AI หุ่นอัจฉริยะ

ปัญญาประดิษฐ์

ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI หุ่นอัจฉริยะ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

ปัญญาประดิษฐ์

หากอยากเห็นอนาคตว่าจะเปลี่ยนไปในทิศทางใด  ก็จงมองย้อนกลับไปในอดีต ไม่ต้องไกลมาก…เอาแค่ช่วงชีวิตที่ตัวเองจำได้ก็น่าจะพอ…สัก 10 หรือ 20 ปี…นึกให้เห็นวิวัฒนาการของสมัยนั้นแล้วนำมาเปรียบเทียบกับเทคโนโลยี่ยุคปัจจุบัน คุณจะพอเดาทางออกว่า…อนาคตอีก 10 หรือ 20 ปี ข้างหน้าโลกจะเปลี่ยนไปเช่นไร…ตัวคุณจะอยู่ตรงไหน…ลูก-หลานที่กำลังจะโตเป็นมนุษย์ในอนาคต เขาและเธอจำเป็นต้องเรียนรู้อะไร วิชาที่เปิดสอนในมหาวิทยาลัยปัจจุบัน สาขา-แผนก-ภาควิชาไหนบ้างกำลังจะตกยุคเช่นเดียวกับกับฟิล์มสีฟูจิ โกดักและบริษัทมือถือยักใหญ่เหมือนเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน AI –หุ่นอัจฉริยะ….เป็นบทความที่อาจจะมาช้าเกินไปเสียด้วยซ้ำ…ถ้าคุณยังไม่พร้อมจะเปิดสมองรับรู้…จงจ้องหน้าลูกสาว-ลูกชาย-หลานสาว-หลานชายที่กำลังจะโตขึ้นไปเป็นผู้ใหญ่ในอนาคตแล้วถามกลับตัวเองว่า….พวกเขาหรือเธอเหล่านั้นสมควรจะมีชีวิตอยู่แบบขยะแห่งอนาคตหรือผู้นำของโลกยุคใหม่กันแน่

มา!…Timmy จะเสนอมุมมอง-วิธีคิดในแบบของตัวเองให้ได้อ่านกัน ซึ่งมันอาจจะผิด-ถูก คุณ คุณ ท่าน ท่าน จะต้องเก็บไปทบทวนด้วยตัวเองนะครับ

AI หรือ Artificial Intelligence หากแปลเป็นภาษาไทยตรงตัวก็หมายความว่า “ปัญญาประดิษฐ์” นะครับ หลายบริษัทชั้นนำของโลกขยับ-ปรับตัวเองในเรื่องดังกล่าวมานานพอสมควรแล้ว เช่น Microsoft, Google, Facebook, HUAWEI หรือ Apple ฯลฯ และอีกหลายประเทศหลายองค์กรกำลังตระหนักถึงเรื่องนี้ บางมหาวิทยาลัยในต่างประเทศมีการเปิดตัวภาควิชาแปลกๆที่ไม่เคยรู้จัก… เราต้องตั้งคำถามว่าพวกเขาเห็นอะไร…หากยังไม่ขยับความคิด การเฉยเมยก็เท่ากับถอยหลังรอวันเป็นขยะของโลกอนาคตอย่างสมบูรณ์แบบ….แน่นอน

AI (Artificial Intelligence) หากแบ่งตามความสามารถของมนุษย์ที่ต้องการจะให้เป็น ก็แบ่งได้เป็น 4 กลุ่มดังนี้

  1. ระบบที่คิดเหมือนมนุษย์ (Systems that think like humans)
  2. ระบบที่กระทำเหมือนมนุษย์ (Systems that act like humans)
  3. ระบบที่คิดอย่างมีเหตุผล (Systems that think rationally)
  4. ระบบที่กระทำอย่างมีเหตุผล (System that act rationally)

ในบทความแรกผมไม่อยากลง Detail ลึก เอาเป็นว่าเรามาย้อนนึกร่วมกัน-กลับไปเมื่อ 20 ปีที่แล้วกันดีกว่านะครับว่า วิวัฒนาการ-เทคโนโลยี่ที่ว่าล้ำสมัยในเวลานั้นมีอะไรบ้าง แน่นอนหลายคนต้องนึกถึงระบบสื่อสาร 20 ปีก่อนโทรศัพท์มือถือหายากมากๆ จะมีใช้ก็เฉพาะ บุคคลหรือองค์กรสำคัญๆ มีเงินมีทองเท่านั้น… และโทรศัพท์มือถือสมัยนั้นก็ไม่ใช่เครื่องเล็กๆอย่างปัจจุบัน ผมจำได้สถาปนิกทำงานด้วยกันซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องแรกเป็นโทรศัพท์ยี่ห้อโนเกียร์เครื่องใหญ่กว่าสากตำพริกแต่ก็ถือว่าเท่สุดๆ…ผ่านมาไม่กี่ปีบริษัทโมโตโลล่าก็นำโทรศัพท์รุ่นใหญ่กว่าฝ่ามือนิดหน่อย หนาพอๆกับผลส้มออกมาวางตลาดถือได้ว่าเป็นโทรศัพท์มือถือที่เล็กสุด… ส่วนราคาไม่ต้องพูดถึง ต่ำๆ แสนอัพ

เวลานั้นเรายังคิดกันขำๆ…ตลกๆ ประมาณว่า….หากวันหนึ่งข้างหน้า-ชาวนา-ชาวไร่มีโทรศัพท์มือถือใช้ และได้โทรสั่งภรรยาให้เอาเคียวเอาจอบไปให้คงเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์และวันนี้ เรื่องตลกในอดีตก็กลายมาเป็นเรื่องจริง จากโทรศัพท์มือถือที่ใช้โทรเข้า-โทรออกธรรมดา กลายมาเป็นทุกสิ่ง-ทุกอย่างในชีวิต มี AI-ปัญญาประดิษฐ์มากมายอยู่ในโทรศัพท์เพียงเครื่องเดียว ทั้งดูหนัง-ฟังเพลง-ระบบงาน-ระบบการเงิน-และอื่นๆ อีกมากมายครบถ้วน นี้ขนาดไม่กี่ปี…หลายสายงาน หลายๆ อาชีพที่มีเรียนมีสอนในมหาวิทยาลัยกำลังจะถูกโละทิ้ง…ตัวอย่างเช่น เลขานุการ-บัญชี-การเงิน- จะไม่จำเป็นอีกต่อไป….

คราวนี้เรามาช่วยกันวาดภาพอนาคตกันเล่นๆ บ้างนะครับ ว่าโลกเรา- บ้านเรา -ครอบครัวเรา -ลูกหลานเรา จะอยู่ในจุดไหน ภาควิชาที่ล้าสมัยในมหาวิทยาลัยสมควรจะยังมีต่อไปหรือไม่นะครับ

ถ้าสังเกตดีๆ AI หุ่นอัจฉริยะ หุ่นยนต์ที่เสมือนมนุษย์เริ่มถูกบริษัทผู้ผลิตนำออกโชว์-ออกสู่ท้องตลาดมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งค่ายรถยนต์ –หุ่นยนต์แม่บ้าน-หุ่นยนต์ทำความสะอาด- หุ่นยนต์ประชาสัมพันธ์ -ตอนรับ -บอร์ดี้การ์ดเป็นต้น…นี้ เฉพาะเวลาปัจจุบัน AI หุ่นอัจฉริยะก็ยังเข้ามาแย่งงานมนุษย์ไปแล้วหลายวิชาชีพ

คอมพิวเตอร์-หุ่นยนต์คำนวณ-ประมวลผล-บัญชี-เหล่านี้จะทำให้วิศวกร-นักบัญชี-การเงิน-ในอนาคตตกงาน 100%

และคุณเคยดูหนัง HOLLYWOOD ไหม?… หลายเรื่องนำเสนอภาพในอนาคตซึ่งก็เกิดจากความคิด-จินตนาการ-แบบเราๆ ที่กำลังนั่งอ่านบทความ-ช่วยกันวาดภาพอนาคตของใครของมันอยู่ในเวลานี้…และวิชาชีพหนึ่งที่หนัง HOLLYWOOD นำเสนอให้ผมเห็นชัดเจนนั้นก็คือ “วิชาชีพแพทย์” หรือคุณหมอที่เรารู้จัก…ส่วนตัว..คาดว่าอีกไม่ถึง 5 หรือ 6 ปีข้างหน้า AI เตียงคุณหมอต้องมีออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน หมายความว่า…เตียงๆ หนึ่งมีระบบตรวจ-เอกซเรย์-ประมวลผล-ผ่าตัด-รักษา-ฟื้นฟู จบในเวลาและที่เดียว…นั้นก็หมายถึงวิชาชีพแพทย์จะเป็นอีกวิชาหนึ่งที่สุ่มเสียงจะตกงาน

คราวนี้เราบุกเข้าไปสำรวจในโรงงานกันบ้างนะครับ….โรงงานผลิตรถยนต์ในปัจจุบันหลายแห่งมีการนำหุ่นยนต์ AI เข้าไปทำงานแทนมนุษย์ บางค่าย -บางโรงงานมีการหันไปใช้ AI หุ่นอัจฉริยะเกือบ 100% หากมองข้ามสู่อนาคต โรงงานเหล่านี้อาจจะไม่จำเป็นต้องใช้แรงงานที่เป็นมนุษย์เลยด้วยซ้ำ….แน่นอนวิศวกร-แรงงานต้องตกงานตามไปอีกแขนงหนึ่ง

แล้วโรงงานอื่นละ….AI หุ่นอัจฉริยะก็จะค่อยๆ แทรกเข้ามามีอิทธิพลที่ละน้อย และคาดว่าอีกไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ต้องมีมนุษย์คิดค้นและประดิษฐ์สมองกลแทนมนุษย์อย่างเราๆ ได้อย่างแน่นอน และเมื่อวันนั้นมาถึง ใครก็ตามที่มัวแต่เฉย ไม่ขยับ ไม่ก้าว เตรียมตัวเป็นขยะแห่งอนาคตได้เลย

OK….กลับมายืนอยู่เวลาปัจจุบัน…กลางเดือนมกราคม 2562…ถามตัวเองบอกตัวเองดังๆ ว่า คุณอายุเท่าไร อีก 20 ปีข้างหน้าคุณจะมีอายุเท่าไร….แล้วลูกๆ หลานๆ ที่กำลังเรียนกำลังศึกษาในโรงเรียนระดับอนุบาล ประถมฯ มัธยมฯ หรือแม้แต่มหาวิทยาลัยละ พวกเขากำลังเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไรกันบ้าง…ผมต้องคิดเผื่อหลานชายหลานสาว คุณก็ต้องคิดเผื่อลูก เผื่อหลาน เผื่อตัวคุณเองเช่นกันว่าจะไปยืนอยู่ตรงไหน….OK AI  หุ่นอัจฉริยะ อีก 20 ปีข้างหน้าไม่มีทางคิดหรือออกแบบงานสร้างสรรค์ได้เองอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นหากลูกหลานกำลังเรียน-ศึกษาเกี่ยวข้องสาขาภาควิชาที่ว่าด้วยงานออกแบบ – สร้างสรรค์ – คลีเอท – คลีเอทีฟ ยังสามารถยืนเด่นในโลกอนาคตได้… แต่หากใครกำลังเรียนเกี่ยวกับวิชาคำนวณ-ประมวลผล-ทำตามสูตรเก่าๆ โบราณๆ…แน่นอนคนเหล่านี้อาจจะต้องตกงานแหงแซะ!

ระบบการศึกษาของประเทศเจริญแล้วเมื่อเทียบกับประเทศเราห่างกันหลายขุม คุณต้องตั้งคำถามว่าทำไมเด็กฝรั่งจึงไม่นิยมเรียนต่อในมหาวิทยาลัยเมื่อเทียบกับเด็กไทย ผมพอสรุปแบบส่วนตัวซึ่งอาจจะผิดดังนี้นะครับ…เนื่องจากระบบสังคมในประเทศพัฒนาแล้วเป็นระบบรัฐบาลช่วยประชาชน ขยายความก็ประมาณว่า….เมื่อคนๆ หนึ่งทำงานตั้งแต่วัยหนุ่ม-สาวจนถึงวัยเกษียณอายุ มีการเสียภาษี จ่ายแว๊ท VAT หรือภาษีมูลค่าเพิ่มให้กับรัฐบาลมาตลอดชีวิต เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายทำงานต่อไม่ไหว รัฐบาลจึงมีหน้าที่ต้องดูแลเป็นเรื่องปกติ…เหล่านี้จึงนำไปสู่วัฒนธรรมตัวใครตัวมัน…ลูกสาวลูกชายเมื่อมีอายุ 18 ปีขึ้นไป…จะต้องออกไปใช้ชีวิตด้วยตัวเอง

ช่วงหยุดซัมเมอร์เด็กฝรั่งส่วนใหญ่นิยมสมัครเข้าทำงานตามที่ตัวเองถนัด หลายๆ บริษัทเปิดโอกาสให้กับนักเรียน-นักศึกษาอย่างเต็มใจ เมื่อนักเรียน-นักศึกษาได้ทำงานแบบจริงๆ จังๆ พวกเขาก็จะเรียนรู้- สรุปความอยากได้-อยากเป็นด้วยตัวเอง…. ฝรั่งส่วนใหญ่จึงเบนเข็มเรียนสายอาชีพเป็นหลัก จะมีเพียงไม่กี่คนที่เลือกเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยและคนที่เลือกเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ว่าจะเป็นสาขาอะไรก็ตาม พวกเขาและเธอมีงานตามบริษัทที่ได้เปิดโอกาสให้ทำงานในช่วงซัมเมอร์รองรับอยู่แล้ว…ซึ่งจะแตกต่างจากเด็กไทยเป็นอย่างมากที่ส่วนใหญ่จะพากันมุ่งหน้าสู่มหาวิทยาลัยก่อน เป้าหมายปลายทางเอาไว้คิดทีหลัง….อีกประเด็นที่ผมอยากจะบอก ทุกวันนี้บริษัทชั้นนำของโลก เวลาเปิดรับสมัครพนักงานใหม่-วุฒิการศึกษามีค่าน้อยกว่าความสามารถ… ซึ่งก็หมายความว่า ถึงคุณจะจบปริญญาตรี-โท-เอก ถ้าความสามารถไม่ถึง คนที่ไม่ได้เรียนอะไรเลย แต่มีความสามารถในด้านนั้นๆ มากกว่าก็จะมีโอกาสเข้าไปทำงานแทน…. อันนี้เรื่องจริง

คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน AI หุ่นอัจฉริยะ น่าจะกระตุ้นต่อมความคิด- มองย้อนกลับเข้าไปอดีต-อ่านปัจจุบัน-วิเคราะห์โลกอนาคต…. AI หุ่นอัจฉริยะมาแน่นอนและคุณเป็นคนแรกๆ ที่จะรู้วิธีควบคุมมัน…โชคดีทุกท่าน

 

ลูกอีสาน

ลูกอีสาน

ลูกอีสาน คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

ลูกอีสาน

ปลายปี 2547 ในห้องประชุมชั้น 23 สำนักงานใหญ่ ถนนรัชดาภิเษก

“Timmy ลูกค้า: คุณไพโรจน์งวดสุดท้าย…นัดจ่ายวันไหนนะ”

“อาทิตย์หน้าวันศุกร์ครับ….”

“คราวนี้คงเลื่อนไม่ได้แล้วน่า!…”

“ผมก็หวังว่าอย่างนั้น”

แล้วอยู่ๆ ประตูกระจกหน้าห้องก็ถูกผลักเข้ามาแบบไม่มีปีไม่มีขลุ่ย…“เฮ้ย!!!!!!!…… SA…TP….พวกคุณช่วยผมดูข่าวที่ลงหนังสือพิมพ์กรอบบ่ายวันนี้หน่อยดิ….คุณไพโรจน์โดนฟ้องให้เป็นบุคคลล้มละลาย…ใช่คุณไพโรจน์ลูกค้าเราหรือเปล่าวะ”

ผมลุกถลาไปรวมกับกรรมการผู้จัดการ 3 คนที่ยืนเป็นหุ่นอยู่หน้าห้องประชุมทันที…ผมไล่อ่านชื่อสกุลบุคคลล้มละลายแล้วก็นึกถึงหน้าลูกค้ารายสำคัญแบบกำลังวิเคราะห์….ใช่แน่ๆ….หลังๆ ถึงว่าทำไมดูแปลกๆ…แต่จะเป็นไปได้รึ!….เขาออกจะไฮโซฯ หรูหรา บ้านช่องก็หลายหลัง โรงงานที่นิคมอุตสาหกรรมบางปูก็ใหญ่โต บ้านกำลังจะสร้างเป็นเรือนหอให้ลูกสาวที่กำลังจะแต่งงานกับ สส.พรรคใหญ่ นามสกุลดังที่จะจัดขึ้น….การ์ดเชิญ กำหนดวันที่โรงแรมพล่าซ่าแอทธินี่ก็อยู่ในมือผมเรียบร้อย…เป็นไปไม่ได้…ยังโทรคุยกับฮัทซึที่แอลเออยู่เลย….วันจ่ายเงินงวดสุดท้ายก็ Confirm เรียบร้อย…เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด

“เออ…. ผมว่าใช่จริงๆ นั้นแหละ…”

“โอ้!….ตาย!…แบบนี้งวดสุดท้ายจะเก็บได้รึเปล่าเนี่ย…Timmy Timmy ลองโทร Confirm ลูกค้าอีกรอบซิ”

“ครับ…ได้ครับ” ผมเดินเร็วไปยังโทรศัพท์ที่วางอยู่หน้าห้อง…ก็เหมือนทุกคนจะก้าวมาหยุดด้านหลังของผม… “กริ้งๆๆๆ…….กริ้งๆๆๆ…..” รออยู่นานแต่คุณไพโรจน์ก็ไม่ยอมรับสาย ผมหันมาเผชิญกับสายตาทุกคู่ที่คล้ายจะทราบคำตอบอยู่แล้ว…..

พอเลิกประชุมเกือบ 18.00 น. ขณะที่กำลังจะเดินไปยังรถยนต์ที่จอดไว้บนชั้น 4 เสียงโทรศัพท์เรียกเข้า….ผมไม่ได้นึกถึงใครนอกจากไอ้คุณ หรือไม่ก็เพื่อนคนใดคนหนึ่ง….แต่เมื่อยกขึ้นมาดู… “คุณไพโรจน์….” ผมอุทานอย่างคนแปลกใจและตื่นเต้นไปพร้อมกัน…ด้วยความที่เคยออกแบบโรงงาน-บ้านพักอาศัยอีก 4 หลังผมกับคุณไฟโรจน์จึงถือได้ว่าคุยกันถูกคอระดับหนึ่ง…อย่างน้อง ฮัทซึ ลูกชายคนเดียวของเขาที่กำลังเรียนที่แอลเอ ประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้คำแนะนำจากไอ้คุณเป็นหลัก (ไอ้คุณจบไฮสคูลจากซานฟรานซิสโก) ผมเจอฮัทซึตั้งแต่เรียนยังไม่จบ ม.3 กระทั้งเดินทางไปเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัย ก็ประมาณเจอหน้ายกมือไหว้….แต่ธรรมชาตินกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้หรือนกกระจอกจากแดนอีสานก็มิอาจตีค่าความสนิทสนมมากไปกว่าลูกของลูกค้าหรือเจ้านายคนหนึ่งเท่านั้น….จนในที่สุดผมก็รับโทรศัพท์แบบเกร็งๆ

“สวัสดีครับพี่”

“คุณ Timmy…ช่วงนี้ผมกำลังวุ่นสุดๆ….คือแบบนี้ครับ วันพุธก็คือวันพรุ่งนี้ ฮัทจะกลับมา…ผม…ผมเออ…ผมฝากฮัทไว้กับคุณสัก 2 วันได้ไหม”

ผมอึ้ง พูดอะไรไม่ออก ไปต่อไม่เป็น…ไม่รู้จะเริ่มพูดคำไหน….

“……..”

“ถ้าไม่สะดวก…..”

“สะดวกครับพี่สะดวกครับ”

“คุณคงรู้เรื่องของผมแล้วซินะ…..”

“หนังสือพิมพ์กรอบบ่ายของวันนี้เองครับ”

“ผมยังไม่อยากให้ญาติรู้ว่าฮัทกลับเมืองไทย…”

“ส่งไฟท์บินมาเลยครับพี่….ผมจะจัดการให้”

“ขอบคุณมาก…เมื่อกลับเข้ากรุงเทพผมจะแวะไปรับทันที”

“ครับพี่…ไม่ต้องเป็นห่วง…และขอบคุณที่ไว้ใจผม”

“ผมต่างหากที่ต้องขอบคุณคุณและคุณคุณ”

“ครับ….ผ่านมันไปให้ได้นะพี่…ผมเอาใจช่วย”

“ขอบคุณมากๆ ขอบคุณอีกครั้ง Timmy”

ลูกอีสาน…ทำไมต้องลูกอีสาน….เนื้อเรื่อง- เนื้อหาที่เกริ่นมาไม่น่าจะไปกันได้เลยสักนิด….

มา!….ตาม Timmy ให้ทัน…จะสาธยายขยายความให้ได้รู้ถึง มุมเล็กๆ มุมหนึ่งที่เป็นจุดแข็งของลูกอีสานเมื่อเทียบกับลูกชายไฮโซฯ ในเมืองกรุง…ความสุขในมุมเล็กๆ ที่ซ่อนอยู่ใกล้ๆ คุณ คุณ คุณและคุณ…คุณจะได้เห็น ได้เจอมันสักที

หลายๆ คนเชื่อว่าหนี้สิน นำมาซึ่งทรัพย์สิน ถ้าไม่มีหนี้ทรัพย์ก็ไม่เกิด ถึงกระนั้น บุคคลใดที่กำลังคิดจะก่อหนี้ต้องใช้สติมองโลก อ่านเกมอนาคตให้แตก ก่อนคำว่า  “หนี้ล้นพ้นตัว” จะ Say Hi…Good Morning ยัน Good nightmare ฝันร้ายจะมาเยือน

ครับ…ผมอยากจะเสริมความรู้ที่เกี่ยวกับบุคคลล้มละลายให้ได้อ่านกันซะก่อน…วัคซีนครับวัคซีน…กินยาก-ฉีดยากแต่ก็ควรกินควรฉีด เจ็บหน่อย น่ากลัวนิดๆ แต่ได้ภูมิคุ้มกันระยะยาว…ทนๆ อ่านนะTimmy รับรองผลว่าดีต่อสมองแน่นอน

บุคคลล้มละลายคืออะไร? มีผลอย่างไรบ้าง?

การเป็นบุคคลล้มละลาย มาจากสาเหตุอะไร?

การเป็นบุคคลล้มละลายนั้นมีสาเหตุจากการที่เรามีหนี้สินมาก และไม่สามารถชำระคืนกับเจ้าหนี้ได้ จึงถูกเจ้าหนี้ฟ้องล้มละลาย โดยการจะถูกฟ้องล้มละลายนั้นมีสาเหตุมาจาก

  • เป็นบุคคลธรรมดา – ที่มีหนี้สินเกิน 1 ล้านบาท
  • เป็นนิติบุคคล – ที่มีหนี้เกิน 2 ล้านบาท
  • เป็นผู้ที่เข้าข่ายว่า “มีหนี้สินล้นพ้นตัว” หรือ “ไม่มีความสามารถที่จะชำระหนี้ได้”

การโดนฟ้องล้มละลายนั้นมีโอกาสเกิดกับทุกคน…หากว่ามียอดหนี้สูงเกินกว่าที่ พรบ.ล้มละลาย ได้กำหนดไว้ และพระราชบัญญัติล้มละลายก็ไม่ได้จำกัดว่า ผู้ที่ล้มละลายจะต้องเป็นบุคคลประเภทใด ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคลประเภทใดก็สามารถล้มละลายได้เช่นกัน

การเป็นบุคคลล้มละลาย มีผลอย่างไรบ้าง?

การเป็นบุคคลล้มละลายจะมีผลทำให้เราไม่สามารถทำนิติกรรม นิติกรรมสัญญา ใดๆ ทั้งสิ้นได้ รวมถึงธุรกรรมการเงินต่างๆ  เช่น เปิดบัญชีธนาคาร เป็นต้น และยังส่งผลทำให้เราไม่สามารถดำรงตำแหน่งในบริษัทหรือห้างร้านต่างๆ ได้อีกด้วย ซึ่งในส่วนของการดำรงตำแหน่งนี้ หากมีความจำเป็นก็จะต้องได้รับอนุญาตจากศาลเสียก่อน จึงจะสามารถดำรงตำแหน่งได้

การเป็นบุคคลล้มละลายมีผลต่อการเดินทางไปต่างประเทศหรือไม่?

การเป็นบุคคลล้มละลายมีผลต่อการเดินทางไปต่างประเทศ เพราะจะทำให้เราไม่สามารถเดินทางไปต่างประเทศได้ หากมีความจำเป็นต้องเดินทางไปจริงๆ ก็ต้องขออนุญาตจากพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สินก่อน โดยเราจะต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่าจะไปที่ไหน เป็นระยะเวลาเท่าไหร่ จะมีรายได้เท่าไหร่ และนำส่งรายได้ประมาณ 30% เพื่อชำระหนี้ ทั้งนี้การจะอนุญาตให้ออกนอกประเทศหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์เป็นหลัก

ซึ่งหากเราได้รับอนุญาตให้ออกนอกประเทศ… เราที่เป็นบุคคลล้มละลายจะต้องทำบัญชีรายรับรายจ่าย ส่งต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ว่า ทุกๆ 6 เดือน พร้อมทั้งส่งรายได้ตามที่เจ้าพนักงานจะอายัดเข้ากองทรัพย์สินด้วย และบุคคลล้มละลายจะต้องแจ้งชื่อผู้ที่เจ้าพนักงานฯ จะสามารถติดต่อได้ในระหว่างที่บุคคลล้มละลายไปทำงานที่ต่างประเทศ ทั้งนี้บุคคลล้มละลายจะต้องปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกับเจ้าพนักงานฯ ไว้อย่างเคร่งครัด

ระยะเวลาเท่าใดจึงจะพ้นสภาพการเป็นบุคคลล้มละลาย?

  • การถูกสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลายนั้น จะมีระยะเวลา 3 ปี เมื่อครบกำหนดก็จะถูกปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย ยกเว้นกรณีที่ไม่ให้ความร่วมมือกับเจ้าหนี้ ก็อาจจะมีการขยายเวลาเป็น 5 หรือ 10 ปีก็ได้
  • เมื่อครบกำหนดระยะเวลา 3 ปี ก็ให้บุคคลล้มละลายติดต่อกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์ทรัพย์สินเพื่อขอปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย
  • หลังจากปลดจากการเป็นบุคคลล้มลายแล้ว ก็จะสามารถทำงานและทำธุรกรรมต่างๆ ได้ตามปกติ

หลังถูกปลดจากการเป็นบุคคลล้มละลาย หนี้จะหมดไปด้วยหรือไม่?

สำหรับบุคคลล้มละลายที่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีในการเข้าให้การและเข้าพบเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นั้น เมื่อครบกำหนดเวลาก็จะถูกปลดจากการล้มละลายทันที ซึ่งคำสั่งปลดจากการล้มละลายนี้ จะส่งผลให้บุคลล้มละลายนั้นหลุดพ้นจากหนี้สินทั้งปวงด้วย  ยกเว้นแต่หนี้สินที่เกี่ยวข้องกับภาษีอากรหรือหนี้สินที่เกิดขึ้นจากการทุจริต ฉ้อโกงของบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย มาตรา 81/1

(ขอบคุณข้อมูลจาก :  MoneyGuru.co.th ,krisdika.go.th , Sanook , wiki กฎหมายล้มละลาย , Kapook , กรมบังคับคดี , กระทรวงยุติธรรม)

ฮัทซึ….เป็นคนไทยเชื้อสายจีนนะครับ  เขามักจะเรียกผมว่าเฮียตามพี่สาวของเขา…ที่ผมจะใช้สรรพนามแทนตัวเองว่าเฮียตั้งแต่บรรทัดถัดไปนั้น…อยากจะบอกว่าไม่ได้กระแดะนะ ผมเป็นบักเสี่ยวอีสานของแท้…กระแดะบวกๆ ก็เฉพาะชื่อ Timmy เท่านั้นเอง…ชัดเจนนะครับ…

ภาพที่ผมเห็นครอบครัว ฮัทซึ เป็นครอบครัวคนจีนสมัยใหม่ที่ถือได้ว่าร่ำรวยเอามากๆ มีโรงงาน 3 แห่ง บ้านที่ผมออกแบบและก่อสร้างให้ ก็ 4 หลังเข้าไปแล้ว พ่อของฮัทซึหรือพี่ไพโรจน์เป็นนักธุรกิจและมีเพื่อนเป็นอาจารย์ฝรั่งเข้ามาสอนภาษาอังกฤษในโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในประเทศไทยหลายคน เขาจึงสร้างบ้านให้ฝรั่งเช่าเป็นธุรกิจเสริมประมาณนี้นะครับ

ฮัทซึ เป็นลูกชายคนเดียว-หน้าตาดีแบบตี๋อินเตอร์เกาหลี+ญี่ปุ่น บางครั้งไอ้คุณมีหึงด้วยนะ โดยเฉพาะคืนนี้และคืนวันพรุ่งนี้…ก็ว่ากันไป ด้วยเหตุนี้ฮัทซึจึงเป็นเด็กค่อนข้างเอาแต่ใจตัวเอง อยากได้อะไรก็ต้องได้ อยากกินอะไรก็ต้องได้กินเป็นธรรมชาติของคุณหนูประมาณนั้น

…หลังจากคุยกันถึงรู้ว่า ฮัทซึรับรู้ปัญหานี้มาระยะหนึ่งแล้ว และพี่ไพโรจน์ก็กำลังวางแผนดึงตัวกลับมาเรียนต่อในประเทศเพื่อลดรายจ่าย การที่พี่ไพโรจน์ไว้ใจฝากลูกชายก็แสดงว่าเขาคงเห็นอะไรบางอย่างในตัวผม แล้วทีนี้มันก็เป็นปัญหาของผมละว่าจะแก้แบบไหน…จะปฏิบัติอย่างไรกับอดีตลูกชายไฮโซฯ คนนี้…เขาจะกินอะไร…นอนบนฟูก บนเตียงธรรมๆ ไหวไหม…น้ำดื่ม-น้ำอาบต้องใส่ใจแค่ไหน อู้!…เอาวะ Whereๆ of Whereๆ ไหนๆ ก็ไหนๆ เขามาขออยู่กับเรา…ก็ต้องให้เขาปรับตัวซิ!….ไม่ใช่ผม…อยู่ได้ก็อยู่…อยู่ไม่ได้ อยู่ไม่ไหวฮัทซึคงโทรหาพ่อเขาเองแหละ….

อาหารจานแรกตอน 1 ทุ่ม

ผมไปรับฮัทซึตั้งแต่บ่าย 4 โมง กว่าจะเจอกันก็ 5 โมงนิดๆ….ฮัทซึโตขึ้นมากๆ หลังจากไม่ได้เจอกัน 2-3 ปี เขาใส่แว่นดำปิดบังดวงตาช้ำๆ เดินลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่มาคนเดียว …ฮัทซึยกมือไหวอย่างคนมีสำมาคารวะเช่นเดิม ผมพยายามอ่านเขา  อ่านความรู้สึกลึกๆ ก่อนจะคาดเดาไปเองว่า  ฮัทซึต้องร้องไห้มาอย่างหนักระหว่างนั่งมาบนเครื่องแน่ๆ ความรู้สึกเวลานี้ของฮัทซึจึงบอบบางไม่ต่างอะไรกับกระดาษร่างที่เปียกน้ำรอแรงฉุดกระชากเท่านั้น

“สบายดีนะฮัท” ผมทักคำที่คิดว่าเหมาะสมที่สุด แต่ก็เป็นคำที่แทงใจดำมากที่สุด

“ครับเฮีย” มันตอบกลับสั้นๆ ผมขอลากกระเป๋าให้…ด้วยรู้สึกว่ากำลังของฮัทซึเวลานั้นเหลือน้อยลงทุกที “ไม่เป็นไรครับ…” มันตอบ…ซึ่งผมก็ว่านอนสอนง่าย ผมขับรถพามันมายังคอนโดเล็กๆ แถวบางกะปิ โดยผมไม่ปริปากถึงบ้านหรูหราในหมู่บ้านใหญ่ของมันเลยสักนิด มันก็เงียบลอยๆ จนคล้ายกับคนเมากระทั้งพามันมาถึงห้อง-คอนโดผมมี 2 ห้องครับ ห้องหนึ่งเป็นห้องทำงาน อีกห้องเป็นห้องนอนที่เป็นเตียง 2 ชั้น ธรรมดาๆ….

“ห้องเฮียก็แบบนี้แหละ นอนได้นะ….ฮัทนอนข้างบนละกัน เฮียขี้เกียจปีน”

“ครับ….”

“หิวไหม….” ผมถามขณะฮัทซึนั่งหันหลังกำลังเปิดกระเป๋าเดินทาง….สุดท้ายแผ่นหลังมันก็สะท้านให้เห็น ผมพยายามรับรู้กับสิ่งที่มันกำลังเผชิญ พยายามเข้าใจเด็กหนุ่มไกลบ้านได้กลับบ้านแบบคนไม่เหลือบ้านให้กลับ….ผมลูบแผ่นหลังเป็นการปลอบ…สักพัก…

“ฮัทอยากอยู่คนเดียว”

ผมยังไม่วางใจ…เลยนั่งเป็นเพื่อนสักพัก…ถ้าฮัทซึจะฆ่าตัวตายมันคงไม่ถ่อกลับมาถึงประเทศไทยเป็นแน่….ผมคิด…ก่อนจะลุกเดินไปยังประตู

“อยู่คนเดียวได้แน่นะ….เฮียจะลงไปซื้อข้าวมาให้”

“ฮัทมีขนมปังจากบนเครื่องแล้ว….” มันชูให้เห็นแล้วก็ร้องไห้ออกมาอย่างหนักจนผมต้องเดินเข้าไปกอดให้นิ่ง….ไม่มีคำพูดใดๆจะปลุกปลอบนอกจากอ้อมแขนแน่นๆ ด้วยพลังด้วนบวก…

“ไม่เป็นไรเฮียหิว…กินข้าวผัดก็แล้วกัน” ผมบอก ฮัทซึมองผมแบบไม่ปิดปังและพยักหน้ารับแบบเด็กๆ

สรุป….อาหารเย็นของพวกเราก็คือข้าวผัด 2 ห่อ กับน้ำเปล่า 2 ขวด จริงๆ แล้วผมจะซื้ออะไรที่มากกว่านั้น หรือพาออกไปทานข้าวนอกบ้านแบบไฮโซฯ โก้เก๋ยังได้… แต่ในเมื่อฮัทซึจะต้องเผชิญกับศึกหนัก…ผมก็ต้องค่อยๆ ให้รับรู้รสชาติขมๆ ขื่นๆ ของคนจน ของคนอีสานทีละน้อย….ฮัทซึนั่งเขี่ยข้าวผัดไปมาหลายรอบก่อนจะใช้ลิ้นแตะชิมรสบางๆ….สุดท้ายความหิวก็บังคับให้กินจนหมด

ดึกๆ หิว….ผมก็บอกมีบะหมี่สำเร็จรูปในครัว  ฮัทซึก็เดินวนไปวนมาหลายรอบแบบคนคิดหนักสุดท้ายก็สารภาพว่า…ไม่เคยทำ

ผมจึงต้องเริ่มสอนตั้งแต่ต้มน้ำร้อน แกะบะหมี่ใส่ถ้วย-รอ-รินน้ำร้อนใส่-ปิดฝา-ปรุงรส ….อยู่ๆ ผมก็เอะใจขึ้นมา…ตอนอยู่แอลเอ ฮัทซึอยู่อย่างไรวะ บะหมี่น่าเป็นอาหารมาตรฐาน…ยังทำไม่เป็นอีก….ฮัทซึบอกภายหลังว่า…ส่วนใหญ่จะกินแต่แฮมเบอร์เกอร์-สเต็กซ์-และอาหารฝรั่งที่ญาติจัดไว้ให้….ผมถึงบางอ้อ…พร้อมๆ กับเป่าลมออกมาทางปาก (งานหนักแล้วกู) ผมคิดขณะมองหน้าฮัทซึที่ตั้งหน้าตั้งตาซดบะหมี่ 2 ซองอย่างตะกละตะกลาม….ผมนั่งอ่านฮัทซึด้วยความรู้สึกมากมาย กำลังเวทนาในโชคชะตาก็ไม่ถูกซะทีเดียว …แล้วอยู่ดีๆ ก็นึกถึงพี่ไพโรจน์ขึ้นมาอีก… ทำไมเขาจึงตั้งใจให้ฮัทซึมาใช้ชีวิตอยู่กับผมด้วยนะ….เขาเห็นอะไรในความเป็นลูกอีสานอย่างนั้นหรือ

“นี้เป็นครั้งแรกของฮัทที่กินบะหมี่เปล่าๆ”

ผมเผลอมองเพดาน ก่อนปล่อยลมหายใจทิ้งทางปากยาวๆ… “เฮียเป็นลูกอีสาน….ฮัท…สมัยเป็นเด็ก….ชีวิตของเฮียลำบาก….จนเห็นความลำบากเป็นความปกติ -มีกบกินกบ -มีหอยกินหอย -มีปลาร้ากินปลาร้า….เพราะมันคืออาหารที่ดีที่สุดของลูกอีสาน วันที่ไม่มีกินเป็นคืนที่หิวกระทั้งให้ห้วงหลับใหลเข้ามากลืนกิน….ไปเลี้ยงวัวเลี้ยงควายมีข้าวเหนี่ยวปั้นเดียว อย่างอื่นไปหาเอาข้างหน้า…ฮัทพ่อแม่เฮียไม่มีทรัพย์สิน ไม่มีหนี้สิน พวกเราห่างจากการเป็นบุคคลล้มละลายหลายขุม….ไม่เคยมีบ้านหลังใหญ่นอกจากพื้นไม้เก่าๆ ที่สร้างบนเล้าควาย….แต่เราก็ฝันหวานทั้งๆ ที่กลิ่นขี้ควายขี้วัวลอยคละคลุ้ง…ที่ฮัทบอก…เป็นครั้งแรกที่ได้กินบะหมี่เปล่าๆ นะ….ไอ้บะหมี่เปล่าๆ ที่ว่า มันคืออาหารที่ดีที่สุดสำหรับเฮีย…เตียงที่ฮัทจะหลับในคืนนี้อาจจะเป็นเตียงที่ห่วยแตกที่สุดในชีวิตของฮัท…แต่มันคือเตียงวิเศษที่สุดสำหรับเฮีย…ความจนติดลบ…ความหิวเกินขีดมาตรฐานช่วยให้ลูกอีสานอย่างเฮียอยู่ได้ในทุกๆ สถานการณ์…เฮียมีความสุขกับการกินบะหมี่เปล่าๆ….อร่อยกับปลากระป๋องจิ้มข้าวเหนียว…เพราะเหตุนี้กระมังที่พ่อฮัทจึงตั้งใจให้ฮัทมาเรียนรู้”

ฮัทนิ่งคิด….นั่งมองผนังอย่างคนใจลอยแบบกำลังคิดตาม….สักพัก…“แรกที่เจ้โทรบอกและสั่งให้กลับกรุงเทพฯ ฮัททำอะไรไม่ถูก นึกอะไรไม่ออก….ต้องไปนอนที่โรงงานเหรอ….จะนอนเข้าไปได้อย่างไร…ฮัทสารภาพนะเฮีย….ฮัทไปซื้อเชือกมาแล้วด้วย”

“หมายความว่า….”

“ฮัทตั้งใจจะตาย…แต่พอนึกถึงคำพูดที่เฮียเคยเล่าให้ฟังเมื่อหลายปีก่อน….ฮัทจึงขอป๋ะ รบกวนให้ป๋ะคุยกับเฮีย…ฮัทอยากมาอยู่กับเฮีย ตั้งใจจะมารับรู้ความเป็นลูกอีสานจากเฮียโดยเฉพาะ”

“อ้าว!….นี้แสดงว่า”

“ฮัทไม่เคยกินข้าวผัดแค่อย่างเดียว ฮัทไม่เคยกินบะหมี่เปล่าๆ….ฮัทไม่เคยเห็นควายตัวเป็นๆ…เฮียฮัทโตแล้ว…ชีวิตของฮัท….ชีวิตของครอบครัวฮัทต้องเริ่มต้นใหม่….ฮัทจึงอยากจะรู้ทุกเรื่องที่เฮียเคยเป็น….”

ผมอึ้งกับคำพูดของ ฮัทซึ… เขาป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก เป็นผู้ใหญ่ที่มีความคิด เป็นผู้ใหญ่ที่มีสติ จนผมอดจ้องหน้าเด็กหนุ่มที่กำลังนั่งจมอยู่กับพื้นกระเบื้องราคาถูกๆ ไม่ได้…

“ฮัท อยากรู้อะไรจากเฮีย”

“ทุกอย่าง” เขาตอบตรงๆ…. “ฮัทพูดกับป๋ะแล้วสำหรับเงินงวดสุดท้ายที่ป๋ะติดบริษัทเฮีย…ฮัทจะเอาเงินที่เป็นของฮัทจ่ายแทน”

“เฮ้ย…..”

“ครับ….ถ้าฮัทอยากขอเป็นลูกอีสานด้วยคน เฮียจะรับไหม”

“OK…ลงทุนซะขนาดนี้พรุ่งนี้เฮียจะลางานพาฮัทไปเรียนรู้ความยากลำบากของลูกอีสานสักอาทิตย์ ดูซิว่าจะทนได้สักกี่น้ำ” ผมบอกแบบคนคิดกว้างๆ พร้อมกับอ่านเกมของกรรมการผู้จัดการบริษัท หากเก็บเงินงวดสุดท้ายโดยใช้ข้ออ้างนี้การลางานสักอาทิตย์ก็ไม่น่าจะมีปัญหา

เช้าวันต่อมา….ฮัทโอนเงินงวดสุดท้ายเข้าบริษัท…ผมลางานเพื่อเป็นอาจารย์พิเศษพาลูกศิษย์นักเรียนนอกอดีตคนเคยเป็นคุณหนู-ลูกไฮโซฯ ไปใช้ชีวิต ไปเรียนรู้ชีวิตของการเป็นลูกอีสานขนานแท้…ผมพาฮัทเข้าป่า…ไปรู้จักการใช้ชีวิตในป่า-นอนในป่า  กินอาหารป่า -กินพืช -กินผัก -กินปลาร้า….จนหลังๆ ฮัทซึมันกินปลาร้าได้แซบกว่าลูกอีสานอย่างผมซะอีก….พี่ไพโจน์กับครอบครัวย้ายออกจากบ้านหลังใหญ่ไปอยู่ตึกแถวข้างๆ โรงงาน ฮัทซึย้ายกลับมาเรียนต่อที่เอแบคฯ เจ้…พี่สาวก็แต่งงานกับ สส.และย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านหลังสุดท้ายที่ผมออกแบบให้….

คิดบวก…ความสุขในมุมเล็กๆ ของความเป็นลูกอีสานกลายเป็นจุดแข็งที่ยิ่งใหญ่….อีก 4 ปีต่อมา ฮัทซึก็กลับไปทำงานกับญาติที่อเมริกา….และเขาก็กลายมาเป็นกำลังหลักของครอบครัว….ผม Timmy Buto ก็ได้แต่หวังว่าบทความสั้นๆ นี้จะแปลงเป็นพลังเสริมต่อให้ความอดทนยาวขึ้นไปอีกหน่อย…สู้ต่อไป….ค้นหาความสุขที่มักจะซุกซ่อนในมุมที่คุณไม่เคยสนใจให้เจอ…แล้วทุกอย่างจะเป็นของคุณ โชคดีครับ

อกหักมาลักเหล้าแบล็ค

อกหักมาลักเหล้าแบล็ค

อกหักมาลักเหล้าแบล็ค คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

อกหักมาลักเหล้าแบล็ค

“หา!….ต๊าย!…ตาย ตาย กูตาย”

ยัง!…ยังไม่เริ่มเล่าเลยจะตายซะแล้ว…

“อ้าว! รึ!…อยากจบแม่ง!ตั้งแต่เริ่มต้น….อกหักเหี้ยไรวะ ขโมยโทรศัพท์กูไปง้อแฟนตั้ง 2655 บาท…..นี้ๆบิลที่ 2 คงตัดสวาทขาดรักอีก 1640 บาท…..เฮ้ยๆ…อ้าว!!…ทำไมแบล็คเลเบิ้ล…เบา….อ้าว!หมด….ขวดนี้ก็หมด ขวดนี้ด้วย ขวดนี้อีก….อ้าวๆ…..ตาย ต๊าย! กูตาย….เหล้าหมดเหลือแต่ไวน์ล้วนๆ…..”

ครับ….วันนี้ผมจะมาแฉไอ้เชี้ย!น้องชายตัวแสบ…ให้มันรู้แล้วรู้แรดไปเลย

มา!….ตาม Timmy ให้ด่วนๆ….มันต้องเละกันไปข้างละ….ฮื้อ!…โกรธๆ…หุนหวยเด้!….ส่างแถวนี้บ่มีบ่น้อ… กูสิฆ่าซอยซิ้นปิ้งกินให้มันฮ้ากแตกฮ้ากแตนตายไปโลด….หุนหวยโหว่ย!

….แปลหน่อยเดี๋ยวไฮโซจะไม่เข้าใจ…เอ่อ!…ก็ประมาณว่า…..หงุดหงิดจังเลยจ้า!….ช้างแถวนี้มีสักตัวไหมจ๊ะ! ฉันจะแร่เนื้อปิ้งกินให้อ๊วกแตกไปเลย….หงุดหงิดมากๆจ้ะ!….ประมาณนี้นะครับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมานานพอสมควรแล้วละ ผมจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า…เป็นคืนวันอาทิตย์  เพื่อนผมซึ่งเป็นฝรั่งชาวสหรัฐอเมริกาจะเดินทางกลับ มันมากับเพื่อนมัน 2 คน ผมกับเพื่อนคนไทยก็เลยอาสาไปส่ง…ซึ่งสมัยนั้นสนามบินสุวรรณภูมิเพิ่งกำลังถมทรายใหม่ๆ…ผมต้องไปส่งมันขึ้นเครื่องที่สนามบินดอนเมือง ไฟท์บินตี 4 นิดๆ นะครับแต่เราวางแผนว่าจะไปนั่งเล่นคุยกันต่ออีกสักนิดที่สนามบิน ผมก็เลยไปรับเร็วหน่อยคือ 3 ทุ่ม ตอนนั้นผมอาศัยอยู่กับน้องชายคนเล็กที่คอนโดฯ แถวบางกะปิ ก่อนออกไปผมก็สั่งเสียน้องชายสุดเลิฟไว้ซะเรียบร้อยว่า

“คืนนี้อาจจะไม่ได้กลับนะ ต้องไปส่งเพื่อนขึ้นเครื่องตี 4 อาจจะแวะหลับที่บ้านไอ้หน่องที่ดอนเมือง” ไอ้น้องชายตัวดีก็ใช้นิ้วดีดกีต้า… ติ่ง!…ติง!…ติ๋ง!….เป็นเชิงรับรู้…เราก็เอะใจทำไมวันนี้เพลงมันเศร้าจังเลยวะ…ขอบอกก่อนครับว่าปกติเวลาผมอยู่กับน้องชายคนนี้ เราคุยกันน้อยมาก ส่วนใหญ่จะใช้เสียงเพลงสื่อสารแทน….ถึงเพลงที่ตอบกลับมาจะเศร้าแต่เราก็ OK ปล่อยมันทิ้งไว้ที่นี้แหละเพื่อนรออยู่

จากนั้นผมก็วนรถไปรับไอ้หน่องแถวปากซอยลาดพร้าว 130 ก่อนจะขับเลยไปเข้าซอยลาดพร้าว 122 ทะลุออกซอยมหาดไทยถนนรามคำแหงเพื่อไปรับเพื่อนฝรั่งหลัง ม.รามฯ

เรามาถึงสนามบินดอนเมืองเกือบๆ 5 ทุ่ม ก่อนเช็คอิน…เราก็หาร้านดื่มกันตามประสา …คุยกันไปจิบเบียร์ขวดกันไปกระทั้งใกล้ถึงเวลาเช็คอิน เพื่อนฝรั่งที่เดินไปเช็คตารางเวลาก็เดินกลับมาแจ้งประมาณว่า ไฟท์บินดีเลย์เกือบๆ ชั่วโมง เพื่อนฝรั่งก็เลยให้เรากลับกันก่อน แพลนตอนแรกกะว่าจะไปนอนบ้านไอ้หน่องแถวๆ ดอนเมือง…แต่มันดั้น!ลืมหยิบกุญแจมาด้วย…เลยวนรถไปส่งมันที่เดิม….ผมเห็นว่าใกล้บ้านละไม่อยากรบกวนพ่อแม่เลยขอตัวกลับคอนโดดีกว่า

พอ…พอ..ผม กลับมาถึงห้อง….อนิจจา….กูอยากตาย….

….เปิดประตูก่อนซิไอ้บ้า!…..ครับๆ….พอประตูหน้าห้องเปิด อนิจจา….กูอยากตายขึ้นมาทันทีทันใด….

“อะไรกันเนี้ย!”….เศษแก้ว เศษขวดเบียร์…เหล้า น้ำแข็ง จาน ช้อน อาหาร อ๊วก….ส่งกลิ่นเหม็นฟุ้งกระจายไปทั้งห้อง แล้วน้องกูละ แม่งนอนแก้ผ้าเป็นลูกหมาเกลือกกลิ้งน้ำเปียกๆ อยู่กับพื้น

“สลบ หรือว่าหลับวะ” ตอนนั้นผมตกใจแทบยืนไม่อยู่ สติสะตังกำลังเรียบเรียง-วิ่งวุ่นอยู่ในหัว

“บ้าเอ้ย!”ผมใช้นิ้วอังที่จมูก (กลัวมันตาย) เมื่อสัมผัสถึงลมหายใจแผ่วๆ…ผมก็ใจชื่น สติกำลังมาแล้วละ ในหัวเกิดคำถามขึ้นมากมาย

#จะทำอย่างไรดี#

#ทิ้งไว้แบบนี้แหละ มันเป็นคนทำก็ต้องให้มันจัดการเก็บกวาดเอง#

#แต่สภาพแบบนี้…พรุ่งนี้จะตื่นไปทำงานไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้#

#ว่าแต่มันเป็นไรของมันวะ….แต่ดูจากสภาพกูว่ามันอกหักชัว#

#เดี๋ยวพรุ่งนี้กูจะเล่นบ้างละ….แต่ถ้ามันอกหักจิตใจของมันกำลังอยู่ในช่วงอ่อนแอสุดๆ…ถ้าด่าแถมเผลอหลุดปากไล่….ถ้ามันหนีไปในสภาพนี้…เกิดมันคิดสั้น…ใช่! คนอกหัก กูก็เคยอกหัก ความคิดชั่ววูบอาจจะฆ่ามันได้…ถ้าน้องชายกูคิดสั้นขึ้นมา….กูจะทำอย่างไรวะ# ผมนั่งลงข้างร่างเปลือย ผมมองมันนิ่งๆ พยายามจ้องกะจะให้ถึงความคิดที่กำลังหลับของมัน

#ไม่ได้ กูจะด่าน้องในสภาพที่มันอ่อนแอแบบนี้ไม่ได้….ต้องให้กำลังใจมัน… ให้มันตื่นขึ้นมาในสภาพคนๆ ใหม่ ในสภาพที่มีเราเป็นที่พึ่ง….และมันก็คงต้องการเรามากๆ ในเวลานี้….กูผิดเองที่คืนนี้ไม่ได้อยู่เป็นเพื่อนมัน…พี่ขอโทษ#

“พี่ขอโทษที่ไม่อยู่ในยามที่นายต้องการ….ขอโทษจริงๆ” ผมหลุดเสียงดังออกมา

เมื่อตอบบทสรุปดังนั้น…ผมจึงหาผ้าชุบน้ำเย็นมาล้าง มาเช็ดอ๊วกที่เปอะเปื้อนตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าให้น้องชาย เสร็จแล้วก็หาเสื้อผ้ามาสวมใส่…. สุดท้ายก็ค่อยๆ อุ้มร่างที่กำลังหลับขึ้นวางบนเตียงนอน…

#แล้วสิ่งของที่เหลือละ?#

เออ!….ไม่เป็นไรนะน้องนะเดี๋ยวพี่จะเก็บกวาดให้เอง…เมื่อคิดได้ดังนั้น ถังขยะ ไม้กวาด ไม้ถูพื้นก็มาอยู่ในมืออัตโนมัติ ผมเก็บกวาดเช็ดถูอย่างคนมีสติ เศษอาหาร เศษอ๊วกบอกความรู้สึกบอกรสชาติของความรักขมๆ ขื่นๆ อย่างชัดเจน น้ำที่เปียก เจิ่งนองอยู่บนพื้นคงจะมีน้ำตาจากความรักเจือ-ปะปนอยู่ไม่น้อย

คิดบวกในเมื่อผมไม่ได้อยู่ในเวลาที่น้องต้องการ ไม่ได้อยู่เช็ดน้ำตาให้ในยามที่มันยังอยู่บนแก้ม พี่คนนี้ก็ขอเช็ดน้ำตาของน้องบนพื้นแทนแล้วกัน…ในหัวก็คิด ขณะที่มือก็ไม่ยอมหยุดกระทั้งทุกสิ่งอย่างกลับเข้าที่

……เกือบสว่างแล้วละ….ผมเดินกลับไปนั่งลงข้างๆ มันแล้วใช้หลังมือแตะเบาๆ ที่หน้าผาก ประมาณกลัวว่าจะมีไข้…ซึ่งมันก็เป็นอย่างที่คาดการไม่มีผิด ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวแล้วลงไปหาซื้อแผ่นลดไข้ใน 7-11 มาแปะหน้าผากให้มัน ขณะที่กำลังนั่งจ้อง ในหัวผมก็คิดข้ามไปยามที่มันตื่น

“ประโยคแรกจะพูดอะไรกับมันดีน้อ….ถ้าประโยคแรกไม่สวยอย่าหวังว่าประโยคต่อๆ ไปจะใสสด” ผมนิ่งคิด คิด และคิด

“มันจะเขินเราไหม….มันจะอายเราหรือเปล่า…ถ้าทักว่าสวัสดี เป็นไงบ้าง ปวดหัวอยู่หรือเปล่า ไข้ลดหรือยัง….ยิ่งเมื่อมันตื่นขึ้นมาเจอสภาพห้องปกติ….มันจะโต้ตอบเราอย่างไร….แต่ไม่หรอกน่าอย่างไรกูก็เป็นพี่มัน  เคยเลี้ยง-เคยดูแลมันมาตั้งแต่เด็ก แค่เช็ดถูทำความสะอาดให้….มันคงไม่เขินถึงกับหนีเตลิดเปิดเปิงหรอกน่า…”ผมใช้หลังมือแตะหน้าผากมันอีก แสงนีออนเวลาเกือบๆ 5 นาฬิกายังสีขาวสีกระดาษ… ผมเหนื่อยมาก พรุ่งนี้ต้องเข้าประชุมที่สำนักงานใหญ่ (สายๆ ก็ได้) ผมคิดก่อนจะเดินไปปิดสวิทซ์ไฟแล้วปีนบันไดสู่ชั้น 2 ….แต่ผมก็ยังไม่หลับ ทำอย่างไรก็ไม่หลับ

“เอาวะ! ทักทายให้แมนๆ หน่อยแล้วกัน…เอาให้มันหลุดยิ้มหรือหัวเราะออกมาเป็นอันดับแรกละกัน…ฮื้ออออออ…เป็นไงเมื่อคืนหนักเลยรึ!…..ไม่ๆ….มันไม่ขำแน่นอน….เสียดายเมื่อคืนไม่ได้อยู่เละด้วย….ไปทำงานไหวไหมเนี้ย!…อกหัก อย่าลักเหล้าแบล็คนะ….เออเข้าท่า เอาประโยคนี้แหละ”

เมื่อตอบบทสรุปเรียบร้อยผมก็หลับ….ตื่นอีกทีก็เห็นมันเดินออกมาจากห้องน้ำแล้ว

“อ้าว!…ไปทำงานไหวเหรอ” ผมถามก่อน ….มันพยักหน้า ผมเลยยิ้มเขินๆ ให้…เมื่อเห็นอารมย์ของมัน โอกาสของผมก็มาถึง “เสียดายเนอะ เมื่อคืนไม่ได้ก๊งด้วย….อกหักทั้งทีก็ไม่บอก เสียดายจังเลย” มันยิ้มเกือบจะหัวเราะครับ…. “อกหักไปแอบลักเหล้าแบล็คเลเบิ้ลในตู้โชว์มากินไหมเนี้ย….ขโมยได้แต่ห้ามฉี่ใส่ก็แล้วกัน” คราวนี้มันชะงัก…ผมก็คิด เอ้!….กูพูดแทงใจดำมันรึเปล่าวะ…แต่มันก็หน้าเสียไปแล้ว

“ผมไปทำงานนะ” มันบอกสั้นๆ ก่อนจะเร่งสาวเท้าออกจากห้อง….ก่อนจะได้ยินเสียงมันหัวเราะลั่นโถงทางเดิน

“หึ!…ชักจะไม่ปกติแล้ววะ” ผมเลยกระโดดลงจากเตียงตรงไปยังบาร์เครื่องดื่ม….พอยกขวดเหล้าแบล็คที่ยังอยู่ในกล่องสีดำขึ้นเช็ค….โอ้มายก๊อต!… มันเบาโหวงราวกับเป็นแค่กล่องเปล่าๆ…..หึ!….ขวดนี้ก็หมด กล่องนี้ก็เบา กล่องนี้อีก…อ้าวๆ….ขวดนี้ก็ไม่เหลือ….แม่งเอ้ย!…..” ผมหัวเสียอยู่พักหนึ่งก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะตามมันไปติดๆ ฮ่า ฮ่า ฮ่า “เชี้ยเอ้ย!”

คิดบวก…. “มันไม่ฉี่หรือเติมชาเข้าไปเหมือนกับไอ้ริดกินแบล็คในโฆษณาก็บุญแล้ว….ฮ่า ฮ่า ฮ่า บ้าเอ้ย”

ครับ “คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ” ตอน : อกหัก มารักเหล้าแบล็ค เอ้ย!….มาลักเหล้าแบล็ค ก็เป็นเช่นนี้ หากคืนนั้นผมขาดสติอาละวาด-ดุด่าน้องชายที่กำลังอ่อนแอ ผลของเช้าวันนี้จะเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง น้องอาจจะทนไม่ได้ หนีหายไปที่ไหนสักแห่ง….ผลลัพธ์จะมาตกที่ตัวผมเองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้หรือถ้าหนักไปกว่านั้น ผมก็จะโทษตัวเอง จมอยู่กับความผิดพลาด จมอยู่กับจุดๆ นี้ไปทั้งชีวิต

คิดบวก โลกเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน…คุณเชื่อไหมตั้งแต่คืนนั้นเป็นต้นมา น้องชายผมไม่เคยกินเหล้าจนขาดสติให้เห็นเลยสักครั้ง…เขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เชื่อฟังผมมากขึ้น รับฟังผมมากขึ้นและที่สำคัญเขาคุยกับผมแทนเสียงกีตาร์ เสียงเม้าออแกนมากขึ้นด้วย….

แต่นี้ก็ใกล้สิ้นเดือนละ…จดหมายทวงหนี้กองอยู่ตรงหน้า “โอ้ย! ทำไมมันเยอะขนาดนี้นะ”…..ค่าใช้โทรศัพท์มือถือ ไหนๆ แกะดูดิ! เดือนนี้เท่าไร….

“หา!….ต้าย ตาย ตาย กูตาย 3567 บาท….แม่งผิดรึเปล่าวะ ปกติไม่ถึงพัน…ไหนขอดูรายการโทรออกดิ ถ้าผิดงานนี้กูเล่นถึงบริษัทแน่ๆ…ฮื้ออออ…มึง….มึง….โอ้ยไอ้บ้าเอ้ย….น้องกู น้องสุดเลิฟทำพี่แล้วไหมละ….แม่งโทรอิท่าไหนของมันวะรวดเดียว 2655 บาท….ปี๊ด!…งานนี้กูปี๊ดขึ้นหัวเลย…..”

ครับก็เป็นซะแบบ…ผมก็แค่คนธรรมดาๆ มีโกรธ –มีโมโห… แต่ผมจะตั้งสติไล่เรียบเรียงให้เข้าที่ก่อนจะเร่งสลายความเครียดให้เร็วที่สุด…..วันนั้นผมโมโหอยู่ไม่ถึงชั่วโมงพออาบน้ำ-แต่งตัว-กินข้าวเสร็จสมองผมก็ไม่เหลือช่องว่างให้เรื่องเก่าเพราะวันนี้ วันพรุ่งนี้ยังมีเรื่องใหม่รออีกเยอะ….

คิดบวกๆ….คนที่อยู่ในอารมณ์อกหัก….คงไม่มีสติพอจะมาคิดถึงค่าใช้จ่าย… ผมมีว่ากล่าวตักเตือนเล็กน้อย…ซึ่ง เดือนต่อมาน้องชายก็เอาเงินมาคืน ผมเลยให้เขายัดเงินใส่ออมสินเก็บไว้เป็นของขวัญให้แม่ตอนสิ้นปีแทน…โคตรเท่เลยผมนะ….บิลที่ 2 ไม่อยากพูด เจ็บคอ!…สวัสดีครับ

อารยา เธอสวยเมื่อยามตรมใจ

อารยาเบเกอรี่

อารยาเบเกอรี่ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

อารยา เธอสวยเมื่อยามตรมใจ

สวัสดีคะ..เดี้ยนชื่อกระจ่างจิตคะ (คนบ้าอะไรวะชื่อกระจ่างจิต) เดี้ยนสวย ….เดี้ยนเริ่ด….เดี้ยนกำลังจะแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง เขาหล่อมากๆ….และเค้าก็รักเดี้ยนมากๆด้วย ฮิ ฮิ….มายด้าย!…คิดไปเองนะคะ…ตอนที่ยังทำงานอยู่ประเทศไต้หวันด้วยกัน…อ้อ! เดี๋ยวๆ คะ เดี้ยนลืม…ตอนอยู่ไต้หวันเดี้ยน!เปลี่ยนชื่อเป็น อารยา นะคะ คือว่าเปลี่ยนให้เหมาะกับใบหน้าของเดี้ยนนะคะ ฮิ ฮิ ฮิ….อ้าวๆ ต่อกันเลยนะคะ….ขนาดตอนนั้นมีหนุ่มจีนมาจีบเดี้ยน….พาเดี้ยนไปเที่ยวงี่! กินข้าวงี่! หรือจะพาไปพบพ่อแม่ของเขางี่!….ผู้ชายคนที่ว่าเข้ามาขัดขวางทุกครั้ง กระทั้งลากคอเดี้ยนกลับประเทศไทย….เพื่อมาแต่งงานที่กำลังจะมีขึ้น ก็คือเขา…เห็นไหมคะว่ากระจ่างจิต เอ้ย! อารยา เริ่ดสะแมนแตนแค่ไหน….ฮิ ฮิ ไม่อยากจะคุย”

-.แต่มึงคุยไปแล้วนะนั้นนะ เยอะด้วย…. ครับอารยาเป็นลูกสาวของลุงแท้ๆ ของผมเอง ก็มีศักดิ์เป็นน้องสาวอะนะ “คิดบวก ความสุขในมุมเล็ก” ตอน อารยา-เธอสวยเมื่อยามตรมใจ….จะเป็นอย่างไร สนุกแค่ไหน

มา! เดี๋ยว Timmy จะเม้าส์ให้ได้อ่านกัน ทางนี้เลยครับ….

อารยาเบเกอรี่

“ฮิ ฮิ ฮิ หลังจากแต่งงาน เดี้ยนกับสามีก็ย้ายกลับมาอยู่ประเทศไทยเป็นการถาวรคะ… เราเปิดร้านเบเกอรี่เล็กๆ ชื่อ “อารยาเบเกอรี่” ตามชื่อเดี้ยนที่ไต้หวันนะคะ เพราะชื่อนี้มันเหมาะกับใบหน้าเดี้ยนสุดๆ….ฮิ ฮิ!….เดี้ยนแต่งงานได้ 3 ปี เดี้ยนก็มีลูกชาย 1 คน ลูกสาวอีก 1 คน…สามียังรักเดี้ยนเหมือนเดิมขณะที่เดี้ยนชิมขนมเค้กทุกวัน พุงเดี้ยนก็เริ่มยื่นใหญ่ หน้าเดี้ยนก็แผ่รัศมีกว้างงงง  แขน-ขาไม่ต้องพูดถึงคะทั้งอวบทั้งเยอะไปพร้อมๆ กับอายุเดี้ยนนั้นแหละคะ….กระนั้นเรา 4 คน พ่อแม่ลูกก็ยังรักกันดี…..”

จนกระทั้งอีก 5 ปีต่อมา

“ฮื้อๆ….คุณคะ คุณขา!… เดี้ยนทำอะไรผิด…แค่เดี้ยนอวบขึ้นนิดหน่อย ใบหน้าขยายออกด้านข้าง ปากบิดเบี้ยวเล็กน้อยแค่เนี้ยทำไม้ ทำไมสามีทำกับเดี้ยนได้…ฮื้อๆ เดี้ยนอยากตาย….เดี้ยนอยากผูกคอตายให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยแต่ลูกๆ ก็ยังเล็ก..เดี้ยน!จะทำอย่างไรดี….จะทำอย่างไรดี ฮื้อๆ….ช่วยเดี้ยนด้วย ช่วยเดี้ยนด้วย ฮื้อๆ…..เดี้ยนอยากตาย! เดี้ยนอยากตาย!”

-อารยา-เธอมีหลักฐานไหม…ไปกล่าวหาสามีตัวเองแบบนั้นนะหือ!

“นี้คะนี้!….ดู ดู้ ดู ฮื้อ หื้อออ….”

เธอยื่นโทรศัพท์มือถือให้พร้อมกับเปิดเฟชบุ๊คและไลน์แชทส่วนตัวของสามีให้เห็น

 #คิดถึงจัง-ทำไรอยู่-คิดถึงอีกแหละ-ตัวเองนอนรึยัง-เค้ากำลังจะปิดร้าน-เจอกันหน่อยดิ-คิดถึงมากมาย-จุ๊บๆ บ้า!คนบ๊อง#

“ฮื้อ….เดี้ยนให้ดูเฉยๆ ไม่ได้ให้อ่าน….เดี้ยนเจ็บปวด เจ็บตรงนี้” เธอใช้นิ้วป้อมๆ ที่อุดมไปด้วยไขมันจิ่มตรงไปที่หัวใจ “เดี้ยนฟังไม่ได้…เดี้ยนรับไม่ได้…. เดี้ยนจะด่ามัน เดี้ยนอยากจะฆ่ามัน….เดี้ย! เดี้ย! เดี้ยนจะประจานมันลงเฟชบุ๊ค ประกาศให้คนทั้งโลกรับรู้ว่ามีผู้หญิงหน้าด้าน-หน้าหนามาแย้งสามีชาวบ้าน….หน้าไม่อาย….เดี๋ยวมึงเจอกับกูอีกะหรี่….ฮื้อๆ”

-ใจเย็นๆ อารยา เธอต้องตั้งสติ-เธอกำลังขาดสตินะ

“เดี้ยนจะด่ามัน จะประจานความร่านของมันทุกวัน ทุกๆ เวลา นี้แน่!

#แย่งผัวชาวบ้านได้ ไม่ได้แปลว่ามึงสวย

แต่หมายความว่า มึงมีค่า น้อยกว่ากะหรี่#

เอาอีก เดี้ยนจะโพสต์ด่ามันอีก…..

# การแอบนอกใจแฟน…ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ

คนธรรมดาทำไม่ได้ เพราะต้องมีความสารเลว

ในใจถึงจะทำลง#

ยังๆ มันยังไม่สะใจเดี้ยน….ยังไม่จบ

#สิ่งที่หายากกว่าเงิน คือความจริงใจของคน#

-อารยาตั้งสติ มีสติหน่อย….กินข้าวกินน้ำรึยังเนี้ย หลายวันแล้วนะ…น้ำหนักลดไปกี่กิโลฯ แล้วไม่รู้

“เดี่ยนอยากตาย…..เดี้ยนยังไม่สะใจเดี้ยนจะโพสต์ประจานมันอีก ฮื้อๆ…

#หมาเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงความซื่อสัตย์

คนที่รักกัน แต่ไม่ซื่อสัตย์…สมควรไปกราบหมา#

อ๊ากๆ อ๊วกกกก…ป่ายเอาเหล้ามา เดี้ยนอยากเมา อยากเมาให้ลืมเขาไปเลย…ฮื้อๆ หื้ออออ ฮื้อๆ….อ๊าก! ไอ้ผัวสารเลว!……”

-แต่ไม่เคยเห็นเธอกินเหล้านะ….อารยา กินข้าวกินน้ำสักหน่อยดีไหม ประเดี๋ยวก็เป็นลมเป็นแล้งกันพอดี

“ม่ายยยย ไม่…เดี้ยนนนจากินเหล้า กินให้มันเมาๆ กินให้มันลืมเขา กินเหล้าให้ตายไปเลย….ไหนโทรศัพท์เอามานี้ เดี้ยน! ….จะโพสต์ด่าพวกมันอีกหน่อย ฮื้อๆ….เดี้ยนเสียใจ ทำกับเดี้ยนแบบนี้ได้งายยยยย นี้แน่…

#ต้องทำบุญวัดไหน

สัมภเวสีรอบตัว

ถึงจะไปผุดไปเกิด#

….ยัง ยัง ยังม่ายยย สะใจอารยา….เค้กเคิกกูไม่ทำแม่ง!ละ…..คำนี้ๆ กูชอบ….สะใจกูจังเลยโว้ย!…นี้แน่ ฮ่า ฮ่า ฮ่า…

# ความลับมักจะซ่อนอยู่ในโทรศัพท์

ลองแกล้งไปหยิบจับ

ถ้าโดนกระชากกลับ

นั้นแหละมีเรื่องลับๆ ซ่อนอยู่#

…ฮากกก….ฮื้อ เดี้ยนอยากตาย มันทำกับเดี้ยนแบบนี้เปะ!…..แบบนี้เลย ฮื้อๆ เดี้ยน เดี้ยนอยากตาย ไปเอาเหล้ามา ป่ายอ้าวววเหล้ามา!”

อารยาเธอตรมใจ….เธออยู่ในโลกสีดำนาน นานจนกระทั้งร่างกายที่อวบอ้วนค่อยๆผ่ายผอมลงทีละนิด…จนไม่เหลือเรี้ยวแรง แม้แต่จะร้องไห้…ข้าวปลามีเพียงลูกสาว-ลูกชายที่กำลังเป็นหนุ่มคอยดูแล กระทั้งวันที่ฟ้าเปลี่ยนสี…แดดแรกสีเบจก็ปลุกสติที่หลุดหายเป็นแรมเดือนให้ตื่นขึ้นมา

-ไปอาบน้ำแต่งตัวใหม่ซะ…อารยา เธอควรโฟกัสไปที่ลูกๆ ที่คอยดูแลเธอจะดีกว่าไหม?….

อารยาใช้สายตาเศร้าๆ จ้องไปยังลูกสาวตัวน้อยกับลูกชายวัยกำลังเป็นหนุ่ม ขณะทั้งคู่กำลังช่วยกันเช็ดล้างอ้วกที่เธอพึงสำรอกมันทิ้งๆ ขว้างๆ สาดกระจายเหม็นคลุ้งไปทั้งห้อง…. แววตาเศร้าๆค่อยๆเต้นระริก แดดแรกอุ่นๆ สะท้อนจนเกิดเงาสีรุ้งกระจ่างแผ่รัศมี….ให้เห็น

-สติกลับมารึยังอารยา-ดูลูกๆ ของเธอสิ ดูความเข้มแข็ง ความแข็งแกร่งในหัวใจ…พวกเขาขาดเธอไม่ได้อารยา…พวกเขารอเธอลุกขึ้นสู้เพื่อพวกเขาไม่ใช่คนอื่น…..

“เดี้ยน…เดี้ยน….ขอโทษ….ลูกๆจ๋า…แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ แม่หลงทาง แม่กลับมาแล้ว แม่จะเป็นแม่เพียงคนเดียวเพื่อลูก แม่ต้องเข้มแข็งและแกร่งเพื่อลูก ลูกจ๋า แม่ขอโทษ แม่ขอโทษ”

-ไปอาบน้ำ แต่งตัวซะอารยา …เวลานี้เธอน่าเวทนาเหลือเกินแล้ว

“คะ ขอบคุณคะ… เดี้ยนจะต้องอาบน้ำ  เดี้ยนจะทำเพื่อลูก  เดี้ยนจะเป็นคนใหม่”

-เป็นคนเดิมของเธอเถอะอารยา  เป็นคนเดิมที่สวยเหมือนเดิม….น้ำหนักเธอลดไปกี่กิโลฯแล้วเนี้ย ดูผอมผิดหูผิดตาเลยนะ

“เดี้ยนเหนื่อยเหลือเกิน พุงเดี้ยนหายไปไหนหมดคะ….แขนเดี้ยน ขาเดี้ยนก็เล็กลง ใบหน้าอูมๆก็เล็กลงไปด้วย เดี้ยน เดี้ยนเป็นบ้า-เสียสตินานแค่ไหนคะ”

-2 เดือน เกือบๆ 3 เดือนอารยา

“เดี้ยนจะไปอาบน้ำ เดี้ยนจะกลับไปเป็นคนๆเดิม….เดี้ยนเคยสวย เดี้ยนเคยเริ่ด… เดียนจะต้องกลับไปเริ่ดให้สามีเดี้ยนเห็น….ให้สามีเดียยยยยย….หื้อ ฮื่อๆ”

-ใจเย็นๆ อารยา มีสติ มีสติ

“กลับไปสวยให้สามีเดี้ยนเสียดาย และเสียใจที่ทำกับเดี้ยน….ต่อจากวันนี้เดี้ยนจะโฟกัสทุกอย่างเพื่อลูก เดี้ยนจะทำเพื่อลูกไม่ใช่เขา….ฮื้อๆ”

-เอาเถอะอารยา….ลูกๆกำลังรอเธออยู่ไปอาบน้ำอาบท่า แต่งตัวให้เริ่ดๆ…แล้วเดินออกไปประกาศก้องต่อโลกาเถอะว่า

“อารยา-เธอสวยเมื่อยามตรมใจ”

“ใช่!…ถ้าเดี้ยนมองด้านบวก การที่สามีทำกับเดี้ยนแบบนี้….ก็มีส่วนที่ดีอยู่ไม่น้อย

1.มันทำให้เดี้ยนสวยขึ้น

2.มันทำให้เดี้ยนได้สติคิด

3.มันทำให้เดี้ยนเข้มแข็งอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

4.ต่อจากนี้เป็นต้นไป เดี้ยนควรจะทำเพื่อใครกันแน่

5.ที่สำคัญ ก้าวต่อไปของเดี้ยนจะมั่นคงมากกว่าที่ผ่านมา…แม้จะ…จะ…จะไม่มีเค้าอยู่ด้วยก็ตาม…..

-เธอทำได้อารยา…เธอต้องผ่านมันไปให้ได้….ชีวิตข้างหน้าเป็นของเธอไม่ใช่คนอื่น คนอื่น เป็นได้แค่คนอื่น แต่ตัวเราเป็นของเรา ทำร้ายตัวเองก็คือทำร้ายตัวเรา อีกด้านตัวเราไม่ใช่ของเราเพียงคนเดียว แต่ตัวเรายังเป็นของคนที่รักเราด้วย อย่างเช่นลูกๆ ที่กำลังน่ารักของเธอไงละอารยา

อารยา-เธอสวยเมื่อยามตรมใจ

“ขอบคุณมากคะ ขอบคุณ Timmy ทีเป็นกำลังใจให้เดี้ยนมาโดยตลอด เดี้ยนสัญญาคะว่าต่อจากนี้เดี้ยนจะสวยให้สุด ปัง!ให้ใครบางคนเสียดายเล่นๆ  จะเข้มแข็งให้ตลอด …ทำทุกอย่างเพื่อคนที่รักเดี้ยน โดยเฉพาะลูกๆ”

-ใช่!—ลูกๆ และคนที่รักเธอ อารยา-เธอสวยเมื่อยามตรมใจ สามีเธอก็เห็นมันมาโดยตลอด เขาสำนึกผิด เขารอการให้อภัยจากเธอ อารยา

“เดี้ยน…จะทำทุกอย่างเพื่อลูกๆ คะ Timmy ถ้าลูกๆ เดี้ยน OK เดี้ยนก็ไม่ปฏิเสธ เพราะเวลานี้ในหัวใจของเดี้ยนมีแต่ลูกๆ ของเดี้ยนเท่านั้น”

-ผอมแล้ว สวยแล้ว กินเค้กให้น้อยลงบ้างนะอารยา

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า… Timmy คุณทำให้เดี้ยนหัวเราะ คุณทำให้เดี้ยนมีความสุข ถึงจะเป็นความสุขในมุมเล็กๆ ก็ตาม….ฮ่า ฮ่า ฮ่า….. เดี้ยนก็จะพยายามกินเค้กให้น้อยลงด้วย…. เดี้ยนสัญญาคะ ฮ่า ฮ่า ฮ่า….”

-คิดบวก อารยา แล้วความสุขจะวิ่งเข้ามาชนคุณเอง…..สู้ๆ นะ

“ขอบคุณคะ เดี้ยน…เห็นความสุขแล้ว…เดี้ยนกำลังจะมีความสุขในแบบของเดี้ยน….ขอบคุณอีกครั้งนะค่ะ”

นี้เหละครับคือเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับน้องสาวของผม อารยา เธอสวย เธอเข้มแข็ง เธอแกร่งเมื่อยามตรมใจจริงๆ ถ้าพลิกอีกด้านของนรก-สวรรค์ในมุมเล็กๆ อาจจะรอคุณอยู่…สู้ต่อไปครับทุกๆ ท่าน

Mr. หยวนๆ ครับๆ

หยวนๆครับๆ

หยวนๆครับๆ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

หยวน หรือ หยวนๆ ความหมายตามพจนานุกรมไทยว่า ยอม, ประนีประนอมนะครับ… และที่หลายคนเข้าใจว่า เป็นการยืมคำมาจากภาษาจีนนั้น……ขอบอกตรงนี้ไว้เลยว่าคุณเข้าใจผิดอย่างแรง….เพราะคำว่า ยอมหรือประนีประนอม… ภาษาจีนจะใช้คำว่า “ฉินใช้”  ฉะนั้นคำว่า  “หยวนหรือหยวนๆ” ไม่มีในความหมายตรงๆ ในภาษาจีนเลย…แต่ว่าเวลาซื้อ-ขายสินค้าที่ลูกค้ามักจะต่อรองราคากับพ่อค้า-แม่ค้าว่า

หยวนๆ น่าอาเฮีย เลามางโคลบ้าเรียวกาน”… คำว่า หยวน เป็นเพียงชื่อสกุลเงินของจีนเท่านั้น…ไม่ได้แปลว่า ประนีประนอมหรืออะลุ้มอล่วยตามความเข้าใจของคนไทยเลย….เปงไงล่า!….หน้าแตกหมอม่ายละเย็กเลยช่ายไหม้…ตุ่งแช่! ตุ่งแช่!…

แล้วเกี่ยวอะไรกับ “คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน Mr.หยวนๆ ครับๆ”ไม่ทราบ….เออ!… นั้นนะซิ

มา!….เดี๋ยว Timmy จะขยายความให้ฟังกัน

คุณเชื่อไหมตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผมทำงานอยู่บริษัทรับสร้างบ้านแห่งหนึ่ง ผมก็มักจะได้ยินคำว่า หยวน หรือหยวนๆ หลุดออกมาจากปากทั้งลูกค้าและพนักงานขาย ตลอดจนกรรมการผู้จัดการบริษัทเป็นประจำ  จนหลงเข้าใจว่าคำๆ นี้ต้องเป็นคำพูดที่ใช้ต่อลองราคาสินค้าในภาษาจีนอย่างแน่นอน แต่เมื่อมีประสบการณ์ทั้งไปซื้อของที่เมืองจีนด้วยตัวเอง คลุกคลีกับลูกค้าที่เป็นคนจีนแท้ๆ…พวกเขากับไม่เคยใช้คำๆ นี้เลย แต่ใช้คำว่า “ฉินใช้” แทน สรุปก็ตามบทความข้างต้นนั้นแหละครับ

หยวนๆ คำนี้แหละครับคือจุดพลิกของชีวิตผมเพราะตลอดระยะเวลาที่ทำงานอยู่กับบริษัทรับสร้างบ้านที่ว่า…ผมมักคลุกคลี คุ้นเคยและเป็นคนดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายสำหรับสถาปนิก-วิศวกรเป็นประจำและพวกเขาเหล่านั้นก็มักจะติดนิสัยคนไทยคือเป็นคนขี้เกรงใจเสมอ…ยกตัวอย่าง

“เฮ้ย!…บุญชัย (วิศวกรโยธา) ค่าคำนวณและเซ็นรับรองแบบหลังนี้ คุณคิดเท่าไรวะ” พี่บุญชัยหรือพี่วัฒที่ผมรู้จักและสนิทสนมก็มักจะพูดประโยคที่คล้ายๆ กันว่า

“แล้วแต่พี่จะพิจารณาให้ครับ” หรือไม่ก็ “พี่คิดว่าเท่าไรเหมาะสมก็ว่ามาเลยครับ”

“อ้าวๆ…สัก 8000 บาทนะ หยวนๆน่า เรามันคนกันเอง”

พี่วิศวกร 2 คนก็มักจะตอบเร็วๆ ว่า “ครับๆ”…ประมาณนี้ แต่สุดท้ายก็มักจะได้ยินเสียงบ่นลับหลังเป็นประจำ

จนหลายเดือนหลายปีผ่านไปพี่ทั้ง 2 ก็ยังเป็น Mr.หยวนๆ ครับๆอย่างสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลง

หากมองมุมบวกทั้งพี่บุญชัยและพี่วัฒก็ถือได้ว่าเป็นคนดี มีมารยาท ขี้เกรงใจ คบง่าย จบง่ายแบบไทยแท้ในระดับที่น่าพอใจ…แต่พอผมทำงาน-ไปมาหาสู่กับพี่ๆ เกิน 10 ปี ความเป็น Mr.หยวนๆ ครับๆ ของพวกเขาก็ส่งผลในมาตรฐานวิชาชีพอย่างใหญ่หลวง จากปีแรกสู่ปีที่ 10 Mr.หยวนๆ ครับๆ ก็ยังเป็น Mr.หยวนๆ ครับๆ คงเส้นคงวา จนเกิดมาตรฐานเรื่องค่าตอบแทนขึ้นมาในแบบเฉพาะ กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ว่างั้น-พี่ทั้ง 2 คงไม่รู้เนื้อรู้ตัว…ด้วยเหตุดังกล่าวการจะขอเพิ่มค่าตอบแทนให้ได้ระดับมาตรฐานภายหลังจึงเป็นเรื่องยาก….เผลอๆ อาจจะเสียเพื่อนเสียงานไปเลยก็ได้

“บ้านพักอาศัย 2 ชั้น สัก 5,000 บาท หยวนๆ น่า หลังเล็กๆ เอง”

“ครับๆ…พี่ว่ามาเลยครับ….จะให้ผมเข้าไปเซ็นเอกสารเมื่อไร ก็แจ้งล่วงหน้าสัก 3-4 วันแล้วกัน” คำๆ นี้ ประโยคๆ นี้จึงติดหนึบในสมองของผมเองจนเกือบจะกลายเป็นสนิม

เมื่อผมลาออกจากบริษัทรับสร้างบ้าน ความไม่ได้มาตรฐานในแบบ  Mr.หยวนๆ ครับๆ  จึงส่งผลต่อมาตรฐานเรื่องค่าตอบแทนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“Timmy มีสัก 2,000 ไหม” หรือ “Timmy โอนตังให้พี่ก่อน 4,000 แล้วค่อยหักจากค่าคำนวณโครงสร้างภายหลัง”

OK…. ผมสามารถควบคุมค่าตอบแทนของพวกเขาได้  ผมได้เปรียบ ผมได้กำไร ผมเป็นผู้ควบคุม…ก็น่าจะเป็นเรื่องที่น่ายินดี คุณว่าไหม… (ผมคิด)… แต่หากผมต้องการจะทำงานหรือคบกับพี่ๆ เขาในระยะยาว ผมต้องเปลี่ยนแปลงต้องรีบ-เร่งสร้างมาตรฐานใหม่ของทีมงานขึ้นมา… ผมรวย พี่ๆ เขาก็ต้องรวยตามไปด้วย… เราถึงจะอยู่รอดประมาณว่า

“น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า-น้ำดูแลเรือ เสือก็ต้องมีหน้าที่ดูแลป่าไปด้วย” ผมคิดถูกไหม?ละ….

เบื้องต้นผมเองก็ไม่รู้ว่า มาตรฐานค่าตอบแทนวิชาชีพที่สภาวิศวกรรมควบคุม..เท่าไรกันแน่…ผมจึงหาข้อมูลและเมื่อได้ข้อมูลมาถือไว้ในมือ….มาตรฐานของ Mr.หยวนๆ ครับๆ  จึงถูกรื้อทิ้งแล้วเร่งสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาแทน

ครับ….หลังจากผมลาออกจากบริษัทรับสร้างบ้าน ก็มีผู้ใหญ่หลายบริษัทที่เคยทำงานด้วยกันเรียกเข้าไปคุย…ก่อนเดินเข้าห้องที่ปิดทึบ… ประสบการณ์-บทเรียนจากความเป็น Mr.หยวนๆ ครับๆ ก็เป็นโจทย์ทำให้ผมคิดหนัก

“ถ้ากูตกลงสักแต่ว่าขอให้มีงานทำ…อีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้า กูก็เป็นได้แค่ไพ่รองบ่อนให้เขาเล่น มาตรฐานงานกับมาตรฐานค่าตอบแทนต้องเหลื่อมล้ำกัน สุดท้ายชีวิตผมก็จะไม่ต่างจาก Mr.หยวนๆ ครับๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้…เอาวะถึงจะเป็นลูกหม้อของบริษัทเก่า หรือจะเสนองานกับบริษัทใหม่ จะใหญ่-เล็ก มหาชนหรือห้างหุ้นส่วน…ผมก็ต้องมีมาตรฐานของผมเอง….ยึดมาตรฐานของทีมที่สร้างขึ้นมาใหม่ให้แน่น ถึงแม้เบื้องต้นหรือระยะแรกงานจะไม่ค่อยดี-ไม่ค่อยมี…ก็ต้องทนผ่านไปให้ได้ เมื่อผู้ใหญ่เห็นความเป็นมืออาชีพ-ยอมรับในความเป็น PROFSSIONAL….วันนั้นผมจะเป็นผู้ควบคุม-กำหนดมาตรฐานได้เอง….เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างทุกเงื่อนไข-ทุกๆ รายละเอียดเข้าที่เข้าทาง…จากมาตรฐานส่วนตัว ก็จะกลายเป็นมาตรฐานของทีมงานจนเป็นที่ยอมรับในที่สุด”

ครับ….ผมกำลังสร้างมาตรฐานตัวเองขึ้นมาใหม่ เสนองานตามมาตรฐานของทีม…ถ้าค่าตอบแทนต่ำเราจะไม่ลังเลที่จะเจรจา-ต่อลองหากไม่จบตามมาตรฐาน ผมก็ไม่ลังเลจะตอบปฏิเสธ… แต่เป็นการปฏิเสธที่ต้องใช้จิตวิทยาเข้ามาช่วย  ผมต้องคิด ทุกคนต้องสร้างคำปฏิเสธในแบบของตัวเองขึ้นมา…ปฏิเสธแต่ไม่ตัดขาด ปฏิเสธแบบแบมือรับหากผู้ใหญ่หรือบริษัทนั้นๆ เห็นความเป็นมืออาชีพของเราในวันหลัง….และเราเองก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นความเป็นมืออาชีพให้เขาเห็นเช่นกัน….ความลับของมืออาชีพง่ายๆ มีดังนี้

1.งานต้องได้มาตรฐาน

2.เวลาต้องเปะ!

3.หากมีการแก้ไขเราต้องมีมาตรฐาน มาตรการและมีไหวพริบในการพิจารณา หากลูกค้าต้องการแก้ไขจุดใดจุดหนึ่ง-เราต้องกล้าแสดงความเป็นมืออาชีพออกมา เสนอทั้งด้านบวกและด้านลบ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของลูกค้า…ไม่ใช่เรา

ช่วงแรกๆ ผมบอกเลยว่า ไม่ค่อยมีบริษัทไหนกล้าจ้าง….เพราะตัวเลขที่นำเสนอมักจะสูงกว่าเพื่อนๆ ในวิชาชีพเดียวกันเสมอ….งานน้อยลง…เราก็กินน้อยลง เสื้อผ้าซื้อจากตลาดนัดก็ได้…. เที่ยวแบบเสียตังเสียเวลาก็ผ่อนๆ… หาอาชีพเสริมไปตามเรื่อง… เมื่อมีบริษัทไหนกล้าจ้าง… เราก็ต้องกล้าแสดงความเป็นมืออาชีพแบบไม่มีกัก….งานต้องได้มาตรฐาน เวลาต้องเปะ ไม่เลส…เวลาแก้ไขงานถ้าอยู่ในขอบเขตก็อย่าลังเล….ความเป็นมืออาชีพจะทำให้หลุดพ้นจาก Mr.หยวนๆ ครับๆ ลูกค้ายอมรับ…ห้ามหัวเสีย-ห้ามทะเลาะ เจรจาด้วยเหตุผล กล้าขอโทษ-กล้ายอมรับหากตัวเองผิด…คิดบวกๆ แล้วจะผ่านมันไปได้

ช่วงแรกๆ….วิศวกรหรือพี่บุญชัยแนะนำให้รู้จักนายทุนคนหนึ่ง ชื่อพี่เอ พื้นฐานก็เป็นผู้ใหญ่ใจดีคนหนึ่ง แต่ขึ้นชื่อว่านายทุนก็เป็นนายทุนวันยังค่ำ

Project แรก :

พี่เอมีที่ดินแปลงหนึ่งแถวๆ จังหวัดสมุทรปราการต้องการจะทำหมู่บ้านจัดสรร บ้านเดี่ยวและทาวน์เฮ้าส์ขายประมาณนั้น… ผมวาง Master Plan ราคาตกลงกันเบื้องต้นผ่านฉลุย-ได้ตามมาตรฐาน แต่ค่าเซ็นรับรองทีมงานเราขอแยกคุยเป็นหลังๆ เบื้องต้นประมาณนี้  พองานออกแบบ- เขียนแบบจบก็ขึ้นป้ายโปรโมทฯ-ต่อมาวันดีคืนดีก็มีทีมอื่นเข้าไป เสนอโน้น นั่น นี่ หน่ำซ้ำยังเสนอราคาใหม่ตัดหน้าต่ำกว่าทีมงานเรามากๆ ซ้ำร้ายยังเอาแบบเราไปแก้ไขใหม่ จนพี่บุญชัยวิศวกรรับไม่ไหวเลยโดดหนีตามออกมา เราเจ็บช้ำกับโครงการนี้ไม่ถึง 10 ปี ข่าวการทรุดตัวของอาคาร-ทาวน์เฮ้าส์ของโครงการก็โผล่ออกมาให้เห็น เราติดตามข่าวด้วยความเศร้าใจ พร้อมๆ กับถอดบทสรุปเป็นบทเรียนไปพร้อมๆ กัน… ถึงนายทุนจะกอบโกยผลกำไรได้มากมายในเบื้องต้น สุดท้ายก็หนีไม่พ้นการถูกฟ้องร้องเรียกค้าเสียหายเป็นเรื่องเป็นความกันในศาล…..

Mr.หยวนๆ ครับๆ หากมองมุมบวก พวกเขาเป็นคนคุยง่าย-จบเร็ว แต่หากมองในอีกมุม พวกเขาจะเป็นคนที่น่าสงสารน่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่ง แต่ก็ช่วยไม่ได้หาก Mr.หยวนๆ ครับๆ ยังไม่กล้าลุกขึ้นมานำเสนอ ยังไม่กล้าเป็นผู้ควบคุมนอกจากเป็นผู้ถูกควบคุม

ใครก็ตามที่เป็น Mr.หยวนๆครับๆ ในขณะนี้ จงเชื่อเถอะว่า “คุณยังอยู่ห่างจาก PROFESSIONAL หรือมืออาชีพหลายขุม”

เลิก หยวนๆ ครับๆ เลิกเป็นคนขี้เกรงใจ….เลิกนิสัยไทยๆ…หันมายกระดับ-สร้างมาตรฐานตัวเองให้สูงขึ้น “คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ”… งานที่เรารักก็จะมาพร้อมกับความสุขที่ควรจะได้รับ….โชคดีทุกๆ ท่าน….

ซื้อคนด้วยเงิน 3,000 บาท

ซื้อคนด้วยเงินซื้อคนด้วยเงิน 3,000 บาท บทความ ชุด คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ อ่านเพิ่มเติม ซื้อคนด้วยเงิน 3,000 บาท

เปลี่ยนเลนเปลี่ยนชีวิต

เปลี่ยนเลนเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยนเลนเปลี่ยนชีวิต เราให้เกียรติคนอื่น เมื่อคนอื่นเห็น สิ่งที่จะได้กลับนั้นก็คือมิตรภาพ อ่านเพิ่มเติม เปลี่ยนเลนเปลี่ยนชีวิต

เพื่อนรัก

เพื่อนรักเพื่อนรัก คืออีกตำนานหนึ่งที่มีคนเล่าขานไม่รู้จบ…หลายคนก็หลายเรื่อง พันคนก็พันตำนาน อ่านเพิ่มเติม เพื่อนรัก

ชกข้ามรุ่น

ชกข้ามรุ่นชกข้ามรุ่น คืออะไร? แล้วทำไมต้องชกข้ามรุ่น เออ! นั้นนะซิ อันที่จริงก็ไม่มีอะไรสลับซับซ้อนหรอกครับ อ่านเพิ่มเติม ชกข้ามรุ่น