คุณนายซาอุฯ บทที่ 11

คืนที่ไร้ดาวคืนที่ไร้ดาว คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 11

อีก 4 วันต่อมาหลังจากที่ศรีได้คุยกับคุณอำนาจที่ตลาดเรียบร้อยแล้ว วันรุ่งขึ้นเธอก็นำโฉนดที่นาผืนสุดท้ายเข้าไปหาดากับสวัสดิ์พร้อมกับเงินตัดดอกปีแรก การเจรจาพูดคุยเป็นไปอย่างเคร่งเครียด ดาเองก็หมดปัญญาช่วยเหลือ จนสุดท้ายเธอก็ได้แต่รับปากว่าจะช่วยดูที่นา 2 แปลงไม่ให้หลุดไปถึงมือคนอื่น เพียงเท่านั้นศรีก็ร้องไห้ออกมาอีก เมื่อชีวิตเดินทางมาจนถึงวันนี้แล้ว ดากับสวัสดิ์ก็ได้แต่พูดส่งให้เธอสู้อย่าถอยหลังหากไม่มีเงินกลับบ้าน ศรีจึงได้เข้มแข็งขึ้น

คืนที่ไร้ดาว

และในคืนไร้ดาว หลังจากพ่อใหญ่เงินแม่ใหญ่ย้อยและลูกๆ หลับเรียบร้อยแล้ว เสียงกิ่งไม้เคาะประตูรั้วหน้าบ้านเบาๆ ก็ทำให้ศรีสะดุ้ง ก่อนเธอจะถือตะเกียงเดินลงบันไดเข้าไปหา

“อ้าวเจ๊กเตี้ย แม่ใหญ่หงส์มาเฮ็ดหยังค่ำๆ มืดๆ” ศรีถามอย่างคนอดแปลกใจไม่ได้ แต่เธอก็เปิดประตูรั้วนำทั้งคู่เข้าไปนั่งบนแคร่ไม้ไผ่ใต้ถุนบ้าน ไม่นานพ่อใหญ่เงินกับแม่ใหญ่ย้อยที่เดินไม่ค่อยไหวก็ไต่บันไดลงมาสมทบ

“อ้าว! เจ๊กเตี้ยกับยายหงส์ตั้วนั้นแหมะ พวกสูมาเฮ็ดอีหยังค่ำๆ มืดๆ” แม่ใหญ่ย้อยถามขึ้นอีกคน

“มาๆ แม่ใหญ่พ่อใหญ่มานั่งก่อน ดีแล้วละจะได้ปรึกษากันไปทีเดียว” เจ๊กเตี้ยพูดขึ้น ทั้งหมดนิ่งให้แสงตะเกียงทาบทาวับๆ วิบๆ กระทั้งแม่ใหญ่หงส์พูดระดับเสียงพอดี

“เมื่อเช้าเข้าไปซื้อของในตลาด ดากับสวัสดิ์เรียกเข้าไปคุยด้วยเลยรู้เรื่องที่ศรีจะไปช่วยทิดไซที่ซาอุฯ จริงๆ พวกแม่ใหญ่กับพ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยต้องขอโทษด้วยเด้อที่มาโดยพละการ และอย่าได้โกรธดากับสวัสดิ์เขาเลยเพราะทั้งคู่ต่างเป็นห่วงจนไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกัน”

“แม่ใหญ่หงส์ เจ๊กเตี้ย…ข่อยๆ” ศรีจะพูดแต่เจ๊กเตี้ยก็รีบแทรกขึ้นมาก่อน

“ตอนแรกดามันว่าจะรับหนูพรรณลูกสาวมึงไปเลี้ยงและเรียนหนังสือในตลาด แต่กูขอมันเอาไว้เพราะกูกับแม่ใหญ่หงส์บ่มีลูกมีเต้า และเฮา 2 คนก็แอบหลงรักหนูพรรณเหมือนลูกเฮาอยู่แล้วจึงได้ปรึกษากัน และเข้าไปปรึกษาดาเมื่อช่วงบ่ายอีกรอบหนึ่ง เลยสรุปได้ว่า เป็นไปได้ไหม ช่วงที่มึงบ่อยู่ กูกับแม่ใหญ่หงส์จะรับหนูพรรณไปอยู่ด้วย จะรับเลี้ยงมันเป็นลูกบุญธรรมเลยละ”

“เจ๊กเตี้ย….”

“ดาก็เห็นด้วยกับกู ถ้าดามันรับพรรณไปเลี้ยงในตลาด บักพอนกับพ่อใหญ่เงินแม่ใหญ่ย้อยก็จะบ่มีคนช่วยดูแลอีก กูกับเจ๊กเตี้ยเลยตัดสินใจเข้ามาคุยกับมึงนี้ละ และหากแม้นว่ามึงเห็นดีเห็นงามด้วย กูกับเจ๊กเตี้ยก็จะได้ช่วยดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับบักพอนลูกชายมึงแม่ใหญ่ย้อยแล้วก็พ่อใหญ่เงินไปด้วย มึงไปเฮ็ดการเฮ็ดงาน ไปช่วยผัวที่ประเทศซาอุฯ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง” แม่ใหญ่หงส์พูดยาวในขณะที่แสงตะเกียงก็บอกสถานะ แม่ใหญ่ย้อยเช็ดน้ำตาที่ล้นทะลักออกมาอยู่หลัดๆ

สักครู่ศรีที่นั่งเช็ดน้ำตาอยู่กับแคร่ก็ลงนั่งกับพื้นดินพร้อมกับกราบบนตักแม่ใหญ่หงส์กับพ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยในแบบที่ไม่เคยทำมาก่อน

“ขอบคุณหลายๆ แม่ใหญ่หงส์เอ้ย พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยนำ ขนาดพวกเจ้าเป็นคนเจ๊กคนจีนแท้ๆ ยังดีกับครอบครัวคนบ้านโคกอีรวยอย่างข่อยกับลูกๆ ถึงเพียงนี้”

“ถึงเฮาจะเป็นคนเจ๊กคนจีนต่างถิ่น แต่เฮาก็แตกบ้านแตกเมืองได้มาอาศัยมาอยู่กับคนบ้านโคกอีรวยจนเป็นคนบ้านโคกอีรวยแท้ๆ คนหนึ่งไปแล้วละ” แม่ใหญ่หงส์พูด

“ถ้าอย่างนั้นข่อยก็ขอฝากอีพรรณกับบักพอนแน่เด้อ”

“ตอนแรกพวกกูก็คุยกันกะว่าจะรับเป็นลูกบุญธรรมทั้ง 2 คนนั้นละ แต่อยากให้แม่ใหญ่ย้อยกับพ่อใหญ่เงินมีหมู่นอนนำเลยจะดูแลแค่หนูพรรณคนเดียว แต่มึงก็บ่ต้องเป็นห่วง ถึงบักพอนมันจะบ่ได้อยู่กับกู แต่พวกกูก็จะรักมันเหมือนลูกชายอีกคนนั้นละ”

“ขอบคุณ ขอบคุณพ่อใหญ่แม่ใหญ่หลายๆ เฮื้อย!….อีศรีหายใจได้ทั่วท้องแล้วละพ่อใหญ่แม่ใหญ่เอ้ย…ฝากลูกฝากหลาน มันดื้อมันซนก็ตีได้ข่อยอนุญาต ถ้าอีศรีกับบักทิดไซมันบ่ตายจะกลับมาตอบแทนบุญคุณ”

“บ่ๆ…บ่ต้องตอบทงตอบแทนอีหยังดอก พวกกูต่างหากที่ต้องขอบใจหมู่สู เพราะตั้งแต่มื้ออื่นเป็นต้นไปพวกกูก็จะมีลูกมีเต้ากับเขาแล้วละ ฮะ ฮะ ฮะ” เจ๊กเตี้ยพูดพร้อมกับหัวเราะสั้นๆ ถี่ๆ ออกมาให้ได้ยิน ส่วนแม่ใหญ่หงส์ก็ใช้หลังมือเช็ดน้ำตาอยู่หลัดๆ

“แม่ใหญ่ก็เป็นคนมีกรรมศรีเอ้ย พลัดบ้านพลัดเมืองมา พอโตเป็นสาวกำลังรู้ความแม่ก็มาตายจากไปอีก ถ้าบ่มีเจ๊กเตี้ยปานนี้ก็บ่ฮู้จะอยู่ที่ไหนเหมือนกัน….” แล้วแกก็ดึงมือศรีเข้ามากุมไว้ “มึงไปซาอุฯ อย่าได้ห่วงหน้าพะวงหลัง หอบเงินหอบทองกลับมาถ้าหนูพรรณอยากกลับมาอยู่กับพวกมึงกูกับเจ๊กเตี้ยก็จะไม่ว่า สบายใจได้”

และศรีก็ก้มลงกราบแม่ใหญ่หงส์อีกรอบ ก่อนจะเป็นแม่ใหญ่ย้อยจะยกมือท่วมหัวอีกคน

“สาธุคุณพระคุณเจ้า เจ๊กเตี้ยเป็นคนดี ขอให้พระคุ้มครอง ร่ำๆ รวยๆ ด้วยเถอะ”

“ขอบคุณแม่ใหญ่…ขอบคุณ เฮามันคนบ้านเดียวกัน บ่ต้องเกรงใจ” พ่อใหญ่เจ๊กเตี้ยบอกส่งท้ายก่อนทั้งหมดจะแยกจากกัน

ในคืนไร้ดาว ถึงจะไม่เห็นแสงดาว แต่ก็ยังมีดวงดาวที่ซ่อนอยู่ด้านหลังแผ่นเมฆคอยนำทางให้กับคนหลงทางอยู่ทุกค่ำคืน เสียงลมหนาวพัดใบไม้ตามพื้นป่าเต็งรังดังซ่าๆ แสงตะเกียงน้ำมันก๊าชดับไปแล้ว แต่แสงดาวที่อยู่ในใจของผู้หญิงตัวเล็กๆ หน้าแหลมๆ ที่ชื่อศรีกลับสว่างขึ้นมาแทนที่

“สาธุ สาธุ สาธุ คุณพระคุณเจ้าช่วยคุ้มครองดูแลลูกๆ แม่เฒ่าๆ กับพ่อแก่ๆ แทนลูกด้วย คุณนายซาอุฯ สำหรับชีวิตลูกคงรอลูกอยู่ประเทศซาอุดิอาระเบียแล้วแม่นบ่ถึงได้นำทางชีวิตลูกมาถึงตรงนี้และได้โปรดช่วยนำทางชีวิตคุณนายซาอุฯ คนนี้ไปให้ตลอดรอดฝั่งด้วยเถอะ สาธุ สาธุ สาธุ”

………

อีก หลายวันต่อมา

อยู่ๆ รถกระบะตำรวจก็วิ่งตามทางเกวียนมาจนถึงบ้านโคกอีรวย มันยังไม่น่าตกใจเท่ากับกลุ่มคนที่นั่งมาด้านหลังรถกระบะคันนั้น และเมื่อรถตำรวจวิ่งออกจากหมู่บ้านไปเรียบร้อยแล้วเสียงพูดคุยจากบ้านต่อบ้าน หลังคาต่อหลังคาก็ดังขึ้นมาเรื่อยๆ

“อีคุณนาย คุณนายไรรา อยู่บ้านบ่” บัวไหลยืนหน้าตื่นเรียกไรราเบาๆ จนคุณนายเล็บแดงที่ลงคิ้วยังไม่จบก็ยื่นหน้าออกมาทางหน้าต่าง

“มีอีหยังเอื้อยบัวไหล”

“ลงมานี้เลยเร็วๆ”

“โอยมีหยังก็เว้ามาโลด คนกำลังเขียนคิ้วอยู่”

“คุณนายบ่อยากฮู้บ่ ว่ารถตำรวจมาเฮ็ดอีหยัง (ทำอะไร) ในหมู่บ้านของเฮา…ถ้าบ่อยากฮู้ก็แล้วแต่เด้อ” ทันทีที่บัวไหลทำท่าจะเดินกลับหลังบ้าน คุณนายไรราก็กระวีกระวาดหน้าตื่นๆ วิ่งลงบันไดมายืนข้างรั้ว

“เอื้อยบัว เอื้อยบัวไหลมีอีหยัง เร็วๆ ตำรวจเข้ามาบ้านเฮาเฮ็ดหยัง” คุณนายไรราเร่ง ขณะที่ลิปสติกยังเลอะมุมปากไม่ทันเช็ด “อยากตายบ่เอื้อยไหล ถ้าบ่อยากตายให้มาไวๆ”

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า กูก็นึกว่าคุณนายบ่สนใจ” บัวไหลเดินกลับมาทำตาลุกวาวกระซิบใกล้ๆ

“เร็วๆ….ตำรวจเข้ามาเฮ็ดหยังบ้านเฮา”

บัวไหลกระพือผ้าถุงไปมาก่อนจะหน็บข้างๆ เอวก่อนจะโบกมือให้ไรรานั่งลงข้างๆ รั้วไม้ไผ่แบบคนกลัวความลับจะเปิดเผย ไรราเห็นท่าทีน่าสนใจเลยนั่งตามพร้อมกับเอียงหูเข้าไปใกล้ๆ

“ตำรวจมาส่งคนงานชุดลุงสักที่แกจะไปเฮ็ดงานประเทศซาอุเมื่อวันก่อน”

“อ้าว!….”

“มึงเงียบๆ นี้เป็นความลับของคุ้มโรงเรียนกับบ้านมะกอกโดยเฉพาะ”

“ตกลงบ่ได้ไปบ่ เป็นหยัง อีสำลียังจัดพริกคั่ว ปลาแดกบอง (ปลาร้าสับ) ลงกระเป๋าให้ลุงสักอยู่เลย”

“บ่ๆ มึงฟังกูดีๆ….เมื่อวานก่อนมีคนมารับที่ตลาดพร้อมกับจ่ายเงินงวดสุดท้ายแม้นบ่ แล้ว แล้ว”

“แล้วอีหยัง อีห่าขั่วมึงเร็วๆ…”

“เขาก็เอารถกระบะมารับที่ตลาด อีสำลี อีลาน อีดวน อีอ้วนบ้านมะกอกก็ไปส่งผัวแม่นบ่”

“อีบัวไหล มึงอยากตายตี้!….ข้ามไปโลดซุม (ซุม=พวก) อยากเป็นคุณนายซาอุฯ แบบเฮานะ” ไรราเร่งพร้อมกับขยับเท้าเข้าหาอีก

“เขาเอาพวกลุงสัก ทิดสี ทิดยน ทิดมืดบ้านเฮากับบ้านมะกอกอีก 12 คนไปทิ้งไว้ สนามบินดอนเมือง 2 วัน 2 คืน แล้วก็หายหัวเข้ากลีบเมฆไปเลย”

“ตกลงบ่ได้ไปบ่”

“อีห่าคุณนาย มันจะได้ไปบ่ละตำรวจถึงได้มาส่งถึงบ้านนะ”

“แม่นอีหลีติ (ใช่จริงเหรอ)”

“แม่นบ่แม่นอีสำลีก็เกือบผูกคอตายไปแล้ว เสียเงินเสียคำเกือบแสนโดนหลอกไปซาอุ ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

ไรรานิ่งคิดก่อนเธอจะค่อยลุกยืนพร้อมกับเฉิดฉายรอยยิ้มบางๆ ออกมาทางมุมปาก “หึๆ….เสียแค่ 6หมื่นห้า ถูกกว่าผ้วมึงครึ่งต่อครึ่ง โรคก็บ่ต้องไปตรวจให้เสียเวลา พลาสปอร์ตแค่เอารูปถ่ายไปให้เขาก็ทำให้หมด ถุย!….สมน้ำหน้าคิดจะมาเทียบรัศมีคุณนายไรรา พวกขี้คอกก็ยังขี้คอกวันยันค่ำละว้า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า” และเธอก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมายาวเยียดจนบัวไหลตกใจลุกถอยห่างไปหลายก้าว

“ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีคุณนายไรราสะใจอีหลีโว้ยแม่มึง….สมน้ำหน้า สมน้ำหน้า ให้มันฮู้บ้างว่าอีไรราเป็นไผ แหมอีสำลี มึง มึงริอาจมาเทียบกับคนอย่างกู ดี ดี จะให้พาไปซื้อทอง ซื้อเสื้อผ้า ซื้อลิปสติก…ไปดูหนังหน้ามึงก่อนไปอีห่าลาก ฮ่า ฮ่า ฮ่า อีคุณนายไรรามีความสุขจริงๆ โว้ย! ฮ่า ฮ่า ฮ่า….”

“คุณนาย คุณนาย เป็นหยัง (เป็นอะไร)”

“เอื้อยบัวไหลไปเอาเหล้าขาวมา มื้อนี้คุณนายไรราเลี้ยงเอง ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า”

…………

และคืนไร้ดาวก็ยังมืดมนไม่จบสิ้นสำหรับอีก 4 ครอบครัวในบ้านโคกอีรวย และ 12 ครอบครัวของบ้านมะกอก ลาวต้มลาว จึงเป็นสำนวนยอดฮิตในบ้านโคกอีรวยขึ้นมาทันที

……….

…เพียงเพราะความแร้นแค้น จึงไผ่หา…

…เพียงอยากลืมตาอ้าปากที่หิวโหย…

…เพียงอยากเห็นลูกเมียไม่อิดโรย…

…จึงต้องโกยไปข้างหน้าเพื่อหางาน…

…ใยสวรรค์จึงปิดฟ้า….

…ใยนภาถึงมืดหมอง…

…ใยดวงดาวจึงไร้แสงที่เรืองรอง…

…ใยลาวต้องต้มลาวให้คาวคราง…

……….

“กูกะคนคือกัน กูกะแค่อยากมีงาน อยากเห็นลูกเห็นเมียอิ่มท้อง อยากลืมตาอ้าปาก อยากมีปัจจัย 4 เท่าๆ กับคนอื่นๆ….เป็นหยัง เป็นหยังเฮ็ดกับกูแบบนี้….สวรรค์เอ้ยสวรรค์ ได้ยินเสียงกูบ่ สูพวกเทวดานางฟ้าทั้งหลายได้ยินเสียงกูบ่ ได้ยินเสียงหมู่ข่อยบ้างหรือไม่!!!!!!!!!!”

………

จบ คืนที่ไร้ดาว คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 11

คุณนายซาอุฯ บทที่ 10

ข่าวร้ายข่าวร้าย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 10

ข่าวร้าย

ในค่ำคืนขณะที่รวงข้าวกำลังเหลืองอร่ามเด่นชัดในแสงจันทร์สีเงิน แม่ใหญ่สิมและแม่ใหญ่อีก 4, 5 คน พร้อมกับหมอตำแยประจำบ้านโคกอีรวยก็ได้เวลาทำงาน วารีปวดท้องตั้งแต่วัวควายยังไม่ถูกต้อนเข้าคอก กระทั้งเวลานี้ ขณะพ่อใหญ่เหลือ พ่อใหญ่จันทร์บ้านโนนทุ่งรวมทั้งพวกผู้ชายอีก 10 กว่าคนถูกกันเอาไว้ด้านล่าง แสงจันทร์อาบทุ่งก็แผ่รัศมีทรงกรดมาถึงบ้านหลังเล็กๆ ของวารีในคืนเดียวกันด้วย

“โอ้ยยยย อีแม่ อีแม่” วารีร้องเรียกแม่ใหญ่สิมที่นั่งจับมือกำลังสั่นเกร็งอยู่ข้างๆ

“เออ เบ่งอีนิด อีกนิดเดียว” เสียงหมอตำแยก็ดังขึ้นมาจากด้านล่าง

“อ้าว เบ่ง อื้ดด อื้ดดด วารี เบ่งอีกนิดเดียว อื้ดดด” เสียงแม่ใหญ่สิมร้องเอาใจช่วยอย่างเอาเป็นเอาตาย เมื่อวารีออกแรงถึงที่สุดจนเหงื่อกาฬผุดขึ้นจากทุกรูขุมขน เสียงเด็กทารกแรกเกิดร้องก็ทำให้พ่อใหญ่เหลือกับพ่อใหญ่จันทร์ที่นั่งลุ้นตัวโกงอยู่ข้างล่างหายใจหายคอได้โล่งขึ้น

“อุแว้ อุแว้ อุแว้”

“ผู้หญิงหรือผู้ชาย” พ่อใหญ่เหลือตะโกนถามขณะที่ดวงจันทร์เคลื่อนที่มาหยุดตรงหัวพอดี

“ผู้ชาย ผู้ชายอีกแล้ว ฮ่า ฮา ฮา ฮา” เสียงหมอตำแยตะโกนบอก ก่อนเสียงแม่ใหญ่สิมจะดังขึ้นติดกัน

“พ่อใหญ่เอ้ยเฮาหมานแต่หลานชายละน้อ ฮ่า ฮ่า ฮา”

“โอ้ย…บักทิดทองอยากได้ลูกสาว แต่กูอยากได้หลานชายอยู่แล้ว ดี ดี ไปเอาเหล้าขาวมาพวกเฮา ฮ่า ฮา ฮา”

อีก 1 ชั่วโมงถัดมาหนามไผ่ที่เตรียมไว้ก่อนแล้วก็ถูกหนุ่มๆ นำมาล้อมรอบๆ บริเวณน้ำคล่ำตกลงสู่พื้นดิน อีกชุดก็นำรกที่เกิดมาพร้อมกับเด็กไปฝังใต้ต้นไม้สูงในป่าลึก ดวงจันทร์ทอแสงสีเงินตลอดทั้งคืน กระทั้งเช้าวันรุ่งขึ้น พิธีกรรมอยู่ไฟแบบโบราณจึงได้เริ่มต้น คนเฒ่าคนแก่เกือบทั้งบ้านโคกอีรวยมานั่งๆ นอนๆ ที่บ้านวารีต่ออีกหลายคืนกระทั้งพิธีกรรมอยู่ไฟครบกำหนด 15 วันผู้คนถึงได้บางตา มีเพียงแม่ใหญ่สิมกับแม่ใหญ่ย้อยอยู่เป็นเพื่อนต่ออีกหลายคืนจนวารีกลับมาอยู่ในสภาพเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์

“ลูกมึงคนนี้จะซื่อว่าอีหยังดีละวา” แม่ใหญ่สิมถามขณะอุ้มหลานชายไม่ยอมปล่อย

“ทิดทองตั้งไว้แล้วถ้าเป็นผู้หญิงชื่อ อารี แต่ถ้าเป็นผู้ชายชื่อก้องไกรตั้วแม่” วารีบอก

โอ่…ก้องเอ้ย ก้องไกรได้ยินแม่ใหญ่บ่ หึ”

“อุแว อุแว อุแว”

“ท่าจะหิวนมแล้วละ เอาๆ ให้นมลูกซะ กูจะกลับไปเอายาหม้อที่บ้านมาเผื่อไว้ให้อีก…แล้วพ่อมันจะกลับมาบ่ละ”

“เห็นว่าอีก 3-4 เดือนก็ได้พัก จะมีเวลากลับมาเยี่ยมลูกอยู่ดอก”

“โอ…ดีแล้วละ ถึงมื้อนั้นบักก้องกะแข็งแรงทันพอดี หึๆ” แล้วแม่ใหญ่สิมก็ลงบันไดไป…

ลมหนาวผ่านเข้ามาอีกปี แต่ปีนี้โชคดีหน่อยที่พ่อใหญ่เหลือทำเตาไฟให้วารีอยู่ไฟหลังคลอดบนบ้าน วารีเลยใช้มันต่อกับลูกน้อยกระทั้งเสียงแตรรถมอเตอร์ไซด์ดังขึ้นที่ประตูหน้าบ้านตอนใกล้จะสว่าง 4 เดือนต่อจากนั้น

“อ้ายทิดทองมาฮอดแล้วพี่นาง (พี่นาง=เป็นชื่อเรียกนำหน้าของพี่สะใภ้) เสียงราตรีดังขึ้นที่นอกชาน ก่อนจะเห็นทิดทองในรูปร่างขาวสูงโปร่งผิดกับคนเดิมโผล่หิ้วของพะรุงพะรังผ่านประตูเข้ามาหา วารีกำลังอุ้มลูกกินนมปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะโอบคอสามีร้องไห้อย่างหนัก

“ได้ลูกชาย….อ้ายทิดทอง”

“วารี…ได้ลูกชายอ้ายกะดีใจขนาดแล้ว…ราตรีลงไปเอาของจากรถแน่ไป เผิ่นจะได้กลับ”

“จ้า….”

“อ้ายทิดเมื่อยบ่ (เหนื่อยไหม)” วารีถามขณะตั้งสติได้ระดับหนึ่ง

“บ่ อ้ายบ่เมื่อยดอกเอาบักก้องไกรมาให้พ่ออุ้มนำแน” แล้ววารีก็ยื่นทารกน้อยให้สามี “โอ้ บักหล่าเอ้ย (บักหล่า=ลูกชายคนเล็ก) พ่อมาแล้ว พ่อกลับมาหาแล้ว”

และไม่ทันสว่างดี ศรี กับไรราก็โผล่หน้าขึ้นบันไดมาหา วารีแจกแอบเปิ้ลผลไม้ต่างถิ่นที่คนบ้านโคกอีรวยไม่เคยเห็นและไม่เคยลิ้มลองพร้อมกับของฝากคนละชุดก่อนไรราจะขยับเข้าไปจับไม้จับมือทิดทองใกล้ๆ

“จังแมนขาวเนาะ…อ้ายทิดทอง อ้ายทิดดอนฝากเงินมานำบ่” เธอก้มกระซิบถามใกล้ๆ ราวกับกลัวเพื่อนอีกคนจะได้ยิน

“ฝากมาให้อยู่นี้เด่….อยู่ในซองนี้ละจักบาทอ้ายกะบ่ฮู้ดอก บ่ได้เปิด” แล้วทิดทองก็ดึงซองจดหมายหนาๆ ยื่นให้ ไรราเบิกตากว้างราวกับคนดีใจสุดชีวิต

“อ้ายทิดดอน อ้ายทิดดอน…สงสัยเป็นแสน ฮ่า ฮ่า ฮ่า” ไรราหัวเราะพร้อมกับชูซองใส่เงินให้ทุกคนเห็นก่อนเธอจะกุลีกุจอถอยกลับไปนั่งที่เดิมและศรีที่รออยู่แล้วจะขยับเข้ามาแทนที่

“แล้วอ้ายทิดไซเด่ ได้ข่าวแน่บ่ จดหมายกะบ่เขียนมาบ้านโดนแล้ว (โดนแล้ว=นานแล้ว)”

ทิดทองสีหน้าสลดทันทีก่อนจะตบปลอบไหล่ของศรีเบาๆ

“เล้าเป็นจังใด อ้ายทิดทอง บอกให้ฮู้นำแน…อ้ายทิดทอง” ศรีเซ้าซี้ขณะน้ำตาก็ล้นทะลักออกมารอก่อนแล้ว แต่ทิดทองก็ยังเงียบจนคล้ายคนกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก เมื่อแสงแรกผ่านผนังใบมะพร้าวตาบทับด้วยซีกไม้ไผ่ทะลุมาถึงคนทั้งคู่ ทิดทองถึงได้หันมาจ้องหน้าศรีตรงๆ พร้อมขยับเข้าหาอีก

“ศรี ตั้งสติให้ดีๆ เด้อ….” ทิดทองบอก วารีเห็นท่าไม่ดีเลยขยับเข้าไปนั่งกอดเพื่อนเอาไว้จากด้านหลัง ทำให้ศรีเกือบจะร้องไห้ออกมาอีกทั้งๆ ที่ยังไม่รู้เรื่องราว

“บักทิดไซ ฆ่าคนงาน ประเทศศรีลังกา ตายในบ้านเศรษฐีอาหรับ”

“ห่า!….ทิดทอง ทิดทองว่าจังได ว่าจังไดเกาะอ้าย ฮื้อๆ อ้ายทิดไซ อ้ายทิดไซฆ่า ฆ่าคน อ้ายทิดทอง วารี วารี มันบ่แมน แมนบ่ ฮื้อๆ…..(บ่แมนแมนบ่=ไม่ใช่ใช่ไหม)” ศรีบีบกุมมือวารีแน่น เธอร้องไห้เงียบๆ แต่ดังลึกจมสู่ความวังเวงขณะที่หัวคนทั้งสามเกือบจะชนกัน มีเพียงไรราคนเดียวที่นั่งเอียงหูรับฟังข่าวอยู่ห่างๆ

“ศรี บักทิดไซมันติดคุก”

“ฮื้อๆ…คือ คือว่าจั่งซั่นอ้าย คือเป็นแบบนี้ ฮื้อๆ วา วารีเอ้ยผัวเฮาคือเป็นแบบนี้ คือเป็นแบบนี้ ฮื้อๆ”

“ศรี ใจเย็นๆ อ้ายจะเว้าให้ฟัง ทนายบ้านของเศรษฐีกำลังวิ่งเต้นช่วยบักทิดไซอยู่ เผินเป็นคนดี และยังฝากมาบอกศรีอีกว่า….ถ้าเป็นไปได้ให้ศรีไปประเทศซาอุฯ กับอ้าย เศรษฐีจะให้เข้าไปเฮ็ดงานในบ้านพร้อมกับพาศรีไปขอความเห็นใจจากศาล เพราะที่บักทิดไซเฮ็ดลงไปเป็นเพียงแค่การป้องกันตัวเอง”

“มันมีทางซอยอยู่ติอ้าย…”

“เศรษฐีคนนี้ใจดี แล้วเผิน (เผิน= เขา,ท่าน) ก็ชอบนิสัยของบักทิดไซนำ….” ทิดทองบอก ศรีปาดน้ำตาทิ้งก่อนจะจ้องหน้าทิดทองนิ่งๆ

“ถ้ามันเป็นจังซั่น (อย่างนั้น) อีศรีก็ต้องลุยเองแล้วละ ฮื้อๆ วารี เฮาบ่มีทางเลือก เฮาจะต้องสู้เพื่อครอบครัวของเฮา วารี”

“ใจแข็งๆ เอาไว้ ศรีโตยังมีเฮาอยู่ ถ้ามันจำเป็นจะต้องไป โตก็ต้องไป (โต=เธอ) เพื่อช่วยทิดไซให้ได้”

“วารี…อ้ายทิดทอง…ฮื้อๆ ฮื้อๆ….”

“ศรีนี้กะคือจดหมายจากทิดไซ แล้วกะเงินก้อนหนึ่งจากเศรษฐีฝากกับอ้ายมาให้…อ้ายอยู่บ้านเดือนครึ่ง…ถ้าต้องการจะไป อ้ายจะติดต่อคุณอำนาจให้เผินเดินเรื่องเป็นกรณีพิเศษ เรื่องานบ่ต้องเป็นห่วงเศรษฐีรอรับอยู่แล้ว…ตัดสินใจให้เร็ว ก่อนจะสายเกินแก้”

ไรราแอบลงจากเรือนเมื่อไรไม่มีใครรู้ แต่สายวันเดียวกันขณะที่ศรีเอาเงินที่ได้จากทิดทองไปใช้หนี้ที่ติดค้างเจ๊กเตี้ย เมียของเจ๊กเตี้ยเลยลากเข้าไปถามหลังร้าน

“ศรี เขาเว้าว่าผัวโตติดคุก มันแมนอีหลีติ”

“ฮื้อๆ….” และศรีก็ร้องไห้ออกมาทันที เมียเจ๊กเตี้ยลูบหลังปลอบพลางเช็ดน้ำตาตัวเองไปด้วย

“ศรี ใจแข็งๆ ใจแข็งๆ….”

“แม่ใหญ่หงส์….ข่อยสิเฮ็ดจังใด ข่อยจะเฮ็ดจังใดดี ฮือๆ”

“มันต้องมีทางออก ชีวิตคนบ่ต่างจากน้ำห้วยลำพังชูดอก จั่งใดมันก็ต้องมีทางออกมึงเชื่อกู” แม่ใหญ่หงส์พูดขณะที่ศรียังสะอื้นไม่หยุด “เบิง (ดู) จากชีวิตแม่ใหญ่เป็นตัวอย่าง แม่อุ้มแม่ใหญ่หนีสงครามลงเฮือสำเภามาจากเมืองจีน 2 คน แม่ใหญ่ยังอยู่ได้ จนกระทั้งมาพ้อกับเจ๊กเตี้ย แม่ใหญ่กับเจ๊กเตี้ยถึงได้มาลงหลักปักฐานอยู่บ้านโคกอีรวย แม่กับแม่ใหญ่ยังรอด ศรีกับลูกก็ต้องรอดคือกัน จำคำแม่ใหญ่ให้ดี”

“อ้ายทิดไซ บ่ได้ตั้งใจฆ่าคนเด่แม่ใหญ่หงส์ คนงานประเทศศรีลังกาบุกเข้ามาในห้องพร้อมกับปืน แต่ในมือไอ้ทิดไซมีแค่มีด…เศรษฐีอาหรับเผินจะซอยเหลือ อยากให้ข่อยไปพบทนายแล้วกะไปเฮ็ดงานพร้อมทิดทอง”

“เออดีๆ…ยังพอมีทางออก…ไปโลดศรีเอ้ย เอาชีวิตผัวกลับบ้านให้ได้ซะก่อนเรื่องอื่นเอาไว้ทีหลัง”

“เจ่าฮู้เรื่องนี้จากผู้ใดแม่ใหญ่” ศรีถามขึ้นเบาๆ

“โอ้ย อีศรีเอ้ย…มึงกะฮู้ว่าปากอีไรมันยาวขนาดไหน ปานนี้เขาฮู้เรื่องของบักทิดไซไปทั้งบ้านโคกอีรวยแล้วละ”

ศรีปาดน้ำตาทิ้งอีกรอบ “อีไรมันคือเป็นคนแบบนั้น….ฮื้อๆ….”

“ใจเย็นๆ…มีทางออกมีทางออกแน่นอน สู้ไป สู้เพื่อผัว สู้เพื่อลูก แล้วกะสู้เพื่อครอบครัวนำ” แม่ใหญ่หงส์พูดยาวก่อนจะตบหลังศรีอีก 2 ที และเมื่ออารมณ์กลับมานิ่งระดับหนึ่งศรีก็ควักเงินออกมาวางให้ต่อหน้า “มึงมีเงินแล้วบ่…บ่มีก็เก็บไว้ให้อีพรรณกับบักพอนก่อนก็ได้ แม่ใหญ่บ่มีลูกเต้าบ่เป็นหยังดอก”

“รับไว้ก่อนเถอะแม่ใหญ่หงส์ ถ้าบ่มีจะได้กลับมาหาแม่ใหญ่อีก” ศรีพูดช้าๆ ขณะยังนั่งก้มหน้าอยู่ในสถานะเดิม

“อ้าว!…เพื่อความสบายใจเอาอย่างนั้นก็ได้”

……..

และเมื่อตะวันบ่ายคล้อยเกือบจะถึงเวลาผีตากผ้าอ้อม ที่บ้านสำลีคุ้มโรงเรียนก็คึกคักเมื่อคุณนายไรราลากชุดราตรีสีแดงเพลิงมาพร้อมกับสร้อยคอเส้นใหญ่ เดินโขยกเขยกบนรองเท้าส้นสูงมาหยุดหน้าบ้าน

“มาถามข่าวลุงสักนะคะ”

“คุณนายไรรามาๆ เข้ามาด้านในก่อน กำลังจัดกระเป๋าให้ทิดสักอยู่เลย” สำลีพูดราวกับเห็นไรราที่มาในชุดแปลกตาเป็นเรื่องปกติ

“ลุงสักจะไปมื้อแลงนี้บ่”

“บ่ มื้ออื่นเซ่าพู้นละ ไปพร้อมกับคนบ้านมะกอกกับบ้านเฮาอีก 4 คน”

“ตกลงเสียค่าเดินทางจักบาท (จักบาท=เท่าไร)” ไรราก้มลงถามใกล้ๆ

“หกหมื่นห้าเอง ตรวจโรคเขาก็ทำเรื่องให้หมด พลาสปอร์ตก็บ่ต้องเสียเวลาไปทำ วีซ่าทีมงานก็วิ่งเต้นให้ เราจ่ายเงินรอเดินทางอย่างเดียว ถูกกว่าชุดผัวสูไปครึ่งต่อครึ่ง” สำลีร่ายยาวราวกับจะอวดภูมิกลายๆ จนทำให้คุณนายไรราอ้าปากค้างอยู่พักหนึ่ง

“ไอ้ทิดดอนไปเร็วเกินไป…ถ้ายังบ่ได้ไปก็จะให้ไปพร้อมๆ ลุงสักนี้ละง่ายดีถูกด้วย”

“คนบ้านมะกอกไป 10 กว่าคนเลยเด่” สำลีพูดต่อก่อนจะคล้ายกับนึกบางอย่างขึ้นมาได้กะทันหัน “เออเขาว่าบักทิดไซผัวอีศรีติดคุกวะติ”

“เออ…บักทิดไซมันฆ่าคนงานประเทศศรีลังกาตาย ปาดคอเลยเด่”

“ป้าดดดด…เป็นหยังทิดไซถึงได้ร้ายกาจอย่างนี้คุณนาย”

“โอ้ย! บักทิดไซมันเลวตั้งแต่อยู่บ้านเฮาแล้วละ ดีนะที่ทิดดอนบ่ได้ทำงานที่เดียวกับมัน”

“อีศรีจะทำอย่างไรทีนี้นะ” สำลีถามลอยๆ ลักษณะคนเป็นห่วงเป็นใย

“มันก็คงบ่มีทางได้ที่นาคืนดอก อยากเป็นคุณนายซาอุฯ สุดท้ายต้องเสียไฮ่เสียนาเสียผัว โอ้ย! คุณนายไรราอยากจะหัวเราะ ฮา ฮ่า ฮ้า”

“คุณนาย…” สำลีปราม แต่ก็แอบหัวเราะตามด้วยอีกคน “คุณนายซาอุฯ คนต่อไปยืนอยู่นี้อีกคน กูนี้ละ อีสำลีนี้ละจะเป็นคุณนายซาอุฯตัวจริงเสียงจริง ฮ่า ฮ่า ฮ่า” สำลีพูดไม่ทันคิดพร้อมกับปล่อยเสียงหัวเราะด้วยความเพลิดเพลินออกมายาวๆ ก่อนจะหันกลับไม่หาไรราที่ยืนแสยะปากอยู่ด้านหลัง “กูจะให้มึงพาไปซื้อทอง ซื้อรองเท้าส้นสูงซื้อลิปสติกดินสอเขียนคิ้วเนาะไรเนาะ ฮ่า ฮา ฮ้า ฮ่า”

……….

จบ ข่าวร้าย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 10

คุณนายซาอุฯ บทที่ 9

จดหมายขาดหาย คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 9 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 9

คุณนายซาอุฯ บทที่ 8

จดหมายฉบับแรก
จดหมายฉบับแรก คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 8 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 8

คุณนายซาอุฯ บทที่ 7

วันออกเดินทางจริงๆ
วันออกเดินทางจริงๆ คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 7 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 7

คุณนายซาอุฯ บทที่ 6

วันออกเดินทางปลอมๆ
วันออกเดินทางปลอมๆ คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 5 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 6

คุณนายซาอุฯ บทที่ 5

ข้อตกลงผูกมัด
ข้อตกลงผูกมัด คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 4 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 5

คุณนายซาอุฯ บทที่ 4

ประชุมวางแผน
ประชุมวางแผน
คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 4 อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 4

คุณนายซาอุฯ บทที่ 2

ขันหมากมาแล้ว
ขันหมากมาแล้ว
คุณนายซาอุฯ (ฉบับบ้านโคกอีรวย) บทที่ 2 งานแต่งงาน อ่านเพิ่มเติม คุณนายซาอุฯ บทที่ 2