วๆ ตำรวจเข้ามาบ้านเฮาเฮ็ดหยัง” คุณนายไรราเร่ง ขณะที่ลิปสติกยังเลอะมุมปากไม่ทันเช็ด “อยากตายบ่เอื้อยไหล ถ้าบ่อยากตายให้มาไวๆ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า กูก็นึกว่าคุณนายบ่สนใจ” บัวไหลเดินกลับมาทำตาลุกวาวกระซิบใกล้ๆ

“เร็วๆ….ตำรวจเข้ามาเฮ็ดหยังบ้านเฮา”

บัวไหลกระพือผ้าถุงไปมาก่อนจะหน็บข้างๆ เอวก่อนจะโบกมือให้ไรรานั่งลงข้างๆ รั้วไม้ไผ่แบบคนกลัวความลับจะเปิดเผย ไรราเห็นท่าทีน่าสนใจเลยนั่งตามพร้อมกับเอียงหูเข้าไปใกล้ๆ

“ตำรวจมาส่งคนงานชุดลุงสักที่แกจะไปเฮ็ดงานประเทศซาอุเมื่อวันก่อน”

“อ้าว!….”

“มึงเงียบๆ นี้เป็นความลับของคุ้มโรงเรียนกับบ้านมะกอกโดยเฉพาะ”

“ตกลงบ่ได้ไปบ่ เป็นหยัง อีสำลียังจัดพริกคั่ว ปลาแดกบอง (ปลาร้าสับ) ลงกระเป๋าให้ลุงสักอยู่เลย”

“บ่ๆ มึงฟังกูดีๆ….เมื่อวานก่อนมีคนมารับที่ตลาดพร้อมกับจ่ายเงินงวดสุดท้ายแม้นบ่ แล้ว แล้ว”

“แล้วอีหยัง อีห่าขั่วมึงเร็วๆ…”

“เขาก็เอารถกระบะมารับที่ตลาด อีสำลี อีลาน อีดวน อีอ้วนบ้านมะกอกก็ไปส่งผัวแม่นบ่”

“อีบัวไหล มึงอยากตายตี้!….ข้ามไปโลดซุม (ซุม=พวก) อยากเป็นคุณนายซาอุฯ แบบเฮานะ” ไรราเร่งพร้อมกับขยับเท้าเข้าหาอีก

“เขาเอาพวกลุงสัก ทิดสี ทิดยน ทิดมืดบ้านเฮากับบ้านมะกอกอีก 12 คนไปทิ้งไว้ สนามบินดอนเมือง 2 วัน 2 คืน แล้วก็หายหัวเข้ากลีบเมฆไปเลย”

“ตกลงบ่ได้ไปบ่”

“อีห่าคุณนาย มันจะได้ไปบ่ละตำรวจถึงได้มาส่งถึงบ้านนะ”

“แม่นอีหลีติ (ใช่จริงเหรอ)”

“แม่นบ่แม่นอีสำลีก็เกือบผูกคอตายไปแล้ว เสียเงินเสียคำเกือบแสนโดนหลอกไปซาอุ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ไรรานิ่งคิดก่อนเธอจะค่อยลุกยืนพร้อมกับเฉิดฉายรอยยิ้มบางๆ ออกมาทางมุมปาก “หึๆ….เสียแค่ 6หมื่นห้า ถูกกว่าผ้วมึงครึ่งต่อครึ่ง โรคก็บ่ต้องไปตรวจให้เสียเวลา พลาสปอร์ตแค่เอารูปถ่ายไปให้เขาก็ทำให้หมด ถุย!….สมน้ำหน้าคิดจะมาเทียบรัศมีคุณนายไรรา พวกขี้คอกก็ยังขี้คอกวันยันค่ำละว้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” และเธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมายาวเยียดจนบัวไหลตกใจลุกถอยห่างไปหลายก้าว

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีคุณนายไรราสะใจอีหลีโว้ยแม่มึง….สมน้ำหน้า สมน้ำหน้า ให้มันฮู้บ้างว่าอีไรราเป็นไผ แหมอีสำลี มึง มึงริอาจมาเทียบกับคนอย่างกู ดี ดี จะให้พาไปซื้อทอง ซื้อเสื้อผ้า ซื้อลิปสติก…ไปดูหนังหน้ามึงก่อนไปอีห่าลาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีคุณนายไรรามีความสุขจริงๆ โว้ย! ฮ่า ฮ่า ฮ่า….”

“คุณนาย คุณนาย เป็นหยัง (เป็นอะไร)”

“เอื้อยบัวไหลไปเอาเหล้าขาวมา มื้อนี้คุณนายไรราเลี้ยงเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

…………

และคืนไร้ดาวก็ยังมืดมนไม่จบสิ้นสำหรับอีก 4 ครอบครัวในบ้านโคกอีรวย และ 12 ครอบครัวของบ้านมะกอก ลาวต้มลาว จึงเป็นสำนวนยอดฮิตในบ้านโคกอีรวยขึ้นมาทันที

……….

…เพียงเพราะความแร้นแค้น จึงไผ่หา…

…เพียงอยากลืมตาอ้าปากที่หิวโหย…

…เพียงอยากเห็นลูกเมียไม่อิดโรย…

…จึงต้องโกยไปข้างหน้าเพื่อหางาน…

…ใยสวรรค์จึงปิดฟ้า….

…ใยนภาถึงมืดหมอง…

…ใยดวงดาวจึงไร้แสงที่เรืองรอง…

…ใยลาวต้องต้มลาวให้คาวคราง…

……….

“กูกะคนคือกัน กูกะแค่อยากมีงาน อยากเห็นลูกเห็นเมียอิ่มท้อง อยากลืมตาอ้าปาก อยากมีปัจจัย 4 เท่าๆ กับคนอื่นๆ….เป็นหยัง เป็นหยังเฮ็ดกับกูแบบนี้….สวรรค์เอ้ยสวรรค์ ได้ยินเสียงกูบ่ สูพวกเทวดานางฟ้าทั้งหลายได้ยินเสียงกูบ่ ได้ยินเสียงหมู่ข่อยบ้างหรือไม่!!!!!!!!!!”

………

จบ คืนที่ไร้ดาว คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 11

คุณนายซาอุฯ บทที่ 10

คุณนายซาอุฯ บทที่ 10ข่าวร้าย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 10

ข่าวร้าย

ในค่ำคืนขณะที่รวงข้าวกำลังเหลืองอร่ามเด่นชัดในแสงจันทร์สีเงิน แม่ใหญ่สิมและแม่ใหญ่อีก 4, 5 คน พร้อมกับหมอตำแยประจำบ้านโคกอีรวยก็ได้เวลาทำงาน วารีปวดท้องตั้งแต่วัวควายยังไม่ถูกต้อนเข้าคอก กระทั้งเวลานี้ ขณะพ่อใหญ่เหลือ พ่อใหญ่จันทร์บ้านโนนทุ่งรวมทั้งพวกผู้ชายอีก 10 กว่าคนถูกกันเอาไว้ด้านล่าง แสงจันทร์อาบทุ่งก็แผ่รัศมีทรงกรดมาถึงบ้านหลังเล็กๆ ของวารีในคืนเดียวกันด้วย

“โอ้ยยยย อีแม่ อีแม่” วารีร้องเรียกแม่ใหญ่สิมที่นั่งจับมือกำลังสั่นเกร็งอยู่ข้างๆ

“เออ เบ่งอีนิด อีกนิดเดียว” เสียงหมอตำแยก็ดังขึ้นมาจากด้านล่าง

“อ้าว เบ่ง อื้ดด อื้ดดด วารี เบ่งอีกนิดเดียว อื้ดดด” เสียงแม่ใหญ่สิมร้องเอาใจช่วยอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อวารีออกแรงถึงที่สุดจนเหงื่อกาฬผุดขึ้นจากทุกรูขุมขน เสียงเด็กทารกแรกเกิดร้องก็ทำให้พ่อใหญ่เหลือกับพ่อใหญ่จันทร์ที่นั่งลุ้นตัวโกงอยู่ข้างล่างหายใจหายคอได้โล่งขึ้น

“อุแว้ อุแว้ อุแว้”

“ผู้หญิงหรือผู้ชาย” พ่อใหญ่เหลือตะโกนถามขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่มาหยุดตรงหัวพอดี

“ผู้ชาย ผู้ชายอีกแล้ว ฮ่า ฮา ฮา ฮา” เสียงหมอตำแยตะโกนบอก ก่อนเสียงแม่ใหญ่สิมจะดังขึ้นติดกัน

“พ่อใหญ่เอ้ยเฮาหมานแต่หลานชายละน้อ ฮ่า ฮ่า ฮา”

“โอ้ย…บักทิดทองอยากได้ลูกสาว แต่กูอยากได้หลานชายอยู่แล้ว ดี ดี ไปเอาเหล้าขาวมาพวกเฮา ฮ่า ฮา ฮา”

อีก 1 ชั่วโมงถัดมาหนามไผ่ที่เตรียมไว้ก่อนแล้วก็ถูกหนุ่มๆ นำมาล้อมรอบๆ บริเวณน้ำคล่ำตกลงสู่พื้นดิน อีกชุดก็นำรกที่เกิดมาพร้อมกับเด็กไปฝังใต้ต้นไม้สูงในป่าลึก ดวงจันทร์ทอแสงสีเงินตลอดทั้งคืน กระทั้งเช้าวันรุ่งขึ้น พิธีกรรมอยู่ไฟแบบโบราณจึงได้เริ่มต้น คนเฒ่าคนแก่เกือบทั้งบ้านโคกอีรวยมานั่งๆ นอนๆ ที่บ้านวารีต่ออีกหลายคืนกระทั้งพิธีกรรมอยู่ไฟครบกำหนด 15 วันผู้คนถึงได้บางตา มีเพียงแม่ใหญ่สิมกับแม่ใหญ่ย้อยอยู่เป็นเพื่อนต่ออีกหลายคืนจนวารีกลับมาอยู่ในสภาพเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

“ลูกมึงคนนี้จะซื่อว่าอีหยังดีละวา” แม่ใหญ่สิมถามขณะอุ้มหลานชายไม่ยอมปล่อย

“ทิดทองตั้งไว้แล้วถ้าเป็นผู้หญิงชื่อ อารี แต่ถ้าเป็นผู้ชายชื่อก้องไกรตั้วแม่” วารีบอก

โอ่…ก้องเอ้ย ก้องไกรได้ยินแม่ใหญ่บ่ หึ”

“อุแว อุแว อุแว”

“ท่าจะหิวนมแล้วละ เอาๆ ให้นมลูกซะ กูจะกลับไปเอายาหม้อที่บ้านมาเผื่อไว้ให้อีก…แล้วพ่อมันจะกลับมาบ่ละ”

“เห็นว่าอีก 3-4 เดือนก็ได้พัก จะมีเวลากลับมาเยี่ยมลูกอยู่ดอก”

“โอ…ดีแล้วละ ถึงมื้อนั้นบักก้องกะแข็งแรงทันพอดี หึๆ” แล้วแม่ใหญ่สิมก็ลงบันไดไป…

ลมหนาวผ่านเข้ามาอีกปี แต่ปีนี้โชคดีหน่อยที่พ่อใหญ่เหลือทำเตาไฟให้วารีอยู่ไฟหลังคลอดบนบ้าน วารีเลยใช้มันต่อกับลูกน้อยกระทั้งเสียงแตรรถมอเตอร์ไซด์ดังขึ้นที่ประตูหน้าบ้านตอนใกล้จะสว่าง 4 เดือนต่อจากนั้น

“อ้ายทิดทองมาฮอดแล้วพี่นาง (พี่นาง=เป็นชื่อเรียกนำหน้าของพี่สะใภ้) เสียงราตรีดังขึ้นที่นอกชาน ก่อนจะเห็นทิดทองในรูปร่างขาวสูงโปร่งผิดกับคนเดิมโผล่หิ้วของพะรุงพะรังผ่านประตูเข้ามาหา วารีกำลังอุ้มลูกกินนมปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะโอบคอสามีร้องไห้อย่างหนัก

“ได้ลูกชาย….อ้ายทิดทอง”

“วารี…ได้ลูกชายอ้ายกะดีใจขนาดแล้ว…ราตรีลงไปเอาของจากรถแน่ไป เผิ่นจะได้กลับ”

“จ้า….”

“อ้ายทิดเมื่อยบ่ (เหนื่อยไหม)” วารีถามขณะตั้งสติได้ระดับหนึ่ง

“บ่ อ้ายบ่เมื่อยดอกเอาบักก้องไกรมาให้พ่ออุ้มนำแน” แล้ววารีก็ยื่นทารกน้อยให้สามี “โอ้ บักหล่าเอ้ย (บักหล่า=ลูกชายคนเล็ก) พ่อมาแล้ว พ่อกลับมาหาแล้ว”

และไม่ทันสว่างดี ศรี กับไรราก็โผล่หน้าขึ้นบันไดมาหา วารีแจกแอบเปิ้ลผลไม้ต่างถิ่นที่คนบ้านโคกอีรวยไม่เคยเห็นและไม่เคยลิ้มลองพร้อมกับของฝากคนละชุดก่อนไรราจะขยับเข้าไปจับไม้จับมือทิดทองใกล้ๆ

“จังแมนขาวเนาะ…อ้ายทิดทอง อ้ายทิดดอนฝากเงินมานำบ่” เธอก้มกระซิบถามใกล้ๆ ราวกับกลัวเพื่อนอีกคนจะได้ยิน

“ฝากมาให้อยู่นี้เด่….อยู่ในซองนี้ละจักบาทอ้ายกะบ่ฮู้ดอก บ่ได้เปิด” แล้วทิดทองก็ดึงซองจดหมายหนาๆ ยื่นให้ ไรราเบิกตากว้างราวกับคนดีใจสุดชีวิต

“อ้ายทิดดอน อ้ายทิดดอน…สงสัยเป็นแสน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ไรราหัวเราะพร้อมกับชูซองใส่เงินให้ทุกคนเห็นก่อนเธอจะกุลีกุจอถอยกลับไปนั่งที่เดิมและศรีที่รออยู่แล้วจะขยับเข้ามาแทนที่

“แล้วอ้ายทิดไซเด่ ได้ข่าวแน่บ่ จดหมายกะบ่เขียนมาบ้านโดนแล้ว (โดนแล้ว=นานแล้ว)”

ทิดทองสีหน้าสลดทันทีก่อนจะตบปลอบไหล่ของศรีเบาๆ

“เล้าเป็นจังใด อ้ายทิดทอง บอกให้ฮู้นำแน…อ้ายทิดทอง” ศรีเซ้าซี้ขณะน้ำตาก็ล้นทะลักออกมารอก่อนแล้ว แต่ทิดทองก็ยังเงียบจนคล้ายคนกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก เมื่อแสงแรกผ่านผนังใบมะพร้าวตาบทับด้วยซีกไม้ไผ่ทะลุมาถึงคนทั้งคู่ ทิดทองถึงได้หันมาจ้องหน้าศรีตรงๆ พร้อมขยับเข้าหาอีก

“ศรี ตั้งสติให้ดีๆ เด้อ….” ทิดทองบอก วารีเห็นท่าไม่ดีเลยขยับเข้าไปนั่งกอดเพื่อนเอาไว้จากด้านหลัง ทำให้ศรีเกือบจะร้องไห้ออกมาอีกทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องราว

“บักทิดไซ ฆ่าคนงาน ประเทศศรีลังกา ตายในบ้านเศรษฐีอาหรับ”

“ห่า!….ทิดทอง ทิดทองว่าจังได ว่าจังไดเกาะอ้าย ฮื้อๆ อ้ายทิดไซ อ้ายทิดไซฆ่า ฆ่าคน อ้ายทิดทอง วารี วารี มันบ่แมน แมนบ่ ฮื้อๆ…..(บ่แมนแมนบ่=ไม่ใช่ใช่ไหม)” ศรีบีบกุมมือวารีแน่น เธอร้องไห้เงียบๆ แต่ดังลึกจมสู่ความวังเวงขณะที่หัวคนทั้งสามเกือบจะชนกัน มีเพียงไรราคนเดียวที่นั่งเอียงหูรับฟังข่าวอยู่ห่างๆ

“ศรี บักทิดไซมันติดคุก”

“ฮื้อๆ…คือ คือว่าจั่งซั่นอ้าย คือเป็นแบบนี้ ฮื้อๆ วา วารีเอ้ยผัวเฮาคือเป็นแบบนี้ คือเป็นแบบนี้ ฮื้อๆ”

“ศรี ใจเย็นๆ อ้ายจะเว้าให้ฟัง ทนายบ้านของเศรษฐีกำลังวิ่งเต้นช่วยบักทิดไซอยู่ เผินเป็นคนดี และยังฝากมาบอกศรีอีกว่า….ถ้าเป็นไปได้ให้ศรีไปประเทศซาอุฯ กับอ้าย เศรษฐีจะให้เข้าไปเฮ็ดงานในบ้านพร้อมกับพาศรีไปขอความเห็นใจจากศาล เพราะที่บักทิดไซเฮ็ดลงไปเป็นเพียงแค่การป้องกันตัวเอง”

“มันมีทางซอยอยู่ติอ้าย…”

“เศรษฐีคนนี้ใจดี แล้วเผิน (เผิน= เขา,ท่าน) ก็ชอบนิสัยของบักทิดไซนำ….” ทิดทองบอก ศรีปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะจ้องหน้าทิดทองนิ่งๆ

“ถ้ามันเป็นจังซั่น (อย่างนั้น) อีศรีก็ต้องลุยเองแล้วละ ฮื้อๆ วารี เฮาบ่มีทางเลือก เฮาจะต้องสู้เพื่อครอบครัวของเฮา วารี”

“ใจแข็งๆ เอาไว้ ศรีโตยังมีเฮาอยู่ ถ้ามันจำเป็นจะต้องไป โตก็ต้องไป (โต=เธอ) เพื่อช่วยทิดไซให้ได้”

“วารี…อ้ายทิดทอง…ฮื้อๆ ฮื้อๆ….”

“ศรีนี้กะคือจดหมายจากทิดไซ แล้วกะเงินก้อนหนึ่งจากเศรษฐีฝากกับอ้ายมาให้…อ้ายอยู่บ้านเดือนครึ่ง…ถ้าต้องการจะไป อ้ายจะติดต่อคุณอำนาจให้เผินเดินเรื่องเป็นกรณีพิเศษ เรื่องานบ่ต้องเป็นห่วงเศรษฐีรอรับอยู่แล้ว…ตัดสินใจให้เร็ว ก่อนจะสายเกินแก้”

ไรราแอบลงจากเรือนเมื่อไรไม่มีใครรู้ แต่สายวันเดียวกันขณะที่ศรีเอาเงินที่ได้จากทิดทองไปใช้หนี้ที่ติดค้างเจ๊กเตี้ย เมียของเจ๊กเตี้ยเลยลากเข้าไปถามหลังร้าน

“ศรี เขาเว้าว่าผัวโตติดคุก มันแมนอีหลีติ”

“ฮื้อๆ….” และศรีก็ร้องไห้ออกมาทันที เมียเจ๊กเตี้ยลูบหลังปลอบพลางเช็ดน้ำตาตัวเองไปด้วย

“ศรี ใจแข็งๆ ใจแข็งๆ….”

“แม่ใหญ่หงส์….ข่อยสิเฮ็ดจังใด ข่อยจะเฮ็ดจังใดดี ฮือๆ”

“มันต้องมีทางออก ชีวิตคนบ่ต่างจากน้ำห้วยลำพังชูดอก จั่งใดมันก็ต้องมีทางออกมึงเชื่อกู” แม่ใหญ่หงส์พูดขณะที่ศรียังสะอื้นไม่หยุด “เบิง (ดู) จากชีวิตแม่ใหญ่เป็นตัวอย่าง แม่อุ้มแม่ใหญ่หนีสงครามลงเฮือสำเภามาจากเมืองจีน 2 คน แม่ใหญ่ยังอยู่ได้ จนกระทั้งมาพ้อกับเจ๊กเตี้ย แม่ใหญ่กับเจ๊กเตี้ยถึงได้มาลงหลักปักฐานอยู่บ้านโคกอีรวย แม่กับแม่ใหญ่ยังรอด ศรีกับลูกก็ต้องรอดคือกัน จำคำแม่ใหญ่ให้ดี”

“อ้ายทิดไซ บ่ได้ตั้งใจฆ่าคนเด่แม่ใหญ่หงส์ คนงานประเทศศรีลังกาบุกเข้ามาในห้องพร้อมกับปืน แต่ในมือไอ้ทิดไซมีแค่มีด…เศรษฐีอาหรับเผินจะซอยเหลือ อยากให้ข่อยไปพบทนายแล้วกะไปเฮ็ดงานพร้อมทิดทอง”

“เออดีๆ…ยังพอมีทางออก…ไปโลดศรีเอ้ย เอาชีวิตผัวกลับบ้านให้ได้ซะก่อนเรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง”

“เจ่าฮู้เรื่องนี้จากผู้ใดแม่ใหญ่” ศรีถามขึ้นเบาๆ

“โอ้ย อีศรีเอ้ย…มึงกะฮู้ว่าปากอีไรมันยาวขนาดไหน ปานนี้เขาฮู้เรื่องของบักทิดไซไปทั้งบ้านโคกอีรวยแล้วละ”

ศรีปาดน้ำตาทิ้งอีกรอบ “อีไรมันคือเป็นคนแบบนั้น….ฮื้อๆ….”

“ใจเย็นๆ…มีทางออกมีทางออกแน่นอน สู้ไป สู้เพื่อผัว สู้เพื่อลูก แล้วกะสู้เพื่อครอบครัวนำ” แม่ใหญ่หงส์พูดยาวก่อนจะตบหลังศรีอีก 2 ที และเมื่ออารมณ์กลับมานิ่งระดับหนึ่งศรีก็ควักเงินออกมาวางให้ต่อหน้า “มึงมีเงินแล้วบ่…บ่มีก็เก็บไว้ให้อีพรรณกับบักพอนก่อนก็ได้ แม่ใหญ่บ่มีลูกเต้าบ่เป็นหยังดอก”

“รับไว้ก่อนเถอะแม่ใหญ่หงส์ ถ้าบ่มีจะได้กลับมาหาแม่ใหญ่อีก” ศรีพูดช้าๆ ขณะยังนั่งก้มหน้าอยู่ในสถานะเดิม

“อ้าว!…เพื่อความสบายใจเอาอย่างนั้นก็ได้”

……..

และเมื่อตะวันบ่ายคล้อยเกือบจะถึงเวลาผีตากผ้าอ้อม ที่บ้านสำลีคุ้มโรงเรียนก็คึกคักเมื่อคุณนายไรราลากชุดราตรีสีแดงเพลิงมาพร้อมกับสร้อยคอเส้นใหญ่ เดินโขยกเขยกบนรองเท้าส้นสูงมาหยุดหน้าบ้าน

“มาถามข่าวลุงสักนะคะ”

“คุณนายไรรามาๆ เข้ามาด้านในก่อน กำลังจัดกระเป๋าให้ทิดสักอยู่เลย” สำลีพูดราวกับเห็นไรราที่มาในชุดแปลกตาเป็นเรื่องปกติ

“ลุงสักจะไปมื้อแลงนี้บ่”

“บ่ มื้ออื่นเซ่าพู้นละ ไปพร้อมกับคนบ้านมะกอกกับบ้านเฮาอีก 4 คน”

“ตกลงเสียค่าเดินทางจักบาท (จักบาท=เท่าไร)” ไรราก้มลงถามใกล้ๆ

“หกหมื่นห้าเอง ตรวจโรคเขาก็ทำเรื่องให้หมด พลาสปอร์ตก็บ่ต้องเสียเวลาไปทำ วีซ่าทีมงานก็วิ่งเต้นให้ เราจ่ายเงินรอเดินทางอย่างเดียว ถูกกว่าชุดผัวสูไปครึ่งต่อครึ่ง” สำลีร่ายยาวราวกับจะอวดภูมิกลายๆ จนทำให้คุณนายไรราอ้าปากค้างอยู่พักหนึ่ง

“ไอ้ทิดดอนไปเร็วเกินไป…ถ้ายังบ่ได้ไปก็จะให้ไปพร้อมๆ ลุงสักนี้ละง่ายดีถูกด้วย”

“คนบ้านมะกอกไป 10 กว่าคนเลยเด่” สำลีพูดต่อก่อนจะคล้ายกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน “เออเขาว่าบักทิดไซผัวอีศรีติดคุกวะติ”

“เออ…บักทิดไซมันฆ่าคนงานประเทศศรีลังกาตาย ปาดคอเลยเด่”

“ป้าดดดด…เป็นหยังทิดไซถึงได้ร้ายกาจอย่างนี้คุณนาย”

“โอ้ย! บักทิดไซมันเลวตั้งแต่อยู่บ้านเฮาแล้วละ ดีนะที่ทิดดอนบ่ได้ทำงานที่เดียวกับมัน”

“อีศรีจะทำอย่างไรทีนี้นะ” สำลีถามลอยๆ ลักษณะคนเป็นห่วงเป็นใย

“มันก็คงบ่มีทางได้ที่นาคืนดอก อยากเป็นคุณนายซาอุฯ สุดท้ายต้องเสียไฮ่เสียนาเสียผัว โอ้ย! คุณนายไรราอยากจะหัวเราะ ฮา ฮ่า ฮ้า”

“คุณนาย…” สำลีปราม แต่ก็แอบหัวเราะตามด้วยอีกคน “คุณนายซาอุฯ คนต่อไปยืนอยู่นี้อีกคน กูนี้ละ อีสำลีนี้ละจะเป็นคุณนายซาอุฯตัวจริงเสียงจริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สำลีพูดไม่ทันคิดพร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะด้วยความเพลิดเพลินออกมายาวๆ ก่อนจะหันกลับไม่หาไรราที่ยืนแสยะปากอยู่ด้านหลัง “กูจะให้มึงพาไปซื้อทอง ซื้อรองเท้าส้นสูงซื้อลิปสติกดินสอเขียนคิ้วเนาะไรเนาะ ฮ่า ฮา ฮ้า ฮ่า”

……….

จบ ข่าวร้าย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 10

คุณนายซาอุฯ บทที่ 9

จดหมายขาดหาย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 9 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 9

คุณนายซาอุฯ บทที่ 8

คุณนายซาอุฯ บทที่ 8
จดหมายฉบับแรก คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 8 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 8

คุณนายซาอุฯ บทที่ 7

คุณนายซาอุฯ บทที่ 7
วันออกเดินทางจริงๆ คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 7 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 7