บทนำกระเรียนหลงฟ้า

บทนำกระเรียนหลงฟ้า
บทนำกระเรียนหลงฟ้า
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

บทนำกระเรียนหลงฟ้า

เดือนสิงหาคม 1945

“บ้านข้าอยู่อูราคามิ จังหวัดนางาซากิ…ครอบครัวของข้าทุกคนก็อยู่ที่นั่น…” ไอซึเกะ เรียวตะพูดเรียบๆ สักครู่เขาก็ใช้ความรู้สึกหันไปกระซิบกับกายสัมผัสที่ยืนอยู่ข้างๆ “จิโระคุง…วันที่ 9 สิงหาคม เป็นวันที่ 9 ชีวิตของคนที่ข้ารักถูกระเบิดปรมาณูพรากไปชั่วนิรันดร์…ไม่เหลือใครอยู่รอ…ไม่เหลือบ้านให้ทหารตาบอดคนนี้กลับไปแล้วละเพื่อน”

เรียวตะคุง!” ฮาราชิ  จิโระเรียกชื่อเขาเบาๆ

“สงครามเพิ่งจบลง…ข้าเหนื่อยเกินกว่าจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับสงครามชีวิต…” เขากระซิบดังขึ้นอีกพลางถอดหมวกทหารโค้งศีรษะลงต่ำทางทิศที่คาดว่าจะเป็นเพื่อน “ข้าจะไม่มีวันลืม ฮาราชิ  จิโระ!…ซะ…โยะ…นะ…ระ เพื่อนข้า” เขาพูดเหมือนจะบอกลาทั้งๆ ที่ยังยืนก้มหน้าอยู่อย่างนั้น สักครู่รอยยิ้มในแบบที่เขาเคยรู้สึกถึงความสุขก็ถูกส่งไปให้ พร้อมๆ กับชักมีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวขึ้นมาจ่อตรงตำแหน่งหัวใจ “ตรงนี้แหละที่มันทำให้ข้าเจ็บไม่แพ้สงคราม” อัก!พลันมีดปลายแหลมในมือก็ถูกเสียบข้าไปตรงๆ อย่างไม่ลังเล ใบหน้าบูดเบี้ยวพยายามฝืนยิ้มในแบบของเขาอีก…ฮาราชิ จิโระได้แต่ตะลึงและนาทีที่สมองกระตุกเตือนเขาก็กระโจนเข้าไปประคองร่างที่กำลังจะล้มลงกับพื้นทราย ความรู้สึกบีบรัดกล้ามเนื้อทุกส่วนสั่นเกร็ง

“เรียวตะคุง!…เรียวตะ ไอ้บ้าไอซึเกะ”

“คุณ…คุณชาย บอกว่า…อึ! ความ…ตายสำหรับซามูไร…มัน มันบางเบายิ่งกว่าขนนก…แต่สำหรับชิโนบิอย่างข้ามันกลับหนักอึ้งราวหน้าผาคุโระอิสีนิลถล่มทับ…จิโระ…โปรดส่งให้ข้าได้ตามไปอยู่กับคุณชายด้วยเถอะ…เพื่อนรัก”

“ไม่!..ไม่.”

“อึ!…เร็วเข้า อย่า…อย่าให้ข้า…ทรมาน…” และปืนพกสั้นก็ถูกยัดใส่มืออย่างตั้งใจ

“ไอ้บ้าเรียวตะ ไอ้โง่ไอซึเกะ…ไม่! ไม่ ม่ายยยยยยย” จิโระตะโกนไม่หยุด ปลายนิ้วก็พยายามฝืนไม่ให้มือของเพื่อนบีบบังคับลั่นกระสุน…แต่…

ปัง!… “เรียวตะ!… เรียวตะคุง!”

“…..”  ไม่มีเสียงตอบกลับจากร่างที่โดนกระชากวิญญาณจากกระสุนนัดสุดท้ายของสงคราม เลือดพุ่งกระฉูดตามแรงกระสุนอาบพื้นทรายสีขาวจนแดงฉานไปทั่วบริเวณ

“ทำไมต้องเป็นข้า!…” น้ำตาของชายชาติทหารล้นทะลักพร้อมๆ กับเสียงตะโกนอย่างสุดกลั้น “เจ้าช่วยให้ข้ารอดตายจากกระสุนนัดแรก…แต่ทำไมต้องเป็นข้าที่มอบกระสุนนัดสุดท้ายตอบแทนคุณ เรียวตะ!…เรียวตะ! ไอ้บ้าไอซึเกะ

……….

ญี่ปุ่นยอมจำนนในสงครามมหาเอเชียบูรพาวันที่ 14 สิงหาคม 1945 และประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการในวันรุ่งขึ้น เรือลาดตระเวน “ฮะนะ” ลำสุดท้ายกำลังจอดนิ่งเทียบท่าเหมือนจะรอเวลาออกเดินทางกลับสู่มาตุภูมิอย่างคนพ่ายแพ้ ทหารบางนายหวังเพียงจะกลับไปเพื่อค้นหาบางอย่างที่จังหวัดฮิโรชิมาบ้านเกิด และหลายนายก็ตั้งใจจะหอบเอาชีวิตที่ยังมีลมหายใจกลับไปตายเคียงคู่กับญาติพี่น้องในจังหวัดนางาซากิ ซึ่งเป็น 2 จังหวัดที่เครื่องบิน บี-29 ของสหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูที่มีชื่อเล่นแสนจะน่ารักว่า “ลิตเติลบอย” และ “แฟตบอย” เมื่อวันที่ 6 และ 9 สิงหาคม 1945 สงครามมหาเอเชียบูรพาปิดฉากลงไปแล้ว แต่สงครามชีวิตของเหล่าทหารที่รอดมาจากสมรภูมิต่างๆ เพิ่งจะเริ่มต้น…

ไม่…ญี่ปุ่นแพ้ไม่ได้ ญี่ปุ่นแพ้ไม่ได้…ปัง!..ปัง!” เสียงแผดคำรามดังขึ้นพร้อมๆ กับเสียงปืนในมือของเจ้าตัว เลือดสีแดงฉานพุ่งกระฉูดเป็นน้ำพุในทิศตรงกันข้าม…ทหารหลายนายหยุดชะงัก และหลายนายก็ได้แต่ยืนมองนิ่งๆ อย่างกับความเย็นชาเข้าสิงสู่

“ท่านนายพล!…”

“ข้าจะช่วยท่านนายพลให้สมหวัง…”

“อย่า!…เขาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับข้า…ข้าจัดการเอง” เสียงแข็งกร้าวดังขึ้นและเดินแทรกนายทหารรุ่นน้องเข้าไปนั่งลงข้างๆ ร่างที่อาบเลือด  “เพื่อนรัก…เจ้าคงมีความสุขกับอิสรภาพใหม่แล้วซินะ…ข้าอิจฉาเจ้ายิ่งนัก” เป็นเสียงของบุคคลนั้น แต่คราวนี้น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวกลับดูเศร้าสนิท สักครู่เขาก็อุ้มร่างหมดลมหายใจไปวางเบาๆ ในหลุมที่เจ้าตัวได้เตรียมเอาไว้ “ข้าไม่มีดอกไม้สีขาวให้กับเจ้านอกจากปืนกระบอกนี้” เขาวางมันลงข้างและค่อยๆ โกยทรายที่พูนทับอยู่รอบๆ ลงไปทับถม แต่สักพักมือของเขาก็หยุดชะงักเช่นเดียวกับใบหน้าที่เรียบชาไร้แววแห่งความหวัง

“โอตะคุง…ช่วยข้าที…” เขาเรียกนายทหารรุ่นน้องที่ใช้ความเย็นชายืนมองอยู่ใกล้ๆ พร้อมกับยื่นปืนสั้นอีกกระบอกให้

“ท่านนายพลโตชิโอกิ…” โอตะอุทานเมื่ออ่านความหมายของมันออก แต่ก็จำต้องรับมันเอาไว้

“เป็นความรับผิดชอบร่วมที่ข้าจะต้องไม่ปฏิเสธ…” เขาพูดพร้อมกับถอดเสื้อทหารของตัวเองแล้วส่งมันให้โอตะอีกเป็นสิ่งที่ 2  “ฝากมันไปให้เมียกับลูกข้าด้วย…” โอตะรับมาถือเอาไว้อีก เขาถอดหมวกทหารสีเขียวโคลนทิ้งอย่างคนหมดแรง แล้วค่อยๆ โค้งศีรษะต่ำแทนคำบอกลา…

“ครับท่าน…”

“นี้คือคำสั่ง…โอตะคุง นี้คือคำสั่ง” นายพลโตชิโอกิแผดเสียงแข็งกร้าวกลับไปอย่างที่เคยใช้มันในการออกคำสั่ง เขาดึงมีดที่เหน็บอยู่ข้างเอวชูขึ้นพร้อมกับเล็งปลายแหลมคมตรงตำแหน่งใต้ชายโครงด้านซ้ายบน ลมหายใจถูกดึงเข้าสู่ปอดเพียงครั้งเดียว มือที่กำด้ามมีดแน่นก็กระชากเข้าหาตัว มันเสียบตรงตำแหน่งคาดเอาไว้พอดี

“อ๊ากๆ…อ๊ากๆ…” เสียงเต็มไปด้วยความเจ็บปวดดังลั่น แต่มือก็ยังกดด้ามมีดให้ต่ำลงไปยังด้านล่างขวาอย่างอาจหาญ สีหน้าบอกถึงความเจ็บปวดยับยู่ย้นเป็นกระดาษก้นถัง “อ๊าก!…” โอตะมือสั่นเหงื่อกาฬแตกพราก เขาสอดนิ้วชี้เข้าโกร่งไกร เพื่อหวังจะลั่นกระสุน

“อย่า…เพิ่ง! ข้า ข้ายังอยากจะลิ้มลอง ความ ความเจ็บปวดให้มากกว่านี้” นายพลโตชิโอกิกัดฟันพูดลอดไรฟัน สักครู่เขาก็ชักมีดที่เต็มไปด้วยเลือดออกมาพร้อมกับชูมันขึ้นอีกก่อนจะเกร็งข้อมือกะซวกมันเข้าใต้ชายโครงด้านขวาบน

“อ๊ากๆ…”

ปัง ปัง…และเสียงปืนปริศนาก็ดังขึ้นจากด้านหลังของโอตะ 2  นัด มันพุ่งเจาะหน้าผากท่านนายพลโตชิโอกิพอดี หลังจากนั้นเสียงปืนในมือโอตะจึงดังตามขึ้นมาติดๆ

ปังๆๆๆๆ….“พอแล้วละโอตะคุง…ท่านนายพล…เป็นอิสระแล้วละเพื่อน…”

“แม้แต่คำสั่งสุดท้าย ข้าก็ไม่อาจทำตามที่ท่านขอได้” โอตะทรุดร้องไห้อย่างสุดจะกลั้น

“นั้นไม่ใช่คำสั่งสุดท้ายของท่านหรอก แต่เป็นนี้ต่างหาก” พูดจบคูโนะก็ยื่นเสื้อทหารของท่านนายพลโตชิโอกิคืนให้ โอตะหันไปจ้อง สักครู่เขาก็คว้ามันมากอดแนบอกพร้อมกับความรู้สึกเกินบรรยาย…

“ขอบใจ…คูโนะ”

“เรากลับบ้านกันเถอะ”

                ท่านนายพล…ข้าให้สัญญา!”

 ……….

เสียงเครื่องยนต์ของเรือลาดตระเวน “ฮะนะ” ที่มีระวางขับน้ำขนาด 15,780 ตัน ดังกระหึ่ม ผิวน้ำรอบๆ ตีวงรัศมีไล่ขยายออกไปรอบๆ แดดสุดท้ายลับหายไปกับเส้นบอกมหาสมุทร นาทีนี้เหลือเพียงแสงสะท้อนสีอำพันเท่านั้นที่ใช้แทนเสียงอำลาจากสงครามที่กินเวลายาวนานหลายปี เรือลาดตระเวนลำสุดท้ายกำลังเคลื่อนออกจากท่าเทียบ แต่ร่างบางๆ ไม่ต่างจากไอน้ำยืนอยู่บนโขดหินสีดำก็ยังยืนนิ่งในท่าเดิมตลอด 6 ชั่วโมงที่ผ่านมา ดวงตาไร้แววชีวิตไล่ตามเรือลำสุดท้ายที่กำลังแล่นห่างออกไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ จนเห็นมันเป็นแค่จุดสีดำเล็กๆ กลางอ่าวไทย สุดท้ายเกลียวคลื่นชายฝั่งก็กลืนมันหายไป

“อยากกลับบ้าน…ข้าอยากกลับบ้าน…

“ทำไมต้องทิ้งข้าไว้ที่นี้…ข้าอยากกลับบ้าน…”

สงครามบอกลาไปพร้อมๆ กับเรือลำนั้นแล้ว…แต่เงาของรัตติกาลที่คืบคลานเข้ามากลับกลืนกินร่างบางๆ นั้นหายไป โลกมืด…โลกของนินจาที่พวกเขาเรียกขานตัวเองว่า ชิโนบิโนะโมโนะกำลังจะเปิดประตูกล่าวต้อนรับ แต่เสียงสะท้อนมาจากขอบฟ้าทางทิศใต้เมื่อ 2 เดือนก่อนก็แทรกเข้ามาแทนที่

 

                #ข้าชื่อ มินาโมโต โคทาโร่อายุ 25 ปี บุตรแห่งเมืองคาโกคุมะ สืบตระกูลต่อจากมินาโมโต ฟูจิกาว่า เป็นซามูไรลำดับที่ 201 ข้าคือนักรบผู้เกรียงไกร ได้รับมอบหมายจากเทพวาตะ ให้นำหน่วยรบพิเศษอาซาฮี 2กระทำ กามิกาเซ่กับเรือบรรทุกเครื่องบินอินเทรบริด ภารกิจที่พิกัด730131 บัดนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ขอให้มินาโมโตเจริญสืบต่อไป#

จบ บทนำกระเรียนหลงฟ้า

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →