โชคดีที่มีคนแย่ๆ

โชคดีที่มีคนแย่ๆ
โชคดีที่มีคนแย่ๆ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ อ่านเพิ่มเติม โชคดีที่มีคนแย่ๆ

Iyarin หัวใจเธอพิชิตมะเร็ง

มะเร็งต่อมน้ำเหลือง
Iyarin หัวใจเธอพิชิต มะเร็งต่อมน้ำเหลือง คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ อ่านเพิ่มเติม Iyarin หัวใจเธอพิชิตมะเร็ง

เทคนิค-คิด เพื่อพิชิตหมูอ้วนๆ

คิดเพื่อพิชิตหมูอ้วนคิดเพื่อพิชิตหมูอ้วน คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ อ่านเพิ่มเติม เทคนิค-คิด เพื่อพิชิตหมูอ้วนๆ

ที่ปรึกษาในมุมเงียบ

ที่ปรึกษาในมุมเงียบที่ปรึกษาในมุมเงียบ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ อ่านเพิ่มเติม ที่ปรึกษาในมุมเงียบ

คฤหาสน์-ทะเล-สาป

คฤหาสน์ทะเลสาป

คฤหาสน์ทะเลสาป คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

คฤหาสน์ทะเลสาป

“วันอาทิตย์ที่จะถึงคุณพรรัตน์เจ้าของธุรกิจส่งออกนัดเข้าไปดูบ้านหลังหนึ่งในหมู่บ้าน คฤหาสน์ทะเลสาบ จังหวัดปทุมธานี พี่วัฒน์วิศกรส่วนตัวจะว่างหรือเปล่าน่า….ลากคอไปด้วยดีกว่า…จะได้ปรึกษาเรื่องโครงสร้างในตัว…ไปต่อหรือจบจะได้สรุปในวันเดียว”

: “ฮัลโหล…สวัสดีครับพี่วัฒน์ ไม่ทราบว่าสะดวกคุยหรือเปล่าพี่”

: #ได้ๆ…Timmy มีอะไร”

: “คือว่า คุณพรรัตน์ลูกค้าเก่าบริษัทเดิมผมอะพี่…ท่านไปเห็นบ้านหลังหนึ่ง ในหมู่บ้านคฤหาสน์ทะเลสาบ…ปทุมธานี…อยากจะซื้อมา Renovate ขาย-ผมเลยอยากจะชวนพี่เข้าไปดูด้วยกันหน่อย ถ้าไปต่อไหวก็จะนำทีมเข้าไปทำแบบ แต่ถ้าโครงสร้างที่ทิ้งไว้นานไม่น่าไหวจะได้หยุด…ขี้เกียจมานั่งปวดหัวภายหลังอะพี่”

: #เออ…คุณพรรัตน์นี้ก็แปลกคนเนอะ…ชอบหาซื้อแต่บ้านเก่าๆ มา Renovate ขาย…ได้ๆ มารับผมนะ ช่วงนี้รถเข้าอู่#

: “ครับพี่…งั้นประมาณ 8 โมงนิดๆ ผมเข้าไปรับ เพราะนัดคุณพรรัตน์ประมาณ 9 โมงครึ่งกลัวรถติดนะ”

: # OK…ได้เลย#

: “ขอบคุณครับพี่ แล้วเจอกัน”

คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน “คฤหาสน์ ทะเล-สาป” ผมไม่ได้เขียนผิดหรอกครับ ผมจงใจจะใช้คำว่า “สาป” จริงๆ เพราะอะไรนั้นรึ ก็เพราะตำนานของบ้านติดทะเลสาบหลังที่ว่ามันน่าสะพรึงกลัว….ผมได้ข้อมูลมาจากคุณพรรัตน์-และคนรอบๆ บ้านหลังนั้นเล่าให้ฟังว่า…..เดี๋ยวๆ…อย่าเพิ่งเล่า

ใครอยากฟังเรื่องราวตื่นเต้นชวนขนลุก-สลับหดหู่ในโชคชะตาของครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง ยกมือขึ้น OK. ถ้าพร้อมแล้ว

            มา! ขยับเข้ามาใกล้ๆ…เดี๋ยว Timmy จะเล่าให้ฟัง

เช้าวันอาทิตย์ผมกับพี่วัฒน์ก็มาถึงสถานที่นัดหมายตรงเวลาเปะ!…ซึ่งบ้านคุณพรรัตน์อีกหลังก็อยู่ในโครงการเดียวกัน แต่อยู่คนละมุมของทะเลสาบกว้างสุดสายตาที่เคยเป็นบ่อดินเก่า การมาเลสแค่ 10 นาทีจึงถือว่าท่านยังสามารถรักษาเวลานัดหมายได้ดีทีเดียว (เปล่าประชดนะ) ท่านมาพร้อมกับคนขับรถที่ผมคุ้นเคย

: “สวสัดีครับคุณพรรัตน์” ผมกล่าวทักทายขณะกระจกข้างรถเบนซ์เลื่อนลง

: “..หวัดดีๆ…วัฒน์มาด้วยรึ เออ ดีๆ….ขับรถตามผมมาเลย Timmy บ้านหลังที่ว่า ผมเพิ่งไปโอนเมื่อวานก่อน อยู่ในซอยบ้านโดมโน้น!” ท่านชี้มือนำทาง แต่ผมก็ไม่รู้อยู่ดี จึงรีบผงกหัวตอบรับก่อนจะเดินกลับไปขึ้นรถและขับตามรถของท่านไปติดๆ

“ท่านซื้อแล้วเหรอ….ตายๆ งานนี้ก็เท่ากับมัดมือชกชัดๆ….งานหนักละคราวนี้” ผมพูดกับพี่วัฒน์ขณะอยู่ในรถยนต์ตามลำพัง

“เขาก็นิสัยแบบนี้อยู่แล้วไม่ใช่รึ! ดูอย่างบ้านหลังก่อนดิ….ทรุดแล้วทรุดอีก พี่บอกว่าโครงสร้างเก่าใช้ไม่ได้แล้ว เขายังไปว่าจ้างทีมวิศวกรธรรมศาสตร์มาทดสอบหักหน้าพี่อีก…ผลออกมาก็ต้องทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่อยู่ดี”

“ผมถึงชวนพี่มาไง…เขาเชื่อมือพี่ขึ้นเยอะ”

“ก็ว่ากันไป”

ไม่ถึง 15 นาทีรถเบนช์สีดำก็เลี้ยวเข้าไปจอดในซอยที่เขียนด้วยอักษรไทยโบราณว่า  “ซอยบ้านโดม” ผมจึงเลี้ยวเข้าไปจอดต่อท้ายในระยะมาตรฐาน พอพวกเราลงมายืนบนถนนการกล่าวคำทักทายอย่างเป็นทางการจึงเริ่มขึ้นอีกครั้ง…

“Timmy เราต้องคุยกันก่อนนะ บ้านที่ผมเพิ่งซื้อและไปโอนกันเรียบร้อยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาคือบ้านหลังคาโดมสุดซอยติดทะเลสาบ…ผมซื้อมา 65 ล้านบาทเพราะว่าสงสาร เดิมทีหัวหน้าครอบครัวทำงานเป็นกัปตันสายการบินในยุโรป แม่บ้านเป็นครูมัธยม ลูกสาวคนโตกำลังเรียนมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่ประเทศอังกฤษ ส่วนลูกชายออกจะเป็นพวกอาร์ทติส-ศิลปิน-ชอบเป็นดีเจ เปิดเพลงตามผับพอพ่อเสียชีวิต…เขาก็หายสาบสูญ ไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แม่ก็ป่วยจำอะไรไม่ค่อยได้ ทำอะไรไม่ค่อยเป็น พอหัวหน้าครอบครัวเสีย เงินประกันชีวิตหลายสิบล้านก็ไม่สามารถใช้หนี้ได้หมด  บ้านที่อยู่ปัจจุบันกลายเป็นภาระที่ต้องดูแล คนรับใช้ที่มีอยู่ 2 ครอบครัวรวม 6 คนจึงช่วยกันเป็นธุระขายให้ ลูกสาวคนโตก็เพิ่งบินกลับจากอังกฤษเมื่ออาทิตย์ก่อน เห็นได้ข่าวว่าเธอกับแม่จะออกไปเช่าตึกแถวเพื่อนแถวๆ สามเสน…ก็มีคนเขาเตือนผมนะว่าบ้านหลังนี้มีอาถรรพ์ ขณะก่อสร้างคนงานก็ตายหลายคน โดมใหญ่เหนือหลังคาสถาปนิกก็ออกแบบไม่ได้สัดส่วน ไม่ถูกหลัก ขาดๆเกินๆ…แล้วยังเอาหิ้งพระขึ้นไว้ขณะเจ้าของที่ดินเก่ายังเป็นคนอิสลามอีกต่างหาก….”

“อ้าว!….แบบนี้คุณพรรัตน์คิดว่าจะซื้อมา Renovate หรือทุบทิ้งแล้วสร้างใหม่ครับ”

“Renovate ขาย บ้านติดทะเลสาบโดยรอบหลังใหญ่สวยๆ แบบเนี้ย ทุบทิ้งเสียดายแย่ ผมกะว่าจะเปลี่ยนพื้นที่ภายในบางส่วนแล้วทาสีใหม่ก็พอ….เขาขายในราคาถูกมากๆ ทาสีเสร็จจะเชียร์เพื่อนมาดู ผมกะว่า 120-130 ล้านบาทน่าจะขายไม่ยาก”

(โห!…ผมแอบหูผึ่งในใจ….แต่ก็เผลออ้าปากทำตาโตๆ ให้จับพิรุธไปแล้ว) พอผมกับวิศวกรเดินรับข้อมูลทั้งหมดจากคุณพรรัตน์จบ… ก็ถึงเวลาที่พวกผม 2 คนจะต้องออกสำรวจด้วยตัวเองสักที

บ้านหลังนี้เป็นศิลปะนีโอคลาสสิก (Neo-Classic) ลูกผสมขนาด 3 ชั้นครึ่ง ส่วนครึ่งชั้นเหนือชั้น 3 ก็คือโดมเจ้าปัญหาที่คุณพรรัตน์กะจะทุบทิ้ง-ปรับเป็นที่นั่งชมวิวเก๋ๆ….ผมก็แอบเห็นดีเห็นงามด้วยกับไอเดียนี้… อันที่จริงแล้วหากนับรวมชั้นใต้ดินที่แทบไม่ได้ใช้งาน-บ้านหลังนี้ก็ถือว่า 4 ชั้นครึ่งนะครับ คุณพรรัตน์ให้โจทย์กับทีมงาน-ช่วยหาวิธีเปิดใช้ห้องใต้ดินให้หน่อย จะปรับเป็นห้องอะไรได้บ้าง ซึ่งจากการสำรวจเบื้องต้นปัญหาของห้องใต้ดินที่ติดกับทะเลสาบแห่งนี้ก่อสร้างไม่ได้มาตรฐาน จึงทำให้น้ำและความชื้นซึมขึ้นมา สังเกตจะเห็นตะไคร่น้ำสีเขียวจับอยู่เป็นบริเวณกว้างๆ…ถึงกระนั้นเราก็รับปากว่าจะช่วยคิดให้…ขณะที่เดินสำรวจไปเรื่อยๆ เหล่าคนใช้ ชาย-หญิงภายในบ้านก็กุลีกุจอเข้ามาช่วยอำนวยความสะดวกต่างๆ นานา…มีเพียงมุมเล็กๆ เท่านั้นที่พอจะสังเกตเห็นหญิงวัยกลางคนนั่งปรับทุกข์กับหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นลูกสาวคนเดียวของบ้านที่เพิ่งกลับจากประเทศอังกฤษ คุณพรรัตน์ได้บอกภายหลังว่า เขาให้เวลาคนในบ้านย้ายออกภายใน 2 เดือน….และมีช่วงหนึ่งขณะที่ผมเดินตามหลังคุณพรรัตน์ อยู่ๆ หญิงสาวอายุน่าจะ 20 ต้นๆ ก็เดินเข้ามายกมือไหว้ ผมไม่ได้แอบฟัง แต่หูก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งคู่ชัดเจน…

“สวัสดีคะคุณลุง”

“หวัดดีหนูแอร์….คุณแม่เป็นอย่างไรบ้าง”

“คุณแม่เข้มแข็งขึ้นคะ…เพื่อนคุณแม่ที่สามเสนมีตึกแถวหลายห้อง คุณแม่เลยขอเช่าห้องหนึ่ง ก็คิดว่าเราจะย้ายออกได้ภายในเดือนนี้แหละคะคุณลุง”

“อ้าวแล้วน้องชายหนูละติดต่อได้รึยัง”

“ยังเลยคะ….หนูกลัวหากเขากลับมาไม่ทันพวกหนูย้ายออก กลัวเขาจะช็อก เลยอยากฝากให้คนงานของคุณลุงช่วยเป็นธุระให้หน่อย…นี้คะคือเบอร์โทรบ้านเช่าและที่อยู่ใหม่ของคุณแม่”

“ได้…ลุงจะ COPY แจกคนงานเก็บไว้ ไม่ต้องกังวล แล้วเรื่องเรียนของหนูละ”

“เหลืออีกแค่เทอมเดียวก็จบแล้วคะ….หนู หนูกะว่าจะแต่งงานกับเพื่อนชาวอังกฤษแล้วหาทางเอาคุณแม่ไปอยู่ด้วยกันซะที่โน้นเลย”

“เออ..ดี ดีแล้วละ…หนูแอร์เป็นเด็กเข้มแข็งมากๆ เลย…ต่อจากวันนี้หนูต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวอย่างสมบูรณ์แล้วนะ อะไรที่หนูคิด หนูต้องตัดสินใจไปเลย อย่ารีๆ รอๆ เด็ดขาด”

“ขอบคุณมากๆ คะคุณลุง…หลังจากขายบ้านหนูคิดว่าจะให้เงินคนงานในบ้านไปตั้งหลักครอบครัวละก้อน ใช้หนี้ให้จบ….ที่เหลืออีกนิดหน่อยก็จะแบ่งไว้ให้น้องชาย ส่วนตัวหนู หนูคิดว่า หนูเอาตัวรอดได้”

“ดีแล้วละ ดีมาก…มีอะไรก็บอกลุงไม่ต้องเกรงใจ”

“ขอบคุณมากคะ….หนูฝากเรื่องน้องชายหนูด้วยนะคะ”

“ได้ๆ….แล้วนี้หนูแอร์จะกลับอังกฤษเมื่อไร”

“ก็กะว่าจะอยู่เป็นเพื่อนคุณแม่จนกว่าน้องชายจะกลับมาโน้นแหละคะ เรื่องเรียนกลับไปค่อยว่ากัน…อาจจะด๊อบแล้วค่อยไปเรียนใหม่เทอมหน้า”

“หนูแอร์เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ แต่เข้มแข็งมากๆ เลยนะ”

“สถานการณ์บังคับให้แอร์ต้องเข้มแข็งคะคุณลุง…”

“ดีๆ….ลุงเอาใจช่วย….สู้ต่อไป เรื่องน้องชายไม่ต้องกังวลเพราะหลังจากที่หนูกับคุณแม่ย้ายออกลุงจะให้คนงานเข้ามาอยู่ประจำที่นี่ 2 คนทันที…ถ้าน้องชายหนูกลับมาอย่างไรเสียก็ต้องได้คุยกันละ”

“ขอบคุณคุณลุงมากๆ คะ”

ครับถึงบ้าน 4 ชั้นครึ่งที่ห้อมล้อมไปด้วยทะเลสาบหลังนี้ จะเป็นบ้านที่โดนสาปตามคำเล่าลือหรือไม่…ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ผมต้องการจะสื่อ….แต่ประเด็นหลักของบทความ คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน “คฤหาสน์-ทะเล-สาป” บทนี้…ผมต้องการสื่อเพื่อเป็น เคทสตาร์ทดี้ (Case Study) ให้ทุกท่านมีสติในทุกๆ ขณะ… อุบัติเหตุไม่ได้ละเว้นใครหรือครอบครัวคนใดคนหนึ่ง หากเกิดปัจจุบันทันด่วน คุณๆ ท่านๆ จะได้ครองสติแก้ปัญหาได้ถูกจุด อย่างหนูแอร์ชีวิตเธอเป็นคุณหนู พูดภาษาชาวบ้านๆ เธอแทบจะคาบช้อนเงินช้อนทองมาตั้งแต่เกิดด้วยซ้ำ… เมื่อถึงจุดๆ หนึ่งเธอต้องมาเป็นเสาหลักให้กับครอบครัวทั้งๆ ที่อายุยังไม่ถึงวัยเบญจเพส…ผมเห็นแววตาและสีหน้าที่เธอแสดงออกในวันนั้นแล้วอดทึ่งในตัวของเด็กสาวคนนี้ไม่ได้ …ผมแอบมองขณะเธอนั่งแพ็คของลงลังกระดาษ มือเล็กๆ ขาวๆ เรียวๆ ไม่ควรมาดึงกระชากเชือกฟางแข็งๆ ด้วยซ้ำ… สมัยคุณพ่อยังมีชีวิตเธอเคยสวมเสื้อยืดคอกลมสีขาวหม่นๆ กึ่งเก่า กึ่งใหม่แบบที่สวมวันนี้หรือไม่…เหงื่อที่ไหลอาบใบหน้าเธอก็แค่ดึงคอเสื้อขึ้นซับ ใช้หลังมือปาดทิ้ง ครั้งแล้วครั้งเล่า…เธอจะคิดถึงชุดราตรีพลิ้วๆ เดินรับลมไปรอบๆ ทะเลสาบโดยมีสาวใช้คอยเสริฟน้ำเสริฟนมให้หรือเปล่าน้อ….

ก่อนจะขึ้นรถ ผมมีโอกาสปะ! กับเธอตรงๆ… เธอยิ้มส่งให้ผมบางๆ จนผมอดบอกส่งเธอด้วยประโยคง่ายๆไม่ได้

“คิดบวก แล้วโลกทั้งโลกจะโอบกอดน้องแอร์ด้วยความรัก…เชื่อพี่ Timmy นะครับ”

เธอยิ้มปลื้มๆ จนสังเกตเห็นผิวน้ำรื่นๆ ใสๆ จับผิวกระจกตากำลังสะท้อนเงาตัวผมระยิบระยับ… เธอพยักหน้าแทนคำขอบคุณที่ไม่อาจเอ่ยจากปากในเวลานั้น…ผมพยักหน้าให้เธอเห็นอีกก่อนจะพยายามจดจำภาพเด็กสาวตัวเล็กๆ บางๆ เพื่อมาเป็นบทเรียนชีวิตใช้เตือนสติในยามคับขัน

“ขอบใจน้องแอร์…ขอบคุณสำหรับบทเรียนชีวิตที่ไม่มีวันอ่านจบ…โชคดีครับ”

หลอน ภวังค์ ภาพ

หลอนภวังค์ภาพ

หลอนภวังค์ภาพ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

หลอน ภวังค์ ภาพ ๑

“วันนี้วันเสาร์ ทำงานครึ่งวัน+ 2 ชั่วโมง โอ้ย!…ชีวิตทำไมมันเหนื่อยอย่างนี้…ปิดออฟฟิตเปิดแอร์นอนสัก 2 ชั่วโมงค่อยกลับบ้านดีกว่า….เอาแม่งโซฟารับแขกสีเทาๆ นี้แหละวะ….นอนสบายชิบหาย…แต่ทำไมอินทีเรียต้องบังคับให้กูต้องนอนหันหัวไปทางทิศตะวันตกด้วยเนี้ย ทิศของคนตายชัดๆ โอ้ย! ไม่ไหวแล้วปวดหัว…ชั่งเถอะ กูไม่ถือ…..อ้า! นอนกลางวันมันสบายดีจริงๆ เล้ยยยย”

Timmy มันหลับละ….เปิดแอร์-เปิดไฟดาวไล้ท์สีเหลืองอ่อนๆ ทิ้งไว้ซะด้วย น่าอิจฉาชะมัด…เอาละๆ คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน “หลอนภวังค์-ภาพ ๑” จะเป็นอย่างไรต่อ

มา!….ตามผมมา เงียบๆ เบาๆ เดี๋ยว Timmy ตื่นเดี๋ยวเรื่องจะจบซะเปล่าๆ….. OK OK…ดีครับ เฮ้ย!…ไอ้แว่น มึงนะ เออมึงนั้นแหละ ปิดโทรศัพท์มือถือด้วย-สาวโทรเข้าเดี๋ยวก็จบเห่กันพอดี….เฮ้ยๆ….ได้เรื่องละๆ ไอ้ ไอ้ Timmy กำลังจะฝัน อ้าวๆ…ขยับเข้ามานั่งใกล้ๆ จะได้รู้ได้เห็นกันครบทุกคน

#ภาพขาวดำมัวๆ…ล่องลอยหมุนวนไปรอบตัว มันคือหมอกหรือควันกันน่า…แล้วนี่ผมอยู่ที่ไหน ผมอยากกลับบ้าน ผมอยากกลับบ้านเหลือเกิน …# และอยู่ๆ กลุ่มหมอกหรือควันบางๆ สีเทาอ่อนก็ค่อยรวมตัวเป็นรูปร่าง… จนคล้ายชายชราหน้ายาวรีใส่ชุดขาวคล้ายพระ แต่วิธีสวมกลับคล้ายชุดยูกาตะสำหรับชายชาวญี่ปุ่น…เขา -เขา –ลอยได้ราวกับฝ่าเท้าไม่แตะพื้น… และอยู่ๆ เขาก็ยิ้มให้ จากสะแยะแค่มุมปากค่อยๆ ชัดเจน…โหนกแก้ม ดวงตาทำไมรู้สึกคุ้นเคยและอบอุ่น…เขาเป็นใครกันนะ

#ผมรู้จักกับคุณไหม….# ผมตัดสินใจถาม ขณะที่ชายชราหน้าเรียวผิวขาวเอาแต่ยืนยิ้ม…เขาเริ่มลอยวนไปรอบตัวผม…หลายรอบ หลายรอบไม่ยอมหยุด #คุณเป็นใครกันแน่….ทำไม ผมถึงรู้สึกว่าเราเคยรู้จักกันมานานแสนนาน….คุณ เป็นอะไรกับผม# ผมพลั้งปากตะโกนเสียงดังขึ้นอีกระดับ แต่ชายชราผมขาวก็ยังคงสถานะเดิม กระทั้งผมเริ่มหงุดหงิด…กิริยาปิดปากก็ค่อยๆ แสดงอย่างอื่นให้เห็น… เขาค่อยๆ ยกฝ่ามือด้านซ้ายขึ้นตรงๆ…แล้วน้ำเสียงทุ้มๆ ก้องลึกก็ดังขึ้น

#กลับบ้านเราเถอะ…กลับพร้อมกับพ่อ…กลับบ้านเราเถอะ…กลับพร้อมกับพ่อ# เสียงทุ้มๆ ก้องลึกเย็นวาบลงไปถึงช่องท้อง….เกิดอะไรขึ้น…มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่…

#คุณเป็นใคร คุณเป็นพ่อผมเหรอ…แต่หน้าตาพ่อผมไม่เหมือนคุณเลยสักนิด…คุณเป็นใคร คุณเป็นใครกัน…คุณไม่ใช่พ่อผมสักหน่อย#

ชายชราขยายยิ้มกว้างขึ้น….จนเผยให้เห็นฟันแถวบนชัดเจน #ข้าคือพ่อของเจ้า….พ่อที่กำลังรอเจ้าอยู่ที่บ้าน…กลับบ้านเราเถอะ…มากับพ่อ….ลูกชายของข้า#

#คุณไม่ใช่พ่อผม…ผมไม่เชื่อ คุณโกหก คุณกำลังโกหก#

#สงครามทำให้เจ้าลืมทุกๆ สิ่งแล้วจริงๆ….ได้ ถ้าเจ้าไม่เชื่อ พ่อจะแสดงให้เห็น….ข้าจะแสดงให้เจ้าเห็นกับตา…# ชายชราเสียงดังใบหน้าเปลี่ยนเป็นดุร้ายพร้อมกับชี้นิ้วตรงๆ มาที่ผม โอ้ย!…นั้นดวงตาของเขาเริ่มแดงขึ้น แดงขึ้น….แต่ แต่ทำไมมันยิ่งให้ระลึกถึงความสูญเสีย ความเศร้ามากมายแบบนี้….

#จงดูข้า…ลูกพ่อ จงดู ข้าๆ จะแสดงให้เจ้าเห็น ข้าจะแสดงให้เจ้าเชื่อ….#

#ไม่….ม่าย….ไม่….#….

“ไม่ ไม่ ไม่…อย่า อย่า อย่า….โอ้ย!…กูฝันกลางวันรึนี้” เหงื่อกาฬเปียกชุมที่ซอกคอ กระนั้นผมก็ยังไม่สามารถขยับเขยื้อนได้ “เอะ!…..ทำไม….ขยับแขนไม่ได้ กระดิกนิ้วไม่ได้ …โอ้ย!..กูเป็นอะไรไปเนี้ย!”

#กลับบ้านเถอะลูก….กลับบ้านด้วยกัน#….

“เฮ้ย!….เสียง ดังมาจากไหน  กูฝัน กูฝัน….สงสัยผีอำ…ใช่ๆ นอนกลางวันแม่เคยบอกว่าผีอำ….” ผมกลัวแต่ก็ขยับเขยื้อนไม่ได้ การสวดมนต์ภาวนานั้นรึ ลืมไปได้เลยเพราะสถานการณ์นั้นผมไม่ทันนึกถึงมันด้วยซ้ำ

“นอนนิ่งๆ สักพัก ใช่!….เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง อู้ อู้ อู้” ผมเป่าลมออกทางปากตามจังหวะหายใจขณะที่ดวงตาเหลือบไปยังนาฬิกาสีขาวที่แขวนบนผนังปลายเท้า มันบอกเวลาบ่าย 4 โมงกับ 15 นาที

“นี้กูหลับไป 2 ชั่วโมงกว่าๆ…ไหนลองกระดิกนิ้วซิ!….ตายห่านิ้วไม่ขยับ….อู้…ผีอำเป็นแบบนี้เองรึ…นอนต่ออีกสักพักน่าจะดีขึ้นเอง” แล้วผมก็วาดดวงตาไล่จากนาฬิกาเลื่อนไปยังแสงไฟสีเหลืองอ่อนๆ จากโคมดาวไล้ท์ที่ฝ้าเพดาน…มุมมองขณะที่ศีรษะหนุนพนักพิงด้านทิศตะวันตกชั่งพอเหมาะพอเจาะดีเหลือเกิน ผมจ้องมัน มองมัน กระทั้งสังเกตเห็นเบ้าโคมดวงนั้นหลุด-หล่นออกมาจากฝ้าเพดานยิบซั่มบอร์ดจนเกิดรูโหว่สีดำเห็นชัด (เดี๋ยวลุกได้จะหากาว 2 หน้าแปะแล้วยัดให้เข้าที่ซะหน่อยและ…ถ้าลูกค้าเห็นอายเขาแย่) ผมคิด ขณะที่ความพยายามจะกระดิกนิ้วก็ยังไม่หยุด

“โอ้ย!…กูเป็นอะไรวะ…กูจะตายไหมเนี้ย” ผมเผลอหลุดเสียงดังที่ได้ยินก้องในความเงียบ…แต่ทันใดนั้นสายตาที่ไม่อยู่สุขก็เลื่อนจากโคมไฟกลับลงไปที่ปลายเท้าช้าๆ  ช้าๆ…และมันก็จบที่ปลายเท้าด้านซ้ายที่พาดอยู่กับพนักพิงด้านทิศตะวันออก มันหมิ่นเหม่จะหล่นไม่หล่นอยู่รอมร่อ

(เออ….ลองกระดิกขาให้หล่นจากพนักพิงก่อนก็แล้วกัน ถ้าขาหล่นถึงพื้นกูตื่นแน่ๆ) ผมคิดขณะเดียวกันก็ออกแรงทั้งหมดส่งพลังงานทั้งมวลไปยังปลายเท้าที่ว่า….อื้อๆๆๆ…..โอ้ย! ….อีกทีหนึ่ง….ผมกลั้นลมหายใจสุดแรงเกิด…. “ต้องทำได้ กูต้องทำได้” ผมพูดเสียงดังจนได้ยินสำเนียงตัวเองชัดเจนในโลกเงียบ…

“อื้อ!….เอาวะใกล้ ละ….ฮึบ!…อ้า….เย้ๆ….กูตื่นแล้วกูทำได้แล้ว…กู กู รอด รอด- ตา…ตา …” ผมลุกขึ้นนั่งแบบคนโล่งอก แต่แอร์ก็ทำให้ผมเย็นวาบขึ้นมาทันทีทันใด…ผม ผม ผม สำรวจตัวเอง….ไม่ ม่าย ไม่นะ….ผมลุกนั่ง ใช่ผมลุกนั่ง แต่…เมื่อมองกลับไปที่เดิม….ปลายเท้า…ปลายเท้าทั้ง 2 ข้างยังพาดอยู่ตำแหน่งเดิม…(แล้วนั้น นั้นมันขาใคร….อะไร มัน มันเกิดอะไรขึ้น….)

#พ่อจะแสดงให้เจ้าเห็น….กลับบ้านเถอะลูกรัก…สงครามจบแล้ว# และเสียงของชายชราในฝันก็ยังคงทุ้มก้องลึกในความวังเวง…..(เกิดอะไรขึ้น…นี้กูถอดร่างได้ด้วยรึ)….ผมลุกยืนพร้อมกับหันมองกลับไปยังโซฟา….ผมเห็นตัวเอง….เห็นร่างตัวเองยังนอนปิดสีเทาของโซฟาตัวนั้นไว้ได้อย่างมิดชิด…

“โอ้!พระเจ้า…ไม่…ใช่ๆ…ตัวกู-นั้นร่างกูกำลังนอนเหลือกตาโพลงอยู่ที่เดิม…เป็นไปได้อย่างไร เป็นไปไม่ได้…โอ้ย…เกิดอะไรขึ้น มันเกิดขึ้นได้อย่างไร กูคือวิญญาณหรืออะไรกันแน่….นั้นๆร่างของกู …กูตายแล้ว…ไม่ ไม่ ไม่ กูจะตายตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด….พระเจ้า…พระพุทธเจ้า…เทวดาฟ้าดินองค์ไหนก็ได้ช่วยลูกด้วย ถึงลูกจะเป็นคนไม่มีศาสนา แต่ลูกก็เคารพทุกๆศาสนาอย่างเท่าเทียม…ลูกไม่เชื่อเรื่องบุญเรื่องบาป ลูกไม่เชื่อชาติหน้า ลูกไม่เชื่อภพหน้ามันก็เรื่องของลูก แต่วันนี้ ตอนนี้หากลูกไม่ได้กระทำสิ่งใดที่เป็นการลบหลู่ก็จงช่วยลูกให้รอด…แต่หากลูกได้ลบหลู่สถานที่แห่งนี้ นั้นก็หมายความว่า ลูกมิได้ตั้งใจ…ลูกจะแก้ไข…ช่วยลูกด้วย”….ผมพร่ำพรรณนาทุกสิ่งอย่างที่นึกออกพร้อมกับล้มตัวลงนอนทับร่างเดิม…การภาวนากินเวลาอีกไม่น้อยกว่า 20 นาที เมื่อปลายจมูกสัมผัสถึงลมหายใจอุ่นๆ นิ้วมือเริ่มขยับ ขาผมก็เริ่มมีแรง….ผมเป่าลมออกมาทางปากเพื่อทดสอบ

“โอ้ยๆ….กูรอดตายแล้ว….” วินาทีเดียวกันภาพของชายชราในชุดยูกาตะก็ผุดขึ้นมาในหัวอีก “คุณจะเป็นใคร…หรือหากเคยเป็นพ่อลูกเมื่อภพชาติที่แล้ว…เวลานี้ ขอให้ลูกทำความเข้าใจกับมันอีกสักหน่อย…ขอลูกอยู่ต่อที่นี้อีกสักนิด….ถ้าพร้อมลูกจะกลับบ้าน ลูกอยากกลับบ้าน แล้วบ้านที่ว่ามันอยู่ที่ไหนกันแน่” ผมพร่ำต่อแบบคนบ้า ขณะใช้ฝ่ามือขยี้ตาพร้อมๆ ยันตัวเองลุกนั่ง

“ผมสัญญา…ผมสัญญา…”

ครับนี้ก็คือเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผม…ภาพชายชราสวมชุดยูกาตะสีขาวจากในฝันได้ตอกตรึงอยู่ในหัวจนไม่มีวันลบล้าง…ผมคิดถึงเรื่องนี้…ทบทวนเรื่องนี้เป็นแรมปี ผมพยายามใช้พลังด้านบวกเข้ามาเสริม และส่งต่อความฝันหรือผีอำสู่บทนิยายที่กำลังโพสต์อยู่ในขณะนี้…. ใช่ครับนิยายเรื่องนั้นคือ  “อูคาชิ เซดะ” เป็นนิยายที่ผมพล็อตขึ้นมาจากความฝัน  และถ้าวันนั้นผมเอาแต่หวาดกลัว คิดถึงเพียงพลังด้านลบ คงหนีไม่พ้นการไปทำบุญสังฆทานสะเดาะเคราะห์- แก้เวร- แก้กรรมไปตามเรื่อง…ที่สำคัญอาจจะไม่มีนิยายเรื่องนี้เกิดขึ้นมาบนโลก…..OK….ผมเฉลยก็ได้ ชื่อที่ชายชราในชุดยูกาตะสีขาวเรียก…ท่านเรียกผมว่า “ชิเดะ” อันที่จริงนิยายเรื่องนี้น่าจะมีชื่อว่า “อูคาชิ ซิเดะ” มากกว่า แต่ผมทดลองออกเสียงหลายรอบ ผมว่ามันห้วนๆ สำหรับคนไทยไปนิดหนึ่ง-แบบฟังแล้วไม่สบายหูว่างั้น  เลยตัดสินใช้คำว่า  เซดะ แทน

คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ของผม…จากฝันร้ายหรือผีอำได้สร้างนิยายเรื่องหนึ่งขึ้นมา ผมเชื่อเหลือเกินว่า หากคุณ คุณขุดพลังด้านบวกมาใช้งาน-หลายคนอาจจะมีผลงานที่มากกว่านิยายก็ได้….ลองเดินให้ห่างจากด้านลบ-คิดอย่างมีสติ-ไตร่ตรองและใคร่ครวญด้วยเหตุผล… ผมเชื่อเหลือเกินว่ามีหลายสิ่งกำลังรอคุณสร้างมันขึ้นมาอย่างแน่นอน….คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ก็เกิดเชื่อ Timmy นะครับ

ปล….เกือบลืม…เช้าวันจันทร์ต่อมา….ผมได้เอากาว 2 หน้าไปแปะฐานด้านในของโคมไฟดาวไล้ท์ แล้วยัดมันคืนเข้าเบ้าเดิมด้วยนะครับ…และสิ่งนี้เองที่เป็นหลักฐานยืนยันว่าบ่ายวันเสาร์ มันคือเรื่องจริงไม่ใช่ความฝันอย่างแน่นอน….เอ้!…หรือจะแค่ “หลอน-ภวังค์-ภาพ” กันแน่…แล้วคุณละ…ว่าไง?

คุณป้าคาเฟ่

คุณป้าคาเฟ่

คุณป้าคาเฟ่ คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

คุณป้าคาเฟ่

กลางปี 2541

“ป๋าคะ ป๋าขา!…”

ฮ่า ฮ่า ฮ่า พอเอ่ยคำแรกขึ้นมาพอเดาออกเลยใช่ไหมครับว่าคืนนี้ผมจะพาไปเที่ยวที่ไหน

มา!…ป๋า Timmy เลี้ยง ใครสนใจเจอกันที่สมายคาเฟ่…ไปถูกไหม?… ถนนพัฒนาการติดกับอาบอบนวดดังชื่อ “โอซาก้า” ถ้ามุ่งหน้าคลองตันอยู่ซ้ายมือ

:“ป๋า Tim ขา! ก่อนถึง โอซาก้า หรือเลยไปแล้วคะ…ของฟรีหนูชอบ…ฮิ ฮิ ฮิ”

:“เลยไปอยู่ซ้ายมือจ้า!หนู…เมื่อเจอป้ายไฟตัวหนังสือสีแดงก็เลี้ยวเข้าไปจอดได้เลย…แต่ต้องเช็คข้างกล่องก่อนนะหนู…ถ้านมหมดอายุป๋าไม่ดื่ม กลัวท้องเสีย”

:“อ๊าก!…ป๋านะ…นมสดจากเต้าค้า!…ปากคอเลาะร้ายแบบเนี้ยหนูชอบบบบบบ ฮิ ฮิ ฮิ”

อันที่จริงแล้วรสนิยมการเที่ยวกลางคืนแนวที่จะพูดถึงในบทความชุด คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน “คุณป้า-คาเฟ่” ไม่ใช่แนวของผมเอาเสียเลยนะครับ สารภาพ ผมมันประเภทไม่นิยมบริโภคนมสด โดยเฉพาะสายตรงจากเต้า…แต่ผมนิยม อะๆ….ละไว้ก่อนดีกว่า… แต่การออกเที่ยวคาเฟ่-หรือคาราโอเกะ ส่วนใหญ่แล้วประธานบริษัทจะเป็นคนลากคอผมไปเสียมากกว่า ดึกๆ ก่อนจะกลับท่านก็จะเป็นธุระโทรเรียกไอ้คุณ มานั่งกินข้าวต้มพร้อมกับมารับผมกลับไปนอน และดูเหมือนไอ้เชีย!คุณเองก็จะไว้ใจประธานบริษัทคนนี้ซะเหลือเกิน…ไม่หือ! ไม่อือ!…เอาเป็นว่าทุกๆ ราตรีสุดสัปดาห์เป็นอันรู้กัน ประธานบริษัทเองก็ไม่รู้มาพิสมัยอะไรกับผมนักหนาถึงได้หนีบผมมาด้วย….หรืออาจจะเป็นเพราะผมเป็นคนซื่อๆ- เรื่องเงินเรื่องทองไว้ใจได้-ขับรถได้ -ว่าง่าย -คุยสนุกหรือเปล่าไม่รู้….แต่สุดท้ายผมก็สนุกจริงๆ นั้นแหละ….ก่อนออกเที่ยวทุกครั้งท่านก็จะโยนกระเป๋าตังที่อัดตุงไปด้วยแบงค์ 100 แบงค์ 500 แบงค์ 1000 บาทใส่ในมือ…เพราะฉะนั้นการที่ผมโปรยหัวว่าตัวเองคือ  ป๋า Timmy ก็ไม่น่าจะผิด

“อ้าว!…หลังเลิกประชุมใครว่างๆ เจอกันที่สมายคาเฟ่นะ…Timmy คุณเรียกแพ็คลิ้ง-ไอ้หนุ่ม-ไอ้ไก่ และอัฒไปด้วย…ผมยังมีเรื่องงานอีกนิดหน่อยต้องถาม…ส่วนแฟนคุณเดี๋ยวผมจัดการเอง”

นั้นไง…เขาสนิทสนมกันมากกว่าผมซะอีก “ครับ…ได้ครับ” สมัยนั้นโทรศัพท์มือถือราคาค่อนข้างสูง ถึงสูงมากไม่ค่อยมีคนใช้… ส่วนใหญ่โฟร์แมนที่คุมงานอยู่หน้างานนิยมใช้แพ็คลิ้งมากกว่า

ขอขยายความเรื่อง แพ็คลิ้ง ให้เด็กรุ่นใหม่รู้กันคร่าวๆ ก่อนนะครับ แพ็คลิ้งคือเครื่องมือสื่อสารชนิดหนึ่ง สีดำเล็กๆ เท่าหรือใกล้เคียงกับกล่องไม้ขีดไฟ ใช้รับข้อความสั้นๆ ได้อย่างเดียว…เวลาติดต่อต้องโทรเข้าศูนย์บริการ พนักงานปลายสายจะเป็นคนส่งข้อความแทน…คำหยาบๆ คลายๆ ส่งไม่ได้นะจ้ะ…ไม่อย่างนั้นแม่ด่าเช็ดจนวางสายแทบไม่ทันเชียวละ…เวลาพกพานิยมติดกับเข็มขัดกางเกงและคุณก็จะรู้สึกว่าตัวเองเท่ฉิบหายประมาณนี้นะครับ

ผมโดนลากคอมาที่สมายคาเฟ่บ่อย-ถึงบ่อยมากจนสนิทกับนักร้องสาวๆ สวยๆ แทบทุกคนในร้าน… เวลามาที่นี้ก็จะเป็นเวลาหลังอาหารเย็นในวงเหล้าก็ประมาณหลัง 4 ทุ่มไปแล้วโน้นละครับ…แสงไฟสลัวช่วยอำพรางหลายๆ อย่าง แต่ใครจะสนละ กลับดีซะอีกนักเที่ยวกับนักร้องสาวจะได้ทำความเคารพกันและกันได้อย่างถนัดถนี่มากขึ้น…ถึงผมจะไม่นิยมแนวนี้ แต่ประธานบริษัทก็แอบยัดเยียดนักร้องสาวคนหนึ่งให้…ประมาณให้ป้อนข้าว-ป้อนนมว่างั้นเถอะ ไอ้เราก็เป็นคนคิดบวกชอบสนุกอยู่แล้วก็เล่นกับเขาไปเรื่อย ประธานบริษัทบอกให้ทำความเคารพ ผมก็สวัสดี ให้ตีผี ผมก็ปล่อยให้ผีตีจนมึน…เธอชื่อน้องกุ้ง…ชอบร้องเพลงช้าๆกินใจ โดยเฉพาะเพลง “นักร้องบ้านนอก” ของ คุณพุ่มพวง ดวงจันทร์ ดูเหมือนจะเป็นเพลงประจำตัวและทำให้เธอได้พวงมาลัยจากนักเที่ยวมากเป็นพิเศษ  เธอเป็นคนร่างเล็ก คุยสนุก ทำความเคารพกับผมได้ทุกจุด…(ขอให้เงินถึง) ผมก็ทำความเคารพกับเธอไปอย่างนั้นๆ…ไม่ได้คิดอะไร แต่ผมว่าเธอคิดนะ หลังๆ ถึงกับขึ้นมานั่งโยกบนตักผมก็หลายครั้ง…

อ้าว! ส่วนประธานบริษัทกับกรรมการผู้จัดการอีกคนละ…เขาก็มุมใครมุมมันซิครับ  พอเหล้าเข้าปากก็ไล่ทำความเคารพกันไปเรื่อย …ยิ่งประธานบริษัทแกแอบชอบเจ้าของคาเฟ่ชื่อ พี่มด…(อันนี้เป็นความลับนะห้ามเปิดเผยที่ไหนเด็ดขาด รู้แล้วเหยียบให้จมดิน มิฉะนั้น ไอ้ Timmy จะเป็นคนถูกเหยียบใต้บาทาซะเอง)…พี่มดเธอ เป็นผู้หญิงอวบสวย อายุน่าจะ 40 ต้นๆ เป็นสาวมาดนักธุรกิจ และดูเหมือนพี่มดก็แอบชอบประธานบริษัทผมอยู่ไม่น้อย…พอประมาณ 5 ทุ่ม- เที่ยงคืนพวกเขาก็มักจะอ้างออกไปทำธุระข้างนอก ก่อนตี 2 นิดๆ ก็จะกลับเข้ามาพร้อมกับใบหน้าอิ่มๆ พองๆ…ผมเห็นจนชินอะมูทเนี้ย…ดีซะอีกทิ้งกระเป๋าตังไว้ในมือ… ป๋า Timmy ก็เอาแบงค์100 มาเย็บคล้องคอนักร้องซะเพลิน โดยเฉพาะน้องกุ้ง…ถ้าคืนไหนเกิน 2000 บาทมีโยกให้ 1 ดอก…สนุกชิบหาย…

และใต้แสงไฟสลัวๆ…

“Timmy ขา…กุ้งขอน้ำส้มสักแก้วนะคะ”

ไม่ใช่เงินกูซะหน่อย.. “ได้ซิ!….สั่งเบียร์สดเพิ่มกับหมูแดดเดียวด้วยนะจ้ะ”

“Timmy เคยกิน แหนมเนืองหรือเปล่าคะ…อร่อยมากๆ…”

แหม!…กูแดกทุกคืนถามมาได้….กระนั้นมาดป๋ากระเป๋าตุงก็เอาแต่นั่งยิ้มบางๆ พร้อมกับส่ายหน้าแบบคนเจ้าเล่ห์ให้เธออ่านเล่น

“Timmy นะ…ฮิ ฮิ ฮิ….น่าหยิกจังเลย….กุ้งสั่งเพิ่มนะคะ”

“ครับ”แล้วผมก็…ปี๊บๆ..จับนมเธอเล่น 1 ดอก….

แปะ! “อ๊าก!… Timmy นะ…ฮิ ฮิ ฮิ…ซนจังเล้ยยยย!”

“ผมชอบคุณก็ตรงนี้แหละ…น้องกุ้งเปิดซิง Timmy คืนนี้เลยนะ” เสียงประธานบริษัทดังขึ้นพร้อมกับชะโงกเข้ามากระซิบใกล้หู “ล้วงเลยๆ…ผมไม่บอกแฟนคุณหรอก..เผื่อจะติดใจ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

แล้วเราทั้งหมดก็ส่งเสียงหัวเราะร่วมกัน จนเป็นที่อิจฉาของโต๊ะอื่นๆ…

น้องกุ้งหุ่นบาง ร่างเล็ก เสียงหวาน หน้าแหลม คางยาว ปากแดงรูปกระจับ ผมคาดเดาอายุเธอไม่ออกเมื่ออยู่ใต้แสงไฟสลัวๆ เช่นนี้… (เธอน่าจะเด็กกว่าหรืออาจะเท่ากัน) ผมเริ่มอ่านเธอหลังจากหลายเดือนผ่านไป …เราเริ่มสนิทกันถึงขั้นพูดคุยได้หลายระดับ มีปรึกษาขอเงินซื้อโน้ตเพลงใหม่เพิ่มด้วยนะ…กล้าเอ่ยปากขอพวงมาลัยเอาดื้อหรือแค่เห็นหน้าตอน 4 ทุ่มเธอก็สั่งดริ้ง!ให้ตัวเองโดยไม่ต้องรีๆ รอๆ เหมือนคืนแรก….หัวใจผมกำลังพลิกกลับอย่างที่ประธานบริษัทต้องการจะให้เป็นหรือเปล่าน้อ!….ผมคิด คิด คิด….

มีอยู่คืนหนึ่งซึ่งเป็นคืนสุดท้ายที่ผมไปที่นั่น…

“Timmy กุ้งขอบคุณมากๆ นะที่ตลอดระยะเวลาหลายเดือน Timmy สุภาพกับกุ้งมากๆ เลย…”

ผมชำเลืองไปที่เธอขณะยกแก้วเบียร์ขึ้นจิบบางๆ…พร้อมกับส่งสัญญาณให้เธอพูดให้จบ (ประธานบริษัทออกไปข้างนอกกับพี่มด) “หึ!…..”

“กุ้งไม่รู้จะทำงานที่นี้ได้อีกนานแค่ไหน….คืนวันศุกร์-เสาร์คนเยอะนักร้องก็ได้ทริปเยอะหน่อย…ส่วนคืนที่เหลือต้องมานั่งตบยุงจนกว่าร้านจะปิด…กุ้ง กุ้งมีลูกแล้วนะ Timmy”

อ้าววววว!….เริ่มเข้าสู่โหมดส่วนตัว…ดาวไถ่กำลังเบิกฟ้าแล้วโว้ย…ผมคิดในใจขณะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลา จะตี 1 ละ ประธานบริษัทยังไม่มาอีก…(กูอยากกลับแล้ว) กระนั้นผมก็ยังอ้าปากรับข้าวเกรียบกรอบๆ ที่น้องกุ้งป้อนอย่างปกติ

“แฟนกุ้งพึ่งเสียชีวิต…กุ้งต้องเลี้ยงลูกคนเดียว…ถ้าแกตื่นกลางดึกแล้วไม่เจอแม่ แก่จะเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่รู้”

(เริ่มน้ำเน่านะน้องกุ้งนะ….) ผมคิดแบบคนระวังตัวพร้อมกับดึงกระเป๋าใส่เงินที่วางอยู่ข้างๆ ให้กระชับตัวเองมากขึ้น

“ทำไมไม่ส่งลูกไปไว้ที่บ้านให้แม่เลี้ยงละครับน้องกุ้ง” ผมพูดเพื่อให้เธอสบายใจที่จะนั่งต่อและเล่าเรื่องราวเพื่อฆ่าเวลาที่เดินทางช้ากว่าปกติ (คืนนี้ประธานบริษัทไม่เมา พี่หนุ่ม พี่อัฒ คุณอนุ ยังนั่งอยู่ด้วย…คิดว่าน่าจะขอตัวกลับก่อนได้ไม่ยาก) ไม่ใช่ผมเบื่อน้องกุ้งนะ แต่ผมเที่ยวมาพอสมควร ถ้านักร้องคนไหนเริ่มวนเข้าสู่โหมดเศร้าๆ ของตัวเอง… เธอก็มักจะคาดหวังสิ่งอื่นจากตัวเรา….ผมต้องอยู่ให้ห่างจากเธอมากกว่านี้ ไม่อย่างนั้นผู้ชายหัวใจอ่อนไหวอย่าง Timmy ต้องติดกับดักน้องกุ้งแน่ๆ….ผมพยักหน้าให้เธอเห็น กะจะให้คล้อยตาม

“กุ้งไม่มีญาติพี่น้องทางไหนหรอกคะ….แม่กุ้งเสียชีวิตได้ 5 ปีแล้ว”

นั้นไงละ….กูว่าแล้ว….

“กุ้งเหนื่อย เหนื่อยมากๆ…อย่าคิดว่ามือจับไมล์ ไฟส่องหน้า ปากยิ้มแย้ม-ทักทายแขกโต๊ะนั้น โต๊ะนี้ แซวชาวบ้านชาวเมือง…แล้วหัวเราะให้เสียงดังๆ จะมีความสุขนะคะ กุ้งเองก็อายุมากขึ้นทุกวัน”

เอ้!….สะดุ้ง….(ไม่น่าแก่กว่าเราน่า….แต่จะถามอายุเธอตรงๆ ก็น่าเกลียด) “ไม่หรอกครับ น้องกุ้งยังไม่แก่…ยังสาว -ยังสวยไม่น่าจะถึง 30 ปีด้วยซ้ำ”

เธอหัวเราะ…พร้อมกับซ่อนอาการหัวเราะที่หลุดออกมาจากใจให้เห็น

“มากกว่า หรือว่า น้อยกว่า” คราวนี้ผมอยากรู้อายุเธอขึ้นมาแบบจริงๆ จังๆ แล้วละ

แต่เธอก็เอาแต่หัวเราะ….ขณะเดี่ยวกันประธานบริษัทก็เดินเข้ามาพร้อมกับพี่มด….ผมจึงได้โอกาสบอกพร้อมกับคืนกระเป๋าตังให้

“เฮ้ย…ทำไมกลับเร็ววะ…..”

“ไอ้คุณมารับแล้วครับ”

“ไอ้ห่า!….กูอุตส่าหาผู้หญิงสาวๆ สวยๆ ให้กลับไม่ชอบ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

กุ้งจ้องหน้าผมเขม็ง….ราวจะอ่านเกมนี้ให้แตก

ประธานบริษัทโน้มกระซิบ…“เอาๆ…เอาเงินนี้ให้น้องกุ้งของมึงซะหน่อย…ผมเหมาให้ทั้งคืน” และเงินปึกใหญ่ก็ถูกยัดเข้ากระเป๋ากางเกง…ผมประมาณมันไม่ถูก แต่ก็ยกมือไหว้ตามธรรมเนียมก่อนจะขอตัวกลับ ขณะที่น้องกุ้งของผมก็รนรานราวกับป๋ากระเป๋าหนักจะทิ้ง…เธอตามติดตัวผมแจ…กระทั้งผมสามารถลากเธอออกมายืนคุยริมถนนได้สำเร็จ และเมื่อแสงโคมของหลอดนีออนสาดไปถึง…ผมก็แทบลมจับ…เมื่อใบหน้าใต้เครื่องสำอางหนาๆ ยืนดีดดิ้นอยู่ข้างๆ….อายุเธอน่าจะเลย 40 เผลอๆ อาจจะเข้าใกล้ 50 ปีเข้าไปแล้วด้วยซ้ำ…สารภาพผมเกือบจะก้มลงกราบซะให้ได้ (โอ้!….เกือบทำลายวัตถุโบราณแล้วไหมละกู) ผมคิด

“Timmy คือกุ้งอยากได้โน้ตเพลงใหม่นะ…ช่วยกุ้งหน่อยนะ”

ผมยิ้มให้เธอแบบยิ้มให้คุณป้า….ก่อนจะล้วงเงินที่ประธานบริษัทยัดใส่กระเป๋ากางเกงยื่นให้เธอไปทั้งหมด

“ถ้าผมจะเรียกกุ้งว่า …คุณป้าคาเฟ่….กุ้งจะโกรธผมไหม”

กุ้งนิ่งช็อก!…ช็อก1ใต้แสงนีออนที่เปิดเผยความลับของเธอ กระทั้งรถ BMW ของไอ้คุณเลี้ยวเข้ามาจอดเทียบใกล้ๆ เสียงแหลมๆ เล็กๆ จึงเอ่ยขึ้น… “เพราะดีเหมือนกันนะ คุณป้าคาเฟ่…ฮิ ฮิ ฮิ” จริตจะก้านของเธอยังครบถ้วน….

“คุณป้า คาเฟ่….” ผมพูดกับเธอขณะยกมือให้สัญญาณกับไอ้คุณ

“แฟน Timmy เหรอ….” เธอถาม

“ครับคุณป้า” เธอหัวเราะ พร้อมกับโอบกอดผมราวจะยั้วไอ้คุณที่ยืนสูบบุหรี่รออยู่ข้างรถให้หึงหวง

“มิน่าละ…ถึงไม่ยอมดื่มนมป้าสักที…ไอ้เราก็อุตส่าห์ยั่วแล้วยั่วอีก….ฮิ ฮิ ฮิ…แฟนหล่อดีนะ…หาแบบนี้ได้ที่ไหนอะ ให้มารับก็มา เอา BMW มาซะด้วย”

“ชีวิตคนเราไม่แน่นอนหรอกครับป้า….วันนี้ คืนนี้สวยงาม พรุ่งนี้อาจจะเละไม่เป็นท่าก็ได้” ผมพูด เธอนิ่งขณะยังคล้องแขนผมไว้แน่น “คิดบวก แล้วสู้ต่อไปนะครับคุณป้า….ผมดีใจที่ได้คุยด้วย และสบายใจที่ได้นั่งคุยกับคุณป้าคาเฟ่เกือบปี”

“ใช่!…กุ้งก็สบายใจที่ได้คุยกับ Timmy อีกไม่นานสมายคาเฟ่ก็ปิดตัว…คงเป็นคาเฟ่ที่สุดท้ายของกุ้งแล้วละ…กุ้งแก่ละ ปีนี้ก็ 46 ปีสมควรจะถูกเรียกว่าป้าจริงๆ จังๆ อย่างที่ Timmy เรียกนั้นแหละ…กลับไปเลี้ยงหลานดีกว่า เหนื่อยมานาน” เธอพูดอย่างคนปลงตก

ก่อนผมจะย้อนเธอด้วยประโยคเดียวกันว่า “ตกลงลูกหรือหลานอะป้า….ที่ปล่อยให้นอนอยู่ในห้องคนเดียวนะ”

“ฮิ ฮิ ฮิ…หลานคะ….หลายชาย แม่มันเอามาทิ้งไว้ให้เลี้ยง…แต่ก็มีหลานสาวอีกคนช่วยดูแลไว้ให้”

“โอ้!….อยู่ในร้านคิดว่าอายุเท่ากัน พอออกข้างนอก มีหลานสาวเพิ่มเข้ามาอีกคนละ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

“ฮิ ฮิ ฮิ…นั้นนะซิ…ไม่น่าหลวมตัวเดินตามออกมาเลยจริงๆ ฮิ ฮิ ฮิ”

เรายืนหัวเราะร่วมกันพักหนึ่ง ก่อนจะเห็นไอ้คุณทิ้งก้นบุหรี่ลงกับพื้น เป็นสัญญาณที่ผมจะต้องไปแล้ว ผมจ้องเธอผ่านเครื่องสำอางหนาๆ สักพัก ก่อนจะยื่นแขนดึงเธอเข้ากอด

ฮ่า ฮ่า ฮ่า &  ฮิ ฮิ ฮิ… “ไปเถอะ…เดี๋ยวแฟนรอนาน” เธอยกมือทักทายไอ้คุณนิดๆ และดึงใบหน้าผมลงมาหอมแก้มฟอดใหญ่ในแบบคุณป้าหอมแก้มหลานชาย ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าสมายคาเฟ่!….ที่ใกล้ปิดกิจการพร้อมกับตัวเธอเอง….

“โชคดีนะครับคุณป้าคาเฟ่”

คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน คุณป้าคาเฟ่ เผยให้ผมได้เห็นชีวิตของคนอีกกลุ่มหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในเงารัตติกาล…บอกให้ผมรู้ว่าในเวลาหลับใหลยังมีคนอย่างคุณป้าคาเฟ่กำลังดิ้นรน….คิดบวก…แล้วโลกของคุณจะเปลี่ยน…ผมก็คงบอกส่งให้หลายชีวิตได้เท่านี้…สู้กันต่อไปครับ

ท่านประธาน

ท่านประธาน

ท่านประธาน คิดบวกความสุขในมุมเล็กๆ

ท่านประธาน

:ถามจริงๆ คุณเคยคิด – เคยฝันจะได้  Promote เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นไหม?

:ไอ้เชี้ย! Timmy….มึงถามอะไรแปลกๆ วะ ทุกคนที่ทำงานก็ล้วนต้องการตำแหน่งที่สูงขึ้นทั้งนั้นแหละ…ถามอะไรบ้าๆ….ไปๆ จะไปไหนก็ไป กูรำคาญ

: เดี๋ยวครับเดี๋ยวใจเย็นๆ….ผมเชื่อเหลือเกินว่าคนอย่างเราๆ ท่านๆ หากได้รับการ Promote ให้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้น เงินเดือนสูงขึ้น ย่อมดีอกดีใจเป็นเรื่องปกติ เผลอๆ อาจจะมีเฉลิมฉลอง 7 วัน 7 คืนด้วยซ้ำ….แต่บทความ คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอน “ท่านประธาน” ผมมี Case หนึ่งที่ประสบมาด้วยตัวเองจะเล่าให้ฟัง ถ้าคุณพร้อมแล้ว

            มา! ตาม Timmy มา….เรื่องราวสั้นๆ ของท่านประธานวัยโจ๋กำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว

ช่วงการทำงานปีสุดท้ายกับบริษัทรับสร้างบ้านขนาด 6 สาขา…มันเป็นช่วงที่ผมรู้สึกว่า เงินเดือนที่ได้รับกำลังจะชนหรือพุ่งทะลุเพดานบริษัท…การที่บริษัทจะ Promote ให้เลื่อนตำแหน่งสูงกว่านี้เห็นจะยาก ใช่!เป็นเวลาที่ลำบากใจกับหลายๆ ฝ่าย-หลายคน จนบางวันกรรมการผู้จัดการที่ไม่ชอบขี้หน้าอยู่แต่เดิมถึงกับเผลอชี้หน้าท้าทาย….

“ผมจะบอกให้….ถ้าคิดว่าตัวเองเป็นมังกร…มังกรไม่มาเล่นน้ำในบ่อเล็กๆ หรอก แน่จริง โน้น!…ออกไปฟาดหัวฟาดหางกลางมหาสมุทรโน้น” ครับคำนี้ ประโยคนี้ยังก้องอยู่ในหัวกระทั้งวันนี้…(ผมไม่ใช่คนเก่ง-คนดัง ไม่ได้เป็นมังกร… แล้วจะให้ออกไปฟาดหัวฟาดหางกลางมหาสมุทรได้อย่างไร) ผมคิดและคิดไม่ออกถึงอนาคตของตัวเองในวันพรุ่งนี้ เกมการเมืองในบริษัทเล่นกันแรงขึ้นทุกวัน กระทั้งวันหนึ่งลูกค้าเก่ารายใหญ่และร่ำรวยอันดับต้นๆ มีกิจการ มีธุรกิจมากมาย-นั่งเป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรีมาทุกยุคทุกสมัย ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลเสื้อเหลืองหรือรัฐบาลเสื้อแดงท่านก็สามารถเข้าไปร่วมแจมได้ทั้งหมด… ท่านมีแพลนจะซื้อหมู่บ้านจัดสรรโครงการหนึ่งที่สร้างไม่เสร็จเลยเรียกทีมงานบริษัทเข้าประชุม เมื่อได้ข้อสรุปก็เป็นหน้าที่ผมกับทีมงานสำรวจต้องลงพื้นที่ โดยเฉพาะผมต้องวิ่งเข้า-วิ่งออกบริษัทนั้นแทบทุกวัน…ซึ่งปกติก็คุ้นเคยกันอยู่แล้ว เพราะได้ออกแบบอาคารหลายอย่าง หลายประเภทให้กับลูกค้ารายนี้ ตั้งแต่โรงงาน-ออฟฟิต-บ้าน-สระว่ายน้ำสำหรับลูกชายคนเล็กที่ใครเรียกว่า คุณเกริกที่กำลังจะเรียนจบจากอังกฤษ และกำลังจะได้รับ Promote ให้เป็นประธานบริษัทแทนผู้เป็นพ่อที่ไม่ค่อยมีเวลา

คุณเกริกหรือไอ้คุณเกริก….อันที่จริงผมกับเขาก็ไม่ค่อยได้เจอหน้ากันสักเท่าไรหรอก…แต่ก็พอรู้เรื่องของเด็กหนุ่มคนนี้อยู่บ้าง เนื่องจากทำงานให้ครอบครัวเขามาหลายปี ไอ้คุณเกริกหรือท่านประธานวัยโจ๋ดูภายนอกเป็นคนนิ่งๆ เงียบๆ แววตาคล้ายจะไม่เคยสัมผัสความรื่นเริงมาทั้งชีวิต….เรื่องฤทธิ์เดชท่านประธานวัยโจ๋คนนี้ก็เคยเจอมากับตัวจะๆ ครั้งหนึ่ง ครั้งนั้นคุณพ่อของเขา…นั้นก็คือลูกค้าของบริษัท ท่านได้ย้ายออฟฟิต (สำนักงานใหญ่) จากถนนศรีนครินทร์ไปอยู่ถนนพหลโยธิน จ.ปทุมธานี จนเป็นเหตุให้การเดินทางจากบ้านพักอาศัยมาทำงานต้องข้ามกรุงเทพฯ เลยทีเดียว ท่านเลยตัดสินใจซื้อที่ดินในโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่อยู่ใกล้ๆ เพื่อจะสร้างเป็นบ้านพักอาศัยอีกหลังหนึ่ง บ้านหลังนี้มูลค่าเกือบๆ 50 ล้านโดยผมเป็นสถาปนิก มีสระว่ายน้ำ-ห้องออกกำลังกาย ห้องประชุมขนาด 50 ที่นั่งสำหรับรัฐมนตรีพร้อมงานระบบเสร็จสรรพ หนึ่งในนั้นที่ขาดไม่ได้ก็คือห้องนอนของไอ้คุณเกริก ปกตินิสัยส่วนตัวลูกค้ารายนี้ (ผู้เป็นพ่อ) ค่อนไปทางเผด็จการนิดๆ ระหว่างงานก่อสร้างและตกแต่งไอ้คุณเกริก (ลูกชาย) ก็จะตามพ่อเข้าไปดูงานพร้อมกันทุกครั้ง… เรามีโอกาสได้คุยกันสนทนาปราศรัยกันจนไอ้คุณเกริกเรียกผมว่า  “เฮีย” เต็มปากนั้นแหละครับ

ไอ้คุณเกริกเดินตามหลังพ่อต้อยๆ…ขณะที่แววตาของเขายังขาดความรื่นเริง-บุคลิกนิ่งเงียบก็ยังนิ่งเงียบเป็นปกติ….กระทั้งงานตกแต่งภายในใกล้จะสมบูรณ์ ประมาณเฟอร์นิเจอร์เริ่มย้ายเข้าประจำที่-งานบิ้วอิน-จบไปแล้ว 90%  อยู่ๆ มันก็ถามพ่อว่า

“เสร็จเรียบร้อยแล้วใช่ไหมป๊ะ!”

“ใช่! พรุ่งนี้ม่านจะเข้ามาติดตั้ง รึ!ก็ย้ายกระเป๋าเข้ามาอยู่ก่อนได้เลย”

“OK…พรุ่งนี้หนูจะได้สั่งคนเข้ามาทุบ!….”

ไอ้คุณเกริกมันพูดหน้าตาย พูดจบมันก็ยังคงบุคลิกแบบของมันจ้องผู้เป็นพ่อราวกับไม่มีอะไร….ลูกค้าผมถึงกับหน้าเสียพร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาทางจมูกดังๆ

“ตามใจ” แล้วก็หันหลังเดินออกจากห้อง…แล้วผมละจะไปต่ออย่างไรดี…เออ…ไอ้คุณเกริกมันหันมาคุยกับผมด้วยท่าทีปกติมากๆ ว่า

“เฮีย เกริกให้เพื่อนที่เป็นอินทีเรียออกแบบห้องให้…” มันควักแบบที่เป็นกระดาษ A4 พับ 4 ส่วนยัดในกระเป๋ากางเกงมากางแล้วคลีให้เห็น ผมอ่านเกม 2 พ่อลูกเงียบๆ…ถ้าให้คำปรึกษาไม่ดีผมมีเละแน่ๆ…แต่ชั่งเถอะไหนๆ กำลังโดนเทจากบริษัทอยู่แล้ว เอาหัวใจพูดตามที่เห็นว่าเหมาะสมที่สุดไปเลยดีกว่า

“โอ้!….คุณเกริกครับนี้มันห้องนอนของแฮรี่พอร์ตเตอร์ชัดๆ”

“ใช่…จะเข้าห้องนอนต้องดึงหนังสือเล่มนี้…แล้วผนังกับชั้นวาง TV จะหมุ่น 360 องศาเพื่อเปิดทาง เฮียว่าไง เจ๋งไหม” ไอ้คุณเกริกอธิบายเป็นฉากๆ ขณะที่ผมสังเกตเห็นแววตาของมันส่องประกายวิบวับมากกว่าที่เคยเห็นมาก่อน….(เด็กหนุ่มคนนี้กำลังขอความมั่นใจ) ผมคิด คิด คิด… (ถ้าคัดค้านความมั่นใจที่ผมพึ่งเห็นจะต้องมอดไหม้เป็นผุยผงอย่างแน่นอน…บริษัทเก็บเงินงวดได้เร็วขึ้น แต่คนที่เสียคือเขา…ทั้งเสีย ทั้งขาดความมั่นใจอาจจะทั้งชีวิต)…. ผมเลยดึงแบบจากมือไอ้คุณเกริกหรือท่านประธานวัยโจ๋เดินไปนั่งคุยกันต่อในห้องอาหาร ไอ้คุณเกริกฉายแววความมั่นใจ หลุดยิ้มบางๆ ให้เห็น เขาเดินตามหลังมานั่งลงฝั่งตรงข้ามพร้อมกับถามผมว่า

“เฮียว่ามันจะสักกี่ตัง”

“มีผู้รับเหมาหรือยังครับ” ผมถามกลับทันที

“บริษัทของเพื่อนจะทำให้…แต่เกริกอยากรู้งบประมาณคร่าวๆ ก่อนรอเปรียบเทียบเฉยๆ”

“กลไก-งานระบบค่อนข้างเยอะนะ….แบบนี้เฮียขอได้ไหมจะลองเอาไปให้ฝ่ายประมาณราคาเขาเช็คให้” พูดจบ ไอ้คุณเกริกหรือท่านประธานวัยโจ๋ถึงกับยิ้มออกมาอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน… มันเป็นรอยยิ้มของผู้สมหวัง สมปรารถนาชัดๆ (โอ้!พระเจ้า….ท่านประธานดูดีเหลือเกิน)

ครับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนั้นก็จบด้วยการทุบรื้องานเฟอร์นิเจอร์ภายในห้องนอนที่ยังไม่ได้ใช้ทิ้ง…คุณเกริกขนทีมงานเข้ามาทำการตกแต่งใหม่…และไม่ถึง 2 เดือนทุกสิ่งอย่างก็จบ ผมคิดว่ามันจบพร้อมกับความมั่นใจในตัวเขาเอง และเหตุการณ์ที่ทำให้ผมลืมไม่ลงอีกเหตุการณ์หนึ่งนั้นก็คือ….

หลังจากที่ผมออกจากบริษัทรับสร้างบ้านแล้วเกือบปี ลูกค้ารายเดิมก็ยังเรียกผมเข้าไปใช้งานตามปกติ…แต่ เวลานี้ผมฟรีแล้นซ์เต็มตัว งานต่อเติม-ปรับปรุง-แก้ไข-เล็ก-ใหญ่-ไอ้ Timmy รับหมด เขาให้ผมเข้าไปออกแบบโรงงานให้แถว อ.วังน้อย จ.อยุธยา…กว่าแบบจะลงตัว-กว่าแบบจะจบผมก็ต้องวิ่งเข้าวิ่งออกออฟฟิตที่พหลโยธินเป็นว่าเล่น และผมกับท่านประธานวัยโจ๋ก็มีโอกาสคุยกันมากขึ้น…แต่จนแล้วจนรอด บุคลิกนิ่งๆ เงียบๆ และแววตาของเขาก็ยังไม่เห็นความรื่นเริงสาดฉายออกมาสักที…มันไม่เปลี่ยนแปลง และไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอดเกือบๆ ปีที่ไม่ได้เจอกัน….กระทั้งบ่ายวันหนึ่งผมนัดเจ้าหน้าที่รางวัดมาวัดที่ดินที่โรงงาน แต่ผมต้องแวะเข้าไปเอาโฉนดที่ออฟฟิตสำนักงานใหญ่ซะก่อน เมื่อไอ้คุณเกริกหรือท่านประธานวัยโจ๋เจอหน้าผม เขาก็รีบเสนอตัวทันที

“บ่ายวันนี้เกริกว่าง…ขอติดรถไปด้วยนะเฮีย”

“รถผมแค่ อัลติสนะ…เล็กมากๆ คุณเกริกจะนั่งสบายเหรอครับ”

“งั้นพวกรึ!….ก็เอารถตู้ไปซิ!….ให้สมานมันขับไปส่ง”

“อ้าวแล้วป๊ะ ไม่ได้ใช้เหรอ”ท่านประธานวัยโจ๋ถามกลับผู้เป็นพ่อที่ยืนค้ำหัวอยู่ด้านหลัง

“ป๊ะ! จะเอาเบนซ์ไป มีชาตรีใช้งานละ…พวกรึ!ตามสบาย”

สรุปผมก็ต้องจอดรถทิ้งไว้ที่ออฟฟิต สมานคนขับรถก็พาเราไป อ.วังน้อย…ทำให้ผมมีเวลาคุยกับไอ้คุณเกริกหรือท่านประธานวัยโจ๋มากขึ้น…ด้วยความที่ผมสงสัยแววตาที่ไม่เคยรื่นเริง… ผมจึงหลุดถามแบบตรงไปตรงมา….ไอ้คุณเกริกมันเลยเล่าให้ฟัง….

“เกริกถูกส่งไปเรียนที่อังกฤษตั้งแต่เด็ก…ที่อังกฤษก็มีบ้าน มีรถ มีคนใช้ คนขับรถ เช้าไปส่ง-เย็นก็ไปรับ ไม่ต่างจากเมืองไทย เพื่อนที่คบๆ กันจริงๆ จังๆ ก็มีไม่กี่คน พอย้ายกลับเมืองไทยเพื่อนเกริกที่นี้แทบจะไม่มีเลย…เวลาออกงานก็เจอแต่เพื่อนป๊ะ รุ่นพ่อ รุ่นลุงทั้งนั้น”

“กลับจากอังกฤษก็ได้รับตำแหน่งประธานบริษัททันที น่าจะดีใจไม่ใช่รึครับ”

“เกริกเฉยๆ นะเฮีย…บางครั้งเกริกแอบอิจฉาเฮียด้วยซ้ำที่ได้ทำงานอิสระ….ไม่ต้องมีใครมาสั่งซ้ายหันขวาหัน”

“เป็นถึงประธานบริษัท….”

เกริกแทรกขึ้นก่อนที่ผมจะพูดจบประโยค “ทุกวันนี้เกริกคิดว่าตัวเองเป็นแค่ตุ๊กตา งานหลักก็แค่นั่งเซ็นชื่ออนุมัติ…กว่าแต่ละอย่าง-งานแต่ละชิ้นจะมาถึง เขาก็ได้ข้อสรุปเรียบร้อยแล้ว เฮียว่าเกริกเหมือนตุ๊กตาไหมละ”

“แต่จุดที่คุณเกริกนั่ง จุดที่คุณเกริกเป็น คือเป้าหมาย คือความฝันของทุกคน แม้กระทั้งผม…คุณเกริกเข้าใจหรือเปล่าครับ”

เกริกมองหน้าผมนิ่งๆ… “แต่เกริกอยากจะเป็นเฮียมากกว่า…ไม่รู้สิความรู้สึกภาคภูมิใจไม่มี-เฉยๆ -ชินๆ -ชาๆไปซะทุกเรื่อง…ทุกวันที่ตื่นนอนตอนเช้ายังคิดนะว่าเกริกมีชีวิตอยู่หรือเปล่า… เกริกเป็นมนุษย์หรือตุ๊กตากันแน่”

“คุณเกริกครับ….ทุกคนต่างมองคุณเกริกด้วยความอิจฉา….เห็นและอยากจะเป็น….อยากจะได้เหมือนกับคุณทั้งนั้น…ไม่เป็นการดูถูกตัวเองเกินไปหน่อยหรือครับที่มองตัวเองเป็นแค่ตุ๊กตานะ….ผมเชื่อว่าคุณเกริกมีความสามารถมากมาย….อย่างวันที่เราเข้าไปตรวจส่งมอบงานงวดสุดท้ายของบ้านคุณเกริกที่จังหวัดปทุมธานี จำได้ไหมครับ…วันนั้นคุณเกริกสั่งทุบงานเฟอร์นิเจอร์ที่เพิ่งทำเสร็จ แล้วนำไอเดียร์ของตัวเองมาเสนอ…วันนั้นคุณเกริกกล้ามากๆ ผมเห็นแววตาที่รื่นเริงสดใส เป็นประกายอย่างที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน…คุณเกริกครับเพียงแค่คุณเกริกกล้า ทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณพ่อสร้างไว้ให้จะเป็นแรงหนุนส่งอย่างแน่นอน….แต่ผมแอบสงสัยอยู่อย่างหนึ่ง งานเฟอร์นิเจอร์ที่คุณพ่อตกแต่งให้ ถ้าไม่ชอบทำไมไม่บอก-ไม่ปรึกษาท่านตั้งแต่แรกละครับ”

“โอ้! เฮีย ป๊ะนะมีเวลาซะที่ไหน….จะพูดก็บอกเอาไว้ก่อนๆ ป๊ะรีบ”

“เมื่อตกแต่งห้องใหม่เสร็จ คุณพ่อว่าอย่างไรมั่งครับ”

“ป๊ะ! เขาก็ชอบนะ…ทุบทำใหม่อีกหลายห้อง โดยเฉพาะห้องประชุม ฮา ฮ่า ฮ้า”

“นั้นแหละคุณเกริกเห็นหรือยังครับ ขนาดนักธุรกิจ-ที่ปรึกษารัฐมนตรียังยอมรับไอเดียร์ของคุณเลย…คุณเกริกมีความสามารถอย่างอื่นอีกเยอะ แสดงให้คุณพ่อเห็นมากกว่าเป็นได้แค่ตุ๊กตาซิครับ…ผมมั่นใจเหลือเกินว่า วันหนึ่งข้างหน้า คุณเกริกต้องภาคภูมิใจในตำแหน่งประธานบริษัท ที่คุณเกริกเป็นอยู่ทุกวันนี้อย่างแน่นอน” เกริกมันยิ้มให้ผมด้วยแววตาที่เป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง เพียงแต่วันนี้ประกายจากดวงตาคู่เดิม…ชั่งน่าตลึงพรึงเพริดมากกว่าวันไหนๆ

และหลังจากเสร็จงานรางวัดที่ดินก็เป็นเวลาเลิกงานของคนงานในโรงงานพอดี ผมกับคุณเกริกยังไม่อยากกลับเราปล่อยชายเสื้อเชิ้ตให้เป็นอิสระก่อนจะเข้าไปขอร่วมเตะตะกร้อกับคนงาน….และเย็นวันนั้นเอง ภาพเด็กหนุ่มวัย 24 ย่าง 25 ก็ฉายแววสดใส – อิสระ – เสรี ส่งเสียงหัวเราะแบบวัยโจ๋ …เป็นชีวิตที่เป็นเด็กหนุ่มปกติมากกว่าตุ๊กตาหรือท่านประธานที่เป็นอยู่ จนผมอยากจะบอกกับไอ้คุณเกริกดังๆ ว่า

“ท่านประธานครับ เตะตะกร้อแบบไหนกัน มือนี้แดงเชียว”

คิดบวก ความสุขในมุมเล็กๆ ตอนท่านประธาน…อาจจะเป็นเพียงมุมเล็กๆ แต่มุมเล็กๆ ที่ว่านี้แหละ…ที่ผมอยากเสนอให้คุณ คุณ และคุณ หันกลับมามองจุดที่คุณกำลังเป็นอยู่-ถึงจะเป็นจุดเล็กๆ ก็จงยิ้มให้มัน-ภาคภูมิใจในตัวเองที่สามารถเป็นมันได้…จะตำแหน่งท่านประธาน-แม่บ้าน -รปภ.-พนักงานฝ่าย -เลขา –ผู้จัดการ-ความภาคภูมิใจก็เสมอและเท่าเทียม…ยิ้มสวยๆ แล้วเดินหน้าสู้ต่อไปนะครับ…โชคดีทุกคน