สมรภูมิปักษา24

สมรภูมิปักษา24

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา24

สมรภูมิปักษา24

อีกมุมหนึ่ง

“ปลดสลัก” โคทาโร่ในร่างที่กำลังนำเครื่องบินซีโร่จิกหัวดำดิ่งสู่เป้าหมาย และกรอกเสียงเตือนเครื่องบินคุ้มกันให้ปลดสลักลูกระเบิดที่ติดอยู่ใต้ท้องเครื่องเช่นเดียวกับตัวเอง

#รับทราบ#

                #ข้าชื่อ มินาโมโต โคทาโร่อายุ  25 ปี บุตรของซามูไรแห่งเมืองคาโกคุมะ สืบตระกูลต่อจากมินาโมโต ฟูจิกาว่า เป็นซามูไรลำดับที่  201 ข้าคือนักรบผู้เกรียงไกร ได้รับมอบหมายจากเทพวาตะ นำหน่วยรบพิเศษ อาซาฮี 2กระทำ กามิกาเซ่กับเรือบรรทุกเครื่องบิน อินเทรบริด ภารกิจที่พิกัด 730131 บัดนี้ทุกอย่างเป็นไปตามแผน ขอให้ซามูไรแห่งมินาโมโตเจริญสืบต่อไป#

        บึ้ม! เครื่องบินซีโร่ 2 ลำ พุ่งเข้าชนลิฟต์ยกหน้าห้องควบคุมของเรือบรรทุกเครื่องบิน “อินเทรบริด” พร้อมๆ กัน แต่ความตายมิได้พรากนินจาเลือดซามูไรไปในนาทีนั้น แรงดึงจากที่ไหนสักแห่งฉุดร่างเขาให้หลุดออกมาลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ

“ความตายเป็นเรื่องบางเบายิ่งกว่าขนนก…เรียวตะข้าฝากนางด้วย…” เสียงโคทาโร่พูดจากร่างพรางพร้อมกับพาร่างที่กำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงเดินเข้าหยุดนิ่งใกล้ๆ เพื่อน…ความร้อนจากกายสัมผัสของคนหนึ่งทำให้เรียวตะสะดุ้ง “คุณชาย!…” เขาอุทาน โคทาโร่ใช้มือเชิดคางเพื่อนขึ้นมาจุมพิต…ความร้อนกำลังไหลจากร่างไปยังอีกร่าง…แต่เรียวตะก็ยังอดทนนิ่งรับ

“ข้าให้เจ้าได้แค่นี้จริงๆ…”

“ในที่สุดคุณชายก็หนีคำสาปไม่พ้น” เรียวตะพูดเหมือนจะคาดหวังให้โคทาโร่ได้ยิน…แต่ร่างสีแดงของเพื่อนก็สะลายไปก่อนแล้ว…“ข้ารู้ว่าคุณชายไม่เคยหันหลังให้ความตาย” เรียวตะตะเบ็งสุดเสียง…เมื่อไม่ได้ยินเสียงตอบกลับมา

ทำไมข้าต้องเจ็บปวดไม่แพ้นาง…โคทาโร่…โคทาโร่!

……….

อีกมุมหนึ่ง

“แกร๋…แกร๋…แกร๋ๆ” นกกระเรียนมงกุฎแดงตัวใหญ่บินวนรอบๆ ตัวเขา ดวงตาของมันกำลังออกคำสั่งให้โคทาโร่รวบร่างพรางทั้งหมดให้เป็นหนึ่งเดียว สัญชาตญาณสุดท้ายทำให้เขาต้องหลับตาก่อนร่างพรางที่กระจายอยู่ตามสถานที่ต่างๆ จะโผวูบเข้ามารวมกันอยู่ในร่างที่ลอยนิ่งในอากาศ และบัดนี้เขาพร้อมจะเผชิญหน้ากับคำสาปที่เลี่ยงไม่ได้แล้ว

:บึ้ม!…บึ้ม! เสียงระเบิดเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ทำให้ลูกไฟสีแดงขนาดใหญ่ไม่ต่างอะไรกับดวงอาทิตย์ทางทิศใต้ มันกำลังเคลื่อนที่ใกล้เข้ามา พร้อมๆ กับขยายใหญ่ขึ้น…ใหญ่ขึ้น

“ข้าต้องตายพร้อมกันทั้ง 12 ร่าง” โคทาโร่พูดพร้อมกับหันหน้าสู่เปลวเพลิงนรกกลางมหาสมุทร

“แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…” เสียงร้องที่เต็มไปด้วยความเกลียดชัง ดวงตาสีแดงของมันก็บอกเขาในความหมายนั้น “แกร๋ๆๆ…” มันกระพือปีกขณะหยุดนิ่งอยู่ทางด้านหลัง…จนผิวน้ำสีดำเบื้องล่างกระเพื่อมขยายวงรัศมีออกไปทุกทิศทาง

“แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…” เสียงมันดังถี่ขึ้นไปอีก จนโคทาโร่ต้องเอามือป้องหู

ฝากข้าไว้กับดาบคาตานะ…มูโตเพื่อแรงแค้นของเจ้าจะได้ตามไปสังหารข้าอีกครั้งในภพหน้าเถอะเป็นคำวิงวอนสุดท้าย กระนั้นดวงตาสีแดงของมันก็ยังลุกโพลง “แกร๋ๆ…” มันบินอ้อมมาด้านหน้า จ้องเขาด้วยดวงตาที่เดาความหมายไม่ถูก

“ได้โปรดข้าเพียงแต่อยากอยู่ใกล้นาง” โคทาโร่ต่อรองก่อนจะปล่อยร่างพรางทั้ง 12 ร่างแยกออกจากกันอีกครั้ง

“แกร๋ๆ”

“ข้ามีเท่านี้…ได้โปรดทำตามที่ขอด้วย” โคทาโร่ทั้ง 12 ร่างพูดออกมาพร้อมๆ กัน

“แกร๋ๆ” มันนิ่งสักครู่ก่อนจะร่อนถลาไปรอบๆ ลูกไฟ ภาพของมันเวลานี้มันไม่ต่างอะไรกับตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่แขวนไว้บนผนังหน้าทางเข้าห้องลับที่ปราสาทมินาโมโตบนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะ

“ข้าพร้อมแล้ว” โคทาโร่พูดเด็ดขาด เขาเบิกม่านตาให้กว้างขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับความตายที่รออยู่ ขณะเดียวกันลมใต้ปีกของนกกระเรียนที่บินอ้อมกลับไปด้านหลังก็โหมกระพือเข้าใส่อย่างไร้ความปรานี “แกร๋ๆ…” มันส่งร่างพรางของนินจาเลือดซามูไรทั้ง 12 ร่างลอยหายเข้าไปในลูกเพลิงสีแดงทีละร่าง ที่ละร่างจนหมดสิ้น…อวสานแล้วสำหรับเขา…มินาโมโต โคทาโร่

“แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…”

……….

วันที่ 6 สิงหาคม 1945

“เป็นไงบ้างมยุรี…คลอดหรือยัง” ขามตะโกนถามเสียงดังเข้าไปในห้อง

“ยัง….”

“อ้าว อีกนิดจันทร์หอม หายใจเข้าลึกๆ อีกนิดเดียว อีกนิดเดียว” เสียงหมอตำแยพื้นบ้านและบรรดาผู้หญิงที่มารวมกันอยู่ในห้องเล็ดรอดออกมา

……….

อีกมุมหนึ่ง

“เจ้าได้ยินเสียงนางไหม เรียวตะ นางคลอดหรือยัง” จิโระกระซิบถามเพื่อน ที่เวลานี้ยังมีผ้าก็อตสีขาวพันปิดตาทั้งสองข้างเอาไว้ เรียวตะกระสับกระส่ายเหมือนจะเจ็บแทนก่อนจะตอบกลับไป “ยัง…ใกล้แล้ว”

“อุแวๆ…อุแวๆ…อุแวๆ”

“นั้นไง…” เขาหลุดเสียงยินดีออกมา

“อะไร” จิโระถาม

“คลอดแล้ว นางคลอดแล้ว” เรียวตะกระซิบด้วยท่าทีตื่นเต้น

“รึ!…เป็นหญิงหรือชาย”

“ชาย…เป็นชาย” เรียวตะบอก แต่ความตื่นเต้นที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ก็พลันหายไป…“ข้าดีใจนะ…ที่จิตพิรุธไม่ได้บอกว่าเด็กคนนี้เกิดมาพร้อมพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิ”

“ข้าไม่เข้าใจ”

“เด็กคนนี้ไม่ได้เกิดมาเป็นอาวุธ…ของนินจา” ไอซึเกะ เรียวตะพูดนิ่งๆ

……….

ในห้องทำคลอด

“เป็นไงบ้างจันทร์หอม” มยุรีถามเสียงสั่นเหมือนจะเหนื่อยยิ่งกว่านางหลายเท่า

“ลูกฉัน” จันทร์หอมหลุดเสียงออกมาจากแรงที่เหลือ

“ชาย…เป็นผู้ชาย หน้าตาเหมือนพ่อเขาไม่มีผิด” หมอตำแยบอก

“เหมือนพี่โมก…ลูกพี่โมกก็ต้องเหมือนพี่โมก” จันทร์หอมกัดฟันพูดดังๆ ลมหายใจถูกสูดเข้าและปล่อยออกหลายครั้ง หน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงกำลังบอกความรู้สึกผิดแปลก…

“จันทร์หอม!…”มยุรีสะดุ้งโหยง…

“บอกทุกคน…ว่าเด็กคนนี้เป็นลูกพี่โมก”

“แต่…”

“ไม่มีแต่…เด็กคนนี้เป็นลูกพี่โมก พี่โมก ธารารักษ์” จันทร์หอมย้ำคำเดิมก่อนน้ำตาจะไหลล้นอาบแก้มทั้ง 2 ข้าง

#เป็นหญิงหรือชายวะมยุรี#

“ชาย เหมือนกับโมก พ่อเขาเลย” มยุรีตะโกนบอก ขามชะงัก…ก่อนเขาจะหันไปบอกเด็กสำลีที่นั่งล้อมวงอยู่ข้างๆ “สำลี…ไปบอกทหารญี่ปุ่นสองคนที่นั่งอยู่มุมนั้นซิ…พวกเขาจะได้กลับๆ เสียที…”

“ครับน้า”

………

แม้จะสูญสิ้น…………………………ในวันที่สิ้นสูญ

แต่ดอกตะแบกสีม่วง…………ก็ยังเบ่งบานอยู่ดี

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

โรนินชัย ธารารักษ์
งานศพของทหารญี่ปุ่น 

จันทร์หอม กับ เรไร อยู่ในชุดกิโมโนสีดำสนิทที่ ฮาราชิ จิโระ และ ไอซึเกะ เรียวตะ จัดเตรียมมาให้ นางยืนมองเปลวไฟจากกองเพลิงที่นางเผาสิ่งของแทนร่างของสามีอย่างใจลอย ดวงตาแดงกล่ำเต็มไปด้วยน้ำใสๆ กำลังมองตามกลุ่มควันสีขาวเทาที่กำลังลอยม้วนเป็นเกลียวขึ้นสู่ท้องฟ้า มือข้างหนึ่งก็อุ้มทารกเพศชายที่พึ่งคลอดได้ไม่ถึงเดือนอย่างทะนุถนอม และอีกข้างจับแขนเรไรลูกสาววัย 8 ขวบเอาไว้แน่น โดยมีทหารญี่ปุ่นเพียงไม่กี่คนมาร่วมงาน หนึ่งในนั้นคือนายแพทย์สนามที่ดวงตาทั้ง 2 ข้างบอดสนิท เขายืนนิ่งคู่กับนายทหารอีกคนที่ชื่อ ฮาราชิ  จิโระ

“โคทาโร่คุง…ข้าทำตามสัญญาแล้วนะ…บุตรเจ้าเป็นชายแข็งแรง ผิวขาวเหมือนพ่อไม่ผิดเพี้ยน…”

“จิโระหมายถึงโมก…” สำเนียงอูราคามิเสริม ทำเอาจิโระถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ “เขามิได้เกิดเป็นชิโนบิ…อย่างเรา” เรียวตะพูดต่อและหยุดกลืนน้ำลายลงคอ…“ข้าดีใจ…อย่างน้อยคำสาปซามูไรก็เล่นงานเขาไม่ได้”

“เรียวตะคุง” จิโระปลอบเพื่อนในขณะที่ตัวเองก็กลั่นความรู้สึกไว้ไม่ได้

“คุณชาย…วันที่ 9 สิงหาคม ที่ผ่านมาสหรัฐฯ ทิ้งระเบิดปรมาณูที่นางาซากิ ครอบครัวข้าที่อูราคามิ ไม่มีใครรอด…” เรียวตะหยุดหายใจพลางห่อไหลทั้ง 2 ข้างเข้าหากัน “ทหารตาบอดคนนี้…ไม่เหลือใครให้กลับไปหาแล้วละ…”

“เรียวตะคุง…ข้าไง ดวงตาอีกคู่หนึ่งของเจ้า” จิโระโอบไหล่ปลอบเพื่อน “ข้าไง…” เขาย้ำอีกเพื่อหวังจะให้ความมั่นใจตามนั้น

“ข้าจะเป็นภาระให้กับเจ้าตลอดชีวิตไม่ได้หรอกนะ จิโระ…” เรียวตะพยายามบีบน้ำเสียงให้เข้มแข็ง “ข้าเตรียมทางออกไว้ให้ตัวเองแล้วละ”เขาพูดเชิดหน้าขึ้น

“เรียวตะ…” จิโระทำอะไรไม่ถูก ดีที่สุดในเวลานี้คือกอดเพื่อนให้แน่นที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้…

………..

ญี่ปุ่นยอมจำนนสงครามในวันที่ 14 เดือนสิงหาคม  1945 และประกาศยอมแพ้อย่างไม่มีเงื่อนไขในวันที่ 15 สิงหาคม 1945 เพราะในวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา อเมริกาได้ทิ้งระเบิดปรมาณูที่ชื่อ ลิตเติลบอย ที่เมืองฮิโรชิม่า บนเกาะฮอนชู ไฟจากแรงระเบิดปกคลุมพื้นที่กว่า 11 ตารางกิโลเมตร ชาวเมืองตายทันทีเกือบ 80,000 คน บาดเจ็บและพิการอีกกว่า 70,000 คน  เป้าหมายต่อไปคือเช้าวันที่ 9 สิงหาคม ปรมาณูอีกลูกที่มีชื่อว่า แฟตบอยก็ถูกทิ้งลงอีกที่เมืองนางาซากิ บนเกาะกิวชิว  ครั้งนั้นชาวเมืองตายไปอีก 40,000 คน บาดเจ็บและพิการอีกนับไม่ถ้วน…

“โคทาโร่… ลูกชายของเรายังไม่มีชื่อช่วยตั้งชื่อให้เขาด้วยนะ” จันทร์หอมพูดลอยๆ อย่างไม่คาดหวัง เสียงเพลงจากทหารญี่ปุ่นจบลง เปลวเพลิงจากเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวที่มีเพียงไม่กี่ชิ้นก็ดับพร้อมๆ กัน แต่เสียงกระซิบทางทิศตะวันตกก็หยุดลมหายใจของนางได้

(โรนิน…จันทร์หอม เขาชื่อว่าโรนิน…ซามูไรอิสระ…ที่ไม่ใช่มินาโมโต…ข้าหวังว่าเขาจะรอดพ้นจากคำสาป) จันทร์หอมเบิกตาค้าง…แต่สักพักมันก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มที่นางใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปากที่กำลังจะร้องไห้

“โรนิน…โรนินชัย…ใช่ โรนินชัย ธารารักษ์” จันทร์หอมพูดเสียงติดอยู่ในลำคอ “เขาเป็นลูกชายพี่โมก…โรนินชัย” นางพึมพำพลางหันไปมองดวงอาทิตย์สีแดงกลมโตที่กำลังจะลับไปกับเหลี่ยมเขา ซึ่งนางเชื่อว่าเสียงกระซิบของโคทาโร่ดังมาจากทางทิศนั้น “ขอบคุณโคทาโร่”

—แกร๋ๆ—แกร๋ๆ—สักพักฝูงนกกระเรียนก็ร้องประสานเสียงมาแต่ไกล พวกมันค่อยๆ โบกสะบัดปีกขึ้นลงผ่านเข้าไปในวงดวงอาทิตย์อย่างอิสระ…“และพวกมันก็บินผ่านออกไปอีกด้าน…เหมือนตราสัญลักษณ์ที่ด้ามจับของดาบซามูไรของคุณเลย โคทาโร่” จันทร์หอมพึมพำต่อ

“ซะโยะนะระ…มินาโมโตซัง” ฮาราชิ จิโระ พูดเศร้าๆ พร้อมกับสะกิดเพื่อนทันทีที่เห็นจันทร์หอมกำลังจะหันหลังเดินจากไป พวกเขาก้มหัวให้นิดๆ จันทร์หอมมองทั้งคู่ สักพักนางก็ก้มหัวให้ในแบบเดียวกัน

“กลับบ้านกันเถอะลูก น้องเริ่มหนาวแล้ว” นางพูดกับเรไรพลางกระชับชายผ้าอ้อมให้แน่นขึ้น

“ข้าขอโทษกับทุกเรื่อง” และอยู่ๆ ไอซึเกะ เรียวตะ ก็โพล่งขึ้น จันทร์หอมหยุดหันกลับมาพยักหน้าอย่างคนให้อภัย…ดวงตาที่มองไม่เห็นจับตำแหน่งในทิศที่คาดว่าจะเป็น จิโระกระซิบบอกและเขาก็ปล่อยยิ้มเศร้าๆ ตอบกลับในความมืด

“ขอบคุณ…ซะโยะนะระ…มันถึงเวลาของข้าแล้วละคราวนี้” เรียวตะพูดแผ่วเบา…ที่แม้แต่ฮาราชิ จิโระที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ยังไม่ได้ยิน

แสงสุดท้ายสาดกระทบทุ่งตาลโตนดของจังหวัดเพชรบุรี มันทาบเงาทุกสรรพสิ่งราบไปกับพื้น จันทร์หอมจูงแขนเรไรอีกข้างก็อุ้มบุตรชายเดินตรงไปข้างหน้า สักครู่เงาแรกแห่งรัตติกาลก็กลืนนางและลูกๆ ที่อยู่ในชุดสีดำจนมองไม่เห็น โลกมืดที่เริ่มต้นก็พลันสื่อสายสัมพันธ์แห่งนักฆ่าไปยังอีกชีวิต…เด็กน้อยลืมตาขึ้นมาในอ้อมแขวน บัดนี้เขามองเห็นความมืดเป็นแสงสีเขียวอมเหลืองเข้าแล้วโดยที่ผู้เป็นแม่ยังไม่ทันสะกิดใจเลยแม้แต่น้อย…

(อูคาชิ  เซดะ…อูคาชิ  เซดะ…อูคาชิ  เซดะ)

## จบ สมรภูมิปักษา24 ##

สมรภูมิปักษา23

สมรภูมิปักษา23

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา23

สมรภูมิปักษา23

ภารกิจอาสาตาย กามิกาเซ่

บนน่านฟ้าเหนือค่ายทหารญี่ปุ่นในจังหวัดเพชรบุรี ฝนที่กระหน่ำลงมาเมื่อครู่ยังไม่ซาเม็ด แต่เสียงเครื่องบิน “เฮลล์แคท” ของฝ่ายสัมพันธมิตรก็เกาะกลุ่มบินขึ้นมาจากมหาสมุทรเป็นระลอกๆ ทุกฝูงบินต่างมุ่งโจมตีค่ายทหารญี่ปุ่นที่กระจัดกระจายอยู่ตามจังหวัดต่างๆ เหมือนหวังจะให้ย่อยยับเช่นเดียวกับค่ายทหารญี่ปุ่นที่อยู่ในยุโรปและพม่า แสงไฟจากปากกระบอกปืนที่ติดอยู่กับตัวเครื่องในระดับต่ำ ต่างสาดความตายเข้าใส่กันอย่างบ้าคลั่ง บางลำเกิดระเบิดเป็นลูกไหม้หมุนคว้างเป็นสะเก็ดดาวร่วงลงสู่พื้นดิน…และสงครามก็ไม่แสดงความเสียใจให้เห็น

#แจ้ง “อาซาฮี 2” หลีกเลี่ยงตรวจจับ ไต่ระดับขึ้นสู่ 10,000 เมตร มุ่งตรงทิศเป้าหมาย 730131 #

“รับทราบ” มินาโมโต โคทาโร่ กรอกเสียงกลับ พร้อมกับโคลงปีกแจ้งสัญญาณให้เครื่องบินคุ้มกันอีก 3 ลำรู้ พวกเขาเปิดออกซิเจนแล้วดึงเครื่องสูงขึ้นตามคำสั่งของฝูงบินซากุระที่ล่อหลอกให้ฝูงบินแฮลล์แคทของฝ่ายสัมพันธมิตรหลงไปทางอื่น โคทาโร่สบสายตากับจันทร์หอมผ่านร่างพรางที่ทิ้งเอาไว้เป็นระยะๆ…สีหน้าของนางดูจะหวาดวิตกและกลัวหลายๆ อย่าง เขาซับไออุ่นจากร่างนั้นก่อนจะนำเครื่องมุ่งสู่ทิศเป้าหมายที่ 730131 ตามภารกิทันที

“451 451 คุณอยู่ในตำแหน่งล่อเป้า ดึงเครื่องขึ้นเดี๋ยวนี้”

#ข้ามองไม่เห็น โปรดแจ้งระยะด้วย#

“ 50 40 30 20 10 0 นิ่งสู่ทิศเป้าหมาย” โคทาโร่ตอบกลับพร้อมกับกระพริบสายตาเพื่อปรับแสงสีเขียวอมเหลืองให้เห็นชัดในความมืดอีกครั้ง

“เริ่มจุดเช็คระยะ 131” โคทาโร่แจ้งเครื่องบินคุ้มกันทันทีที่พ้นแนวชายหาดสีขาวในแสงที่เห็นชัดในความมืดเบื้องล่าง

#แจ้ง “อาซาฮี2” ไต่ระดับสูงขึ้นไปอีก ด้านล่าง “ซากุระ”จะล่อเป้าเอง#

“รับทราบ ทุกอย่างราบรื่นใช่ไหม” โคทาโร่ตอบรับและถามกลับไปพร้อมกับโคลงปีกขึ้นลงแจ้งสัญญาณอีกครั้ง

#เราถูกยิงตกไป 2 เหลือ 3 ปฏิบัติภารกิจต่อไป#

“รับทราบ” และสัญญาณก็เงียบหายไปพักหนึ่ง โคทาโร่เช็คระยะทางจากหน้าปัด อีกไม่ถึง 50 ไมล์คือเป้าหมายที่พวกเขาหวังจะไปให้ถึง

#แจ้ง “อาซาฮี 2 เป้าหมายคือเรือบรรทุกเครื่องบิน “อินเทรบริด” ในทิศ 730050#

#บึ้ม!…เหลือ 2 #

#บึ้ม!…เหลือ 1…ซะโยนะระ…อาซาฮี2…สานภารกิจสู่ต่อไป#

“ซะโยนะระ…ซากุระ” โคทาโร่ตอบกลับเสียงเรียบๆเมื่อรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับฝูงบินล่อเป้าที่เบิกทางให้พวกเขาตั้งแต่ต้น

“เป้าหมายคือเรือบรรทุกเครื่องบิน “อินเทรบริด” 730020 ลดระดับสูง 5,500 เมตร ใช้มุม 20 องศา” โคทาโร่แจ้งและกดหัวเครื่องบินดำดิ่งสู่พิกัดทันที

#ข้าล่อเป้าให้เอง มาเลยพรรคพวก#และเสียงสัญญาณจากเครื่องบินคุ้มกันหมายเลข 451 ก็ดังขึ้น มันพุ่งไปข้างหน้าเพื่อให้เหล่าเครื่องบิน “แฮลล์แคท”ที่ทะยานขึ้นมาหลงเชื่อว่าเขาคือกามิกาเซ่ ซึ่งมันได้ผล เมื่อเครื่องบินหลายลำเอียงปีกตามไป แต่ห่ากระสุนที่พุ่งสวนขึ้นมาจากที่ไหนสักแห่งก็พร้อมจะทำให้เครื่องบิน ซีโร่ที่เหลือตกได้ไม่ยาก

#สัญญาณเครื่องหมายเลข 451 ถูกยิง สานภารกิจต่อไป สานภารกิจต่อไป…บึ้ม! #จบเสียงแจ้งบอกจากเครื่องบินหมายเลข 451 ลูกไฟมหึมาเหนือมหาสมุทรก็เบิกแสงนำทางสู่เป้าหมายให้ได้เห็นชัดเจน

“รับทราบ…เป็นเกียติยศอย่างยิ่งกับคาโนบุละ โกบุ” โคทาโร่ตอบกลับรัวๆ

“เจ้าทำดีที่สุดแล้วโกบุคุง”

#เช็คระยะสิบไมล์…เช็คระยะสิบไมล์ลดระดับสู่ 1,000 เมตร#

“รับทราบ…เช็คระยะสิบสองไมล์…เช็คระยะสิบสองไมล์” โคทาโร่ตอบรับ

#อาซาฮี2… 10 ตัวมาจากทางทิศเจ็ดนาฬิกา #สัญญาณจากหน่วยเรด้าภาคพื้นดินแจ้งเตือน

“รับทราบ…เห็นอินเทรบริดแล้ว” เขารีบตอบทันทีที่เห็นเรือบรรทุกเครื่องบินลอยลำอยู่กลางมหาสมุทร พร้อมกับกองเรือคุ้มกันอีก 3 ลำในแสงสีเขียวอมเหลืองของตัวเอง

#หลีกเลี่ยงการปะทะ…หลบไปทิศ 0815#

“รับทราบ” โคทาโร่ ตอบกลับแล้วเอียงปีกเครื่องบินออกนอกเส้นทางพร้อมๆ เพื่อนที่เหลืออีก 3 ลำ แต่ห่ากระสุนจากทะเลที่ดำมืดก็ยังพุ่งตรงใส่พวกเขาไม่หยุด

#เครื่องหมายเลข 458 ถูกยิง สานภารกิจต่อไป สานภารกิจต่อไป #สัญญาณแจ้ง ทำให้โคทาโร่เร่งเครื่องพุ่งไปด้านหน้าให้เร็วขึ้น

“รับทราบ…เป็นเกียติยศอย่างยิ่งกับ โทซะมารุ โกชิสึ ยินดีสานภารกิจต่อ…” เขาตอบกลับพร้อมกับจิกหัวเครื่องบินทำมุมดำดิ่ง 45 องศาเพื่อหลีกหนีวิถีกระสุนและพุ่งสู่เป้าหมายในนาทีนั้น

#อาซาฮี2 ยามาโตะล่อผ่านไปแล้ว…นำเครื่องกลับเขาสู่ทิศเป้าหมาย#

“รับทราบ…” โคทาโร่และเครื่องบินอีกลำเอียงปีกขวาขึ้นพร้อมกันก่อนจะปรับทิศทางการบินดำดิ่งลงสู่เป้าหมายเบื้องล่าง แต่ทันใดนั้นลูกปืนจากเรือคุ้มกันทางกาบเรือด้านขวา ก็พุ่งขึ้นมาเป้าหมายของมันคือเครื่องบินกามิกาเซ่ของเขาเอง แต่ประสาทรับรู้ของโคทาโร่ยังดีอยู่ เขาหักหลบได้ทันอย่างหวุดหวิด

“ภารกิจดำเนินต่อไป” โคทาโร่กรอกเสียงแจ้งเพื่อนที่บินอยู่ข้างๆ

#รับทราบ…เช็คระยะ 120 #

“เช็คระยะ 122”

#125#

“128”

#129…เห็นเป้าหมายลิฟต์ยกชัดเจน#

“130 เห็นเป้าหมายลิฟต์ยกชัดเจน ปลดสลัก” โคทาโร่ตอบกลับและเร่งเครื่องพุ่งสู่ความตายที่รออยู่ข้างหน้าอย่างไม่สะทกสะท้าน เขากลับดวงตาชิโนบิไปมองหน้าจันทร์หอมผ่านร่างพรางแล้วกุมมือนางให้แน่นขึ้น

………..

อีกร่างหนึ่งในเวลาเดียวกัน

“ข้าอยากจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้ง…ก่อน…” โคทาโร่กระซิบแต่ก็ไม่กล้าหลุดประโยคสุดท้ายเช่นเคย จันทร์หอมจ้องตาเขาก่อนนางจะรับจุมพิตอย่างว่าง่าย แต่ทันทีที่นางลืมตาขึ้นความแข็งกร้าวจากข้างในก็ฉายวูบวาบให้เห็น นางสะบัดมือถอยฉากไปยืนนิ่งในระยะรัศมีที่คาดหมาย สักพักดาบคาตานะ มูโตก็ถูกชักออกมาอย่างช้าๆ

“จันทร์หอม” โคทาโร่อุทานอย่างคาดไม่ถึง

“ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบโคทาโร่” นางพูดขณะเดียวกันนางก็ร้องไห้ไปด้วย “ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ…ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ” นางพูดซ้ำประโยคเดิมเหมือนกับท่องบทสาดมนต์ แต่แววตาที่แข็งกร้าวยังมั่นคงอยู่ที่ตำแหน่งหัวไหล่ด้านซ้ายของเขา… “คุณฆ่าพี่โมก” และใช้ความรู้สึกเก่าๆ วาดปลายดาบคาตานะเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวชี้ปลายที่แหลมคนขึ้นสู่ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยสงคราม…

“บอกสักคำว่าเจ้ารักข้า…” โคทาโร่ใช้ร่างพลางทวงคำตอบที่เขากระหายจะได้ยิน…แต่ดวงตาแข็งกร้าวยังย้ำชัดในจุดยืนเดิม “โปรดบอกข้าเถอะ…แล้วเรา 2 คนจะได้สานภารกิจต่อให้จบ…” น้ำเสียงที่เศร้าสนิททวงคำตอบพร้อมๆ กับน้ำตาของทั้งคู่…

“โคทาโร่….” จันทร์หอมเรียกชื่อเขา แต่มันแผ่วเบาจนไม่หลุดออกมา นางนิ่งอยู่นานแม้แต่ระเบิดจากด้านหลังที่ห่างออกไปไม่กี่เมตรก็ทำอะไรนางไม่ได้

“จันทร์หอม…อย่า!…” แล้วอยู่ๆ เสียงเรียวตะที่มองไม่เห็นก็ดังขึ้น จากประสาทสัมผัสพิเศษของเขา

ฉัน รัก คุณ…จันทร์หอมตะโกนสุดเสียงพร้อมกับตวัดดาบลงตำแหน่งที่หมายตาเอาไว้ โคทาโร่ยิ้มรับความตายแบบเดียวกับซามูไรในอดีต

“เพียง เท่า นี้ จริง” ปลายดาบ คาตานะ วาดผ่านแนวเฉียงกลางลำตัว จนถึงเอวด้านขวา แบ่งร่างนินจาเลือดซามูไรออกเป็น 2 ส่วนแต่มันก็ผ่านโดยไม่ปรากฏเลือดที่นางหวังจะเห็น

“เพียงเท่านี้จริงๆ ที่ตัดสินข้า” โคทาโร่พูดและหยุดตัวเองเอาไว้แค่นั้น

                ไม่!เรียวตะตะโกนลั่นมาจากความมืด…สักพักเขาก็ใช้มือควานทางเข้ามาหาคนทั้ง 2 “ข้าเอง…ที่เป็นคนสังหารโมก…ข้าเอง” เขาหลุดความลับ…จันทร์หอมตะลึงงันทั้ง 2 ด้าน มือนางสั่นเทาในขณะที่ปลายดาบปักลงไปในพื้นดิน

“หมอ!…”

“ข้าเองที่เป็นคนให้ยาพิษกับโมก มิใช่คุณชาย” เรียวตะสารภาพผิด เขาทรุดกองตรงหน้าที่คาดว่าจะเป็นคนทั้งคู่

“สงครามไม่เคยปรานีใคร…เราคงจะได้เจอกัน ณ ที่ไหนสักแห่งหนึ่งนะเรียวตะคุง” เสียงโคทาโร่ในร่างพรางที่จวนสะลาย

“คุณชาย…รู้!”

“ถึงไม่รู้…ข้าก็ไม่มีวันหนีคำสาปนี้ไปได้…”

“โคทาโร่…” จันทร์หอมอุทานเมื่อดวงตาของเขากำลังเปลี่ยนเป็นสีแดงเพลิง ดาบคาตานะ มูโตหล่นจากมือ จันทร์หอมมองเข้าไปในดวงตาของสามีก่อนจะวิ่งเข้าไปหา แต่กายสัมผัสที่ร้อนฉ่า บังคับให้นางหยุดห่างจากเขาระยะหนึ่ง

“โคทาโร่ ฉันขอโท…”

            อย่า…เราสองคนต่างทำหน้าที่เพื่อประเทศ…เสียงพูดที่เต็มกลั้นถูกบีบให้นิ่ง…แต่มันก็ยากเต็มกลืน เจ้าเปรียบกับประเทศไทย…ที่ทหารญี่ปุ่นอย่างข้าย่ำยี…วันนี้มันก็สมควรแล้ว ที่จะโดนเจ้าประหาร…แต่เยื่อใยระหว่าง 2 ชาติยังคงถูกสานต่อโดยลูกที่เกิดจากความรักของเราทั้งคู่…จันทร์หอมข้าเสียใจที่ไม่มีค่าพอจะอยู่ต่อเพื่อเขา…

“โคทาโร่”

                “มอง…มองในดวงตาของข้า…ที่รัก ข้าจะทำให้เจ้าหลับก่อนความตายจะพรากข้าไปชั่วนิรันดร์” โคทาโร่พูดด้วยท่าทีสงบ…

                “ไม่นะ…” จันทร์หอมหลุดเสียงที่เคยสูญเสียสามีออกมาเป็นครั้งที่ 2 แต่ความร้อนระอุก็แยกนางให้ถอยห่างออกไปอีก “โคทาโร่ โคทาโร่….โคทาโร่!” นางตะโกนคำสุดท้ายก่อนอำนาจจากมรดกนินจาจะบังคับนางค่อยๆ หลับไปทีละจังหวะ ทีละน้อย… “จันทร์หอม…เจ้าอยู่ไหน…คุณชาย…คุณชาย” เรียวตะใช้สัญชาตญาณควานหา “โคทาโร่…” ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาจากปากของจันทร์หอมนำทางให้เรียวตะเข้าถึงร่างก่อนนางจะล้มลงไปนอนกับพื้น

“จันทร์หอม…ข้าขอโทษ…ข้าขอโทษ!”

……….

## จบ สมรภูมิปักษา23 ##

สมรภูมิปักษา22

สมรภูมิปักษา22

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา22

สมรภูมิปักษา22

อีกมุมหนึ่งก่อนหน้านั้น

                #โคทาโร่…..คุณอยู่ไหน โคทาโร่#

เสียงเรียกในสำเนียงที่คุ้นหูก็พลันแทรกผ่านเสียงของสงครามทั้ง 3 โลกเข้ามาถึงหูของนายทหารที่ชื่อ มินาโมโต โคทาโร่ ที่กำลังนั่งรอคำสั่งรวมอยู่กับเพื่อนๆ นักบินในห้องควบคุม

“จันทร์หอม…” เขาเอ่ยชื่อนี้ออกมาอย่างมั่นใจว่าเป็นนาง ใบหน้าเริ่มซีดตระหนกพอๆ กับภารกิจสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น เขาแยก 12 ร่างออกจากตัวตน ส่งนำทั้งหมดโผวูบกระจายออกไปตามหา “นางคือหัวใจของข้า” เสียงของโคทาโร่อีกคนที่ยังนิ่งรอในห้องควบคุมเงียบลึกเพื่อรอคำสั่งจากฝูงบินซีโร่ ที่พึ่งบินออกไปสำรวจเมื่อหนึ่งชั่วโมงก่อน “จันทร์หอม” โคทาโร่อุทานขึ้นมาจากหนึ่งใน 12 ร่างที่พบนางเข้าแล้ว

“จันทร์หอม…” เขาใช้หลังมือที่ว่างเปล่าอิงที่จมูก ก่อนจะอุ้มร่างที่หมดสติเดินผ่านซากตัวอาคารที่ยังคงมีเปลวเพลิงกลางพายุอ้อมไปด้านหลัง โคทาโร่คืนร่างที่สัมผัสได้ใต้ชายคาที่เหลือเพียงครึ่งเดียว

“จันทร์หอม เจ้าได้ยินเสียงข้าไหม จันทร์หอม ” เขาเขย่าเรียกด้วยความรู้สึกไม่สู้จะดีนัก  “ไม่ใช่อย่างนี้…มันต้องไม่จบอย่างนี้” เขาไล่คำพูดออกมาจากข้างในที่สั่นลึกจนรู้สึกเจ็บหนาว “จันทร์หอม…” และแล้วดวงตาที่ปิดสนิทของภรรยาก็ค่อยๆเบิกมองมาที่เขา

“โคทาโร่!…”

“ใช่…ข้าเอง…ข้าอยู่นี้แล้ว” เขาละล่ำละลักกอดนางเอาไว้แนบอก “ข้าสัญญาแล้วว่าจะไม่ตาย…แต่ทำไมเจ้ายังออกมาอีก” โคทาโร่พูดและสูดลมหายใจเข้าจนสุดปอด “เจ้าจะต้องปลอดภัย ลูกเราจะต้องปลอดภัย” เขากระซิบด้วยหัวใจที่คาดหวัง แต่ดวงตาที่เป็นกังวลก็กำลังบีบรัดความรับผิดชอบกับภารกิจสำคัญจากอีกร่าง…เมื่อเสียงสัญญาณจากฝูงบินที่ออกไปสำรวจดังขึ้นในห้องควบคุม

#เจอเป้าหมายที่พิกัด 730131 แจ้ง…เจอเป้าหมายที่พิกัด 730131 แจ้ง#…

“โคทาโร่…” จันทร์หอมเรียก

“ทำไม…”

“เรายืนอยู่คนละข้าง…และฉันต้องสานต่อภารกิจให้จบ”

“แต่ข้าอยากจะถามเจ้าอยู่ข้อหนึ่ง…” โคทาโร่สวนดักคอเอาไว้ แววตาของเขาเองก็ยังไม่นิ่ง…

จันทร์หอมสำรวจความรู้สึกที่ฉายออกมา แต่สายตาของนางก็เลือกจะมองเขาในมุมที่ต่างออกไป (คุณฆ่าพี่โมก!) นางเรียกความเกลียดชังขึ้นมาใช้งานอีก และมันก็ได้ผล…

“ข้าดีพอจะอยู่ต่อเพื่อลูกหรือไม่?” โคทาโร่ถามกลับเสียงสั่น น้ำตาซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิเริ่มเอ่อจวนจะล้นให้นางเห็น จันทร์หอมแทบจะยืนไม่ติด…นางเกร็งเหมือนจะควบคุมความรู้เอาไว้ไม่อยู่ นาทีเดียวกันข้อความในจดหมายลับเมื่อเดือนก่อนก็ผุดเข้ามาเรียกความเด็ดขาด

……….

                                                                                24 พฤษภาคม 1945

เรียนคุณจันทร์หอม ธารารักษ์

                หน่ายรบกามิกาเซ่ของญี่ปุ่นที่ถูกส่งไปฝึกที่เกาะฟอร์โมซา หนึ่งในนั้นมีมินาโมโต โคทาโร่รวมอยู่ด้วย ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงคราม มินาโมโต โคทาโร่ก็ต้องถูกจับ หรือตาย หากโชคดีกว่านั้นเขาอาจจะหนีกลับประเทศไม่มีทางออกให้กับผู้แพ้สงคราม จงเร่งมอบความตายให้กับเขาซะ ก่อนที่กามิกาเซ่จะเล่นงานเรา…นี้คือภารกิจสุดท้าย ที่คุณจะต้องสานต่อให้จบ

                                                                                รู้ธ

 ……….

 จันทร์หอมเบี่ยงตัวเองเดินแยกออกมา 3 ก้าว นางมองเขาด้วยสายตาที่กำลังสับสน

“ข้ายังมีดีพอจะอยู่ต่อเพื่อคุณและลูกหรือไม่”แต่โคทาโร่ยังย้ำคำถามเดิมให้สะเทือนใจอีก “จันทร์หอม…”

“ฉัน…ฉัน…” ไม่ทันหลุดคำอื่นออกมา โคทาโร่ก็เข้าไปอุ้มภรรยาพร้อมๆ กับดีดตัวลอยขึ้นสู่อากาศ ก่อนระเบิดลูกหนึ่ง— วี๊ดดดด!—จะมาถึงพวกเขา

—บึ้ม!…และมันก็ปลดปล่อยพลังทำลายตรงตำแหน่งนั้นพอดี

“โคทาโร่!…”

…วี๊ดดดด—-บึ้ม!…โคทาโร่กอดจันทร์หอมแน่น เขากดปลายเท้าที่สันหลังคาอาคารเรียนที่เอียงกระเท่เร่พุ่งข้ามเปลวเพลิง และกดเพิ่มแรงส่งต่ออีกครั้งที่ยอดมะม่วงที่ถูกไฟลามไปเกือบครึ่งก่อนจะโผข้ามต้นขนุนใหญ่หลังหลังโรงอาหารไป

“โคทาโร่…ไม่” เขาพานางโรยตัวลงข้างป้อมยามของสนามบินลับที่ไร้ผู้คน ซึ่งขณะนั้นยังมีเครื่องบินซีโร่ จอดนิ่งอยู่ เพียง 4 ลำ เหมือนมันกำลังรอคำสั่งกับภารกิจสุดท้ายในอีกไม่กี่นาทีข้างหน้า แต่ทันทีที่ปลายเท้าของนางสัมผัสพื้น จันทร์หอมก็ผลักเขาออกห่าง นัยน์ตาของนางราวกับเห็นเขาเป็นอีกคนที่ไม่เคยรู้จัก

“จันทร์หอม…ข้า” โคทาโร่หยุดทบทวนเพื่อรวมรวมความกล้า “ข้าเป็นนินจา…” เขาพูดตรงๆ พร้อมกับนิ่งเพื่อรับชะตากรรม                  จันทร์หอมสะดุ้งสุดตัว       “นินจา!….” นางทวนเสียงแหลมสูงจนหายในลำคอ “คุณเป็นนินจา…” จันทร์หอมย้ำและโคทาโร่ก็พยักหน้าให้เห็น…

“ฉันจะไม่บอกลูก…ว่าพ่อเขาเป็นนินจาเด็ดขาด…โคทาโร่…” นางกดเสียงต่ำราวกับเห็นเขาเป็นตัวทากที่มีสันดานดิบเป็นหนอนหมื่นตัวในซากเน่า…โคทาโร่อ่านดวงตาของภรรยาที่ส่งมาพร้อมกับความขยะแขยง…เขาปล่อยให้เปลวเพลิงจากระเบิดลูกแล้วลูกเล่าสะท้อนเงาสลับกันไปมาอย่างไม่สะทกสะท้าน…

“ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน…” เป็นคำตอบที่ได้รับ…มินาโมโต โคทาโร่ยืนนิ่ง…บัดนี้เลือดชิโนบิที่มีอยู่ในตัวเพียงครึ่งเดียวก็ถูกนางสะกดจนไม่เหลือค่า สักครู่เขาก็ดึงดาบคาตานะที่ติดไว้ข้างเอวชูให้เห็น

“จันทร์หอม” โคทาโร่เรียกและส่งมันต่อให้  “นี้คือดาบคาตานะ ประจำตระกูลของข้า…มันเป็นสมบัติเพียงชิ้นเดียวที่ข้าอยากจะมีให้ลูก” จันทร์หอมจ้องเขาไม่กระพริบ โคทาโร่จึงดึงมือของนางมากำมัน เขาทรุดตัวนั่งคลุกเข่าพร้อมกับเอียงหูแนบกับท้องเพื่อฟังเสียงเต้นของหัวใจน้อยๆ ที่กำลังเป็นที่ฝังวิญญาณของตัวเอง

“ข้า รู้ ว่า เขา เป็น ชาย”น้ำเสียงสั่นเครือเปล่งทีละคำ “หากเขาถามชื่อพ่อ…จงบอกเขาว่า…พ่อเขาชื่อโมก โมก ธารารักษ์”

“โค…ทา โร่”

“เขาจะปลอดภัย…เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงคราม” โคทาโร่หลุดคำที่ไม่พึ่งประสงค์ของกองทัพออกมา “บอกรักข้าสักครั้งเถอะ…” เขาพูดต่อราวกับเป็นความต้องการได้ยินเป็นครั้งสุดท้าย จันทร์หอมก้มมองเขาแวบหนึ่ง…แต่ความรู้สึกหน่วงลึกกำลังบังคับให้นางเชิดหน้าขึ้น

“ฉันจะไม่มีวันบอกรัก คนที่ฆ่าสามีฉัน…” นางหยุดสะอื้น… “คนที่ฆ่าพ่อ…ของลูกฉันอย่างเด็ดขาด” แต่แววตาที่โคทาโร่อ่านออกกลับฟ้องเป็นอย่างอื่น โคทาโร่ฝังจุมพิตที่ท้องของภรรยาอยู่นาน

“ฉันต้อง…สานต่อภารกิจให้จบ…” จันทร์หอมกัดฟันพูดทั้งๆ ที่หัวใจกำลังจะแหลกสลาย มือที่กำดาบคาตานะ มูโตแน่นกำลังสั่น แต่นางก็จำเป็นต้องกำมันให้แน่น…แน่นขึ้นทั้งสองมือ “พี่โมก…คุณฆ่าพี่โมก”

“เจ้าคือหัวใจและลูกคนนี้ก็จะเป็นชีวิตใหม่…ของข้า” แต่เสียงละเมอที่แผ่วเบาก็ยับยั้งมือที่กำลังจะชักดาบเอาไว้ พลันแสงสว่างจากกองเพลิงด้านข้างก็เผยให้เห็น โคทาโร่ อีก 2 คน วิ่งหายเข้าไปยังสนามบิน จันทร์หอมก้มลงมองโคทาโร่อีกคนที่ยังกอดนางอยู่ตรงหน้า

“โคทาโร่…โคทาโร่”

“มันเป็นความจริง” โคทาโร่ลุกขึ้น “เป็นความจริง…ข้าเป็นนินจา…นั้นเป็นร่างพรางของข้า” เขาอธิบายอย่างหมดเปลือก…แต่สงครามและภารกิจที่รออยู่ก็ทำให้เขาต้องเข้มแข็ง “ข้าต้องไปแล้วละ…เพราะร่างพรางกำลังรอข้าในเวลานี้…” โคทาโร่พูดพลางเชิดคางจันทร์หอมให้มองหน้าเขาตรงๆ “ข้าอยากจะอยู่อย่างนี้จนวินาทีสุดท้าย…อย่าตกใจ…อย่าตกใจ…” เขาย้ำหลายครั้ง “อย่าตกใจ…อย่าตกใจ” และก็ยังย้ำต่อประโยคเดิมต่อ จนจันทร์หอมรู้สึกผิดปกติและแล้วทุกอย่างก็กระจ่าง “อย่าปล่อยมือข้า…อย่าตกใจ” เมื่อร่างของโคทาโร่ที่จับมือนางค่อยๆ แยกอีกร่างหนึ่งไปยืนอยู่ข้างๆ

“อย่าตกใจ อย่าตกใจ” เขาย้ำต่อ แต่จันทร์หอมกลัวจนแทบจะสะบัดมือให้พ้น

“โคทาโร่!…” นางอุทานเสียงหลง เมื่อเห็นโคทาโร่ในร่างที่พึ่งเมื่อครู่วิ่งหายเข้าไปในสนามบิน

“ข้าจะอยู่กับเจ้า จะอยู่ข้างๆ เจ้า ข้าจะร้องให้เป็นเพื่อนเจ้า และข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้ง…ก่อน…ข้า…”

“โคทาโร่!”

“กายทิพย์จะรอฟังคำบอกรัก…” โคทาโร่อีกคนที่พึ่งโผวูบเข้ามาแทรก ก่อนจะมีอีก 5 คนวิ่งหายไปพร้อมกับเครื่องบินซีโร่ที่กำลังทะยานขึ้นไปบนท้องฟ้า…

“ฉันกำลังฝัน…ใช่” จันทร์หอมพึมพำ

“แต่มันเป็นความจริง…ข้าจะอยู่กับเจ้าจนกว่า…” เป็นเสียงพูดออกจากร่างที่กำลังโอบรัด…ฝนยังคงลงเม็ดไม่ขาดสายมันเหมือนสวรรค์กำลังร้องให้เพราะสงครามแต่ว่า…

#แกร๋…แกร๋…แกร๋…# อยู่ๆ เสียงนกกระเรียนก็ร้องดังขึ้นจากที่ไหนสักแห่ง และร่างพรางของโคทาโร่ที่ยืนอยู่กับจันทร์หอมก็หันซ้ายแลขวาเหมือนจะหวาดหวั่นในอำนาจที่ไม่เคยลิ้มลอง “คำสาปซามูไร…” เขาอุทานพร้อมๆ กับการปรากฏตัวของนกกระเรียนมงกุฎแดงตัวใหญ่ มันใหญ่พอๆ กับเครื่องบินซีโร่ร่อนถลามาจากฟ้าทางทิศเหนือ มันโหมกระพือปีกอย่างบ้าคลั่งข้ามหัวคนทั้งคู่ เหมือนจงใจจะเร่งให้ทันบางอย่างที่ล่วงหน้าไปก่อน

#แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…#

(ท่านพ่อ…)

……….

อย่าถามหา………………….ความล้มเหลว

ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้……………………..ลุกขึ้นสู้

มินาโมโต โคทาโร่

## จบ สมรภูมิปักษา22 ##

สมรภูมิปักษา21

สมรภูมิปักษา21

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา21

สมรภูมิปักษา21

และอีกมุมหนึ่ง

“ฉันเกลียดเขา…ฉันเกลียดเขา” จันทร์หอมอุทานซ้ำๆ จนเรไรร้องไห้เสียงดังเรียกสติ นางจึงลนลานเหมือนทำอะไรไม่ถูก เวลาเดียวกันเสียงระเบิดที่ถูกปล่อยลงมาจากเครื่องบินก็ดังขึ้นในระยะใกล้

“แม่!…” เรไรสะดุ้งผวาและมันก็ดังไล่ตามกันใกล้เข้ามาอีก “แม่ๆ…”

“เรไร…เรไรต้องปลอดภัย” จันทร์หอมพร่ำเสียงสั่น ก่อนจะอุ้มเรไรวิ่งลงบันไดไป แต่ดวงตาที่เศร้าสนิทของโคทาโร่เมื่อเช้า ก็ตรึงนางเอาไว้ที่ลานโล่งในจุดเดียวกับเขาที่หันมาส่งยิ้ม…

“โคทาโร่!” จันทร์หอมอุทานทั้งๆ ที่ใจสั่น “…ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ” นางกดเสียงต่ำจนน่ากลัวก่อนจะตัดสินใจอุ้มเรไรวิ่งตรงไปยังค่ายทหารอย่างไม่คิดชีวิต

“ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ…พี่โมกไม่ได้ตายเพราะสงคราม แต่เป็นเพราะคุณ โคทาโร่…คุณคือฆาตกร…คุณฆ่าสามีฉัน” นางพร่ำไม่หยุดปากเหมือนจะขุดความเกลียดชังขึ้นมากลบความกลัวให้จมมิดไปกับแผ่นดิน

ระเบิดลงข้างทางแคบที่เต็มไปด้วยป่าไผ่ 2 ลูก มันหอบหลายร่างที่เพิ่งวิ่งกลับมาจากงานเลี้ยงลอยขึ้นไปบนอากาศ และตกลงมากระแทกพื้นขาดใจตายต่อหน้า

“โคทาโร่…ฉันเกลียดคุณ” นางทั้งหอบทั้งลากเรไรวิ่งต่อไปข้างหน้า เรไรร้องไห้เสียงดังแต่นางก็เพียงอุ้มและกอดบุตรสาวให้แน่นขึ้นเป็นระยะๆ

“จันทร์หอม” เสียงตะโกนเรียกจากหลายคนแต่นางก็ไม่ได้ยิน

เสียงหวอเตือนภัยยังดังยาวขึ้นอีก เครื่องบิน “แฮลล์แคท” ของฝ่ายสัมพันธมิตรฝูงแรกผ่านไป เสียงเครื่องบินขับไล่แบบ “ซีโร่” ของญี่ปุ่นก็ทะยานขึ้นจากสนามบินลับหลังโรงเรียน ท้องฟ้าในยามนี้เต็มไปด้วยเมฆมรสุม มันคำรามพร้อมกับเสียงของเครื่องบิน “แฮลล์แคท” ฝูงใหม่ ที่เบิกฟ้ามาจากทิศใต้ และอีกฝูงบินมาจากขอบฟ้าทางทิศเหนือ พวกมันกำลังพุ่งเข้าประจัญบานกันบนอากาศ

“จันทร์หอม…กำลังจะทำอะไร” อยู่ๆ เสียงมยุรีที่วิ่งตามหลังมาก็ตรึงนางให้หยุด นางส่งเรไรให้

“ฉันฝากลูกด้วยนะพี่”

“จันทร์หอม!…”

“ฉันต้องสานภารกิจต่อให้จบ…” จันทร์หอมตะเบ็งเสียงแข่งกับเครื่องบินนับร้อยที่บินว่อนเหนือหัว

“หลบ!” มยุรีตะโกนลั่นเมื่อเสียงลูกระเบิดลอยแหวกอากาศใกล้เข้ามาทิศทางที่พวกนางยืนอยู่

                บึ้ม!—มันระเบิดห่างจากจุดที่ทั้ง 3 หมอบไม่ถึง 50 เมตร เมื่อเสียงเงียบลงสติของจันทร์หอมก็กลับคืนมา

“เรไรแม่สัญญาว่าจะกลับมา” นางตะโกนสุดเสียง

“จันทร์หอม!…” มยุรีตะโกนไล่ตามหลัง แต่จันทร์หอมก็พาความเกลียดชังวิ่งสวนทางฝูงชนหายไปแล้ว

“แม่!…”

“คุณพระ คุณเจ้าช่วยคุ้มครองนางด้วย” มยุรีได้แต่ภาวนา ก่อนจะอุ้มเรไรวิ่งกลับไปตามทางเดิม

เมฆสีดำทะมึนปกคลุมไปทั้งฟ้าเหนือจังหวัดเพชรบุรี แต่ฝูงบิน “แอลล์แคท” และ “ซีโร่” ที่กำลังส่งความตายให้แก่กันดูจะไม่สะทกสะท้าน  ฟ้าแลบผ่านเมฆเป็นทางยาวลงสู่พื้นดิน เผยให้เห็นเงาสีดำของฝูงบินของทั้ง 2 ฝ่าย เป็นจุดสีดำเล็กๆ เต็มท้องฟ้า ดูเผินๆ ไม่ต่างอะไรกับฝูงแร้งที่กำลังบินร่อนตามกลิ่นเน่าของเหยื่อ นานๆ ครั้งแสงลูกไฟและเสียงระเบิดเหนือเวหาก็สว่างวาบพุ่งลงด้วยความเร็วสูงและเสียงระเบิดก็ดังกัมปนาทประหนึ่งจะแยกโลกออกเป็นสองส่วนเพียงกระพริบตาเปลวเพลิงสีแดงประหนึ่งไฟบรรลัยกัลป์จากนรกก็พวยพุ่งขึ้นไปลามสวรรค์ที่ยังหยุดพักร้อน พร้อมกับเสียงฟ้าคำรามผ่านกลุ่มเมฆที่ไล่มาจากทิศใต้ข้ามไปจรดสุดขอบมรสุมทางทิศเหนือ ก็ถูกรวบประหนึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เสมือนสงครามทั้ง 3 โลกได้อุบัติขึ้น และทางช้างเผือกเวลานี้ก็ร้างไร้ซึ่งผู้สัญจรในบัดดล

………..

เงาแห่งศักดิ์ศรีที่สะท้อนบนผิวน้ำ………….ประเมินค่ามิได้

แต่เพียงเศษหินกระทบ

ศักดิ์ศรีทั้งมวลก็ถูกทำลาย…จนไม่เหลือค่าให้ประเมิน

มยุรี เพชรอำไพ

………..

คาตานะ มูโต สัญญารักซามูไร 

 ภาพนกกระเรียนมงกุฎแดงกำลังเริงระบำอยู่กับคู่ของมันท่วมกลางแสงแรกของขอฤดูหิมะในทุ้งกว้างสีขาวทางทิศตะวันออกของเกาะฮอกไกโดประเทศญี่ปุ่น พวกมันเชิดหัวชูชะงอยปากสีแดงฉานขึ้นสู่ท้องฟ้า

“แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…” สอดประสานร่วมกันร้องเพลงรัก ตัวผู้กางปีกโปกสะบัดเดินส่ายไปรอบๆ ตัวเมียก็ไช้ชะงอยปากไซ้ไปตามขนที่ลำคอประหนึ่งแทนเสียงกระซิบที่หวานหู

“แกร๋ๆ…แกร๋…” พวกมันร่วมกันร้องเพลงรักเพลงแล้วเพลงเล่าอย่างไม่รู้จักเบื่อ แต่ไม่ทันที่แสงแรกจะพ้นยอดสนมซึ นางนกระเรียนก็ล้มฟุบขาดใจตายลงข้างๆ ดาบคาตานะปริศนา…โดยไม่ทราบสาเหตุ…

“แกร๋!…แกร๋!ๆๆๆ…” จากเพลงรักก็พลันเปลี่ยนเป็นเสียงโหยหวน

“แกร๋ๆ…” เจ็บปวด

“แกร๋ๆ…” ชิงชัง…

“แกร๋ๆๆ..” และสาปส่ง ก่อนนกกระเรียนตัวผู้จะล้มลงไปนอนขาดใจตายตามคู่ของมัน…และอาทิตย์ดวงเดียวกันก็ลอยเหนือต้นซากุระใหญ่หน้าปราสาทที่ตั้งอยู่บนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะในเวลานี้…

(เจ้าหนี คำสาบซามูไร ไม่พ้นจริงๆ โคทาโร่) เสียงสื่อจากอูคาชิ ยาสุ ดังขึ้นในหัวของมินาโมโต โคทาโร่ แต่มันกลับทำให้อีกคนที่บังเอิญได้ยินพอดี

“ไหนว่าจะเอาตัวรอดได้ ในความมืด” เรียวตะพึมพำ

(ข้าช่วยเจ้าไม่ได้อีกแล้ว…ลูกพ่อ) เสียงที่ได้ยินดูเศร้าสนิท

—บึ้ม!และระเบิดลูกหนึ่งก็ไม่ไกล แต่เรียวตะก็ยังคงนิ่งในท่าเดิม

“โคทาโร่…โคทาโร่…โคทาโร่” พลันเสียงผู้หญิงก็แทรกเข้ามาหลังเสียงหวอเตือนภัย เรียวตะกวาดมองไปเพื่อควานหา เขากระพริบตาถี่ๆอีกหลายครั้ง จนเห็นเงาของบางคนในแสงสีเขียวอมเหลืองที่ไม่ชัดเจนนัก “…จันทร์หอม!” เขาอุทานเมื่อภาพบอกชัดว่าเป็นนาง “จันทร์หอม ในที่สุดก็เป็นเจ้า!…”

……….

แต่อีกคนหนึ่ง

“โคทาโร่…” วี๊ดดด—-บึ้ม!—ระเบิดอีกลูกดังขึ้นพร้อมกับเปลวเพลิงสีแดง  เรียวตะเห็นจันทร์หอมนั่งหมอบอยู่กับพื้น และอีกลูกก็พลันระเบิดขึ้นติดๆ กันข้างรั้วโรงอาหาร—บึ้ม!— มันไม่ไกลจากนางเลย

……….

และอีกคนหนึ่ง

“นางจะฆ่าคุณชาย!…” น้ำเสียงเรียวตะแข็งกร้าวดุจเสียงของปิศาจจากโลกที่ 3 โหนกแก้มดันขอบตาที่เต็มไปด้วยความเกลียดชังขึ้นสูง…เขาก้าวอาจๆ เข้าไปหานางอย่างไม่สนใจอย่างอื่น “นางจะฆ่าคุณชาย!…นางจะฆ่าคุณชายไม่ได้” พร้อมๆ กับพึมพำตามที่ใจคิดจะกระทำบางอย่าง “นางจะฆ่าคุณชาย ใช่ คำสาปบอก นางจะเป็นคนสังหารเขาไม่ใช่สงคราม”เรียวตะย้ำปลุกเงาปิศาจเข้ามาสิงสู่ให้เร็วขึ้น “หากเป็นนางที่ตาย ข้ากับโคทาโร่ก็หายสาบสูญไปด้วยกัน”

“หมอ…หมอ…ทางนี้” เสียงตะโกนเรียกดังมาจากทุกทิศทุกทาง แต่เรียวตะก็ไม่มีท่าทีจะสนใจ แววตาที่เหี้ยมเหิมยังคงตรงเข้าไปหาจันทร์หอมไม่หยุด    “หมอ…หมอ…”

……….

แต่อีกคนหนึ่ง

“โคทาโร่!   คุณอยู่ไหน โคทาโร่” จันทร์หอมตะโกนไปวิ่งไปนางพลิกศพของทหารญี่ปุ่นที่นอนตายอยู่กับพื้นคนแล้วคนเล่า ศพแล้วศพเล่า

“คุณอยู่ไหน โคทาโร่” และนาทีเดียวกันเม็ดฝนก็เทกระหน่ำซ้ำเติมสถานการณ์ “โคทาโร่…”

……….

และอีกคนหนึ่ง

แต่เรียวตะก็ยังก้าวอาจๆ ตามไปอย่างเพชฌฆาตใจทมิฬ  “นางจะฆ่าคุณชาย…” เขากดเสียงต่ำจนเปียกชื้น “ฮาๆ…”  พลางหัวเราะด้วยน้ำเสียงของปิศาจหมายจะเรียกหัวใจให้แข็งกร้าวมากกว่าที่เป็นอยู่ “ฮาๆ…นางจะต้องตายเพราะสงคราม…นางจะต้องตายก่อนที่โคทาโร่จะกลับมา…ฮาๆ”

………..

แต่อีกคนหนึ่ง

“เห็นมินาโมโตซังไหม…เห็นโคทาโร่ไหม” จันทร์หอมตะโกนถามทหารญี่ปุ่น 5 หรือ 6 คนที่เก้ๆ กังๆ ทำอะไรไม่อยู่ในแนวเปลวเพลิงที่สะท้อนถึง “เห็นโคทาโร่ไหม!…” นางตะเบ็งเสียงดังขึ้นไปอีกระดับ พวกเขาส่ายหน้าและวิ่งอ้อมไปด้านหลังโรงอาหาร

….ปังๆๆๆๆๆ…..และเสียงปืนที่มุมตึกพาห่ากระสุนที่ไร้จุดหมายพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า “อ๊ากๆๆ….ปังๆๆๆ” นาทีเดียวกันนั้น

วี๊ดดดดดด…บึ้มๆๆ…ระเบิดหอบร่างพวกเขาลอยสูง ก่อนปิศาจจากขุมนรกจะฉุดดึงลงมากระแทกกับพื้น “อ๊ากๆ!”

—บึ้ม!ๆ—

“ว้าย!…” จันทร์หอมหมอบอีกครั้ง สะเก็ดระเบิดเฉี่ยวหัวไปแค่ฉิวเฉียด “โคทาโร่…..คุณอยู่ไหน โคทาโร่”

—บึ้มๆ!บึ้มๆ!บึ้มๆ!— และระเบิดชุดใหม่ก็ตกใส่ตัวอาคารเรียนสองชั้น มันพังถล่มทลายเป็นทะเลเพลิงในบัดดล

……….

…และอีกคนหนึ่ง

ก็ยังเดินตรงเข้าไปหานางอย่างไม่หวาดหวั่น “ชิ!….” เขาพ่นหางเสียงเรียกความตายที่หวังจะให้เกิดขึ้น

—บึ้ม!—และระเบิดอีกลูกก็ดันแรงอัดอากาศเข้าใส่ร่างของจันทร์หอมต็มๆ นางล้มกลิ้งไปกับพื้น สติของนางเกือบจะดับวูบในนาทีนั้น “โคทาโร่…” แต่กายสัมผัสในนาทีสุดท้ายก็กระตุ้นเอาไว้ทัน “โคทาโร่”

“เจ้าจะทำอะไรเรียวตะ” และเสียงของฮาราชิ จิโระ ก็ดังขึ้นทางด้านหลัง “นั้นนายหญิงนี้…เจ้าทำอะไรนาง” จิโระตะคอก “เจ้ากำลังจะฆ่า นายหญิง”

“นางกำลังจะฆ่าโคทาโร่” เรียวตะโพล่งขึ้นตรงๆ…

“ไอ้…เรียวตะ” ฮาราชิ จิโระ โกรธจัด เขายืนเกร็งหมัดแน่น…เป้าหมายอยู่ที่ปากเน่าๆ ของเพื่อน แต่…

“นางจะเป็นคนฆ่า โคทาโร่มิใช่หน่ายอาสาตายกามิกาเซ่” เรียวตะย้ำต่อ แต่จิโระก็ยังออกอาการไม่ยอมรับ

“โคทาโร่กำลังจะขึ้นบินเที่ยวสุดท้าย…เขาต่างหากที่อาสาตายไปพร้อมกับกามิกาเซ่เอง…มิใช่นาง” จิโระกัดฟันกระแทกสุดเสียงกลั้น “ไอ้บ้าเอ้ย!…” พร้อมกับจะเหวี่ยงหมัดใส่ตำแหน่งที่ได้หมายเอาไว้ แต่ระเบิด 2 ลูกก็สาดประกายเพลิงสีแดงฉานไปยังร่างที่นอนอยู่กับพื้นให้เด่นชัดขึ้นมา

“เจ้าดูนั้น…หากไม่เชื่อข้า” เรียวตะพูดพร้อมกับชี้มือไปยังร่างของจันทร์หอม จิโระมองตาม แต่ก็ยังไม่ปักใจเท่าไรนัก “เจ้าดูนั้น” เขาย้ำอีกและแล้วอยู่ๆร่างของจันทร์หอมก็ค่อยๆ ลอยขึ้น ทั้งๆ ที่มีเพียงความว่างเปล่าโอบอุ้ม

“เอ้! นั้นมัน” จิโระตกตะลึงพลางค่อยๆลดมือกลับไปจับจับด้ามปืนเช่นเดิม

“โคทาโร่สามารถแยกร่างได้ 12 ร่าง ชิโนบิอย่างเขาจะไม่มีวันตายในความมืด” เรียวตะกัดฟันอธิบายอย่างคนกำลังคับแค้นใจ…(ข้าช้าเกินไป…) เป็นเสียงฟันกรามบดขยี้กัน…มาจากปิศาจในตัวเขา

“โคทาโร่ เป็นนินจา!” จิโระกึ่งถาม

“ใช่…เพราะเหตุนี้ กามิกาเซ่ จึงเกิดขึ้นในเวลาหลังตะวันลับขอบฟ้า…ที่นี้ เป็นครั้งแรก” เรียวตะพูดแต่แววตาอาฆาตยังจับจ้องตามร่างของจันทร์หอมไปทุกขณะจิต

“ข้าไม่เชื่อ โคทาโร่ไม่มีวันหันหลังให้ความตายแน่นอน ข้ามั่นใจ”

“เขาหวังจะหายสาบสูญ ไปพร้อมกับหน่วยบินกามิกาเซ่”

“เจ้าพูดอะไร ข้าไม่เชื่อ ข้าไม่เชื่อ” จิโระตะโกนใส่อย่างคนเอาจริง จนแรงระเบิดแยกคนทั้งคู่กระเด็นไปคนละทิศทาง

—บึ้ม!อ๊าก!…อ๊าก

……….

และในซากปรักหักพัง

                “หาก…หากเป็นนางที่ตาย…ข้ากับคุณชายมินาโมโตก็จะหายสาบสูญ…ไปด้วยกัน” เสียงเพ้อของเรียวตะที่ยังอยู่ในความมืดสนิท เขาพยายามปัดยกสิ่งซากที่สัมผัสถึงออกให้พ้น…และรวบรวมแรงทั้งหมดที่เหลือยันตัวเองลุกขึ้น กระนั้นความมืดสนิทก็ยังครอบคลุมไว้ทุกด้าน เขาพยายามกระพริบตาแต่มันก็เจ็บปวดจนแทบทนไม่ไหว…อาชีพแพทย์ที่ติดตัวมากำลังอ่านและทบทวนอาการที่เป็นอยู่อย่างเกรงๆ “ไม่…คุณชาย!” สำเนียงอูราคามิเริ่มตื่นกลัว “คุณชาย…คุณชาย!…ข้า ข้า” และมือของเขาก็เริ่มกระตุกสั่น… “ทำไมข้าถึงมองไม่เห็น ข้ามองไม่เห็น คุณชายช่วยข้าด้วย…คุณชาย!”

……….

## จบ สมรภูมิปักษา21 ##

สมรภูมิปักษา20

สมรภูมิปักษา20

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา20

สมรภูมิปักษา20

เครื่องรางบูชิโด

วันที่ 28 มิถุนายน 1945 

สัปดาห์สุดท้ายของเดือนมิถุนายนเป็นอีกวันที่ไม่มีเสียงปืน ไม่ได้ยินเสียงระเบิดเหมือนเช่นเมื่อเดือนที่ผ่านมา แต่แผนการลับสุดยอดในงานเลี้ยงที่จะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าก็ยังดำเนินต่อไป ระเบิดเวลาที่วางเอาไว้ได้อาศัยใช้งานรื่นเริง เหล้า และอาหารนานาชนิดมาเป็นตัวล่อหลายคนที่ทางกองทัพญี่ปุ่นหมายหัวให้เข้ามาติดกับดัก มินาโมโต โคทาโร่อยู่ในชุดทหารเต็มยศ ดาบคาตานะมูโตติดข้างเอวไม่เคยห่าง  เขาหยิบผ้าพันคอสีขาวอันเป็นสัญลักษณ์ของนักบินมาผูกและใช้มือยัดชายเข้าข้างในของคอเสื้ออย่างสงบ

“ทำไมข้าไม่ได้ขึ้นบิน พร้อมกับเจ้า” เรียวตะถามเป็นเชิงตำหนิกลายๆ โดยมีฮาราชิ จิโระยืนทำหน้านิ่งไม่แสดงความรู้สึกใดๆ อยู่ด้านหลัง

“ร่างหนึ่งแหลกระเบิดไปพร้อมๆกับเครื่องบิน อีกร่างจะยังคงอยู่เพื่อทวงถาม” โคทาโร่กระซิบ พลางปิดกระดุมเม็ดสุดท้ายที่คอเสื้อ “หากข้ายังดีพอ…ที่จะอยู่ต่อเพื่อลูก นางจะเป็นผู้ตัดสิน…” น้ำเสียงของโคทาโร่เหมือนจะมีความหวังอยู่ไม่น้อย เขายิ้มให้เรียวตะและจิโระสลับกันไปมาขณะหยิบผ้าแถบมาถือในมือ (ฮาชิมากิ…ในอดีตเคยเป็นอาภรณ์ประดับของเหล่านักรบหรือซามูไร ที่จะต้องคาดศีรษะก่อนออกทำศึก แต่คืนนี้โคทาโร่ต้องใช้มัน)

“เรียวตะ…กามิกาเซ่จะไม่ลงมือตอนกลางคืน…ครานี้เป็นครั้งแรก…และเจ้าก็ไม่ถนัด” โคทาโร่อธิบายเสียงดังและโน้มตัวเข้าไปกระซิบอีก “ความมืดจะนำทางอีกร่างหนึ่งของชิโนบิให้รอด…”

“แต่ก็จะเป็นนาง…ที่จะสังหารท่าน มิใช่สงคราม” เรียวตะกัดฟันกรามพูดในสำเนียงอูราคามิอย่างหมดความอดทน

“เรียวตะ!…” โคทาโร่เหลือกตากระแทกเสียงดุ จนโหนกแก้มกระตุกแต่ฮาราชิ จิโระก็ยังเฉยเหมือนจะไม่ได้ยิน

“นางไม่มีทางให้คำตอบอย่างที่คุณชายต้องการ…แน่นอน!”

โคทาโร่นิ่ง…เหมือนกำลังคิด ใจหนึ่งเชื่อแต่อีกใจก็ขัดแย้งกันอย่างหนัก

“ข้าเชื่อว่านางรักข้า…” โคทาโร่พูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นพร้อมกับเขม่นหนังตาให้เรียวตะเห็น “ความรักจะเอาชนะทุกสิ่ง…แม้กระทั้งคำสาปซามูไร”

“ถ้านางตอบ…ไม่ ละ”

“มันก็จะเป็นคืนสุดท้าย…” โคทาโร่ตอบแบบสะท้าน…ทำเอาเรียวตะถึงกับเซถอยด้านหลัง จนชนกับเพื่อน

“เรียวตะคุง!…” จิโระช่วยดันประคอง…แต่เรียวตะก็ยังไม่กล้าจะหันไปมองหรือขอโทษ…เหมือนกลัวว่าจิโระจะจับอารมณ์ที่กำลังสั่นคลอนได้

“ข้าขอผูกผ้าแถบให้เจ้าเอง…มันเป็นช่วงเวลาสุดท้ายแล้วใช่ไหมที่เราจะได้อยู่ด้วยกัน” ฮาราชิ จิโระเบี่ยงตัวจากเรียวตะเมื่อเห็นว่าเขายืนมั่นคงแล้ว พร้อมกับเดินเข้าไปดึงผ้าแถบไปจากมือ…โคทาโร่จ้องหน้าสักครู่เขาก็ดึงจอโระเข้ามากอด

“ขอบใจมากเพื่อนรัก” โคทาโร่พูดเสียงเรียบๆ เขาปล่อยมือจากผ้าแถบพร้อมกับก้มหัวให้จิโระผูกให้อย่างเต็มใจ

“ข้าสมควรจะบอกลา พวกเจ้าตอนนี้…และชั่วนิรันดร์…โคทาโร่” จิโระพูดจากหัวใจที่เด็ดเดี่ยว แต่น้ำตาแห่งความอ่อนแอก็ยังเอ่อล้นให้เห็น

“ความตายสำหรับข้า มันเบาบางยิ่งกว่าขนนก…เจ้าก็เช่นกันจิโระ”

“ข้า ข้า จะอยู่ ต่อ จน จน กว่า บุตรของเจ้า จะคลอดและปลอดภัย” จิโระพูดติดๆ ขัดๆ และพยายามบีบเสียงให้เข้มแข็ง “อีก 6 ชั่วโมง โคทาโร่”

(หากนางปฏิเสธละ…หากนางตอบว่าไม่ละ)และเสียงสื่อจากอีกคน ก็ยังวนถามในประโยคเดิม(ข้าอยากฟังซ้ำให้แน่ใจ…)

(เจ้าคงจะอยู่ในโลกชิโนบิ มากกว่าบูชิโด) โคทาโร่สวนกลับ

(ใช่…ข้าเกลียดซามูไรยิ่งกว่าอะไรทั้งนั้น) เรียวตะสื่อเสียงตอบกลับเมื่อภาพไอ้แก่ผิดเพศอย่างฮันโต ซาซากุมิผุดขึ้นมาหลอน

“การตายในหน้าที่ของทหารเป็นเรื่องที่มีเกียติต่อตัวเองและประเทศชาติ ศาลเจ้าคามิโคโซ ยาสุกูนิในกรุงโตเกียวจะปรากฏชื่อไปตราบจนชั่วลูกชั่วหลาน” โคทาโร่บอกเหมือนต้องการจะให้เพื่อนทั้ง 2 ได้ยินในคราเดียว

“โคทาโร่!…” เป็นเสียงร้องไห้ในสำเนียงอูราคามิเบาๆ “โคทาโร่” เรียวตะส่งผ้า  เซนิน บาริ ที่ทาเคดะให้ติดตัวมาตั้งแต่ไปฝึกที่เกาะฟอร์มูซา “เซนิน บาริ เศษผ้าที่เย็บจากด้ายสีแดงหรือด้ายที่ทำมาจากเส้นผมของสตรีบูชิโดจำนวน 1,000 คน มันจะช่วยให้เจ้ารอด…บางที!”

“แต่ข้าว่ามันน่าจะอยู่กับพวกเจ้านะ”

“ทำไม” จิโระแทรกขึ้นบ้าง

“เพราะพวกจ้าจะต้องอยู่ต่อจนกว่าลูกของข้าจะปลอดภัย”

“หากนางปฏิเสธละ” เรียวตะยังละเมอถามซ้ำๆ

“ข้ามั่นใจว่านางรักข้า…”

“โคทาโร่คุง…” จิโระตะโกนใส่เสียงดัง และโคทาโร่ก็ใช้มีดสั้นแบ่งผ้าเซนิน บาริออกเป็น 2 ส่วน

“พวกเจ้าเอาไปเก็บไว้คนละส่วน” ทั้งคู่ไม่ยอมรับ จนโคทาโร่ต้องยัดมันเข้าใส่กระเป๋าเสื้อ จิโระจ้องหน้าเพื่อนพักหนึ่งก่อนจะโผเข้ากอดแทนคำบอกลาที่ยากเกินกว่าจะพูดออกมาในเวลานี้

“ข้าจะอยู่ต่อจนกว่าบุตรเจ้าจะปลอดภัย” จิโระให้คำมั่นกลายๆ…สักครู่เขาก็ถอยห่างออกมา 2 ก้าวแล้วถอดหมวกก้มหัวให้  “ข้าจะจำชื่อ มินาโมโต โคทาโร่ไปตราบชีวิตที่เหลือ” จิโระเสียงสั่น สักครู่ก็พาใบหน้าที่แดงกล่ำก็เดินออกจากห้องไป ส่วนเรียวตะเขาพับธงผ้าผืนเล็กๆสีขาวตรงกลางมีวงกลมสีแดงอย่างใจเย็นก่อนจะยัดเข้าไปในกระเป๋าเสื้อให้โคทาโร่..

“ข้าหวัง…ว่านางจะตอบรับท่าน…” พูดจบเรียวตะก็ถอดหมวกและก้มหัวในแบบเดียวกับที่จิโระ ก่อนจะดีดตัวหายออกไปทางหน้าต่างที่ยังไม่มืดสนิท

“เราคงได้พบกัน ในที่ไหนสักแห่งเรียวตะ” โคทาโร่ตะโกนไล่ตามหลัง…แต่แสงอาทิตที่เหลือน้อยลงก็กลืนร่างของเขาหายไปก่อนแล้ว

……….

ทุ่งหญ้าสีเขียว…………………..เทียวโบกใบสะบัด

ดุจล้านมือปรารถนา………ในล้านฝัน…แลล้านใฝ่

ไอซึเกะ  เรียวตะ

……….

 งานเลี้ยงคืนนรก

งานเลี้ยงที่ทหารญี่ปุ่นจัดขึ้น มีผู้หลักผู้ใหญ่ บุคคลสำคัญในจังหวัดเพชรบุรีและใกล้เคียงถูกเชิญมาร่วมงานเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะคนที่ทหารญี่ปุ่นคาดว่าจะเป็นหัวหน้าขบวนการใต้ดินและเสรีไทย…หึๆ…พวกเขาเหล่านี้จึงได้รับเกียติให้เป็นแขก วี.ไอ.พี.ที่ถูกหมายหัวเป็นอันดับต้นๆ

แสงไฟรอบๆ ค่ายถูกจุดขึ้นพร้อมๆ กัน มันสว่างไสวไปทั่วบริเวณที่เคยเป็นสนามฟุตบอล แขกหลายคนแต่งตัวตามสมัยนิยมแบบเต็มที่ พวกเขาเริ่มทยอยเดินเข้าไปในงานตั้งแต่แสงสุดท้ายยังไม่หมด  เพียงไม่ถึงชั่วโมงผู้คนก็แน่นขนัด เสียงเพลงถูกเปิดแทนเสียงปืน แสงไฟหลากสีที่กระจายอยู่รอบๆ ประหนึ่งใช้แทนแสงเพลิงจากระเบิดในคืนวิปโยค  สำรับอาหารทั้งคาวและหวาน รวมทั้งเหล้าสุรา ยาสูบจากเมืองนอกค่อยๆ ทยอยขนออกมาปรนเปรอแบบไม่มีอั้น ทุกคนต่างสำเริงสำราญแบบเต็มเหนี่ยว ดูเหมือนจะไม่มีใครเอะใจเลยว่า งานเลี้ยงกลางสมรภูมิในคืนนี้มันจะเกิดอะไรขึ้นกันแน่

……….

 อีกมุมหนึ่ง

“ก๊อกๆ…ก๊อกๆ” เสียงเคาะไม้เป็นจังหวะ ดังต่อเนื่อง 4 ครั้งทำให้จันทร์หอมที่กำลังนั่งตัวแข็งทื่ออยู่กับเรไรถึงกับสะดุ้ง นางมองบุตรสาวที่กำลังนอนวาดรูปดอกไม้กลางวงล้อมรถถังและปืนใหญ่ที่เห็นเป็นประจำ สักครู่นางก็เอ่ยขึ้น

“เรไร อยู่บนนี้สักพักนะลูก แม่จะไปเข้าห้องน้ำเดี๋ยวมา” นางบอกผ่านๆ พลางลูบหัวบุตรสาวให้เชื่อตามนั้น  เรไรพยักหน้าในขณะที่ยังแต้มสีดอกไม้ยังไม่เสร็จ จันทร์หอมเปิดประตูและเร่งฝีเท้าเดินลงบันไดตรงไปยังศาลาท่าน้ำตามสัญญาณที่ได้นัดแนะอย่างเร่งรีบ

“พี่ขาม คุณมนตรี พี่มยุรี” จันทร์หอมทักทายทีละคน แต่สีหน้าที่เป็นกังวลของพวกเขาได้หยุดลมหายใจของนางเอาไว้ช่วงหนึ่ง

“ทางอังกฤษพึ่งตอบรับเมื่อไม่กี่ชั่วโมงนี้เอง เอ็งต้องไปอยู่ในที่ปลอดภัยกว่านี้” ขามพูดราวกับออกคำสั่งกลายๆ

“ฉันหรือ…” จันทร์หอมพูดเสียงสั่นจนเหมือนจะร้องให้ “มันเกิดอะไรขึ้น…” นางถามต่อด้วยน้ำเสียงที่หวาดหวั่น

“ไม่มีเวลามาอธิบาย…” ขามบอกพลางเร่งนางด้วยสายตาอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

“ใช่…เราต้องรีบไปเดี๋ยวนี้ เรไรอยู่ไหน…” มนตรีกำชับอีกคน

“………” จันทร์หอมนิ่งเหมือนคนสติหลุดหาย…

“จันทร์หอม”

“เราแจ้งข่าวทันไม่กี่คน…คนของเราส่วนใหญ่ไปรวมอยู่ในงานเลี้ยงเวลานี้” มนตรีพูดอ่อนๆ…

“จันทร์หอมพาเรไรไปรวมอยู่ที่บ้านข้าก่อน…เร็วเข้า” ขามกระตุ้นอีก แต่จันทร์หอมก็ยังนิ่งเป็นหุ่นหินเช่นเดิม

“จันทร์หอม เป็นอะไรไป” มยุรีเดินเข้ามานั่งใกล้ๆเขย่าตัวเรียกสติ

“แล้วคนที่อยู่ในงานคืนนี้ละพี่ เราจะปล่อยให้พวกเขารับชะตากรรมอย่างนั้นรึ พวกเขาก็คนไทยนะพี่” จันทร์หอมพูดลอยๆ

“ข้าให้คนของเราปะปนเข้าไปแจ้งข่าวแล้ว…แต่ก็ไม่รู้จะช่วยได้สักกี่คน” มนตรีพูดด้วยใบหน้าที่ไม่มั่นใจเอาเสียเลย

“เราก็ได้แต่ภาวนาขอให้พวกเขาเชื่อ” ขามเสริม

“เรา 3 คนก็พึ่งปลีกตัวออกมาจากงานป่านนี้คงทราบข่าว และค่อยๆทยอยกันออกมาบ้างแล้วละ หากไม่เห็นแก่กิน” มยุรีพูดเสียงต่ำเหมือนจะเห็นคนส่วนใหญ่เป็นตามที่นางเห็น

“ฉันเป็นคนฆ่าสามีตัวเองหรือนี้”

“จันทร์หอม!” มยุรีอุทานกระตุกแขนเสื้อเหมือนจะเรียกสติอีก

“ฟังให้ข้าให้ดี…ฝ่ายสัมพันธมิตรในยุโรปกำลังจะชนะ…เวลานี้กองทัพญี่ปุ่นในพม่าก็มีท่าทีไม่สู้ดีนัก…ญี่ปุ่นกำลังจะแพ้สงครามในอีกไม่กี่วันข้างหน้า…โคทาโร่ต้องถูกจับหรืออาจจะถูกประหารชีวิต หากเขายังอยู่ที่นี้…เจ้าต้องทำใจ” ขามอธิบายเป็นฉากๆ…จันทร์หอมไล่มองพวกเขาไปทีละคนเหมือนแมวจนตรอกที่ไม่เหลือทางให้ไป

“สงคราม…กำลังฆ่าฉันด้วยมือของฉันเอง” เสียงจันทร์หอมสั่นเครือ นางใช้หลังมือเช็ดน้ำตาหลายครั้ง จนมยุรีขยับโอบกอดด้วยความรู้สึกเดียวกับนาง

“สามีฉันก็ตายเพราะสงคราม…”

“พวกพี่ไปกันก่อนเถอะ เดี๋ยวฉันจะตามไป” จันทร์หอมแข็งใจบอก หลังจากได้ปล่อยลมหายใจออกมายาวๆ หลายครั้ง

“อย่าช้านะ…” ขามกำชับ และตบไหล่นางเบาๆ

“เราต้องอยู่ต่อให้ได้…เพื่อลูก” มนตรีลุกขึ้นและตบไหล่จันทร์หอมอีกคน ในที่สุดทั้งสามก็เร่งฝีเท้าหายลับมุมถนนเรียบแม่น้ำที่นางเคยใช้เมื่อวันก่อนไป

“คุณฆ่าสามีฉัน โคทาโร่” จันทร์หอมย้ำเหมือนจะขุดความเกลียดชังขึ้นมาปลุกใจในเวลาที่สุ่มเสี่ยงเช่นนี้

……….

เมฆสีดำค่อยๆแผ่ขยายข้ามฟ้าไปเรื่อยๆ มันไล่ปิดหมู่ดาวนับล้าน กลืนกินทางช้างเผือกที่ทอดตัวจากทิศใต้จรดทิศเหนือแบบเงียบๆ เป็นมรสุมแรกในรอบหลายเดือน หลายคนอดถามไม่ได้ว่า…ทำไมต้องเป็นคืนนี้

จันทร์หอมเฝ้าจดจ่ออยู่ที่ประตูหน้าบ้าน เหมือนกำลังรอใครบางคน แต่ในที่สุดสิ่งที่นางกลัวที่สุดก็ส่งเสียงคำรามเบิกฟ้ามาจากทางทิศใต้…มันคือเสียงฝูงบินของฝ่ายสัมพันธมิตร…

“ไม่!…เสียงฟ้าร้อง…ไม่นะ…”มือของจันทร์หอมสั่นพอๆกับน้ำเสียง…กล้ามเนื้อทุกส่วนเริ่มเกร็งกระตุก “โคทาโร่…โคทาโร่!” นางอุทานเรียกชื่อเขาซ้ำๆ แต่แล้วเสียงที่นางพยายามแปลงเป็นอย่างอื่นก็เป็นจริงอย่างที่ใจบอกตั้งแต่ต้น

“คุณฆ่าพี่โมก…คุณฆ่าสามีฉัน คุณสังหารสามีฉันโคทาโร่” นางปลุกความเกลียดชังขึ้นมาใช้งาน พร้อมๆกับเสียงเครื่องบินรบ…ที่ไม่ใช่เครื่องบินซีโร่ของญี่ปุ่น เวลาเดียวกันเสียงเพลงในงานเลี้ยงก็พลันเงียบลงพร้อมๆ กับแสงไฟที่สะท้อนขึ้นไปบนท้องฟ้า มีเพียงเสียงหวอเตือนภัยเท่านั้นที่ดังยาวข้ามทุ่งมาแทน

“เรไร!…” จันทร์หอมดับแสงตะเกียงเจ้าพายุวิ่งเข้าไปกอดบุตรสาวด้วยท่าทางสั่นผวา…

“แม่ๆ…”

 ……….

อีกมุมหนึ่ง

คนนับพันที่กำลังสนุกสนานต่างวิ่งหนีแตกกระเจิงไปคนละทางสองทาง หลายคนถูกทหารญี่ปุ่นจับลากตัวหายเข้าไปในความมืด และอีกหลายคนถูกยิงทิ้งทั้งๆ ที่ปากยังคาบบุหรี่อยู่ เสียงหวอยังดังต่อเนื่องไม่หยุด บนท้องฟ้าสีดำสนิท ลูกระเบิดที่ถูกปล่อยลงมาเป็นสายยังพอให้มองเห็น…พวกเขาวิ่งหนีเพื่อหวังจะให้รอดพ้นจากมัจจุราชที่ลอยอยู่บนหัว

—บึ้ม!—บึ้มๆ—บึ้ม—เสียงของมันดังกัมปนาทไล่เป็นทางยาวใกล้เข้ามาในบริเวณงาน เพลิงสีแดงสาดฉายขึ้นพร้อมกันทุกทิศทาง หลายคนติดอยู่ในวงล้อม และหลายๆคนที่หมอบอยู่กลางสนามก็ถูกแรงอัดอากาศส่งร่างลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า “อ๊ากๆ…”และพวกเขาก็ไม่ต่างอะไรกับนกหุบปีกที่จงใจทิ้งร่างตัวเองลงกระแทกกับพื้น…

……….

## จบ สมรภูมิปักษา20 ##

สมรภูมิปักษา19

สมรภูมิปักษา19

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา19

สมรภูมิปักษา19

ใต้เงาร่มจันทร์

เช้าวันต่อมา

          แดดบางๆ แทรกเป็นลำแสงผ่านกลุ่มเมฆสีขุ่นเทาที่กระจัดกระจายเกลื่อนฟ้าลงมาจนถึงพื้นดินได้หลายจุด เดือนมิถุนายนสัปดาห์ที่ 2 ยังไม่ปรากฏมรสุมเผยตัวแสดงพลังอำนาจ เบ่งบารมีที่เหลือล้นให้เห็น  ต้นจันทร์ข้างบ้านก็กำลังแทงช่อดอกเล็กๆ อยู่เต็มต้น มันส่งกลิ่นเชิญชวนล่อหมู่ผึ้ง แมลง ให้เข้ามาดอมดม จนเกิดเสียงครางหึ่งๆ จนคล้ายเสียงเฮลิคอปเตอร์หลายร้อยลำกำลังทำหน้าที่อยู่แถวนั้น มินาโมโต โคทาโร่ยืนมองทุกสรรพสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตามครรลองแห่งธรรมชาตินิ่งๆ เขาอยู่ในชุดนายทหารญี่ปุ่นเต็มยศ…และปล่อยจิตเยี่ยงชิโนบิที่พึ่งถูกกระตุ้นกลับคืนมาลองอ่านสัญชาตญาณบริสุทธิ์จนลืมช่วงเวลาสงครามที่ยังคงดำเนินอยู่ไปชั่วขณะ

……….

แม้จะตัวเล็ก….แต่ก็ยังสร้างสิ่งยิ่งใหญ่ได้เกินฝัน

รวมพลังเป็นหนึ่ง…….จากเพื่อนพร้องมิตรสหาย

มินาโมโต โคทาโร่

……….

เขาก้าวเข้าไปยืนใต้ร่มเงาของต้นจันทน์อย่างช้าๆ แต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่เดิมราวกับไม่อยากพราดฉากสำคัญที่กำลังดำเนินอยู่ นาทีนั้นซองจดหมายสีขาวที่ตีตราสัญลักษณ์พิเศษบอกถึงความลับสูงสุดของกองทัพญี่ปุ่นก็หล่นจากกระเป๋าสีดำที่ถืออยู่…ไม่นานจันทร์หอมที่ก็เดินผ่านมา เหมือนนางจะลงไปข้างล่าง

“จันทร์หอม คืนนี้ข้าอาจจะไม่ได้กลับ…หากพบสิ่งใดผิดปกติ ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ทันที…ก่อนจะสายเกินไป” โคทาโร่พูดเป็นนัย

“มีอะไรหรือ…” จันทร์หอมถามกลับด้วยท่าทีสงสัย

“ใต้ร่มเงาต้นจันทน์หอม…ข้าคิดว่าเจ้าน่าจะมานั่งพักผ่อนที่นี้…มันทำให้หายใจได้โล่งปอดจนถึงลูกของเรา”

“โอะฮะโยโกะไซมะซึ…ส วัส ดี ตอนเช้า นายหญิง” เสียงทหารญี่ปุ่นดังที่เชิงบันได

“จิโระ…สวัสดีตอนเช้าคะ…” จันทร์หอมทักตามความคุ้นเคยพลางหันไปก้มหัวให้ทหารญี่ปุ่นอีก 5 นาย ที่ยืนรอโคทาโร่อยู่ที่ลานโล่งหน้าบ้าน

“ข้ากำลังจะไป” โคทาโร่พูด เขาพยักหน้าให้จิโระอีก… “เมื่อคืนมีอะไรเกิดขึ้นไหม” เขาถามต่อเป็นภาษาญี่ปุ่น

“สะพานหมายเลข 7 เราซ่อมเสร็จทันรถขนเสบียงผ่านมาได้…เรียบร้อยดี” จิโระตอบ

“อื้อ!…” โคทาโร่พยักหน้าก่อนจะหันมาพูดกับจันทร์หอมอีกที “ตอนเย็นข้าจะให้เรียวตะ มาตรวจครรภ์เจ้าอีกสักครั้ง” เขาก้มหัวชายตาไปยังใต้ต้นจันทร์หอมเหมือนจงใจจะบอกอะไรบางอย่าง “เราไปกันได้แล้วจิโระคุง” เขาพูดและผ่านจิโระตรงไปยังกลุ่มทหารญี่ปุ่น…จันทร์หอมมองตามหลังอย่างไม่เข้าใจ

“ข้าไปก่อน ตอนเย็นถึงจะมาพร้อมกับหมอเรียวตะอีกครั้ง” จิโระพูด และก้มหน้าให้จันทร์หอมนิดๆ ก่อนจะเดินตามโคทาโร่ไปอีกคน

“โคทาโร่!” จันทร์หอมเรียก โคทาโร่หันมายิ้มบางๆ ให้ แต่นางไม่รู้เป็นอะไรถึงอยากจะเรียกชื่อเขาซ้ำขึ้นมาอีก “โคทาโร่…” น้ำเสียงของนางเบาจนติดอยู่ในคอ โคทาโร่พยักหน้าให้และเดินนำทหารห่างไป จันทร์หอมยืนมองจนทั้งหมดลับมุมโค้ง หัวใจนางเริ่มหวิวๆหน่วงลึกจนผิดปกติ “โคทาโร่ ฉันเป็นคนไทย โคทาโร่” นางพึมพำอย่างคนแบกรับบางสิ่งเอาไว้จนเต็มทั้ง 2 บ่า แต่ก็เดินไปนั่งลงม้านั่งเก่าๆใต้ร่มต้นจันทร์ตามที่โคทาโร่แนะนำ “โคทาโร่…” ทุกอย่างเวลานี้ดูเหมือนจะมีแต่ชายคนที่นางเกลียดเข้ามาแฝงอยู่ในทุกๆอณู “ไม่นะ…เขาเป็นคนฆ่าพี่โมก…เขาเป็นคนฆ่าสามีเรา” จันทร์หอมพึมพำแต่มือกลับลูบท้องนึกนึกเขา ความรู้สึก 2 อย่างกำลังจะทำให้นางแยกไม่ออกว่า อันไหนคือความรู้สึกที่แท้จริงอันไหนคือภารกิจที่นางต้องสานต่อให้จบ “มันเกิดอะไรขึ้น” นางถามตัวเองแต่พลันสายตาที่มองต่ำก็เจอเข้ากับ…

“จดหมาย…” จันทร์หอมอุทานในลมหายใจเดียว นางหยิบมันขึ้นมา ตราประทับสีแดงเป็นอักษรญี่ปุ่นที่แนวเปิด ทำให้นางนึกถึงคำพูดของโคทาโร่ที่เพิ่งจะสั่งเมื่อครู่ขึ้นมา

          #จันทร์หอม คืนนี้ข้าอาจจะไม่ได้กลับ…หากพบสิ่งใดผิดปกติไปจากเมื่อวาน ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ทันที…ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป#

“โคทาโร่ คุณกำลังบอกอะไรฉันกันแน่” นางชั่งใจกับภาษาที่อ่านไม่ออก แต่คำพูดของเขาก็ส่อเจตนาชัดเจนว่ามันหมายถึงอะไร “ต้องรีบส่งข่าวให้ทุกคนรู้ ก่อนทุกอย่างจะสายเกินไป”นางย้ำตามคำบอกที่ได้ยิน “โคทาโร่…” และก็ลังเลในเวลาเดียวกัน

“ไม่…คุณเป็นญี่ปุ่น คุณฆ่าสามีฉัน คุณฆ่าพี่โมก” จันทร์หอมตอกย้ำ…และเสียงเป่าลมออกจากปากแรงๆเหมือนนางจะตัดสินใจบางอย่าง…

“เรไร อยู่ไหน…เรไร ไปกับแม่เดี๋ยวนี้”

……….

เวลาต่อมา

แสงแดดตอนสายๆ ไล่ตามหลังจันทร์หอมกับเรไรไปอย่างไม่ลดละ นางเร่งฝีเท้าไปตามทางเดินเล็กๆเลียบไปกับแม่น้ำเพชรบุรี นางเดินตรงไปยังสะพานไม้เก่าๆที่ใช้ข้ามไปยังชุมชนอีกฟาก ดอกกระดุมเงินกระดุมทองกลีบเล็กๆสีเหลืองดารดาษตลอด 2 ข้างทาง เด็กน้อยหยุดและเด็ดมันไปเป็นระยะๆ  เธอก้มไปเด็ดดอกนั้นหอมดอกนี้ ก่อนจะวิ่งตามแม่ที่เดินล่วงหน้าไปก่อนให้ทัน และอดก้มลงเด็ดอีกดอกไม่ได้เมื่อเห็นว่าใหญ่กว่า สวยกว่าจนเต็มกำมือ

“เรไร เร่งตามแม่ให้ทัน” จันทร์หอมท้วง จนเด็กน้อยต้องออกแรงวิ่งตามมาอีก จันทร์หอมจับแขนลูกสาวไว้แน่นก่อนจะพาเดินข้ามสะพานไม้สูง เด็กน้อยยิ้มหน้าบานพลางชูดอกไม้ที่ถืออยู่ในมือให้แม่ดู

“หนูจะเอาไปฝากยาย” เธอพูดเสียงใสก่อนจะวิ่งกำดอกไม้สีเหลืองลงสะพานล่วงหน้าไป

………

 จนกระทั้ง…

“จันทร์หอม…นี้มันเป็นจดหมายลับสุดยอดของกองทัพญี่ปุ่นเลยนะ” ขามกดเสียงต่ำในขณะใช้มือแกะซองจดหมายออกมาดู

“มันเป็นภาษาญี่ปุ่น” เขาบังคับไม่ให้ความตื่นเต้นหลุดจนเกินขอบเขต…แต่เหงื่อกาฬก็ผุดฟ้องแล้วเวลานั้น

“ฉันหวั่นใจว่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้นในคืนงานเลี้ยง…” จันทร์หอมพูดอย่างคาดเดา แต่มือทั้งสองข้างก็ยังบีบกันแน่นจนชุ่มเหงื่อ

“พี่จะเอาไปให้คุณมนตรีแปล หากมีอะไรจะรีบส่งข่าว” ขามพูดเร็วและพับจดหมายยัดคืนใส่ในซองเหมือนเดิม “เอ็งต้องเข้มแข็งนะ…เวลานี้ทุกอย่างกำลังเป็นไปด้วยดี” ขามกดเสียงพูดต่อ จันทร์หอมพยักหน้าอย่างเกร็ง…แต่ในแววตากลับไม่มั่นคงเสียแล้ว

“ระวังตัวนะพี่”

“อื้อ!…เอ็งก็เช่นกัน”

……….

อย่าเสียสละ…………….เพียงอยากเห็นเงาตัวเองในเหลี่ยมเพชร

เพราะจะยิ่งน่าสมเพช…เมื่อเหลี่ยมเพชรสะท้อนแสงต่างมุม

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา19 ##

สมรภูมิปักษา18

สมรภูมิปักษา18

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา18

สมรภูมิปักษา18

จดหมายฉบับสุดท้าย

……….

20 มิถุนายน 1945

                ถึงมินาโมโต  ฟูจิกาว่า

                ท่านพ่อ ท่านแม่ ขอบคุณสำหรับความรักที่มอบให้ข้าด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ เกียติยศใดๆ ที่ข้าได้รับจากสงครามในครั้งนี้ ข้าขอ มอบให้ของขวัญแด่ท่านทั้งสอง

                ข้าไม่อยากบอกลาด้วยจดหมายฉบับนี้ เพราะความตายสำหรับซามูไรเป็นสิ่งบางเบายิ่งกว่าขนนก 

                ฉะนั้นท่านพ่อ ท่านแม่ อย่าได้เสียใจหากข้าไม่มีโอกาสกลับบ้านหลังสงคราม ข้าจะสวดอ้อนวอนขอให้ท่านทั้งสองมีความสุขชั่วนิรันดร์…  

คิดถึงแสงแรกเหนือขุนเขาพระอาทิตย์เสมอ

มินาโมโต  โคทาโร่

 

 นกกระเรียนสยายปีกออกศึก

โผทะยานเหนือผืนน้ำทะเลใต้

ผงาดฟ้าประกาศท้า ข้าซามูไร

จากแผ่นดินอาทิตย์อุทัย…ให้โลกลือ

……….

มินาโมโต โคทาโร่ค่อยๆ วางดินสอลงช้าๆ เขาพับแผ่นกระดาษสีน้ำตาลเป็น 4 ส่วน ไม่เคยมีวันไหนเหนื่อยล้าเท่านี้มาก่อน เขายัดมันใส่ในซองสีน้ำตาลแล้วจึงเขียนจ่าหน้าซองถึงบุคคลที่เมืองคาโกคุมะ ประเทศญี่ปุ่นอย่างบรรจง

“คงเป็นจดหมายฉบับสุดท้ายจริงๆ ซินะ” เขาพึมพำขณะเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เขากำลังจะหลับ แต่อยู่ๆ มือสัมผัสที่อุ่นนุ่มของบางคนก็คลึงนวดที่ต้นคอ

“เรียวตะ…” โคทาโร่อุทาน แต่ก็ไม่แปลกใจและไม่ห้ามในสิ่งที่เพื่อนกำลังทำให้

“หลับตาเถอะคุณชาย” เรียวตะพูดเรียบๆในสำเนียงอูราคามิ

“ทำไมเวลาข้าเหนื่อยจึงนึกถึงเจ้าเป็นคนแรก” โคทาโร่พูด ซึ่งมันก็ทำให้เรียวตะฉายยิ้มความสุขออกมา

“ขอบคุณ ที่นึกถึงข้า…” ทั้งสองเงียบแต่มือยังคลึงนวดไม่หยุด จนโคทาโร่รู้สึกผ่อนคลายจวนหลับ “เพียงเท่านี้ก็ดีมากแล้ว”

“อีกไม่กี่วัน…แล้วซินะ” โคทาโร่พูดลอยๆทั้งที่ยังหลับตาอยู่ในท่าเดิม

“กามิกาเซ่ไม่เคยโผทะยานในเวลากลางคืน…ข้าไม่เข้าใจว่าทำไมแผนการในครั้งนี้ถึงเปลี่ยนไป…เหมือนทางกองทัพจงใจจะใช้เราไปตายให้เร็วขึ้น”

“มันเป็นความตั้งใจของข้าเอง…ข้ามองเห็นทุกอย่าง…และข้าก็เอาตัวรอดได้ในเงามืด อีกร่างหนึ่งแหลกสะลายไปกับเครื่องบินซีโร่ แต่อีกร่างยังต้องการจะทวงถามกับคนที่ข้ารักว่า…ข้ายังดีพอจะอยู่ต่อเพื่อลูกหรือไม่…” โคทาโร่พูดจบ มือของไอซึเกะ เรียวตะก็หยุดชะงัก

“ข้ามิได้ทรยศต่อทางกองทัพหรือตัวเอง…แต่นางกำลังตั้งท้องลูกของข้า เพราะฉะนั้นข้าจึงต้องถามความปรารถนาของนางให้แน่ชัด” โคทาโร่อธิบาย

“คุณชายจะต้องตายเพราะผู้หญิง มิใช่สงคราม…จำไม่ได้หรือไง” เรียวตะกดเสียงต่ำที่กำลังจะทนไม่ไหว

“อย่าดูถูกน้ำใจของนาง…นางไม่มีวันสังหารข้า” โคทาโร่สวนกลับทันควันพร้อมกับสะบัดตัวให้พ้นไปจากมือ เขาลุกเดินห่าง

เรียวตะก้มหน้าต่ำ สักครู่ “ข้าเป็นหมอ…ข้าควรจะดูแลนางและลูกของคุณชายให้ดีที่สุดซินะ” เป็นความน้อยใจที่ตั้งใจจะประชด…“คุณชาย…ตั้งแต่เหตุการณ์ที่ปราสาทฮันโตจนกระทั้งวันนี้…ข้าก็ไม่เคยลืมดวงตาสีอำพันที่จ้องข้า….แม้จะพยายามลืม”

“เจ้ารักข้า…ได้อย่างไร” โคทาโร่หันกลับมาพร้อมกับเดินเข้าหา เขาหยุดยืนในระยะประชิด “เจ้าก็ชาย ข้าก็ชาย” โคทาโร่พูดช้าๆเนิบๆ เรียวตะได้แต่มองเขานิ่งๆ

“ข้าเองก็ไม่เข้าใจตนเอง…เช่นเดียวกับที่คุณชายไม่เคยเข้าใจข้า…” เรียวตะพูดไม่ทันจบ โคทาโร่ก็ดึงเขามาจูบ น้ำตาของเรียวตะไหลพรากพร้อมๆ กับอาการสั่นตึง สักพักโคทาโร่ก็ถอนจูบและจ้องลึกเข้าในดวงตาที่กำลังเปียกชุ่ม (คุณชาย) เสียงสื่อจากเรียวตะอุทานในอาการตกใจและพึงพอใจปนอยู่ สักครู่พลังลึกลับที่เป็นมรดกมาจากนินจาก็ทำให้อีกคนค่อยๆ หลับ โคทาโร่ช้อนร่างเพื่อนเอาไว้ในอ้อมแขน

(ข้าดีใจที่ได้หลับในอ้อมกอดคุณชาย…)

“ข้าให้เจ้าได้เท่านี้จริงๆเรียวตะ” โคทาโร่พูดและเฝ้าวนเวียนมองใบหน้าของเพื่อนไปมา “ข้าไม่เข้าใจเจ้า เช่นเดียวกับที่เจ้าไม่เคยเข้าใจตัวเอง” พูดจบเขาก็อุ้มร่างที่หลับใหลเดินเข้าไปในห้องพยาบาล ก่อนจะกลับเข้ามาหยิบซองจดหมายบนโต๊ะแบบคนชั่งใจอยู่นาน…

“ข้าปรารถนาจะอยู่ต่อเพื่อลูกอย่างชายไร้ศักด์ศรี แต่สิทธิ์ขาดอยู่ที่เจ้าคนเดียว…จันทร์หอม”

……….

อย่าคาดหวังความรู้สึก……………………….จากคนอื่น

เพราะสมหวังและผิดหวัง……………………..พอกัน

มินาโมโต โคทาโร่

……….

ชะตากะอนาคะ

(มินาโมโต โคทาโร่…เจ้าต้องเปิดจิตเดี๋ยวนี้…โคทาโร่…ทะเลทางทิศใต้กำลังจะลุกเป็นไฟ  นางจะหักหลังเจ้า…โคทาโร่…มินาโมโต โคทาโร่ จิตของเจ้ากำลังจะสั่นคลอน…อูคาชิ เซดะ…เซดะคุง) เสียงสื่อโหมกระตุ้นประสาททุกส่วนที่กำลังหลับสนิท ไม่ต่างอะไรกับเปลวไฟในเบ้าหลอมโลหะ แต่นายทหารที่ชื่อ มินาโมโต โคทาโร่ก็ยังไม่รู้สึกตัวจากอีกมิติหนึ่งของความฝัน ชะตากะอนาคะ  ชะตากรรมอนาคต ที่สวรรค์ไม่ได้ลิขิต แต่เป็นเพราะคำสาปซามูไรที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด กำลังจะบอกบางสิ่ง

: เรือลำน้อยมีข้านั่งอยู่คนเดียวกลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง…

: มันลอยนิ่งอยู่ในเงามืดของราตรีที่มองไม่เห็นสิ่งใด…

: นอกจากดาวสีแดงเหนือทะเลใต้

: มันเป็นเพื่อนข้ายามเหงา…

: “ดวงดาวแห่งนักรบ” ข้าพูดขึ้นจากความรู้สึก

: (ดาวแห่งนักฆ่า) เป็นเสียงกระซิบจากคนที่คุ้นเคย

: (เจ้าต้องเปิดจิตเดี๋ยวนี้) เป็นเสียงของคนๆนั้น

: ฮาๆ…และยังมีเสียงหัวเราะที่ก้องไปทั้งมหาสมุทร…

: (จิตเจ้ากำลังสั่นคลอน อูคาชิ เซดะ)

: ข้าพยายามจะดีดตัวขึ้นจากเรือเพื่อไปหาดาวสีแดง

: แต่ก็ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า

: มิหนำซ้ำแรงดีดส่งกลับทำให้เรือค่อยๆจมสู่มหาสมุทร

: กำลังจะจมลงสู่สีดำ

: (โคทาโร่ อูคาชิ…เซดะ) เสียงเรียกเหมือนจะมีคนช่วย

: และดาวสีแดงก็กำลังหายไป…

: ขณะตัวข้าก็กำลังจมดิ่งไปพร้อมกับเรือ

: แต่พลันเกือบจะสิ้นลม

: แสงเพลิงจากขอบทะเลทิศใต้ ก็สว่างขึ้นมา

: มันทำให้ข้ามีแรงฮึดสู้ลอยตัวได้อีก…

: “แสงอาทิตย์กำลังเบิกฟ้าวันใหม่…”

: ข้าพูดเบาๆ…โดยไม่เอะใจเลยว่า…นั้นไม่ใช่ทิศบูรพา

: ดวงไฟสีแดงค่อยๆโผล่ ลอยสูง

: ขยายใหญ่ช้าๆ…ช้าๆ…จนเห็นเป็นวงกลมสีแดงเต็มดวง

: “อาทิตย์ยามเช้า”ข้าอุทานอย่างกระเรียนหลงฟ้า

: และภาพตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลมินาโมโต

: ก็ผุดขึ้นมาในหัว…(อูคาชิ เซดะ)เสียงสื่อที่ข้าไม่ตั้งใจจะได้ยิน

: แรงฮึดสู้ครั้งสุดท้ายกลับเพิ่มมากขึ้น

: ในที่สุดข้าก็ดีดตัวลอยพ้นจากเกลียวคลื่นได้สำเร็จ

: และค่อยๆ…กางแขนทั้งสองข้างเพื่อรับแสงนั้น

: มันช่วยพยุงตัวได้อย่างที่คาดหวังดั่งลมหนุนใต้ปีก

: ข้านึกถึงนกกระเรียนมงกุฎแดงในกลางวงกลมสีแดงขึ้นมา

: ร่างของเขาเวลานี้ก็ไม่ต่างอะไรกับกระเรียนตัวนั้น

: ประหนึ่งตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลมีตัวข้าแทนที่

: แต่แล้วแรงโน้มถ่วงก็ฉุดร่างที่หนักอึ้งจมลงไปอีก

: ข้ากางแขนทั้งสองข้าง ให้มากกว่าเดิม

: สัญชาตญาณบอกให้ทำเช่นนั้น

: นัยน์ตาเต็มเปรี่ยมไปด้วยความหวังเริ่มหรี่ลง

: เมื่อดวงอาทิตย์ที่เข้าใจ กำลังขยายขึ้น ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ

: อุณหภูมิก็เพิ่มขึ้น…จนแสบผิว

: ความร้อนกำลังทำให้ทะเลเดือด

: และข้าก็เริ่มรู้แล้วว่า นั้นมิใช่ดวงอาทิตย์

: แต่เป็นลูกเพลิงสีแดงที่ใกล้เข้ามา ใกล้เข้ามา

: จิตพะวงได้ปลุกสัญชาตญาณกลัวให้ตื่น

: “อะไรกัน”ข้าพะวงถาม

: รอยยิ้มแห่งความหวัง…เปลี่ยนไป

: กรามทั้งสองข้างขบกันแน่น

: ดวงตาทั้ง 2 ข้างก็แข็งกร้าว เพื่อเผชิญกับความตายที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

: มันกำลังจะเปลี่ยนร่างข้าให้เป็นผงถ่าน

: มินาโมโต โคทาโร่ นกกระเรียนบนตราสัญลักษณ์

: ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลซามูไรเก่าแก่

: เมื่อความตายใกล้เข้ามา

: ร่างของข้ากลับลอยสูงขึ้นอีก

: ความรู้สึกบอก มันช่างบางเบาเสียยิ่งขนนก

: เขาไม่ยอมหันหลังให้มัน

: จนกระทั้งลูกไฟจากนรก…ค่อยๆกลืนกิน

          “ไม่ๆๆๆๆๆๆๆ………………อูคาชิ เซดะ)

มินาโมโต โคทาโร่ ตะโกนสุดเสียงทั้งๆที่ยังหลับตา กระแสจิตที่ดังก้องในคำสุดท้ายยังค้างอยู่ในหัว เขาได้ยินปลายเสียงห่างๆว่า…อูคาชิ เซดะ) เหงื่อกาฬแตกพล่านเปียกชุ่มราวกับนอนแช่อยู่ในบ่อน้ำพุ  เขาหลับตาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติให้กลับมารวมกัน เขาทำอย่างเดียวกันนี้ซ้ำๆ อีก 3 รอบ แต่ในหัวซีกซ้ายกลับรู้สึกเหมือนมีใครเอากลองมาตีรัวๆ ปวดรำคาญจนต้องกุมไว้ทั้ง 2 มือ

“จันทร์หอม…ข้า” โคทาโร่เรียกทั้งๆที่ยังไม่ได้สติดี แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับ และนั้นเองที่ทำให้เขาตื่นได้เร็วขึ้น (นางไปไหน เวลาเช่นนี้) เขาถามตัวเอง โคทาโร่ลุกจากที่นอนเดินออกประตูไปอย่างแผ่วเบาเหมือนกลัวว่าเรไรที่อยู่ห้องข้างจะตื่น

(อูคาชิ เซดะ…อูคาชิ เซดะ…) เป็นเสียงสื่อจากคนคุ้นเคยที่ดังแทรก  โคทาโร่หยุดนิ่งและปล่อยจิตให้ว่างเพื่อเปิดรับ

(อูคาชิ เซดะ…เจ้าจงฟังข้า อูคาชิ เซดะ)

(ท่านพ่อ…) เขาตอบกลับในทันที แต่เสียงของอีกหลายคนที่ศาลาท่าน้ำก็ดึงดูดเขาได้ไม่แพ้กัน โคทาโร่ถอดร่างตัวเองทิ้งไว้ที่เชิงบันได แต่ก็ทำได้ไม่สมบูรณ์นัก…มรดกจากนินจาที่ขาดการฝึกฝนกำลังทำให้เขาเป็นบ้า (ท่านพ่อ…)

(เจ้ากำลังโดน…คำสาปซามูไรเล่นงาน…โคทาโร่ วงกลมสีแดงที่ล้อมรอบนกกระเรียนไม่ใช่ดวงอาทิตย์อย่างเข้าใจ…แต่มันเป็นลูกไฟจากคำสาป…โคทาโร่มีทางเดียวที่เจ้าจะพ้นพันธะจากมันได้โดยสมบูรณ์…เจ้าต้องกลับมาเป็นอูคาชิ และลืมดาบคาตานะมูโต เล่มนั้นซะเลือดมินาโมโตที่มีเพียงครึ่งเดียวจะถูกเลือดอูคาชิละลายจนกระทั้งจางหาย..เซดะฟังข้าอยู่หรือไม่…อูคาชิ อูคาชิ เซดะ)แต่อีกร่างหนึ่งของโคทาโร่ก็ยังเดินเข้าไปหยุดอยู่ไม่ไกลจากศาลาในเวลานั้น

“เขาฆ่า…พี่โมก…ถึงฉันจะแต่งงานและท้องกับเขา…แต่มันก็เป็นเพียงหน้าที่…มันเป็นภารกิจหนึ่งเท่านั้น ฉันเกลียดเขา…เกลียดเขายิ่งกว่าหนอน…” เป็นน้ำเสียงของจันทร์หอมอย่างชัดเจนโคทาโร่ชาไปทั้งตัว ราวกับความเกลียดชังที่ปนออกมากับสำเนียงยิ่งกว่าหนอนกำลังไหลซึมเข้าสู่ตัวเขาเต็มๆ

(ไม่…ข้าไม่ได้ฆ่าโมก นางกำลังเข้าใจผิด) โคทาโร่อุทาน

(ถึงจะรักนางเพียงใด แต่ในที่สุดก็เป็นนางที่จะสังหารเจ้า…โคทาโร่…เซดะ…) เสียงสื่อยังคงไม่ยอมลดละ

“เอ็งต้องรู้ให้ได้…ว่าพวกญี่ปุ่นมีแผนการอะไรในงานเลี้ยงคืนวันที่ 28 มิถุนายน ที่จะถึง…เราต้องรู้ก่อน มิฉะนั้นขบวนการใต้ดินและเสรีไทยส่วนหนึ่งจะถูกสังหารเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในประเทศอินโดจีน…บทเรียนเก่าสอนเราได้ดีเชียวนะจันทร์หอม” เสียงมนตรีเบาลงไปอีกเหมือนจะระแวง โคทาโร่เดินผ่านต้นชบาเพื่อหวังจะให้ใกล้เข้าไปอีก เขากระพริบตาถี่ๆเพื่อปรับมาใช้แสงสีเขียวอมเหลือง…แต่มันก็ไม่ชัดเจนเท่าที่เคยเป็น แต่ก็พอเห็นจันทร์หอมพยักหน้าให้กับชายฉกรรจ์ที่ยืนพูดอยู่ติดกับบันไดลงแม่น้ำเพชรบุรีได้ไม่ยาก

(จันทร์หอม…)

                (อูคาชิ…เซดะ…อูคาชิ เซดะ)เสียงสื่อยังเรียกไม่ขาดระยะ…จนโคทาโร่เริ่มรู้สึกรำคาญ

(…ท่านพ่อ)

(เจ้าต้องกลับคืนสู่โลกชิโนบิ…ปล่อยดาบคาตานะมูโตเล่มนั้นซะ หากต้องการรอดพ้นจากคำสาปซามูไร)

(คำสาป คำสาป คำสาป…มันคืออะไร ท่านได้แต่พูดคำๆ นี้เพื่อหวังจะขู่ข้า) โคทาโร่สื่อกลับด้วยอารมณ์อีกด้าน

(ทำตามที่ข้าบอก…แล้วเจ้าจะรอด…มันเป็นเรื่องจริง ข้าไม่ได้ขู่)

(ตอนข้าอยู่ในหุบเขาอิงะ ท่านก็ผลักไสให้ข้ามาเป็นมินาโมโตเช่นเดียวกับเวลานี้ ที่ท่านก็บอกให้ข้ากลับคืนสู่โลกมืด…เห็นข้าเป็นสิ่งของ…คิดจะโยนทิ้งก็โยน…ข้าเกลียดโลกมืดยิ่งกว่าปลิงลม…ข้าเกลียดปลิงลมยังกับหนอนหมื่นตัวในซากเน่า) โคทาโร่ตอกกลับ อย่างสุดอารมณ์

(คุณชาย…)

(อย่าเรียกข้าอย่างนั้น…ข้าคือมินาโมโตความตายของข้าบางเบาเสียยิ่งกว่าขนนก…ข้าจะไม่หันหลังหากข้าจะตายเพราะสงคราม หรือแม้แต่จะถูกนางสังหารก็ตามที)

(อูคาชิ เซดะ)

(อย่าเรียกข้าอย่างคนหนึ่งในหุบเขา…ข้าเกียดอูคาชิ ข้าเกียด เซดะ ข้าเกียดชิโนบิ และข้าจะไม่มีวันหวนกลับไปหุบเขาอิงะอีก)

(คุณ…ชาย อู…คา…ชิ…)

(ข้าชื่อมินาโมโต…โคทาโร่…) เขาสวนกลับในลมหายใจเดียว ดวงตาที่แดงกล่ำกำลังฟ้องให้ภาพวันสุดท้ายในหุบเขาอิงะผุดขึ้นมาหลอกหลอน…เสียงอูคาชิ ยาสุ ตะคอกใส่เพื่อตัดขาดความเป็นพ่อลูกยังก้องอยู่ในความทรงจำ  แสงสีเขียวอมเหลืองที่เต็มไปพลังจากมนต์สะกดของชิโนบิไหลออกมาจากดวงตาสู่ดวงตาครั้งสุดท้าย มันเป็นภาพความเจ็บปวดที่เจ็บลึก…เกินจะเยียวยาแล้วเวลานี้

(ข้าเสียใจ…เจ้าก็คงจะเกลียดโลกมืด พอๆ กับแม่ของเจ้า)

(ใช่…ข้าขอตายเยี่ยงซามูไร…เพราะตอนนี้ข้ากำลังจะมีลูกกับนาง…) โคทาโร่พูดเสียงสั่นเครือ (ลูกข้าคนนี้จะต้องเป็นคนไทย คนไทยธรรมดาๆ มิใช่ทั้งชิโนบิและซามูไร)

“เอ็งจะต้องเข็มแข็ง…พวกเราทุกคนไม่มีวันทิ้งเอ็ง…สบายใจได้” เป็นเสียงผู้หญิงที่ดังมาจากหนึ่งในจำนวนกลุ่มคนที่อยู่ในศาลา

(หากเขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์วิเศษเยี่ยงชิโนบิจริงๆ มันก็ไกลพอที่เขาจะปลอดภัย) โคทาโร่ใช้เสียงสื่อตอบ (ถ้าข้ายังมีดีพอที่จะอยู่ต่อเพื่อลูก เพื่อปกป้องเขาจากปิศาจ…ถึงจะไร้ศักดิ์ศรีข้าก็จะอยู่…แต่หากจะต้องตายข้าก็จะให้นางเป็นผู้ตัดสิน)

(เจ้าคิดว่าเราควรจะต้องบอกลากันและกันแล้วใช่ไหม ก่อนจะไม่ได้บอกลาอีกเป็นครั้งที่ 2 )

(…มันควรจะเช่นนั้น…) โคทาโร่สื่อไม่ทันคิด

(…..) แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาจากอีกคน

“หากเกิดอะไรขึ้น เราต้องยอมรับมันให้ได้…เอ็งไม่ได้อยู่คนเดียวหรอกนะ” เป็นเสียงของผู้ชายแต่ดูเหมือนน้ำเสียงจะอบอุ่นมาขึ้น โคทาโร่ไม่สามารถปะติดปะต่อเรื่องราวทั้งหมดเข้ากันได้แล้ว

(…ข้าบอกลาเจ้าไม่ได้…) เสียงของอูคาชิ ยาสุสั่นเทา ก่อนเขาจะตัดเสียงสื่อหายไปเฉยๆ

“พวกพี่กลับไปก่อนเถอะ…มีอะไรเดี๋ยวฉันส่งข่าว” เสียงจันทร์หอมดังขึ้น เขาเห็นสายตาของนางกวาดมองไปรอบๆ เหมือนจะระแวงบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นเขาในเวลานี้

“เออ…มีอะไรเร่งด่วนให้ไปหาข้าที่บ้าน” เสียงขามพูดก่อนจะเดินลงบันไปที่ทอดตัวลงสู่ผิวน้ำไปเป็นคนแรก

“ตูม!!” เขาล้มหัวขม่ำจนน้ำแตกกระจาย จันทร์หอมเอามือปิดปากเหมือนจะขำไม่ออก

“ทีหลังมัดเชือกให้ต่ำๆ หน่อย…ข้าจะได้ไม่สะดุด” ขามค่อนแคะเบาๆ ก่อนจะลอยคอนำคนทั้งหมดหายไปที่โค้งน้ำทางทิศเหนือ

“จันทร์หอมทำงานให้กับขบวนการใต้ดินหรือนี้”

                (…เจ้าจะตายเพราะผู้หญิงที่มี แววตาคมยิ่งกว่าดาบคาตานะ…ไม่ใช่สงคราม) และเสียงที่อยู่ในความทรงจำก็ผุดเตือนขึ้นในหัวอีก

“จันทร์หอม…” โคทาโร่หลุดอุทานเป็นเสียงลม

“ฉันขอโทษคุณไม่ได้…โคทาโร่…ฉันขอโทษคุณไม่ได้” และจันทร์หอมก็พูดในอารมณ์เดียวกันแล้วก็ร้องไห้ออกมา

(นั้นน้ำตา…นางรักข้า…ข้าสัมผัสได้…นางรักข้า) โคทาโร่บอกตัวเอง (ยามนี้นางไม่จำเป็นต้องเสแสร้ง)

“ฉันขอโทษคุณไม่ได้โคทาโร่….ฮื้อๆ”

 

……….

หน้าที่ต่อประเทศชาติ………………………

………..ย่อมสำคัญกว่าความรู้สึกส่วนตัว

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา18 ##

สมรภูมิปักษา17

สมรภูมิปักษา17

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา17

สมรภูมิปักษา17

หน่วยอาสาตายที่ฟอร์โมซา

……….

                #ท่านพ่อ…หลังจากที่ข้าเรียนจบ ข้าอยากจะไปสอบโรงเรียนนักบิน…ถึงข้าจะบินได้แต่ข้าก็ไม่ใช่นก…ข้าก็เลยอยากจะเป็นนักบินอย่างนก#

……….

            “มันคือฝันเดียวที่ข้าปรารถนา…อูคาชิ เซดะ ก็คืออีกชื่อหนึ่งที่โลกของนินจาได้มอบให้ ข้าหวังว่าเลือดชิโนบิจะช่วยข้าให้รอดเพื่อลูก…ไม่ใช่เพื่อตัวตนที่อาสาไปตายตั้งแต่ต้น…ท่านพ่อ”

แดดสุดท้ายลาฟ้าไปพักใหญ่ มันเคยเป็นช่วงเวลาที่หลายคนจะได้พักผ่อน แต่ในสถานการณ์สงครามที่กำลังตีโอบล้อมไล่กดดันเข้ามาทุกด้าน จะมีทหารสักกี่คนที่จะข่มตาหลับลงได้ เสียงปืน เสียงเครื่องบิน และเสียงระเบิด ยังนำความตายและความสูญเสียมาเยือนไม่เว้นแต่ละวัน หลายชีวิตต้องจากไป และอีกหลายชีวิตต้องสู้ต่อจนกว่าจะได้ลิ้มลองรสชาติของชัยชนะ…ที่หลายๆ คนคิดว่าหอมหวาน

“จิโระ…ข้าฝากจดหมายฉบับนี้ให้จันทร์หอมด้วย” มินาโมโต โคทาโร่กระซิบพร้อมกับส่งจดหมายที่ถืออยู่ในมือให้เพื่อน

“หมายความว่าอย่างไร” จิโระถามกลับ

“นางกำลังตั้งท้องลูกของข้า…” โคทาโร่บอกและยัดจดหมายใส่ในมือ “จิโระคุง…ข้าฝากดูแลนางด้วย”

“นี้…เจ้าไม่ได้บอกนางหรือว่าจะไป…ฟอร์โมซา” จิโระกดเสียงต่ำถาม “โคทาโร่คุง” เขาย้ำอีกเมื่อเห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ

“นางไม่ควรเครียดในเวลานี้…บอกกับนางว่าข้ามีภารกิจที่กรุงเทพฯ  2 อาทิตย์…” โคทาโร่แนะพลางเหลือบไปจ้องจดหมายที่จิโระกำแน่นจนยับ

“ในจดหมายเจ้าเขียนว่าอย่างนั้นด้วยหรือ” จิโระสวนทันควัน และโคทาโร่ก็พยักหน้า

“เป็นราชการด่วน”

“แล้ว…หากเจ้าเป็นอะไรไป….”

“ถึงยืนด้วย 2 ขาไม่ไหว…ข้าก็จะคลานกลับมา” โคทาโร่กัดฟันพูดด้วยท่าทีที่จริงจัง “ข้าก็จะคลานกลับมาหานาง” เขาย้ำต่อพลางยืดอกเชิดคอขึ้นสูงอย่างตั้งมั่น…

“โคทาโร่คุง…”

“ข้าจะกลับมาเพื่อถามนางว่า ข้ายังมีดีพอไหมจะอยู่ต่อเพื่อลูกหรือไม่” และโคทาโร่พูดด้วยท่าทีอ่อนแอสุดๆ…เขาก้มหน้าต่ำ สักครู่ดวงตาที่เหม่อลอยไร้จุดตกก็ดึงความในใจที่อัดแน่นขึ้นมาพูดต่อ “คำตอบของนางคนเดียวที่จะตัดสินชีวิตของข้า” จิโระถึงกับแน่นหน้าอกจนต้องเบี่ยงตัวออกจากมุมห้องเดินไปหยุดที่ประตูทางออก

“ข้าเสียใจ…ที่ไม่มีสิทธิ์ไปสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับเจ้าที่ฟอร์โมซา” จิโระพูดปนเสียงสะอื้นบางๆ “โคทาโร่”

“จิโระคุง นางและลูกคือชีวิตของข้า…การดูแลนางที่นี้ก็เสมือนได้สู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับข้า…เจ้าเป็นคนที่ข้าไว้ใจที่สุด…” โคทาโร่พูดให้กำลังใจ พร้อมๆ กับเดินอ้อมโต๊ะเข้าไปโอบและตบไหล่ปลอบในท่าทีร่วมในความรู้สึกเดียวกัน

“อย่างนั้น ข้าจะไม่บอกลา…” จิโระดันตัวออก “ข้าจะภาวนาต่อเทพวาตะ ขอให้คุมครองเจ้า เพื่อนรัก”

“ขอบใจเพื่อน”

(คุณชายเราต้องไปแล้ว) และเสียงสื่อของเรียวตะก็ดังขึ้นในระยะใกล้ สักครู่เสียงของเขาเองก็ดังขึ้นอีก “คุณชาย เราต้องไปแล้วละ” ที่ประตู โคทาโร่หันไปพยักหน้าพร้อมกับกระชับดาบคาตานะมูโตให้เข้าที่

“ข้าจะดูแลนางยิ่งกว่าชีวิต…” จิโระให้สัญญา ทั้งสองจะถอดหมวกและก้มหัวให้กัน

“เราไปกันเถอะคุณชาย” เสียงของเรียวตะกระตุ้นขึ้นอีก ก่อนจะหมุนตัวเดินนำออกไปก่อน

……….

สนามบินไทชูบนเกาะฟอร์โมซา(ประเทศไต้หวัน)

3 พฤษภาคม 1945

          #ลูกรักของข้าทั้งหลาย พวกท่านคงรู้อยู่แล้วว่าประเทศชาติของเรากำลังตกอยู่ในภาวะคับขันอันตรายอย่างใหญ่หลวง โดยไม่รู้เลยว่าใครจะเป็นผู้ปลดเปลื้อง และนำพาชาติของเราให้รอดพ้น

                ถึงแม้ว่าความรับผิดชอบต่อการดำรงอยู่ของประเทศจะอยู่ในกำมือของรัฐมนตรี และผู้บังคับบัญชาระดับสูง แต่ในความเป็นจริง พลัง ที่จะปกป้องแผ่นดินญี่ปุ่นอยู่ในกำมือของนายทหารหนุ่มอย่างพวกท่าน

                ดังนั้นในนามของชาวอาทิตย์อุทัยทั้งมวล ข้าพเจ้าขอวิงวอนให้พวกท่านเสียสละตนเองในการปฏิบัติภารกิจครั้งสุดท้าย และขอสวดอ้อนวอนให้พวกท่านประสบความสำเร็จ

                นักบินพลีชีพอย่างพวกท่านเป็นเสมือน เทพเจ้า ที่จะบันดาลให้ชัยชนะบังเกิดขึ้นแก่ชาติบ้านเมืองของเรา ข้าจะเฝ้าดูผลงานของพวกท่านและกราบบังคมทูลให้องค์จักรพรรดิทรงทราบถึงวีรกรรมอันกล้าหาญและการเสียสละอย่างใหญ่หลวงในครั้งนี้

                ขอให้พวกท่านทุกคนจงปฏิบัติหน้าที่อย่างดีที่สุด และพบกับการพักผ่อนอย่างสงบสุขชั่วนิรันดร์#

นายพลทาคิชิโร โอนิชิ

 ………

พลันเสียงให้โอวาทที่เปิดจากเครื่องกระจายเสียงจบลง…

“นี้คือคำให้โอวาท จากปากของบิดาแห่งกามิกาเซ่ ที่กล่าวให้แก่นักบินอาสาทั้ง 26 คน ที่จะออกปฏิบัติการพลีชีพครั้งแรก และคำพูดประโยคเดียวกันนี้จะกล่าวเป็นเกียติให้กับทุกคนสำหรับผู้ที่จะถูกเลือกให้ออกปฏิบัติภารกิจในครั้งต่อไป” เรือเอกเอกิ อิโนคูชินายทหารวัยกลางคนที่รับผิดชอบเป็นครูฝึกทหารอาสากล่าวด้วยถ้อยคำดุดัน เขาส่ายสายตาจับจ้องไปยังนายทหารอาสาทั้ง 28 คนที่นั่งรวมกันอยู่ในห้องก่อนจะพูดต่ออย่างใจเย็น “ขอตอนรับนายทหารอาสาทุกท่าน เข้าสู่ภารกิจการฝึกแบบเร่งรัด จากวันนี้จะเป็นเจ็ดวัน…เจ็ดคืนที่มีค่ายิ่งสำหรับตัวท่านและประเทศชาติ…” เขาหยุดหายใจกวาดสายตาหยั่งเชิง

“โดยเริ่มจากวันนี้และวันพรุ่งนี้จะเป็นการฝึกนำเครื่องบินขึ้น-ลงสนามบิน ทุกคนจะต้องผ่านมันไปให้ได้ วันที่สามและวันที่สี่จะฝึกการเกาะหมู่บินเดินทาง ส่วนอีกสามวันที่เหลือเป็นการฝึกเล็ดลอดเข้าสู่เป้าหมายเพื่อโจมตีด้วยมุม 45  องศา” เขาพูดเสียงแข็งกร้าว…พลางเหลือบมองนายทหารอีกกลุ่มที่ยืนนิ่งเป็นหินอยู่ข้างห้อง พวกเขาพยักหน้าให้    “แผนการฝึกทั้งหมดก็มีแค่นี้ เราไม่มีเวลากล่าวอะไรมาก  ต่อจากวินาทีนี้ไป ทุกท่านจะมีนายทหารพี่เลี้ยงคอยประกบในการฝึก ขอให้เชื่อฟังรุ่นพี่ที่มีชั่วโมงบินมากกว่า…” เขาผ่อนเสียงและกลืนน้ำลายลงคออีกครั้ง

“…เทพวาตะจงเข้าข้างทุกคน แยกไปฝึกประจำฐานได้”เรือเอกเอกิ อิโนคูชิกล่าวจบเขาทำวันทยหัตถ์ ก่อนครูพี่เลี้ยงเดินจะเข้ามาเรียกรายชื่อแยกพวกเขาออกไปทีละคน

……….

แผนปฏิบัติการจู่โจม

ขั้นที่ 1 เครื่องบินทิ้งระเบิด 4 ลำจะออกตรวจสภาพอากาศยังพื้นที่เป้าหมาย

ขั้นที่ 2 เครื่องบินทิ้งระเบิดอีก 4 ลำ จะออกไปทำหน้าที่ลาดตระเวนให้กับกองบินโจมตี

ขั้นที่ 3 เครื่องบินทะเล 4 ลำ จะออกไปเพื่อนำการโจมตี

ขั้นที่ 4 กองกำลังกามิกาเซ่จะขึ้นบินจู่โจม พร้อมกับติดระเบิด 1,760 ปอนด์ โดยจะมีเครื่องบินคุ้มกัน 4 ลำนำเครื่องบินกามิกาเซ่ไปให้ถึงเป้าหมาย

………

ยุทธวิธีเข้าสู่เป้าหมาย

                เมื่อนำเครื่องขึ้นจากทางวิ่งแล้วให้ทุกลำมุ่งหน้าสู่ทะเลเป้าหมาย ภาพสุดท้ายที่ทุกคนจะเห็นบนแผ่นดินก็คือแนวต้นมะพร้าวเหนือผืนทราย จากนั้นให้นักบินเปิดออกซิเจนแล้วนำเครื่องขึ้นระดับสูงขณะเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับของข้าศึก

เมื่อพบกองเรือเป้าหมายที่ลอยลำอยู่บนผิวน้ำ ทุกลำจะต้องลดระดับลงพร้อมกับเร่งความเร็วสูงสุด เครื่องบินคุ้มกันที่อยู่ระดับบนและล่างของเครื่องบินโจมตีให้พร้อมป้องกันและขัดขวางเครื่องบินขับไล่ของข้าศึกให้พ้นทาง

เมื่อเข้าสู่ระยะสุดท้ายของการโจมตี นักบินต้องปลดสลักนิรภัยลูกระเบิดที่ติดอยู่ใต้ท้องเครื่อง ในตอนนี้คาดว่าเครื่องบินขับไล่ “เฮลล์แคท” ของข้าศึกจะขึ้นมาต่อต้านอย่างเต็มที่ เป็นหน้าที่ของเครื่องบินคุ้มกันจะต้องคอยปกป้องและยิงขัดขวางไม่ให้เฮลล์แคททำลายกามิกาเซ่ได้

เมื่อหัวหน้าหมู่บินกามิกาเซ่โคลงปีกให้สัญญาณ นักบินแต่ละนายจะต้องนำเครื่องของตนดำดิ่งลงหาเป้าหมาย ซึ่งเป้าหมายหลักที่สำคัญที่สุดคือ เรื่อบรรทุกเครื่องบิน โดยเน้นจุดเล็งอยู่ที่ ลิฟท์ ยกเครื่องบินด้านหน้าของหอบังคับการ

………

ยุทธวิธีดำดิ่ง

“ในช่วงที่เข้าใกล้เป้าหมาย ควรหลบเลี่ยงเครื่องบินขับไล่ของข้าศึก โดยใช้ระดับความสูงไม่เกิน 6,000 เมตร และในทันทีที่เห็นเครื่องบินขับไล่ให้รีบลดระดับลงและใช้มุมดำดิ่งประมาณ 20 องศา” นายทหารพี่เลี้ยงพูดเสียงผ่านไมล์จากที่นั่งผู้ช่วย

“ทำไม” โคทาโร่ถามสั้นจ้องเขม็งไปยังกลุ่มเมฆข้างหน้า ก่อนเครื่องของพวกเขาจะหายเข้าไป

“พวกมันไม่ใช่เป้าหมายหลัก” นายทหารพี่เลี้ยงตอบสั้นๆ ก่อนจะเงียบไปอีกพักหนึ่ง

“โคลงปีกส่งสัญญาณบอกเพื่อน พร้อมจะลดระดับ” เขาแนะต่อเมื่อเห็นว่าเหมาะสม โคทาโร่รับคำสั่งพร้อมกับโคลงปีกเครื่องบินไปมาก่อนจะลดระดับลงไป

“ดีมาก…เราจะลดระดับในลักษณะนี้จนเครื่องบินอยู่ในระดับ 1,000 เมตร ถึง 2,000 เมตรแล้วเปลี่ยนไปใช้มุมดำดิ่ง 45 องศา ในการพุ่งเข้าชน...” เขาเงียบและโคทาโร่ก็กดหัวเครื่องบินซีโร่ลงตามที่เขาพูดทันที…” เชิดหัวเครื่องบินขึ้น…เชิดหัวเครื่องบินขึ้นเดี๋ยวนี้โคทาโร่” เขาตะโกนสุดเสียง เมื่อหัวเครื่องบินใกล้ผิวน้ำลงไปทุกขณะ

“เจ้ากลัวตายรึไง ทาเคดะ” โคทาโร่เชิดหัวเครื่องบินขึ้นทันก่อนที่มันจะกระแทก ดูเหมือนเขาจะไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ในครั้งนี้เลยแม้แต่น้อย

“ไม่หรอก…เครื่องบินหนึ่งลำน่าจะจมเรือบรรทุกเครื่องบินของฝ่ายพันธมิตรมากกว่าเจ้าว่าจริงไหม” เขาพูดด้วยสีหน้าที่ยังตื่นๆ พร้อมกับเป่าลมทิ้งทางปากแรงๆ “วู้!…สอนเจ้านี้เหนื่อยชะมัด”

“แต่ถ้าหากนักบินใช้ยุทธวิธีบินในระดับต่ำเรี่ยผิวน้ำ ควรอยู่ในความสูงไม่เกิน 15 เมตร เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจจับด้ายเรดาร์ ซึ่งจะมีระยะไกลสุดประมาณ 10 ไมล์ จากนั้นเมื่อเข้าใกล้ให้ดึงเครื่องเชิดหัวขึ้นไปอยู่ในระดับ 500 เมตร แล้วจึงจิกหัวลงสู่เป้าหมายอีกครั้ง” เขาแนะต่อ โคทาโร่พยักหน้าและยิ้มให้

“โคลงปีกแจ้งสัญญาณตามแผน 3”

“อื้อ…” โคทาโร่รับคำสั่ง เขาโคลงปีกเครื่องบินขึ้นลง 3 ครั้งก่อนจะลดระดับการบินลงระเรี่ยไปกับผิวน้ำ แสงสุดท้ายสะท้อนเกลียวคลื่นระยิบระยับ จนมันกลืนกินเงาเล็กๆของเครื่องบินฝึกหัดทั้ง 14 ลำหายไปทางทิศตะวันตก พวกเขากำลังมุ่งตรงไปยังฐานบินบนเกาะฟอร์โมซาอีกรอบ

#เอาเครื่องไปลงที่สนามบิน ไทนาน พวกเจ้าจะต้องกลับแล้วคืนนี้#

#ขอบคุณ ทาเคดะ…ขอบคุณ#

……….

ผงาดบนน่านฟ้าเหนือทะเลใต้

สร้างภารกิจอันยิ่งใหญ่ไว้แก่ชาติ

พิทักษ์ผืนแผ่นดินและภูมิบาล

ดั่งซากุระบานจึงร่วงโรย

……….

เป็นบทกวีท้ายจดหมายของนักบินกามิกาเซ่หนุ่มที่ชื่อ อิซาโอะ มัตซูโอกะที่เขียนถึงบิดามารดา…แด่เขา…เด็กหนุ่มที่พักผ่อนอย่างสงบชั่วนิรันดร์

 ……….

ถึงแม้จะบินได้……………………………อย่างนก

แต่ก็ไม่มีวัน………………………..เทียบได้อยู่ดี

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา17 ##

สมรภูมิปักษา16

สมรภูมิปักษา16

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา16

สมรภูมิปักษา16

กรีดเลือดซามูไร

“เรียวตะคุง…เรียวตะ” ฮาราชิ จิโระ ตะโกนใส่หน้านายแพทย์หนุ่มที่ยังนั่งเป็นหินไม่ยอมรับรู้กับความรู้สึกอยู่ภายในห้อง “ได้ยินไหม ข้าจะอาสาไปฟอร์โมซากับโคทาโร่…ข้าจะไปกับโคทาโร่…เขียนชื่อข้าลงไปเดี๋ยวนี้!”

“อาสา…ไปตายชัดๆ” เรียวตะพึมพำในลำคอ ดวงตาประหนึ่งไร้ชีวิตเมื่อครู่ค่อยๆแดงอาบสีเลือด “อาสาไปตายชัดๆ” เขาลุกขึ้นตะคอกกลับเสียงดัง จนมือที่ทิ้งอยู่ข้างลำตัวสั่นเกร็ง “เจ้าได้ยินไหม จิโระ…อาสาไปตายชัดๆ”

“โคทาโร่อยู่ที่ไหน ข้าจะอยู่กับเขา เขาอาสาไปตาย ข้าก็จะไปตายที่เดียวกับเขา” ฮาราชิ จิโระ โต้เสียงสูงอย่างไม่เกรงกลัว

“นั้นนะ…ควรจะเป็นคำพูดของข้า…เจ้าไม่เกี่ยว” เรียวตะกดเสียงต่ำลอดไรฟัน เขาหันหลังเพื่อปิดปังไม่ให้เพื่อนเห็นน้ำตาที่กำลังล้นทะลัก

“แต่เจ้าเป็นแพทย์…มิใช่นักบิน…”

“เจ้าเองก็มิใช่…ที่นั่งสุดท้ายต้องเป็นของข้า…ไปได้แล้ว ข้ามีงานต้องทำ” ไอซึเกะ เรียวตะกดต่ำไล่ และพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ…แต่ก็สุดจะบังคับให้นิ่งได้  “ออกไป!…” เขาตวาดไล่ แต่จิโระก็ยังนิ่ง “ข้าสั่งให้ออกไป!” และเรียวตะก็ตวาดจนเส้นคอปูดเกร็ง…

“เปลี่ยนเป็นชื่อข้า…” จิโระไม่ยอมแพ้

“ชิ!…” เรียวตะพ่นเสียงรำคาญ เขาปาดน้ำตาทิ้งในทีเดียว ก่อนจะหอบเอกสารเดินแยกไปเสียเอง

“เรียวตะคุง… เรียวตะ…ไอ้บ้าเรียวตะ” จิโระตะโกนไล่ตามหลัง แต่ก็ทำอะไรเขาไม่ได้ นอกจากยืนนิ่งเป็นหินเพื่อทบทวนตัวเองอยู่ที่เดิม “ทำไมต้องแค่ 9 ไม่เป็น 10 ข้าหมดหวังแล้วจริงๆใช่ไหม โคทาโร่” เขาพึมพำอย่างท้อใจ ก่อนจะพาร่างที่ไม่ต่างอะไรกับซากศพเดินแยกไปอีกทาง

……….

อีกมุมหนึ่ง

(อูคาชิ …อูคาชิ ยาสุ…ท่านพ่อข้าเป็นอะไรไป) เสียงสื่อไม่มั่นคงถูกปลุกขึ้นมาถามหาใครอีกคนที่โคทาโร่หวังจะให้ตอบกลับในสื่อกระแสเดียวกัน ขณะที่กำลังยืนนิ่งอยู่เหนือยอดตาลโตนด แรงกดฝ่าเท้าที่เคยเบาหวิว แต่เวลานี้มันกลับหนักอึ้ง จนใบตาลที่แผ่เป็นพัดรองรับ ถึงกับอ่อนยวบยาบ แทบจะทานน้ำหนักไม่อยู่

(ท่านพ่อ ตอบข้าที…ท่านพ่อ) น้ำเสียงแผ่วเบาลงเหมือนจะถอดใจยอมแพ้… “ท่านพ่อ ท่านพ่อ!…” เขาป้องปากตะโกน อย่างไม่เกรงว่าจะมีใครมาได้ยิน…“ท่านพ่อ!”

(โคโร่อาจได้โดนคำซาไร) และในที่สุดสื่อเสียงที่รอคอยก็ดังขึ้นในหัว แต่มันยังคงไม่สมบูรณ์เหมือนที่เคยปกติ

“ไม่ ท่านพ่อ ทำไม…เป็นไปไม่ได้…” โคทาโร่รู้สึกทั้งดีใจและตกใจพอๆ กัน เมื่อพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิที่เกิดมาพร้อมๆ กับดาวแห่งนักฆ่าเปลี่ยนไป “ไม่!….” เขาตะโกน พร้อมๆ กับชักดาบคาตานะมูโตตวัดสูง จนแรงกดที่ปลายเท้าทำให้ยอดตาลทั้งต้นไหวเอน ไม่ต่างอะไรกับเมื่อครั้งโดนลมพายุกระชาก “ท่านพ่อ…มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า” เขาตะโกนอีกพร้อมๆ กับลดปลายดาบชี้ลงไปที่พื้น “มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า!…” ในที่สุดแรงกดดันก็ถูกระบายออกมา “มันเกิดอะไรขึ้นกับข้า!…” คมดาบคาตานะ ฟาดฟันไปกับทุกสิ่งตรงหน้า จนก้าน ใบ ที่แหลมคมปลิวว่อนในอากาศใบแล้วใบเล่า “ย๊าก!…” ก้านแล้วก้านเล่า “ท่านพ่อ!…” จนในที่สุดมันก็เหลือเพียงเขาที่ยืนรำพึงรำพันอยู่บนต้นตอสูงสีดำที่ไร้ชีวิต…ความเป็นนินจาในตัวอาจจะหมดลงในวันพรุ่งนี้…

……….

คมก้านกรีดฉีกเฉือนข้าซามูไร

เลือดรินไหลท่วมกายคล้ายดั่งฝัน

แผลกรีดลึกนึกว่าฟ้าพาลลงทัณฑ์

จำต้องกลั้นเจ็บทั้งตัวแลหัวใจ

……….

“ท่านพ่อ…ข้าต้องมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก ท่านช่วยให้ข้ารอดพ้นจากความตายที่ฟอร์โมซาได้…”โคทาโร่พึมพำ “เลือดชิโนบิ…ท่านเห็นเลือดชิโนบิของข้าไหม” เขาหยุดสำรวจเลือดสีแดงที่กำลังไหลซึมทั่วร่าง

“ท่านเป็นคนเดียว ที่จะปลุกพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงชิโนบิกลับคืนมาให้ข้าได้…ท่านพ่อ” ประโยคสุดท้ายหายลงไปในลำคอ เขากลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ พร้อมกับหลับตานิ่งเหมือนจะลองเริ่มต้นสื่อเสียงใหม่ด้วยสมาธิสุดท้าย…

(ถ้าเพื่อชาติ ข้าไม่เคยกลัวตาย…แต่ข้าอยากจะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก…ท่านต้องช่วยข้าก่อนภารกิจสำคัญจะมาถึงในไม่ช้า) เขาหยุดรออีกฝ่าย…สักครู่ก็มีรอยยิ้มปรากฏฉายออกมา…

(สงครามไม่สามารถสังหารเจ้าได้…โคทาโร่)

(ท่านพ่อ) น้ำตาแห่งความปิติไหลพล่าน

(เจ้าจะตายเพราะผู้หญิง…มิใช่สงคราม…) เสียงสื่อได้ยิน…ชัดเจนเช่นเดิม…และตัวเขาเองก็รู้สึกเบาหวิวขึ้นมาในนาทีนั้น “ท่านพ่อ!” แต่คำตอบที่ได้รับกลับทำให้เขาเศร้าหนักลงไปอีก…

“ท่านพ่อหมายถึงนาง”

………

ข่าวการโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตรเล่นงานค่ายทหารญี่ปุ่นในยุโรปแตกย่อยยับ  ทางแถบเอเชียมะนิลาถูกสหรัฐตีแตก และกองทัพอังกฤษเวลานี้ก็โหมบุกเข้าตีพม่าอย่างหนัก สถานการณ์เลวร้ายลงเรื่อยๆ ทหารญี่ปุ่นที่ประจำการตามที่ต่างๆ ก็พร้อมจะสู้รบเป็นครั้งสุดท้าย รวมทั้ง 9 นายทหารที่อาสาไปฝึกเพื่อเตรียมตัวเป็นหน่วยบินอาสาตายกามิกาเซ่ ที่ฟอร์โมซาหรือประเทศไต้หวันในปัจจุบัน

และเวลาเดียวกันสงครามประสาทระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลญี่ปุ่นยิ่งเพิ่มอุณหภูมิเดือดมากขึ้น  เดือนพฤษภาคม  1945 รัฐบาลญี่ปุ่นขอกู้เงินเพิ่มจากเงินกู้มหาศาลที่รัฐบาลไทยให้กู้เป็นประจำอยู่แล้วถึงหนึ่งพันล้านบาท ซึ่งในเวลานั้นฐานะการเงินของรัฐบาลไทยเองก็กำลังยอบแยบลงเต็มที  ไม่มีเงินให้รัฐบาลญี่ปุ่นกู้ได้อีก จึงเจรจาขอต่อรองเหลือเพียงห้าร้อยล้านบาท…เพราะสาเหตุนี้เอง ที่เพิ่มความสงสัยให้รัฐบาลญี่ปุ่นมากขึ้น

ในเมื่อไม่เห็นทางออก รัฐบาลญี่ปุ่นจึงได้วางแผนจัดงานเลี้ยงเพื่อจุดประสงค์อะไรบางอย่าง  แผนการถูกกำหนดขึ้นในคืนวันที่ 28 มิถุนายน 1945 พวกเขาหวังว่าทุกอย่างจะต้องจบลงในคืนนั้น

#งานเลี้ยงใหญ่ เราจะจัดขึ้นที่กรุงเทพฯและตามหัวเมืองใหญ่ๆ ที่สำคัญทั่วประเทศ…มันจะต้องจบลงเช่นเดียวกับขบวนการใต้ดินในประเทศอินโดจีน…จะต้องจบไม่มีทางเลือกอื่น#เป็นเสียงพูดของนายทหารคนสำคัญที่รับผิดชอบ ซึ่งมันก็ยังก้องอยู่ในหัวของโคทาโร่อย่างไม่มีวันลืม

………..

ตอนสายๆ ในวันเดียวกันที่บ้านธารารักษ์

“โคทาโร่…คุณบาดเจ็บ” จันทร์หอมตกใจแทบทรุดเมื่อเห็นโคทาโร่เดินขึ้นบ้านมาพร้อมกับเลือดอาบโชกไปทั้งตัว นางวางทุกอย่างในมือประคองเขาไปนั่งกับเก้าอี้ไม้ทางเข้าห้อง “ฉันจะไปเอายามาทำแผลให้” พูดไม่ทันจบนางก็วิ่งหายเข้าไปข้างใน ทิ้งให้โคทาโร่มองตามหลังด้วยสายตาที่อ่อนล้าเต็มที…ครู่เดียวนางกลับมาพร้อมกับกล่องยาและอุปกรณ์ทำแผล “มันไม่ใช่แผลจากค่ายทหารใช่ไหม” นางถามพร้อมกับถอดเสื้อให้เขา โคทาโร่ยิ้มจางๆ

“ข้าบอกเจ้าไม่ได้หรอก…มันเป็นความลับ” โคทาโร่พูดแบบไม่จริงจังนักพลางเขย่าเสียงหัวเราะให้ดังขึ้นในลำคอ

“ฉันว่าคุณต้องไปรบกับต้นตาลมาแน่ๆ…ดูซิเศษใบตาลในเสื้อเต็มไปหมดเลย…” จันทร์หอมพูด ซึ่งมันก็ถูกตามที่นางคาดเดา โคทาโร่หน้าเสียเล็กน้อย แต่ดีที่นางมัวแต่สาละวนกับการใช้สำลีชุบแอลกอฮอล์เช็ดเลือด จึงไม่ทันเห็นรอยยิ้มเจื่อนๆ ของคนถูกจับโกหก…

“คุณมีอะไร…บอกฉันได้นะ อย่าเก็บไว้คนเดียว…ฉันเป็นห่วง” มันเป็นคำพูดจากปากที่ตรงกับใจของจันทร์หอมมากที่สุด และเวลานี้โคทาโร่เอง ก็สัมผัสได้

“เจ้าไม่ควรเป็นทุกข์ในขณะที่กำลังตั้งท้อง”

“แต่ฉันเป็นเมียคุณ…โคทาโร่” จันทร์หอมพูดจริงจัง โคทาโร่อึ้งสะดุด…ความสุขเมื่อครู่หยุดในทันที

“ข้าต้องเปลี่ยนชุด…” เขาตัดบทเสียงแข็ง จิตพิรุธความเป็นนินจากลับคืนมา พร้อมๆ กับอาการหน่วงลึกที่จันทร์หอมมอบให้…

“คุณจะกลับไปค่ายอีกหรือ”

“……” โคทาโร่พยักหน้าแทนคำตอบก่อนจะลุกเดินเข้าไปในห้อง สักครู่เขาก็เดินกลับออกมาในชุดลำลองที่ไม่คุ้นตา

“ข้ากลับดึก…ไม่ต้องรอ” เขาบอกและเดินหายลงบันไดไปทันที

……….

หลังจากนั้น 

“พี่โมก…พี่บอกฉันซิ…ว่าสิ่งที่ฉันทำเป็นการแก้แค้น…ฉันเกลียดเขา ฉันเกลียดเขา” จันทร์หอมพึมพำเหมือนจะตอกย้ำให้ตัวเองหนักแน่นกว่าที่เป็นอยู่ “ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน โคทาโร่” และกดเสียงต่ำไล่ตามหลัง…โคทาโร่ชะงักเหมือนจะรู้สึกได้ แต่เขาก็ยังก้าวต่อไปไม่หยุด…

“แม่สอนหนูเขียน ก. ไก่ หน่อย…” เสียงเรไรดึงจันทร์หอมกลับมา นางใช้ปลายนิ้วเช็คน้ำตาจนแห้ง ก่อนจะเดินตรงเข้าไปหาบุตรสาว “ไหนแม่จะสอนให้” แต่เรไรก็เปลี่ยนเรื่องในขณะที่นางนั่งลงแล้ว

“หนูคิดถึง…พ่อโมก” เรไรเอ่ยลอยๆ พลางโอบกอดนางด้วยความรู้สึกนั้น “พี่โมก!…” จันทร์หอมอุทานขณะลูบหัวบุตรสาว  #นายโคทาโร่คือผู้สังหารผัวเอ็ง…หมอบอกว่าไอ้โมกถูกวางยาพิษ# เสียงกระซิบที่ขามเป็นคนบอกดังขึ้นมาจากความจำ จันทร์หอมกระชับลูกสาวในวัยที่ควรจะได้ไปโรงเรียนให้แน่นขึ้น…

“แม่…ก็คิดถึงพ่อเช่นกัน….”

……….

ดารดาษเพริดพราววับวาวฟ้า

หมื่นดาราล้านแสงดาวราวสวรรค์

กระพริบพร่างเพลินพิศพริ้มแพรวพรรณ

คิดถึงวันสองเราเฝ้าคลอเคลีย

หนาวน้ำค้างพลางพี่กอดก็คลายได้

คลาหนาวใจใคร่พี่เคียงก็คลายเศร้า

หนาวลมเหนือเพียงอกอุ่นหนุนบรรเทา

หนาวเพลงร้าวเล่าหนาวรักพี่จักคลาย 

……….

พี่โมก…ฉันคิดถึงพี่

……….

บางเวลา……………………เพียงน้ำตาก็หวานล้ำ

แต่บางคำที่ชมชื่น…………………..กลับขื่นขม

มินาโมโต โคทาโร่

……….

สวรรค์เปิดตอนตีสาม

จนกระทั้งเกือบตีสาม

(จันทร์หอม เจ้าเป็นห่วงข้า…เจ้ารักข้าใช่ไหม) โคทาโร่กลับมาในสภาพที่มึนเมา แต่เขาก็พอจะควบคุมสติได้ เขานั่งลงข้างๆ ร่างที่กำลังหลับลึกเหมือนจะรอเขาอยู่ที่ชานระเบียง

“จันทร์หอม…เมื่อก่อนข้าไม่อยากให้มีสงคราม…แต่บัดนี้ข้ากลับไม่อยากให้มันจบ…หากญี่ปุ่นแพ้…ซามูไรแห่งคาโกคุมะก็ต้องจบ บอกข้าซิว่า…ข้าดีพอที่จะมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อลูก” โคทาโร่พึมพำขณะล้มตัวลงนอนเคียงมือก็โอบกอดภรรยาเอาไว้หลวมๆ เหมือนเกรงว่านางจะตื่น

“ข้ารักเจ้าเหลือเกิน แต่ภารกิจที่ฟอร์โมซาก็ทิ้งไม่ได้” เขาพร่ำต่อ แต่กลิ่นเหล้าก็ปลุกนางจนได้

“โคทาโร่….”

“ข้า…”

“กลิ่นเหล้า…คุณไม่เคยกินเหล้านิ…เกิดอะไรขึ้น” จันทร์หอมถามอย่างตื่นตระหนก แต่โคทาโร่กลับยิ้มเมื่อรับรู้ว่าคำถามออกมาจากหัวใจที่ห่วงหาเขาจริงๆ

“ยิ้มอยู่ได้ บอกมาว่ามันเกิดอะไรขึ้น” จันทร์หอมคาดคั้น แต่โคทาโร่ก็ได้แต่นอนยิ้มกลบเกลื่อน

“จันทร์หอม…บอกรักข้านะคนดี” โคทาโร่กระซิบ พร้อมๆ กับประทับจูบแรกที่หน้าผาก ในเวลาเดียวกันน้ำตาของซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิก็พลันไหลออกมา “บอกรักข้าสักครั้ง” เขาวิงวอน…

“มันเกิดอะไร…ขึ้น”

“จันทร์หอม…” โคทาโร่กระซิบไปพร้อมกับแรงปรารถนา

“นาย…โค…ทา…” เสียงหายใจติดๆขัดๆ “โคทาโร่…มันเกิด อะไร ขึ้น” และคำถามของจันทร์หอมก็ไม่มั่นคง โคทาโร่ยิ้มพลางไล่จูบต่ำลงไป  เสื้อผ้าของพวกเขาทั้งคู่ หลุดออกจาก 2 ร่างทีละชิ้น…ทีละชิ้น จนเพลงรักใต้แสงดาวไม่เหลือสิ่งใดมาขวางกั้น

“โค ทา โร่…”

“บอกข้าเถอะ ว่ารัก” โคทาโร่ยังเรียกร้องในคำตอบเดิม แต่มันก็ไม่มั่นคงเช่นเดียวกับนาง “ข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้ง…” ร่างเปลือยเปล่ากระซิบ…

“โคทาโร่…อย่า…”

“ข้าจะจูบเจ้าให้คร…จันทร์หอม…”

“โคทาโร่…ฉัน…”

“ข้าจะจูบเจ้าให้ครบหนึ่งพันครั้งก่องฟ้าจะสาง…สุดที่รัก”

……….

ล้านดวงดาวกระพริบแสง………………………..เรียกข้า

เพียงหนึ่งดารา………………………เพียงเจ้าที่เฝ้ารอ

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา16 ##

สมรภูมิปักษา15

สมรภูมิปักษา15

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา15

สมรภูมิปักษา15

ทายาทซามูไร

ตอนเย็นของวันที่ 8 มีนาคม 1945

ท้องฟ้าตอนแดดร่มเย็นๆ ก็ยังคงเห็นเป็นสีครามสดใสไม่ต่างจากตอนเช้า แต่ดอกตะแบกป่าที่เคยชูช่อสีขาวอมชมพูเมื่อ 3 วันก่อน กลับค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีม่วงและม่วงเข้มอันเป็นสีแทนความทุกข์ระทมก่อนกลีบดอกบางๆ จะค่อยๆ ร่วงโรยลงสู่พื้นดิน ช่างต่างจากดอกซากุระที่คาโกคุมะเหลือเกิน…เพราะเมื่อกลีบดอกเริ่มโรยลา ความงามและความสุขพึ่งจะเริ่มต้นเท่านั้น

“นายโคทาโร่…” จันทร์หอมเรียก ขณะที่เห็นเขากำลังยืนหันหลังอยู่ใต้ต้นจันทร์หน้าบ้าน แต่สายตากลับจับจ้องตกอยู่ที่ต้นตะแบกป่าที่กำลังออกดอกบานสะพรั่งที่ข้างๆแนวกอไผ่

“มันทำให้ข้าคิดถึงดอกซากุระที่หน้าบ้านมินาโมโต” เขาพูดเสียงเรียบๆ และถอนหายใจตามมายาวๆ จันทร์หอมเดินเข้าไปหยุดด้านหลัง นางนิ่งเหมือนกับคนกำลังคิดจะบอกบางอย่าง และดูเหมือนโคทาโร่เองก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกนั้นของนางได้เช่นกัน

“ฉันคือต้นจันทน์หอม โคทาโร่ มิใช่ตะแบกป่าหลากสีหรือดอกซากุระที่ฉันไม่เคยเห็น” นางพูดเหมือนจะสื่ออะไรบางอย่างให้เขาฉุกคิด โคทาโร่หันมามอง…เขายิ้มพร้อมกับยื่นห่อผ้าที่ถืออยู่ในมือให้ “ข้าซื้อมาฝากเจ้า กับเรไร”

จันทร์หอมรับมาคลี่ดู มันเป็นชุดกระโปรง หมาก และรองเท้า รวมกันอยู่ 2 ชุด…

“โคทาโร่…” จันทร์หอมอุทานเพราะทีแรกนึกว่าเป็นชุดกิโมโนเหมือนเช่นเดียวกับที่นางสวมในวันแต่งงานเสียอีก

“เจ้าควรมีใส่ เช่นเดียวกับคนอื่นๆ” โคทาโร่พูดด้วยรอยยิ้มที่ดูอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด

“แต่คุณอยากจะเห็นฉันใส่กิโมโนมากกว่าไม่ใช่หรือ” จันทร์หอมหยั่งเชิง

“ใช่…ข้าอยากเห็นเจ้าในชุดกิโมโนสีปีกแมลงทับ…แต่ในใจของเจ้าปรารถนาเยี่ยงนี้มากกว่า” เขาพูดอย่างคนรู้ทัน แต่…(นี้ข้าเป็นอะไรไป…) อยู่ๆ ร่างกายเขาก็เย็นวาบตั้งแต่หัวจรดปลายเท้าดุจมีใครเอาน้ำเย็นมาราด

          (โค—เจ้า—-ตาย—คำ—สาป—ซา—มู—ไร) และเสียงสื่อจากกระแสจิตก็ดังขึ้นขาดๆ หายๆ

(ท่านพ่อ..) เขาอุทานทั้งๆที่สติยังไม่นิ่งพอ และเสียงนั้นก็หายไปราวกับวิทยุคลื่นสั้นกลางพายุ…(ท่านพ่อ!)

“นายโคทาโร่…นาย…โคทาโร่” จันทร์หอมเรียกเมื่อสังเกตเห็น…

“คำ สาป ซา มู ไร” โคทาโร่ทวนตามเสียงที่ได้ยิน… (เกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่)แล้วแววตาที่เลื่อนลอยก็เหม่อสูง…เขาไม่รู้สึกถึงแรงกระตุกแขนหรือแม้แต่เสียงตะโกนของภรรยา “คำสาปซามูไร…”เขาละเมอออกมาอีกพร้อมกับเดินลงบันไดตรงไปยังศาลาท่าน้ำ แบบเดียวกับซากศพที่เดินได้

“นาย…โคทาโร่ โคทาโร่” จันทร์หอมตะโกนเรียก  แต่อยู่ๆ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างเหมือนจะนึกอะไรบางอย่าง “โคทาโร่!”จันทร์หอมเรียกอีกก่อนจะวิ่งลงบันไดตามไป

“โคทาโร่…” นางวิ่งเข้าไปโอบเอวเขาพลางกึ่งลากไปนั่งลงกับม้านั่งไม้เก่าๆและใช้ตัวเองบังสายตากับบางอย่างที่เป็นความลับ “นายมีเรื่องอะไร…บอกฉันได้นะ” จันทร์หอมกระตุกแขนของเขาอีกหลายครั้ง “โคทาโร่!” และนางก็ตะโกนใส่หูในระยะประชิด จนสติที่ขาดหายเริ่มกลับคืนมา เขาค่อยๆ วาดสายตาที่มีประกายมามองหน้าภรรยาอีกครั้ง…

“จันทร์หอม!” เขาเรียกชื่อนางพร้อมกับผวากอดอย่างหมดใจ จันทร์หอมช็อกนางปล่อยให้เขาอยู่ในสภาพนั้นสักครู่ ก่อนจะเป็นโคทาโร่ที่พูดขึ้นมาก่อน  “คืนนี้เรือส่งเสบียงจะเข้าเทียบท่า…ข้าต้องไปคุมด้วยตัวเอง”

“ทำไม?..” จันทร์หอมถามและมันเป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกห่วงชายคนนี้ขึ้นมา

“ระยะหลังๆ มีการปล้นเสบียงระหว่างทางบ่อย…จนเสบียงที่กองทัพมีอยู่แทบไม่พอ”

“นายไม่ต้องไปเองได้ไหม?…” น้ำเสียงวิงวอนต่อ จนทำให้โคทาโร่ต้องรวบมือจันทร์หอมมาบีบปลอบเบาๆ

“ไม่ต้องเป็นห่วงข้าหรอก…” เขาพูดเหมือนเป็นปกติ

“นายไม่ไปได้ไหม?…” จันทร์หอมเองก็ยังต้องการคำตอบจากประโยคแรก

“…….” โคทาโร่บีบไหล่ทั้ง 2 ข้างของจันทร์หอมเข้าหากันและตั้งใจจ้องใบหน้าเหมือนจะอ่านความรู้สึกในนั้นให้ออก แต่ก็ไม่ลืมสกัดกั้นมิให้อำนาจของนินจาทำอะไรนางเหมือนครั้งที่ผ่านมา

“คุณไม่ต้องไปได้ไหม?…เพื่อฉัน…เพื่อลูก” พูดจบจันทร์หอมก็ดึงมือเขาไปลูบที่ท้องตัวเอง

“ลูก..เจ้าท้องรึ” โคทาโร่ชะงัก สักครู่ดวงตาของเขาก็เบิกโพลง “เจ้าท้องรึ!…” เสียงเขาเริ่มสั่น จันทร์หอมอมยิ้มพยักหน้า “ข้าดีใจที่สุด…เจ้าได้ยินเสียงเต้นหัวใจของข้าไหม…” รอยยิ้มที่เอ่อน้ำตาจวนจะล้นโอบกอดจันทร์หอมเอาไว้แน่น “ข้าดีใจ…ดีใจที่สุด”

แต่อีกฝ่าย…ความรู้สึกเดิมๆ ที่นางมีต่อสามีคนแรก ก็ทำให้น้ำตาเอ่อล้นออกมา (พี่โมก!…ฉันขอโทษ) แต่โคทาโร่กลับแปลความหมายของมันผิดไป…

(นางรักข้า…นางไม่มีวันสังหารข้า ท่านพ่อ)

……….

อดีต………………………….สอนปัจจุบัน

ความฝัน……..จะนำทุกๆ วันสู่เป้าหมาย

มินาโมโต โคทาโร่

……….

จดหมายฉบับที่ 2

8 มีนาคม  1945

                มินาโมโต  ฟูจิกาว่า

                ท่านพ่อ ข้ามีข่าวดีจะบอก…หลังจากที่ข้าได้แต่งงานกับจันทร์หอม มาหลายเดือน และเวลานี้ข้ากำลังจะมีลูก ท่านพ่อกำลังจะได้หลานแล้ว…ท่านต้องยินดีกับข้า  หลังสงครามข้าจะพานางและลูกกลับบ้านมินาโมโต…ข้ากำลังจะเป็นพ่อคนถึงแม้ข้าจะเคยเป็นพ่อคนมาแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาครั้งหนึ่งแล้วก็ตาม…ท่านพ่อข้าฝากหอมแก้ม เซดะ บอกเขา ว่าพ่อรักเขา และ อูคาชิ เซดะ กำลังจะมีน้องแล้ว

          สงครามสิ้นสุดลงเมื่อใด ชีวิตข้าก็จะได้เริ่มต้นใหม่เมื่อนั้นท่านพ่อ

คิดถึงปราสาทบนเนินเขาที่สุด

มินาโมโต   โคทาโร่

……..

ความสุขของโคทาโร่ถูกพับไปพร้อมๆ กับจดหมาย เขารีบยัดมันใส่ซองสีเดียวกันอย่างรีบร้อน ก่อนจะเดินเข้าไปในครัว

“จันทร์หอม คืนนี้ข้าคงอยู่กินข้าวกับเจ้าไม่ได้…ข้าต้องรีบไป” เขาพูดปนยิ้มเร็วจนรัว “ข้ามีงานต้องทำ” เขาพูดต่อพร้อมกับชูจดหมายในมือให้นางเห็น

“โคทาโร่…”

“ฮื้อ!…” เขาหันมายิ้มหน้าบานให้

“ทานข้าวก่อนไม่ได้หรือ…อาหารเกือบเสร็จแล้วนะ” จันทร์หอมถามเหมือนจะแก้เก้อ

“ไม่ทันแล้วละ หากไม่ได้ส่งคืนนี้ต้องรออีกอาทิตย์” เขาอธิบาย “เจ้าไม่ต้องรอข้ากลับหรอกนะ…คืนนี้คงจะดึก” เขาพูดพร้อมกับโน้มตัวหอมแก้ม

“ระวังตัว…ด้วย”

“…” โคทาโร่อึ้งกับความรู้สึกที่ปนออกมา (จันหอม!) เหมือนจะเป็นครั้งแรกที่เขาสัมผัสความจริงใจนี้ได้ “ข้าไปแล้วนะ” เขาบอกอีกก่อนจะหันหลังเดินลงบันไดไปด้วยท่าทีสงบ (จันทร์หอม)

………..

 หลังจากนั้น

“คุณฆ่าสามีฉันเพื่อหวังจะมีวันนี้…ในที่สุดแผนการของคุณก็สำเร็จ…โคทาโร่ฉันต้องเกลียดคุณ…ใช่ ฉันต้องเกลียดคุณ” จันทร์หอมย้ำเหมือนจะขุดเอาความทรงจำขึ้นมาใช้งานและใช้เตือนหัวใจไม่ให้สับสนหรือลังเลกับภารกิจสงคราม “พี่โมกตายเพราะเขา…” นางพ่นเสียงลอดไรฟันตอกย้ำ จนมือที่กำมะระเผลอบีบมันจนเละ “ฉันจะไม่ยอมเสียน้ำตาเพราะเรื่องนี้อีกเป็นอันขาด” พูดจบนางก็เชิดหน้า “ใช่…สิ่งที่คุณกำลังทำ มันก็เป็นหน้าที่ของคุณ และสิ่งที่ฉันทำมันก็คือหน้าที่ของคนไทยอย่างฉัน” จันทร์หอมหายใจเข้าออกแรงๆ จนหน้าอกกระเพื่อมหลายครั้ง “หน้าที่…ฉันทำตามหน้าที่…ฉันทำเพื่อชาติ” นางย้ำประโยคเดิม พร้อมกับวางทุกสิ่ง แล้วเดินเข้าไปในห้อง ไม่นานนางก็กลับออกมาพร้อมกับกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกม้วนไม่ต่างอะไรกับกล้องยาสูบ มือที่สั่นระริกพยายามยัดมันลงไปในขวดแก้วและปิดผนึกด้วยพลาสติกเหมือนเช่นครั้งก่อน “มันคือภารกิจที่ต้องสานต่อ…” เสียงพึมพำเหมือนจะเรียกกำลังใจ สักครู่นางก็เดินลงบันไดตรงไปยังศาลาท่าน้ำโดยไม่มีท่าทีที่ลังเลอีก

…….

ชาวประมงเลือกจับเฉพาะปลา…อย่าทำอะไรนกกระเรียนที่บินว่อนอยู่เหนือหัว…คืนนี้…ที่เดิม

……….

 อีกมุมหนึ่ง

“หมายความว่าอย่างไร…นกกระเรียนที่บินว่อนอยู่เหนือหัว” มนตรีคลีแผ่นกระดาษอ่านพร้อมกับพยายามตีความ

“หมายถึง โคทาโร่…ใช่ โคทาโร่” ขามวิเคราะห์ แต่เขาก็ยังนิ่งคิด… “แน่นอน นางต้องหมายถึงโคทาโร่ ข้ามั่นใจ”

“โคทาโร่ต้องออกไปคุมเองเลยอย่างนั้นหรือ…หากเป็นเช่นนั้น ขามคุณกำชับกับคนของเรา…อย่าแตะต้องโคทาโร่เป็นอันขาด เพราะเขายังมีประโยชน์กับเราอีกมาก” มนตรีสั่งเชิงกำชับพร้อมกับยื่นกระดาษแผ่นนั้นคืนให้ ขามรับพยักหน้าก่อนจะจุดไฟเผาทำลายทันที

“อีกครึ่งชั่วโมงไปรวมกัน ที่จุดรวมพล” มนตรีประกาศเสียงดังต่อหน้าชายฉกรรจ์ 7 ถึง 8 คนที่มารวมตัวกันที่บ้านของขาม

“รีบกระจายข่าวบอกเพื่อนเรา…” ขามสั่งก่อนทั้งหมดจะแยกสลายกันไป

……….

แดดสุดท้ายลับขอบฟ้าไปนานพอสมควร แสงเพลิงจากกองไฟ ณ ลานกว้างๆ หลังดงตาลท้ายหมู่บ้านก็ลุกโชติช่วงขึ้นมาแทน กลุ่มชายฉกรรจ์หลายร้อยคนไปรวมตัวกันที่นั้น โดยมีผู้หญิงที่มีแววตาดุดันอีก 5 คนรวมอยู่ด้วย

“เป้าหมายของเราในคืนนี้คือสะพานหมายเลข 5 และสะพานหมายเลข 7 ระหว่างขากลับ…เราจะแบ่งกองกำลังออกเป็น 3 ชุด ชุดแรกประจำที่สะพานหมายเลข 5 ชุดที่ 2 ประจำที่สะพานหมายเลข 7 และชุดสุดท้ายเตรียมกำลังพลให้พร้อมเพื่อจู่โจม…จำเอาไว้ ชาวประมงต้องเลือกจับเฉพาะปลา หากไม่จำเป็นอย่าทำอะไรนกกระเรียนที่บินว่อนอยู่เหนือหัว…มินาโมโต โคทาโร่ จะต้องปลอดภัยเพื่อภารกิจต่อๆ ไป” ขามพูดตามแผน  เสียงซุบซิบดังขึ้นทันทีที่เขาเงียบ  ต่างคนต่างแสดงความคิดเห็นอย่างออกรส จนขามต้องยกมือห้าม  “จำไว้การทำงานเยี่ยงกองโจรในครั้งนี้…มันเป็นหน้าที่หนึ่งของพลเมืองไทย…เพื่อชาติ…เพื่อพี่น้องและเพื่อลูกหลานของพวกเราเอง…ชีวิตทุกชีวิตมีค่า อย่าตายถ้ายังไม่ได้แลกกับ 10 ชีวิตของทหารญี่ปุ่น…” ขามพูดดุดันขึ้นพลางเกร็งกระตุกกล้ามเนื้อตามไปด้วย…เขาเว้นจังหวะเหมือนจะหยั่งเชิง…เมื่อเห็นสายตาที่มุ่งมั่นของทุกคน รอยยิ้มที่พึงพอใจก็ฉายตามออกมา เขาขยับไปทางซ้ายใกล้ๆ กับกองเพลิงอีก 2 ก้าวก่อนจะพูดต่อ “หนึ่งชีวิตของพวกเราจะต้องนำมาซึ่งความหวัง ความปลอดภัยและอนาคตที่ดีของลูกหลาน นี้คือสงคราม…นี้คือสงคราม!” ขามนำตะโกนเสียงดัง…แข่งกับเปลวเพลิงที่กำลังพวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้าที่มืดมิด

“นี้คือสงคราม”

“ความหวังและอนาคตลูกหลานอยู่ในมือ…แบ่งกลุ่มตามแผนแล้วสลายตัวไปยังจุดเป้าหมาย…ฟ้าสางในวันพรุ่งนี้ เราจะมาร่วมกันโห่ร้องยินดีกันอีกครั้ง…ที่นี้! ” มนตรีตะเบ็งเสียงเรียกกำลังใจ แล้วกระโดดขึ้นไปยืนบนขอนไม้ใกล้ๆ ทำให้เขาอยู่ในตำแหน่งที่สูงเด่น โดยมีเปลวเพลิงสีแดงอยู่ด้านหลัง เขายิ้มกว้างก่อนจะนำตะโกนเสียงดังๆ มากกว่าทุกๆ ครั้งที่ผ่านมา… “เพื่อประเทศชาติ…เราพร้อมจะสู้…ไม่สู้”

“สู้ๆ…สู้ๆ”

……….

หากมีศรัทธา…………………………….และสามัคคี

จะกี่พันภูผาล้านภูเขา……………ก็มิอาจขวางกั้น

ขาม ธารารักษ์

………..

## จบ สมรภูมิปักษา15 ##