ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 41 (จบบริบูรณ์)

อย่าเรียกผมว่าอนุชายอย่าเรียกผมว่าอนุชาย 2 ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนจบ

ตอนที่ 41 “อย่าเรียกผมว่าอนุชาย 2”

….อัลบั้มรูป “กฎเขกกะโหลก” ยังวิ่งวุ่นอยู่ในหัว อันที่จริงเรื่องราวทั้งหมดน่าจะสาบสูญไปเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วนะครับ ตอนนี้ชีวิตครอบครัวของผมก็ถือสมบูรณ์ แต่ทำไมมันรู้สึกแกรนๆ คล้ายๆ ฟันเฟืองเกียร์ขบกวมกันอยู่ตลอดเวลาไม่รู้….ใช่ๆ ผมยอมรับครับ ว่าผมคิดถึงเขาแม้กระทั้งเวลามีอะไรกับเมียตัวเองบนเตียงนอน คิดถึงตักแข็งๆ คิดถึงกลิ่นเหงื่อนุ่มๆ คิดถึงสำลีล้างหู คิดถึงชุดกิโมโนสีน้ำตาลที่เขาสวมใส่จนทำให้เขาเหมือนหนุ่มญี่ปุ่นจนแยกไม่ออก คิดถึงฝ่ามือกว้างๆ คอยลูบวนบนหัวจนผมผล็อยหลับ ผมคิดถึงชิมะขณะที่อยู่ลำพัง “อนุชัย อนุชา อนุชาย อนุชายผมคิดถึงคุณเหลือเกิน”

“ท่านคะ…ท่านคะ…” ไม่รู้ว่าน้องแจงเข้ามานั่งลงเก้าอี้ภายในห้องนานแค่ไหนแล้ว เธอดูจะเสียมารยาทไปหน่อย แต่ก็เล็กน้อยสำหรับผม

“ว่าไง”

“วีซ่าของพี่ทิมมี่ผ่านแล้วนะคะ แจงจะส่งพลาสปอร์ตคืนพรุ่งนี้”

“เรื่องตั๋วเดินทางละ ลงตัวหรือเปล่า” ผมถามกลับขณะช่องท้องรู้สึกวูบวาบไม่เสถียร

“พี่ทิมมี่ยืนยันจะซื้อเองคะ….”

“บ้าชะมัด!….” ผมสบถเสียงดังจนหญิงสาวที่นั่งอยู่กับเก้าอี้ถึงกับก้มหน้านิ่ง “เออ…ผมไม่ได้หมายถึงคุณ….แต่เช็คไฟท์บินได้นี้ จองไฟท์เดียวกับเขา ถ้าเต็มให้เลือกไฟท์ Landing ใกล้เคียงกันมากที่สุด จะเป็นฮ่องกง ไต้หวัน เกาหลีใต้หรือญี่ปุ่นได้หมด”

“ท่านไม่ลองคุยกับพี่ทิมมี่……เออแจงขอโทษคะ”

ผมรีบยกมือห้ามก่อนเธอจะพูดจบ “ไม่อยากให้เขารู้ว่า W.T.V. วีซ่าเป็นของผม….เขาจมูกเร็วยังกับเสือดำ เอาเป็นว่าเช็คไฟท์บินที่ใกล้เคียงกับเขาแล้วจองโรงแรม Holiday Inn Vancouver Downtown&Suites บนถนน Howe ST ไว้สัก 2 อาทิตย์ที่เหลือผมจัดการเอง”

                “คะท่าน….เอ่อท่านคะแจงมีความรู้สึกเสียมารยาทมากๆ คะ….แต่แจงคิดว่าท่านอยากจะได้” หญิงสาวยื่นแผ่นกระดาษ 2 3 แผ่นวางต่อหน้าประธานบริษัทอย่างคนระมัดระวังตัว “แจงก๊อปปี้จากแผนเดินทางที่ยื่นกับสถานทูต”

                ผมหยิบมันขึ้นมาอ่าน….ขณะใบหน้าที่หมองเครียดเผลอฉายยิ้มออกมาอย่างคนลืมตัว “12865-88 Ave Surrey BC. V4N 1H6 Phone 236-9869817 CANADA…..” ผมกึ่งอ่านกึ่งทวน “ขอบใจมากๆ….ขอบใจจริงๆ”

                “ยินดีคะท่าน”

8 กรกฎาคม 2017 ณ ท่าอากาศยานนานาชาติฮ่องกง

                น้องแจงจองไฟท์บินให้ผมมาถึงฮ่องกงล่วงหน้าก่อนไฟท์บินของทิมมี่จะ Landing 30 นาที ไฟท์บินไปแวนคูเวอร์เป็นไฟท์เดียวกัน แต่ผมเลือกจะหลบเขาอยู่ในชั้นธุระกิจแบบคนเห็นแก่ตัว ใจก็ปรารถนาจะเป็นเขามานั่งข้างๆ แต่คนอย่างทิมมี่ที่เคยคบกันเกือบ 14 ปีเป็นเรื่องที่ผมต้องระมัดระวังอย่างที่สุด ถึงเขาจะเป็นคนโลเลแต่เมื่อถึงจุดที่ต้องตัดสินใจเขากลับเปลี่ยนเป็นอีกคนในเสี่ยวนาที ผมยืนแบบคนใจเย็นแต่หัวใจกลับเต้นตุบๆแทบจะระเบิดออกมาข้างนอกเสียให้ได้ กระดานอิเลคทรอนิคส์แจ้งไฟท์บินรันต่อกันไปเรื่อยๆ ผมรอจะได้เจอเขา รอแล้วรออีกจนเลยเวลาที่เครื่องบินของเขาน่าจะลงสู่พื้นกว่า 30 นาที เขาก็ยังไม่โผล่ออกมาให้เห็น  ผมเริ่มกระสับกระส่ายยืนไม่นิ่ง “เขามาไม่ถูก หรือว่า….เปลี่ยนไฟท์กะทันหัน หรือว่าตกเครื่อง หรือว่า…..หรือว่า….อนุชาย คุณอยู่ไหน ทิมมี่ ทิมมี่…..” สมองผมกำลังหมุนติ้วๆ ราวกับลูกข่าง “ทิมมี่…..หรืออาจจะผ่านประตูอื่นๆ….ใช่ๆ….” ผมทั้งคิดและปลอบใจตัวเองในเวลาเดียวกัน “เขาอาจจะไปนั่งรอที่ประตู 530 …คนอย่างเขาไม่มีแวะข้างทางแน่ๆ” ผมมั่นใจในข้อนี้สุดๆ ก่อนจะออกเดินมุ่งตรงไปยังประตู 530 แบบคนใจร้อน สายตาก็ไม่วายส่ายไปมาตลอดทาง (อาจจะเห็นเขายืนอยู่บนสายพานทางเดินเลื่อนที่ยาวสุดตา หรืออาจะยืนโต๋เต๋อยู่ที่มุมเชื่อมต่อสัญญาณไวไฟภายในสนามบิน หรืออาจจะนั่งเหม่อๆ ในแบบของเขาอยู่กับม้านั่งตัวใดตัวหนึ่ง พี่อยู่ที่ไหนทิมมี่ อนุชาย อนุชายของผม……)

ผมทั้งคิดทั้งเดินทั้งส่ายตาตากังวลไปทั่วโถงหลังคาโปร่งๆ ไม่เว้นแม้กระทั่งผนังกระจกโล่งสูงทั้ง 2 ฝั่ง แต่ก็ยังไม่ปรากฏเขาแม้แต่เงา “คุณอยู่ที่ไหนอนุชาย คุณอยู่ที่ไหนทิมมี่” ผมพึมพำขณะยืนอยู่บนสายพานเลื่อน…..มันกำลังพาผมตรงไปทางทิศเหนือที่โล่งไกล มีผู้คนแปลกหน้าแปลกตาประปนทั้งเอเชีย ฝรั่ง แอฟริกัน แต่ไม่มีคนที่กำลังมองหา “ทิมมี่ อนุชาย อนุชาย ทิมมี่ พี่อยู่ไหน” ผมท่องชื่อเขาวนไปมาหลายรอบราวกับคนกำลังสวดมนต์ ภายในกำลังลุกเป็นไฟมอดไหม้หัวใจซ้ำๆ ให้เกรียมสู่สีดำ

แดดใกล้เที่ยงไม่มีผลต่ออุณหภูมิภายในตัวอาคาร แต่มันหักเหสายตาผมแทบจะลืมร้านค้าที่คุ้นเคยจนหมดสิ้น….ผมเดินมาจนสุดทาง ป้ายประตู 530 เด่นขาวอยู่ต่อหน้า เก้าอี้หลายตัวยังว่างไร้ผู้โดยสาร ผมยืนอยู่คนเดียวกลางโถง หันหลังให้กับทางที่ผ่านมาอย่างคนหมดอาลัยตายอยาก จะโทรหาก็ไม่กล้า คนขี้ขลาดชี้หน้าด่าผมในมโนสำนึก…

“อนุชาย พี่อยู่ไหน” ผมทรุดลงกับเก้าอี้ที่ว่างอย่างคนหมดแรง ปากก็พึมพำแต่ชื่อเขาไม่หยุดกระทั้งน้ำเสียงคุ้นหูดังขึ้นเบาๆ มาจากด้านหลัง

                “ท่าน….ท่านครับ….คุณ….ไอ้คุณ…..” ผมเงยใบหน้าเกือบจะเป็นสีดำขึ้นไปสำรวจอย่างใจระส่ำ ชายตัวไม่สูงรูปร่างกลางๆผมสี-ทรงกาแฟข้นๆยืนยิ้มแบบคนเจียมตัวอยู่ในระยะเกือบๆ 2 เมตร มันไกลเกินจะเอื้อมถึงกระนั้นผมก็พุ่งตัวเข้าหาแบบคนกระหาย ผมแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ หากเขาเพียงใช้ฝ่ามือลูบวนหัวเบาๆ…ผมคงร้องไห้ออกมาอย่างไม่เกรงว่าจะเป็นข่าวแน่ๆ

                “พี่……” ผมหลุดเสียงได้คำเดียว ก่อนจะออกแรงทั้งหมดกอดรัดร่างที่คิดว่าเป็นสมบัติส่วนตัวแทบลืมหายใจ

                “ท่านจะไปไหนรึครับ”

                เขาก็ยังใช้สรรพนามและคำพูดแบบคนเจียมตัวเหมือนเดิม ผมลูบไล้ไปทั่งแผ่นหลังก่อนจะขยับขึ้นไปลูบผมบนหัวอย่างกับคนต้องการสื่อทวนความทรงจำ (กฎเขกกะโหลก) ให้เขารู้ความหมายของมัน แต่เขาก็เอาแต่เฉยจนผมหวั่นไหว “พูดเหมือนกับคนที่เคยเป็นแฟนกันเถอะ….ผมเบื่อเต็มที” ผมพูดเบาๆ ข้างหู ในใจผมอยากจะขบมันเบาๆ ด้วยริมฝีปากให้รู้แล้วรู้รอด….แต่แรงผลักออกกระตุกอารมณ์ผมถึงกับชะงัก กระนั้นผมก็ลากเขามาจบเก้าอี้ 2 ตัวที่หันหน้าออกสู่ลานจอดเครื่องบินที่เห็นยอดเขา 3 ลูกซ้อนทับกันมีเมฆฝนกำลังจะเริ่มต้นในช่วงเที่ยงกับ 20 นาที

                “ท่าน เอ้ย!….คุณจะไปไหนรึครับ” เขาถามขณะสายตาเราทั้งคู่ขนานกันเป็นเส้นเดียว

                “ไปทำธุระเรื่องลูกที่ซานฟรานซิสโก้” ผมโกหกแต่ก็เผลอหลุดคำที่ไม่เหมาะกับบรรยากาศออกมา จนอีกฝ่ายรีบแกะมือขยับห่างออก แต่ก็ยังยิ้มให้แบบคนเก็บอาการ เราทั้งคู่เงียบ ผมโทษตัวเองจนคิดถึงแซ่หนังในห้องที่เก็บลืมขึ้นในใจ “ผม ผม ผม”

                “อ้อ…อย่างนี้เอง”

                “พี่ ทิมมี่ จะ ไป ไหน เหรอ ครับ” ผมหลุดออกมาทีละคำราวกับต้องการจะเบี่ยงเบนประเด็นแบบเร่งด่วน

                “แวนคูเวอร์ครับ”

อย่าเรียกผมว่าอนุชาย

                ผมเห็นแววตาไม่มั่นคงฉายชัด “ไปคนเดียวเนี่ยนะ….เล่าให้ผมฟังได้ไหม” ผมดึงเขาขยับเข้ามาใกล้ๆ อีก แววตาของเขาเหม่อลอยเคว้งคว้างออกไปนอกตัวอาคาร เขาเงียบและเงียบจนเห็นสีเทาเข้าเฉดดำลอยผ่านตัวเขาไปเงียบๆ เขาเป็นคนโลเลและยังลังเลเช่นเคย “พี่น่าจะเลือกมิเอะ” ผมพูดเป็นนัยน์เชิงต้องการกระตุ้น

                “ผมชื่อ อนุชัย  อย่าคิดว่าผมเป็น อนุชาย และ อย่า เรียก ผม ว่า อนุชาย”

                เขาเน้นประโยคสุดท้ายจนได้ยินเสียบขบฟันดังแทรกทุกๆ คำ (นี้แหละคือเขาละ) คำพูดกระแนะกระแหนหลุดให้ได้ยินเสมอ ผมเผลอยิ้มบางๆ ที่มุมปาก (เขายังจำทุกๆ อย่างได้แม่น) ผมคิด

                สักพัก : “ผมกำลังไปในที่ๆ ผมไม่รู้จัก ไปหาใครบางคนที่ไม่เคยพบกันกว่า 30 ปี คล้ายคนพเนจร ไม่มีจุดหมายปลายทาง….ครับท่าน”

                “พี่หยุดใช้คำบ้าๆ นั้นซะทีได้ไหม….ท่าน เทิ้น อะไรกันนะ” ผมปล่อยให้ความเงียบเข้าแทรก สักพัก “ไปหาคนที่ไม่เคยพบกันเลยเนี่ยนะ…..เขาเป็นใคร ญาติหรือเปล่า หญิงหรือชาย อายุเท่าไร” ผมพยายามไล่ความอยากรู้ออกมาทางปากให้หมด “อย่าบอกนะว่า….แฟ แฟนพี่” ผมแทบจะหยุดลมหายใจด้วยประโยคสุดท้าย

                “เธอคือนางฟ้าตัวกลมสำหรับผม….เราเคยอยู่ด้วยกันสมัยยังเด็ก…..ผมไม่เคยมีแฟนมาตั้งแต่แรก”

                อันนี้ก็เขาอีก ไอ้คำพูดที่ทำร้ายจิตใจคนอื่นเนี่ย ถนัดเป็นสันดานจนผมชินชา แต่ก็แอบหายใจได้ทั่วท้องเมื่อไม่ใช่สิ่งที่ผมกำลังกังวลอยู่ “เอาเถอะๆ มีที่พักรึยัง”

                “ไม่ต้องห่วงหรอก….พี่เอาตัวรอดได้” เขาหยุด ทรงผมสี-ทรงกาแฟข้นๆส่ายไปมาขณะก้มหน้าเกือบจะชนหัวเข่า “ถ้านางฟ้าตัวกลม…ไม่ต้อนรับ พี่จะไปเก็บบลูเบอร์รี่กับแม่ที่แลงเลย์…แม่เช่าบ้านชั้นเดียวกลางป่าสนห่างชายแดนประเทศสหรัฐฯ แค่ 7.5 กิโลเมตรไว้ให้ ไม่แน่ถ้าหัวใจหมดเวลาโลเล พี่จะไม่ลังเลเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นั้นซะเลย”

                ผมชะงักราวกับอยู่ๆ มีน้ำเย็นราดที่แผ่นหลัง….ผมเริ่มกลัวขึ้นมาในใจ ถึงเขาจะเป็นคนโลเล แต่หากถึงจุดหนึ่งเขาจะไม่ลังเล….ผมหายใจเพื่อให้ชีวิตยืดต่อได้อีกหน่อย “แล้ว บริษัท BCOL. ละ มันเป็นบริษัทระดับเอเชียเลยนะพี่จะปล่อยหลุดมืออย่างนั้นหรือ”อันที่จริงแรกๆงานของบริษัทนี้ผมก็ใช้ตำแหน่งรองรัฐมนตรีเพื่อให้เขาได้เซ็นสัญญา แต่สุดท้ายเป็นเพราะฝีมือและความสามารถของเขาเองนั้นแหละที่ผลักดันให้บริษัทไม่ต้องการเสียเขาไป

                “BCOL.ไม่ยอมต่อสัญญากับทีมงานเกือบ 1 ปีแล้วครับ….” เขาพูดพร้อมกับปล่อยลมหายใจทิ้งยาวๆ แบบเดียวกับคนปลงชีวิต แต่ทันใดนั้นสายตาคู่เดิมแบบเดียวกับเสือดำก็พุ่งใส่ผม “พี่ดีใจที่ได้พบคุณ….ที่นี้”

                “จะกลับไปคุยกับคุณวิเชียรชาญให้” ผมบอกราวกับให้สัญญา “แต่พี่ต้องกลับประเทศไทยนะ” ผมไม่วายจะเป็นห่วงความโลเลของเขา เขายืดตัวขึ้นสูงและยิ้มบางๆ แบบเดียวกับที่ชิมะ “ไปทำธุระที่ซานฟารซิสโก 3 วัน วันที่ 14 กรฏฎาคมผมจะแวะไปหาที่แวนคูเวอร์ค่อยกลับไทย….นี้คือเบอร์โทรโรงแรม Holiday Inn Vancouver Downtown&Suites บนถนน Howe ST. ผมจะเปิดทิ้งไว้ให้พี่สัก 2 อาทิตย์ ถ้านางฟ้าตัวกลมไม่ต้อนรับ ไม่ต้องไปเก็บบลูเบอร์รี่กับแม่หรอก โทรเข้าโรงแรมแล้วบอกชื่อผม….รอผมที่นั้น….เราจะกลับประเทศไทยพร้อมกัน” คนโลเลกำลังนิ่งแบบกำลังลังเลแต่ก็ยอมหยิบกระดาษแผ่นนั้นยัดใส่กระเป๋าเป้เล็กๆ สีดำที่วางอยู่ข้างๆ

                “Holiday Inn  Vancouver  พี่ก็จองห้องไว้ที่โรงแรมเดียวกันนี้แหละ 3 คืน….ถ้าจะจองควรจองคืนที่เหลือจะดีกว่า….พี่กลับคืนวันที่ 22 กรกฎาคม ถ้าได้กลับนะ…..ขอบคุณคุณมาก”

                “พี่ ทิม มี่ พี่ ยัง รัก ผม ไหม” ผมออกเสียงเบาๆ จนตัวเองเกือบไม่ได้ยิน เขายื่นมือมาลูบหัวและวนจนผมที่จัดเข้าทรงมาอย่างดียุ่งกระเซิงเป็นรังนกกระจก เขาตบหัวผมเบาๆ อีก 2 ที แค่นี้ก็รู้สึกมากมาย ผมเงยหน้ามองเขาอย่างคนมีหวัง “ผมยังมีหวังใช่ไหม”

            “ทรงผมของคุณเป็นทรงรังนกกระจอกนี้น่า!…..ถ้าไม่ให้นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้อาศัย แล้วนกกระจอกตัวนี้จะนอนที่ไหนละ”

เขาพูดราวกับท่องมาจากบทกลอนในนิยาย ผมหลับตาขณะซบลงกับไหล่กว้างๆ อันเดิม มือเขายังไม่เลิกตบหัวไล่ลงไปยังท้ายทอยราวกับผู้ใหญ่กำลังปลอบเด็ก “ผมอยากให้เรากลับมาเหมือนเดิม”

“เป็นไปไม่ได้หรอกครับคุณ เรา 2 คนเดินมาเกือบจะสุดทางละ คุณมีลูก คุณมีครอบครัว คุณเป็นพ่อคน คุณเป็นลุงของหลานๆ พี่เองก็มีหลานๆให้ดูแล….เรากลับไปเดินถนนสายเดิมไม่ได้อีกแล้ว….เท่านี้ก็ถือว่าดีที่สุดแล้วละ ขอบคุณที่เจออัลบั้ม กฎเขกกะโหลก ที่พี่ตั้งใจมอบให้เป็นของขวัญวันแต่งงาน…ขอเขกกะโหลกสักทีได้ไหม…นี้แน่”

“โอ้ย!…ผมเจ็บนะ”

“กฎเขกกะโหลก….ข้อที่ 1 ท่าบอกรัก ให้ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งลูบที่กะโหลก อนุญาตให้ตีเบาๆได้เขาพูดพลางลูบหัวจนทรงผมกลายเป็นรังนกป่าไปแล้ว “….กฎข้อที่ 2 ท่าบอกหมั่นไส้หรือบอกรำคาญ ให้เขกกะโหลกได้….นี้แน่”

“โอ้ย…พี่ทิมมี่ 2 ทีแล้วนะ” ผมบ่นแต่ไม่จริงจังและยังซบลงกับหัวไหล่อย่างเดิม

“….กฏข้อที่ 3 ท่าบอกโกรธ แต่ยังรักอยู่ ให้ใช้ฝ่ามือตบหน้าหรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่ง…..สักทีดีไหม”

“ยังไม่มีเรื่องให้โกรธนิ….”

“หลายเรื่องเลยแหละท่านรอง….เพี้ย!…” และเขาก็ตบหน้าผมจริงๆ

“โอ้ย!…….” ผมไม่ทันระวังตัว

“น้ำหนักที่ ตบอยู่ที่อารมณ์โกรธนั้นๆ ซึ่งผู้ถูกตบจะต้องประเมินเอง….คิดว่าพี่โกรธแค่ไหน”

ผมยืดตัวจ้องหน้าเขาตรงๆ “นิดหน่อย” แต่ก็กลับไปซบลงที่เดิมอีก

“….กฎข้อที่ 4 ท่าบอกเกลียดหรือบอกเลิกให้ใช้กำปั้นชกเข้าตรงๆ ที่ใบหน้า หรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่งแรงสุดชีวิต….พี่จะชกคุณจนกว่าเราจะตายกันไปข้างหนึ่ง”

“ถ้าจะต้องชก ผมจะชกตังเองจนกว่าจะตายเช่นกัน” แล้วผมก็เอามือลูบวนที่หัวของเขาเล่นจนอยากจะหยุดเวลาไว้ตรงนี้….ที่นี้

“นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้เจ้าเอย….ถึงเจ้าจะโผบินสู่ถิ่นแคว้นแดนใด….ไกลสักแค่ไหน…..ถิ่นศัตรูหรือเพชฌฆาต….ข้าก็จะตามหาเจ้าให้กลับ….ตัวข้าคือรังหลับ….ตัวข้าจะเป็นคอนเดียวให้กับเจ้า…..ข้าจะลูบหัวเจ้าแทนคำบอกรักที่ไม่อาจเอ่ย….ข้าจะเขกกะโหลกเจ้ายามใดที่ไม่ฟัง….ข้าจะยอมให้เจ้าตบหน้าข้าในฐานะภรรยาเท่านั้น….แต่หากข้าต้องชกกับเจ้า…ข้าก็จะชกกับเจ้าจนกว่าเราทั้งคู่จะต้องตายไปด้วยกัน” ผมพูดแบบคนละเมอ….ใกล้เวลาขึ้นเครื่องแล้ว เขาจูบผมเบาที่หน้าผากแบบไม่อายสายตาผู้คนที่มารอขึ้นเครื่องจนแน่นขนัดทั้งบริเวณและผมก็ไม่อายจะจูบตอบเขาในลักษณะเดียวกับที่ชิมะ

“หลับตาเถอะที่รักเรามีเวลาอีกแค่ 15 นาที” เขาพูด แต่ผมร้องไห้จนสุดสะอื้นไปแล้ว….

………………………….จบบริบูรณ์……………………….

โปรดติดตามนิยายเรื่อง “อนุชาย” แบบเต็มๆ เร็วๆ นี้ ขอบคุณที่ติดตาม ผม Timmy Buto นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้ หรือ นกกระจอก ก็ยังกระจอกตั้งแต่ต้นยันจบ…..สวัสดีครับ

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →