ความประเสริฐของมนุษย์

ความประเสริฐของมนุษย์

ธรรมชาติผู้สร้างสรรค์ชีวิตได้สร้างสังคมมนุษย์ให้อยู่ในลักษณะเช่นนี้อยู่แล้ว ไม่ว่าสังคมที่มีทัศนคติดีงาม หรือมนุษย์ผู้ใช้ชีวิตอย่างสุขเกษมสำราญก็ตาม เหล่านี้มิใช่เป็นสิ่งที่ยากเกินไปกว่าที่เราจะให้เป็นไปได้ กล่าวคือ ความเป็นไปได้ของสวรรค์บนพื้นพิภพ ธรรมชาติผู้สร้างสรรค์ชีวิตได้มอบเสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตให้แก่มนุษย์ นี่คือสัจธรรม ส่วนพืชและสัตว์นอกเหนือจากมนุษย์ได้รับอิสรภาพแต่เพียงในขอบเขตจำกัดเท่านั้น ตรงจุดนี้คือ ความประเสริฐของมนุษย์

ถ้าถามว่าอิสรภาพของมนุษย์คืออะไร ก็พอจะชี้แจงได้ว่า มนุษย์เรานั้นอยู่กึ่งกลางระหว่างทางเลือก 2 ทาง คือถ้าทำตนให้สูงส่งขึ้นก็จะเป็นเทพ แต่ถ้าทำตนให้ตกต่ำเลวทรามลงก็จะเป็นเดรัจฉาน ตามเหตุผลนี้ก็จะเป็นว่ามนุษย์จะดีหรือชั่ว ขึ้นอยู่กับการกระทำ จะถูกหรือผิด ถ้าจะหาเหตุผล ถ้าต่างฝ่ายต่างเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นที่ตั้ง แน่นอนเมื่อสิ่งหนึ่งถูก อีกสิ่งหนึ่งก็ต้องผิด และเมื่อยึดเอาถูก-ผิด เป็นที่ตั้งแล้วต่างฝ่ายก็จะหาเหตุผลมาสนับสนุนแนวความคิดของตัวเอง (ถึงแม้จะข้างๆ คูๆ บ้างก็ตามที) แบบไม่ยอมเปิดใจรับเหตุผลของอีกฝ่ายหนึ่งเลย

เรื่องที่จะเล่าเป็นนิทานเซน เรื่องหนึ่งเกี่ยวกับเรื่อง “ถูก-ผิด” นี่แหละ เรื่องมีอยู่ว่า ที่วัดแห่งหนึ่งในทุกๆ เช้าก่อนฟ้าสาง พระทุกรูปจะต้องเดินไปทำวัตรสวดมนต์กันที่ศาลา มีพระรูปหนึ่งมักจะตื่นแต่เช้ามืด ก่อนเสียงระฆังจะปลุกเรียก แล้วก็รีบไปส่องไฟดูตามทางเดินที่จะไปยังศาลา เพื่อจับหอยทากที่คลานอยู่ตามทางเท้า แล้วเอาไปปล่อยเสียในที่ที่ปลอดภัยเพราะเกรงว่ามันจะถูกเหยียบตายตอนที่พระเดินไปทำวัตรสวดมนต์กัน ท่านทำอยู่อย่างนี้ทุกวันจนมีพระอีกรูปสังเกตเห็น พระรูปที่สองจึงถามพระรูปแรกว่า “ท่านทำอย่างนี้ไปทำไม” พระรูปแรกตอบว่า “เรามีชีวิตอยู่เพื่อประกอบความดีและทำบุญทำกุศลไปเรื่อยๆ เท่าที่จะทำได้ เราสงสารพวกหอยทากเหล่านั้นที่จะต้องมาจบชีวิตลงก่อนเวลาอันควร” พระรูปที่สองจึงค้านว่า “ท่านรู้ไหมที่ท่านทำอย่างนั้นนะมันเป็นการก่อกรรมทำเข็ญ ทำบาปทำกรรมให้เกิดแก่ชาวไร่ ชาวสวน โดยทั่วไป เพราะหอยทากที่ท่านช่วยสงวนพันธ์ุเอาไว้นั้น มันมีอยู่ทั่วไปหมด มันทำลายพืชผลของชาวไร่ ชาวสวนจนพวกเขากำจัดมันเสียเกือบจะหมดแล้ว เหลืออยู่แต่แหล่งเพาะพันธ์ุในวัดนี่แหละ”

พระอีกรูปหนึ่ง (รูปที่สาม) ซึ่งอยู่ตรงนั้นด้วย ก็พูดขึ้นกับพระรูปที่สองว่า “อย่าพูดแบบนั้นเลย การทึ่ท่านจับเอาหอยทากไปปล่อย (หมายถึงพระรูปแรก) ท่านก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายต่อชาวไร่หรอกนะ ท่านกำลังปฏิบัติหน้าที่ของพระโพธิสัตว์ต่างหาก เพราะท่านช่วยปลดปล่อยชีวิตสัตว์ให้รอดพ้นจากภัยพิบัติและยังช่วยให้พวกเรามีชีวิตบริสุทธิ์ ไม่ต้องพลอยทำให้ชีวิตอื่นต้องตายไปเพราะเราอีกด้วย”

นอกจากพระรูปแรกกับพระรูปที่สองจะมีความคิดเห็นไม่ตรงกันแล้ว ก็ยังมีพระรูปที่สามที่มีความคิดแตกต่างออกไปอีก เมื่อความคิดความเห็นไม่เหมือนกัน ก็หาข้อสรุปไม่ได้ พระทั้งสามรูปจึงพากันไปหาเจ้าอาวาสให้ช่วยตัดสินว่า ความคิดเห็นใครจะถูกจะผิดอย่างไร เจ้าอาวาสนั่งฟังคำชี้แจงของพระทั้งสามรูปอย่างตั้งใจและพินิจพิจารณา พระรูปแรกชี้แจงว่า “ผมบวชเรียนมาในพระพุทธศาสนาก็มุ่งประกอบแต่กรรมดี ความดีแม้จะน้อยแต่หากหมั่นทำไปเรื่อยๆ มันก็จะมากขึ้นเหมือนหยดน้ำทีละหยด สักวันหนึ่งก็จะเต็มได้ และการที่ผมปลดปล่อยชีวิตสัตว์ก็เป็นไปด้วยกุศลจิตจะเป็นบาป เป็นโทษได้อย่างไรครับ”

ท่านเจ้าอาวาส “ถูก ถูก ถูกแล้ว”

พระรูปที่สองก็ชี้แจงบ้างว่า “ถ้าว่ากันโดยเจตนาแล้ว การที่ใครบางคนเดินไปเหยียบหอยทากตาย โดยมิได้เจตนา มันก็ไม่ใช่เป็นบาปเป็นกรรมอันใด และหากจะมองในมุมกว้างแล้วหอยทากเองก็เป็นภัยต่อชาวไร่และชาวสวนเป็นอันมาก เพราะมันทำลายพืชผลต่างๆ เสียหายหมดจนชาวบ้านต้องหาวิธีกำจัดมัน และถ้าวัดของเราเป็นแหล่งเพาะพันธุ์หอยทาก มันจะไม่เป็นการก่อกรรมทำเข็ญกับชาวบ้านหรือครับ ท่านเจ้าอาวาสได้ฟังจบ”ถูก ถูก ถูกแล้ว”

พระรูปที่สามชี้แจงบ้างว่า “สัตว์ใดๆ ก็ตามแม้จะอยู่ในร่างที่ต่ำต้อยก็อยู่ตามธรรมชาติแห่งพุทธะและญาณปัญญาที่ลุกโพลงขึ้นเพียงวาบเดียว ผลกรรมใดๆ ไม่ว่าจะมากหรือน้อยก็ย่อมจะหลุดพ้นออกไปได้ ดังมหาโจรใจบาป หยาบช้า ก็ยังสามารถปลดเปลื้องกรรมอันมหันต์นั้นได้ ดังนั้น การบำเพ็ญธรรมโดยให้ความปลอดภัยแก่ชีวิตใด โดยการเสียสละรับเป็นภาระทำให้ชีวิตนั้นหลุดพ้นไปตามทางอย่างนี้จะไม่เป็นการถูกต้องหรือครับ”

ท่านเจ้าอาวาสได้ฟังจบ “ถูก ถูก ถูกแล้ว” สามเณรน้อยที่นั่งพัดให้เจ้าอาวาสอยู่ เมื่อได้ฟังคำชี้แจงของพระทั้งสามรูปและได้ยินเจ้าอาวาส ตอบว่า ถูก ถูก ถูกแล้ว เหมือนกันหมด ก็อดรนทนไม่ไหว ขอแสดงความคิดเห็นบ้าง เจ้าอาวาสก็อนุญาติ สามเณรน้อยจึงกล่าวติงขึ้นว่า “หลวงพ่อก็ได้แต่พูดว่า ถูก ถูก ถูกแล้ว มันจะถูกกันไปหมดได้อย่างไร เมื่อมีอันหนึ่งถูก อันอื่นๆ มันก็ต้องผิดซิครับ” ท่านเจ้าอาวาสได้ฟังจบลง ก็แสดงความชอบใจ แล้วพูดว่า “เอ๊ะ นี่ก็ถูก ถูก ถูกแล้ว”

ท่านเจ้าอาวาส ที่ท่านตัดสินความคิดเห็นของพระทั้ง 3 รูปถูกหมด ท่านแสดงอุปนิสัยที่มีประนีประนอม ของจุดรวมเพื่ออยู่ด้วยกันอย่างสมานฉันท์ ถึงจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างก็สามารถอยู่ด้วยกันได้ เหมือนกิ่งพุดพิชา เมื่อจัดมันเป็นกิ่งเดียวกัน แต่สามารถจัดลงไปในแจกันพร้อมกันด้วยลักษณะของกิ่งกิ่ง (กิ่งพุดพิชา ดอกกุหลาบ) ที่สนุกสนานโดยมีกุหลาบเป็นตัวเชื่อมเกิดความสวยงามขึ้น

ความประเสริฐของมนุษย์ รวบรวมและเรียบเรียงธรรมะๆ ดี โดย พเยาว์

จดหมายจากยมบาล

จดหมายจากยมบาล จดหมายจากยมบาล ธรรมะ จาก ห้องพระ ทรงอาจดอททูเดย์

ถ้าแยกเอาความดีและความชั่วออกจากกัน จะเห็นว่าความชั่วมีมากกว่าความดีหลายเท่า ตัวอย่างของความเดือดร้อนเสียหายและความวิตกกังวลอันเนื่องมาจากความชั่ว ซึ่งเกิดกับส่วนตัวและสังคมนั้นมีมากมายเหลือคณานับ

บุตรชาย บุตรสาวของครอบครัวที่โตเป็นหนุ่มเป็นสาว ก็มีอันตรายในการถูกล่อลวง ผู้เป็นภรรยาก็วิตกกังวลว่าสามีจะไปเที่ยวตามสำนักเริงรมย์หรือไปมีภรรยาน้อย ส่วนผู้เป็นสามีก็อาจวิตกว่าภรรยาของตนจะไปยุ่งกับชายอื่น ในด้านธุรกิจก็อาจได้รับความสูญเสียต่างๆ โดยมิได้คาดคิด วางมาตรการป้องกันการทุจริต มีการป้องกันมิให้ผลิตภัณฑ์ต่ำกว่ามาตราฐาน ป้องกันมิให้คนงานทำงานล่าช้าหรือนัดหยุดงาน ยังมีการแสวงหาผลกำไรมากเกินควรของนายทุน สิ่งต่างๆ เหล่านี้เราจะเห็นว่าไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่มีสาเหตุมาจากความชั่ว

มีเรื่องเล่าจดหมายเตือนจากยมบาล จากหนังสือธรรมบรรยายหลายรส ครั้งหนึ่ง ยมบาลขึ้นนั่งบัลลังก์ เจ้าหน้าที่ได้จับกุมชายชราคนหนึ่งมาคุกเข่าต่อหน้าศาล

ชายชรา : ใต้เท้าโปรดไว้ชีวิตผมด้วย ยมทูตไปจับผมมาโดยไร้ความผิดผมถูกปรักปรำ ผมยังไม่ได้แบ่งมรดก ผมยัง….(ยมทูตตบโต๊ะปัง!!!)

ยมบาล : หุบปาก เจ้ารู้มั๊ยว่าที่นี่เป็นที่ไหน? ข้าเป็นใคร บังอาจส่งเสียงดังลั่น

ชายชรา : ผม..ผม

ยมบาล : ตอนมีชวิตอยู่เจ้าก่อกรรมชั่วไว้มากมาย จะต้องลงโทษเจ้าอย่างหนัก ข้าจะถามเจ้า เจ้าต้องตอบมาตามตรงนะ

ชายชรา : ผม…ยอมบอกตามตรง แต่ว่า…เมื่อผมบอกตามตรงแล้วใต้เท้าโปรดเมตตาผมด้วยนะครับ

ยมบาล : ตอนมีชีวิตอยู่ เจ้าโกงเงินบำนาญของหญิงชราข้างบ้าน มาตบแต่งสวนดอกไม้ของเจ้า มีไหม?

ชายชรา : มีครับ

ยมบาล : ยังมีอีก เจ้าออกทุนให้ไอ้อ้วนค้ายาเสพติดและคนแซ่เกาผลิตยาปลอมมีไหม?

ชายชรา : มีครับ

ยมบาล : เมื่อเป็นเช่นนี้ ทำไมเจ้ายังบอกว่าถูกปรักปรำอีก ที่ปล่อยให้เจ้ามีชีวิตอยู่ถึง 76 ปี นับว่าดีเกินไปแล้ว เจ้าหน้าที่ เอาตัวตาแก่นี่ไปลงกะทะทองแดง (ชายชราเมื่อได้ยินจะส่งไปลงกะทะทองแดงก็กลัวจนหน้าถอดสี)

จดหมายจากยมบาล

ชายชรา : เรียนใต้เท้า ตอนมีชีวิตอยู่ผมได้ก่อกรรมทำชั่วแม้ว่าสมควรจะต้องรับโทษ แต่ใต้เท้าครับทำไมท่านไม่เตือนผมแต่เนินๆ เผื่อผมจะได้สร้างบุญกุศลมาไถ่บาปบ้าง

ยมบาล : เหลวไหล!! ข้าได้ส่งจดหมายไปเตือนเจ้าถึงสามฉบับแล้วไม่ใช่เหรอ?

ชายชรา : ไม่มีนี่ ใต้เท้าอย่าล้อผมเล่น ท่านส่งจดหมายสามฉบับมาให้ผมตั้งแต่เมื่อไหร่?

ยมบาล : ตาแก่นี่กลัวจนเลอะเลือนใหญ่แล้ว เจ้าตั้งสติให้ดีก่อนแล้วข้าจะถามอย่างละเอียดอีกที…ข้าขอถามเจ้า เจ้าเริ่มใส่แว่นตาคนแก่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?

ชายชรา : ผมคิดดูก่อน…นึกออกแล้ว ตอนที่ผมอายุ 50 ปี วันหนึ่งขณะที่ผมนั่งอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ จู่ๆ ก็รู้สึกตามัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน วันรุ่งขึ้นจึงไปวัดสายตาซื้อแว่นมาอันหนึ่ง

ยมบาล : ถูกแล้วนั่นก็คือจดหมายฉบับที่หนึ่งที่ข้าส่งไปให้เจ้า ซึ่งเป็นการเตือนเจ้าว่ากำหนดเวลาใกล้เข้ามาแล้ว

ชายชรา : นั่นเป็นจดหมายฉบับที่หนึ่งที่ท่านส่งให้ผมหรือ? แล้วจดหมายสองฉบับหลังท่านส่งให้ผมยังไงล่ะ?

ยมบาล : ในวันที่ลูกสาวเจ้าจัดงานวันเกิดครบรอบหกสิบปีให้เจ้า เพราะเจ้าโลภแทะกินเนื้อไก่ติดกระดูกจนทำให้ฟันหัก ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาฟันของเจ้าก็ค่อยๆ หลุดร่วง จนปัจจุบันฟันเจ้าร่วงเกือบหมดปาก นี่คือจดหมายเตือนฉบับที่สองที่ข้าส่งให้เจ้า แล้วอีกหนึ่งปีต่อมาผมของเจ้าจากดำกลายเป็นขาว จากขาวก็ค่อยๆ ร่วง ร่วงจนเจ้าเป็นคนแก่ที่เกือบจะหัวล้าน หรือว่าจดหมายฉบับที่สามเจ้าไม่ได้รับ เจ้านี่เลอะเลือนจริงๆ เจ้าหน้าที่…เอาตัวไปได้

สัจธรรมความจริง ที่ทุกคนจะต้องได้รับโดยเสมอภาค และยุติธรรมอย่างยิ่ง คือหลักธรรมจริงที่ว่า ทุกคนจะต้องชรา ต้องเจ็บป่วย ต้องตาย ต้องพรัดพรากจากของรัก และต้องรับผลแห่งการกระทำที่ตนเองได้ทำเอาไว้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับกิ่งไม้ต่างๆ ก็จะมีวัฏจักร มีใบร่วงโรย เหลือแต่กิ่งแห้งตายไปเกิดใหม่ วนเวียนเช่นนี้คือความจริง

เพราะความมัวเมาในความเป็นหนุ่มสาวเป็นเหตุให้คนทำชั่วด้วยกาย วาจา และใจ เมื่อพิจารณาอยู่เสมอๆ ย่อมละความมัวเมาหรือทำให้เบาบางลงได้

รวบรวม เรียบเรียง ธรรมะดีๆ โดย พเยาว์

อดทนได้ก็ได้บุญ

อดทนได้ก็ได้บุญอดทนได้ก็ได้บุญ พึงใช้ปัญญาในทางที่ดี แล้วจะดีต่อใจ ในโลกเรานี้ เราใช้คำว่าปัญญากันอย่างธรรมดาทั่วไป แต่ปัญญามีอยู่หลายอย่างด้วยกันตั้งแต่ระดับต่ำไปจนถึงระดับสูง ปัญญาแห่งความดีและความฉเลียวฉลาดในทางที่ดี เราควรปฎิบัติตนให้อยู่ในความศรัทธาให้มาก เพื่อขัดเกลาปัญญาเหล่านี้ให้สูงส่งขึ้น เพราะถ้าไม่ยอมรับในเรื่องพระและมิได้มีความจริงใจอย่างถูกต้องเสียแล้ว ปัญญาเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ถ้าพยายามกำหนดแบบอย่างของการกระทำ โดยอาศัยปัญญาแห่งความดีแล้ว ย่อมไม่มีวันผิดพลาดอย่างแน่นอน และได้รับความสุขอันแท้จริง

ในทางตรงกันข้าม ปัญญาหรือความเฉลียวฉลาดที่เกิดจากความชั่วร้าย คือ ฉลาดแกมโกงความมีไหวพริบในทางที่ไม่ดี เราควรตระะหนักไว้ว่าถ้ามนุษย์เราไม่ปลูกฝังปัญญาแห่งความดีไว้มากๆ จะเกิดอะไรขึ้น

อดทนได้ก็ได้บุญ

เรื่องที่จะเล่าในวันนี้เป็นเรื่องของผู้หญิงคนหนึ่งที่เธอพยายามปฎิบัติตนให้อยู่ในความศรัทธายึดมั่นอยู่ในความดี อยู่ในศีล สมาธิ ฝึกฝนจิตใจให้มีความอดทน โดยเฉพาะความโกรธความไม่พอใจ ไม่พึงใจ ให้อภัย ทุกวันพระ เธอผู้นี้จะมีอาการเจ็บปวดไม่สบาย ปวดตามเนื้อตัวอย่างมาก เหมือนโดนผู้ที่เคยถูกเบียดเบียนมาเตือนให้ไปทำบุญแล้วอย่าลืมอุทิศบุญให้เขาด้วย เขารออยู่

วันพระนี้ก็เช่นกัน ดูอาการตัวเองแล้ว คงทำอาหารไม่ไหวแน่ ตัดสินใจซื้อไปถวายพระดีกว่า ขับรถออกจากบ้านตั้งใจไปซื้ออาหารร้านอร่อย แต่…ผิดหวังร้านปิด ทำยังไงดี ไม่เป็นไร ไปร้ายก๋วยเตี๋ยวร้านต่อไปข้างหน้าก็ได้ ขับรถด้วยใจสดใสอยู่ จอดรถหน้าร้าน เงยหน้าไปมอง อ้าวร้านปิดอีก ทำยังไงดี ไม่เป็นไร ไปข้างหน้าร้านก๋วยจั๊บ ขับเลี้ยวไป ดูใจตัวเองไป ถ้าปิดอีกจะทำยังไงดีหนอ มองไกลๆ เห็นไฟร้านเปิดโล่งใจ จอดรถหน้าร้าน ในที่สุดก็ได้อาหารถวายพระวันนี้สมใจ ขับรถถึงที่จอดรถในวัด ภาวนาขอให้มีที่จอด เลี้ยวไปได้ไม่นาน เจอที่จอดใกล้โรงพิจารณาอาหาร จอดตรงนี้เลย ขับออกก็น่าจะง่าย แสนจะปิติยินดี

จากนั้นก็นำอาหารและขนมที่ซื้อมาไปถวายที่โรงพิจารณาอาหาร แล้วไปนั่งสมาธิต่อในอุโบสถนานเกือบชั่วโมง พิจารณารูปนามกายใจ ดูความเจ็บปวดพยายามพิจารณาแยกกายกับจิตออกจากกันจนได้ยินเสียงทางด้านนอกกล่าวคำถวายภัตตาหารเลยออกจากสมาธิ มาพนมมือสมาทานศีลและกล่าวคำถวายภัตตาหาร จากนั้นอุทิศบุญให้พ่อแม่ครูบาอาจารย์ ญาติทั้งมีชีวิตและเสียชีวิตไปแล้ว เทวดาที่ปกปักรักษา เจ้ากรรมนายเวร และสรรพสัตว์ทั้งหลาย

พอเสร็จก็กราบพระเดินตัวโล่งมีความสุข แขน ขา หลัง เอวหายปวดเป็นปลิดทิ้ง เขาคงอนุโมทนาบุญและได้รับบุญไปแล้ว แสนจะปีติโล่งใจ แต่เมื่อเดินมาถึงรถ อั๊ยหยา! มีรถจอดกันท้ายไว้ใส่เบรกมือด้วย จอด 1 คัน แต่กันรถไม่ให้ออกถึง 4 คัน เธอก็อดทนรอเจ้าของรถ ดูใจตัวเองรู้สึกอย่างไร ยังไม่โมโห ยังไม่โกรธ ยามเดินมาพอดี

“เจ้าของรถเขาไปใส่บาตรแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็มาเลยยอมให้จอด” ยืนรอจนครึ่งชั่วโมงก็ไม่มา สมาทานศีล 8 มาด้วย บอกยามให้ช่วยตามเจ้าของรถ จากนั้นก็ไปตามแล้วหายไปเลยไม่กลับมา จึงตัดสินใจให้ประชาสัมพันธ์ประกาศให้ แต่สิบกว่านาทีแล้วก็ยังไม่มีใครเดินมา ปลงแล้ว ดูใจตัวเองไปโกรธมีไหม ยังไม่โกรธ คิดไปว่า “เราต้องเคยทำให้ใครติดขัดมาแน่ๆ ที่เราเป็นแบบนี้ เราคงเคยทำแบบนี้หรือขวางใครมาก่อนแหงๆ” และสติเตือนตัวเอง “รักษาใจไว้นะเธอวันนี้วันพระ” สักพักใหญ่ มีผู้หญิงถือตะกร้าแต่งตัวสวย เดินมาอย่างช้าๆ ไม่รีบร้อนแล้วก็ตรงมาที่รถ เราก็มองหน้าเธอ เธอทำท่าสดุ้งเล็กน้อยบอกว่า “ว่าจะลงไปใส่บาตรแป๊ปเดียว” (จากลงไปก่อนเก้าโมงครึ่ง จนตอนนี้เกือบสิบโมงครึ่ง)

กลับมาดูใจตัวเองเป็นอย่างไร เห็นตัวกรุ่นๆ เริ่มมา แต่ดับลงไปได้ สติมาปัญญาเกิด คิดได้ว่า “นี่คงมาให้เราสร้างทานอีกแล้ว… อภัยทานไง…ได้บุญอีก…แถมได้ทดสอบขันติและวิริยะบารมี” โชคดีที่ไม่โกรธ วันนี้ได้เห็นอนิจจังความไม่เที่ยงในจิต ทุกข์สุข สุขทุกข์สลับกันชัดเจนมาก ถ้าไม่มีบททดสอบ ก็คงไม่รู้ว่าตัวเองดีขึ้นหรือควรปรับปรุงจริงไหม

การจัดดอกไม้ก็เช่นกัน ถ้าไม่ฝึกฝนในการจัดเสมอๆ การจัดก็ไม่พัฒนา การจัดมันทื่อๆ มองอาจจะสวยสำหรับคนจัดไม่เป็น คนมองเป็นก็จะรู้ว่าคนจัดไม่ได้ฝึกฝนฝีมือ ไม่ได้พัฒนาการมองความสวยงามของธรรมชาติ ต้นไม้ข้างทางที่เรานั่งรถผ่าน เดินผ่าน หรือนั่งมองต้นไม้ข้างบ้าน หน้าบ้าน หรือ มองเห็นลิบๆ มันเป็นต้นแบบไหน มีกิ่งตรงๆ หักงอโค้ง ห้อยย้อย หักขึ้นหักลง ฝึกมองเห็นความงามของกิ่งไม้เสมอๆ แล้วเลือกกิ่งสวยๆ มีลีลามาฝึกจัดเสมอๆ กิ่งที่แข็งๆ ใหญ่ๆ เหมือนกิ่งกะท้อน ถ้าเราเลือกกิ่งที่โค้งงอเอามาจัดก็สวยได้

รวบรวมและเรียบเรียงธรรมะดี โดย พเยาว์

เดินสายกลางสร้างความดี

เดินสายกลางสร้างความดีเดิน ทางสายกลาง และ สร้างความดี กันเถิด

ตามปกติมนุษย์ทุกคนอยากจะได้รับแต่ความพึงพอใจด้วยกันทั้งนั้น แต่การที่ไม่เป็นไปตามที่คิด นั้นแหละคือชีวิต เพราะสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนั้นน่าสนใจมากถ้ารู้จักคิด เมื่อพิจารณาให้ลึกซึ้งจะเห็นว่า สิ่งที่ทำให้วัฒนธรรมเจริญก้าวหน้าก็คือความไม่พอใจของมนุษย์นั่นเอง ดังนั้น สิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกจึงไม่สามารถตีความหมายออกมาได้อย่างง่ายดาย กล่าวคือ ยิ่งมนุษย์มีความไม่พอใจก็จะมีการพัฒนาปรับปรุงแก้ไขให้สูงส่งขึ้น แต่อย่างไรก็ดี ถ้าความไม่พอใจมีมากเกินไปก็ยุ่งยากเหมือนกัน เช่น เป็นสาเหตุนำไปสู่การทะเลาะวิวาท บางครั้งก็นำไปสู่ความหายนะ สำหรับในด้านส่วนตัวมีบ่อยครั้งที่เป็นสาเหตุให้เกิดอันตรายต่างๆ อันจะทำให้ครอบครัวแตกแยก มีการผิดพ้องหมองใจและทะเลาะเบาะแว้งกับเพื่อนฝูงคนรู้จัก ประชดตัวเอง เป็นต้น

สำหรับในส่วนที่เกี่ยวข้องกับสังคมส่วนรวมนั้น จะทำให้เกิดกลุ่มคนที่มีความคิดรุนแรง ทำการบ่อนทำลายความสงบเรียบร้อย และทำให้เกิดความวุ่นวายต่างๆ ขึ้นในสังคม ซึ่งเป็นสิ่งที่เราจะเพิกเฉยเสียมิได้ ความจริงไม่ใช่เรื่องยากเย็นเลยเพียงแต่ยึดหลักสายกลาง คือไม่เอนเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งมากเกินไป เรื่องนี้พูดง่ายแต่ทำยากตรงจุดนี้เองที่เรียกได้ว่าคือชีวิต

การทำความดีในสภาวะย่ำแย่ ประการสำคัญคนไทยต้องยอมรับความจริงก่อนแล้วจึงตั้งต้นใหม่กับปัญหาที่ต้องเผชิญหน้า เมื่อเรายอมรับความจริงแล้ว เราก็สามารถตั้งต้นสภาพชีวิตว่าควรจะดำเนินไปอย่างไร ทั้งนี้ควรดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสภาวะปัจจุบัน ถ้าเรามองในแง่ดีก็เห็นว่าเราโชคดีที่มีวิกฤติเยอะแยะให้เรียนรู้และควรปรับพฤติกรรม เช่นการใช้เงิน การกิน การอยู่ หรือการบริโภคเพื่อมุ่งประโยชน์ มิฉะนั้นมีเงินเท่าไรก็ไม่พอจ่าย ทำดีโดยลดกิจกรรมที่ไม่จำเป็นในชีวิต และกิจกรรมที่เกินความเป็นจริงออกไปเสีย

ทางสายกลาง

ที่สำคัญต้องดำเนินชีวิตบนทางสายกลาง เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจหรือวิกฤติอะไรขึ้นมาเราก็จะไม่ฟุบหรือล้มจนลุกไม่ขึ้น ต้องใช้ชีวิตไม่ประมาทและเป็นหลักประกันตัวเองและครอบครัวให้อยู่ได้ในอนาคต สิ่งที่ทำดีได้ให้คนไทยทุกคนช่วยกันประหยัด ใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียง และตามแนวทางพุทธศาสนา คือยินดีในสิ่งที่ตนได้พอใจในสิ่งที่ตนมี พอมี พอกิน พอใช้ นำไปใช้ เพื่อความสงบสุขในยุคเศรษฐกิจฝืดเคือง

ถึงแม้ว่าการทำดีหรือว่าการทำบุญ จะนานเกินรอไม่มีอะไรมาสนองความดีที่ทำเสียที ก็ทำให้หลายคนท้อจะทำความดี การมุ่งมั่นหวังในบุญบาปว่าต้องตอบสนองตามเวลาและเรื่องที่เราคาดหวัง จึงอาจไม่ถูกต้องเวรกรรมมีจริงและสนองคืนแน่นอน แต่เมื่อไหร่ก็ไม่ทราบเหมือนกัน เหมือนเหวี่ยงบูมเมอแรงออกไป มันย้อนมาเสมอ เพียงแต่ไม่รู้เวลาและเรื่องที่จะตอบแทนกลับมา จึงควรทำความดีให้มากๆ โดยไม่ต้องหวังว่าจะได้ดีกลับมาเมื่อไหร่ อย่างไร จะได้ไม่ผิดหวังรอ และไม่คาดหวังแล้วได้ผิดเรื่องจะเสียใจไม่เข้าเรื่อง สู้ไม่หวังอะไรแล้วได้มันมีความสุขกว่า

สร้างความดี

บาปบุญคุณโทษก็เหมือนดอกไม้ คือ ดอกไม้บานแน่ๆ แต่ดอกไม้ต่างชนิดกันก็บานไม่พร้อมกัน แม้แต่ดอกไม้ชนิดเดียวกันก็บานไม่พร้อมกัน และต้องเข้าใจด้วยว่า ชีวิตคือการทำกิจกรรมหลากหลายที่จะดีเลวถูกผิด ชีวิตทุกคนจึงมีท้้งเรื่องดีและร้ายเข้ามา ถ้าทำดีมากกว่าก็มีเรื่องดีเข้ามามากกว่าเรื่องร้าย หากทำถูกใหญ่ๆ ผิดเล็กๆ ชีวิตก็มีแต่ปัญหาเล็กน้อยแก้ง่าย แต่ที่ได้เข้ามามักเป็นเรื่องดีที่ควรภูมิใจ รู้นัยเวรกรรมจึงควรรู้และอยู่ในใจ ระวังไม่ทำผิด แหละพิถีพิถันทำแต่เรื่องดีที่ดีจริงเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย แล้วชีวิตจะได้พบแต่ความรุ่งเรืองและความสุข

รวบรวมและเรียบเรียงธรรมะดีๆ มาฝาก โดย พเยาว์

คิดเปลี่ยนเขาเปลี่ยนเราง่ายกว่า

คิดเปลี่ยนเขาเปลี่ยนเราง่ายกว่าคิดเปลี่ยนเขา เปลี่ยนแปลงตัวเอง ง่ายกว่า

การที่เห็นแต่ความผิดและข้อบกพร่องของคนอื่นและคิดอยากให้คนอื่นปรับปรุง ยังไม่ได้ประโยชน์เท่ากับเห็นความผิดและข้อบกพร่องของตนเอง รวมทั้งรีบแก้ไขปรับปรุงตัวเราเอง เปลี่ยนแปลงตัวเอง การที่จะเปลี่ยนแปลงคนอื่นนั้นเป็นไปได้ยาก เพราะกว่าเขาจะสั่งสมนิสัยและพฤติกรรมเหล่านี้มา ก็ใช้เวลามานานหลายสิบปี ถ้าคิดจะเปลี่ยนคนๆ หนึ่งในเวลาไม่กี่วัน หรือจะให้เป็นให้ได้ดั่งใจเราในเวลาไม่นานนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากมาก หรืออาจทำไม่ได้เลย แล้วคนที่ทุกข์เพิ่มขึ้นก็ไม่ใช่ใคร กลับเป็นตัวเรานั่นเอง

ในเมื่อเปลี่ยนคนอื่นยาก ดังนั้นสิ่งที่เปลี่ยนได้ง่ายกว่ากันมาก คือการเปลี่ยนที่ตัวเราเอง โดยอย่างแรก คือเปลี่ยนความคิดและมุมมองของเราเองต่อสิ่งที่กำลังเผชิญหน้าให้ได้ เพราะการปรับใจเรานั้นง่ายกว่า ว่าจะทำอย่างไรที่จะทำให้ใจตัวเองไม่ทุกข์ ขณะที่ต้องอยู่กับสิ่งแวดล้อมและบุคคลที่ทำให้ทุกข์

เรื่องที่จะเล่าในช่วงต่อไปนี้ได้จากเรื่องเล่าผ่านทางมือถือที่จะเล่าส่งกันต่อๆ กันมาจึงไม่รู้ ที่มาของเรื่อง แต่เห็นว่ามีสาระน่าคิดจึงขอนำมาเผยแพร่ผ่านทาง ห้องพระ ทรงอาจดอททูเดย์ อีกครึ่งหนึ่ง

เปลี่ยนแปลงตัวเอง

มีผู้ทรงศีลท่านหนึ่งกำลังนั่งทำสมาธิข้างริมน้ำ ได้ยินเสียงดิ้นรนในน้ำก็ลืมตาขึ้น เห็นแมงป่องตกอยู่ในน้ำ ท่านก็ใช้มือช้อนมันขึ้นมา ขณะเดียวกันแมงป่องก็ชูหางขึ้นแล้วต่อยไปที่มือท่าน ท่านปล่อยแมงป่องลงที่ฝั่งแล้วหลับตาทำสมาธิต่อ ผ่านไปสักครู่ก็ได้ยินเสียงดิ้นรนในน้ำอีก ท่านลืมตาขึ้นเห็นแมงป่องตกลงไปในน้ำอีก ก็เอามือช้อนมันขึ้นมาอีก แน่นอนแมงป่องก็ต่อยไปที่มือท่านอีก ท่านก็หลับตาทำสมาธิต่อ ผ่านไปสักครูู่เหตุการณ์ก็เกิดขึ้นซ้ำอีก

ชาวประมงที่อยูู่ข้างๆ ก็พูดขึ้น “ท่านทำไมช่างโง่จัง ไม่รู้หรือว่าแมงป่องมันต่อยคน?”

ผู้ทรงศีลตอบว่า “รู้…โดนมันต่อยสามครั้งแล้ว”

“แล้วท่านทำไมยังจะช่วยมันอีก”

ผู้ทรงศีล “การต่อยคนเป็นสัญชาตญาณของมัน แต่ความเมตตาเป็นสัญชาตญาณของเรา สัญชาตญาณของมันไม่สามารถเปลี่ยนสัญชาตญาณของเรา”

ขณะนั้นเองก็ได้ยินเสียงดิ้นรนในน้ำอีก แมงป่องตัวเดิมนั่นแหละ ท่านไม่รอรีเตรียมที่จะช้อนมันขึ้นมาด้วยมือที่บวม ขณะเดียวกันชาวประมงก็ยื่นกิ่งไม้ให้ผู้ทรงศีล ท่านก็นำกิ่งไม้ช้อนแมงป่องขึ้นมา

ชาวประมงยิ้มและพูดว่า “ความเมตตานั้นดี ในเมื่อมีความเมตตาต่อแมงป่องก็ต้องมีความเมตตาต่อตัวเองด้วย ฉะนั้นความเมตตาต้องมีวิธีการของความเมตตา ต้องดูแลตัวเองให้ดีถึงจะมีสิทธิ์ไปช่วยผู้อื่น”

นิทานเรื่องนี้สอนให้เราได้คิดและรับรู้แต่จะปฏิบัติตามหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับจิตใจของผู้นั้นจะรับได้

สัญชาตญาณของแมงป่อง มันต่อยทุกสิ่งทุกอย่างที่เข้าใกล้มันเป็นสัญชาตญาณของการป้องกันตัวเอง มันไม่มีความรู้หรือความคิด หรือความกตัญญูต่อผู้ที่ช่วยมันขึ้นจากการจมน้ำตาย ความเมตตาที่ผู้ทรงศีลหยิบยื่นให้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนมันได้ ผู้ทรงศีลผู้เปี่ยมไปด้วยความเมตตาถึงแม้จะโดนแมงป่องต่อยถึง 3 หนจนมือบวมเพราะพิษแมงป่อง หนที่ 4 ก็จะใช้มือช่วยอีก ชาวประมงก็ยื่นกิ่งไม้ให้ช่วยแมงป่อง เมื่อเมตตาแมงป่องก็ต้องเมตตาต่อตัวเองด้วย และต้องมีวิธีการของความเมตตา คือไม่ให้ความเลวของผู้อื่นมามีอิทธิพลกับความดีของเรา จงอย่าทอดทิ้งความดีของเราเพราะความเลวของผู้อื่น

ถ้าทุกคนเห็นความสำคัญที่จะปรับปรุงตนเอง และรักษาความดีงามของตนเองไว้ สังคมที่มีปัญหาที่คิดว่าแก้ยากก็จะลดลงมากมาย เพราะการแก้จากใกล้ตัวนั้นแก้ง่ายกว่าไกลตัว แม้แต่ต้นไม้ดอกไม้ ก็ยังรู้จักการเปลี่ยนแปลงตัวเอง เช่นต้นไม้เอื้องหมายนา ปกติจะขึ้นตรงๆ แต่ถ้ากอไหนขึ้นหนาแน่นมีใบมาก ก็จะทำให้มันแย่งกันสูงขึ้น เพื่อรับแสงแดด มีบางต้นที่เปลี่ยนตัวเองโดยเอนกิ่งออกไปเลยดูมีลีลา เวลาตัดมาจัดแจกันทำให้ดูสวยงามแปลกตามากกว่าต้นตรง นี่แหละลีลาของธรรมชาติ

รวบรวมและเรียบเรียงธรรมะดีๆ โดย พเยาว์

ความอดทนเป็นตบะ อย่างยิ่ง

ความอดทนเป็นตบะความอดทนเป็นตบะ อย่างยิ่ง

ขนฺติ ปรมํ ตโป ตีติกฺขา

มีสุภาษิตโบราณที่สำคัญบทหนึ่งกล่าวว่า “ความอดทนที่แท้จริงอยู่ที่การทนกับสิ่งที่ทนไม่ได้” หรือ “จงห้อยถุงแห่งความอดทนไว้ที่คอ เมื่อใดที่มันจะขาดจงซ่อมแซมเสียใหม่”

มีหลายคนได้เรียนถามอาจารย์ว่า “อาจารย์ใช้วิธีฝึกฝนตนอย่างไรจึงบรรลุแสงสว่างแห่งจิตใจ ท่านทรมานร่างกายโดยวิธีต่างๆ ด้วยการอยู่ใต้น้ำตกหรืออดอาหาร” ท่านอาจารย์ได้ตอบว่า “เปล่าเลยข้าพเจ้าไม่เคยฝึกฝนด้วยวิธีการเช่นนั้น ข้าพเจ้ามีหลักอยู่ 2 ประการ คือการอดทนต่อความทุกข์ทรมานในเรื่องการเป็นหนี้สิน กับการอดทนต่อความโกรธ ข้าพเจ้าได้รับการช่วยเหลือเพราะความโกรธ จึงอดจะซาบซึ้งในความเมตตาปราณีอันลึกซึ้งขององค์สมเด็จพระศรีอริเมตไตรยมิได้” สำหรับผู้ที่มีภาระหน้าที่อันสำคัญนั้น เขาจะได้รับบทเรียนต่างๆ เพื่อขัดเกลาจิตวิญญานให้เข้มแข็งในบรรดาบทเรียนทั้งหลายนั้นที่ยากที่สุด คือการควบคุมจิตใจมิให้มีความโกรธ เมื่อเราสามารถทำใจให้สงบและมั่นคงโดยไม่ปล่อยตัวไปกับควมมโกรธได้แล้ว ก็เท่ากับว่าได้ผ่านขั้นตอนหนึ่งของการฝึกฝนแล้วนั้นเอง

ไม่มีใครมีชีวิตที่ไม่เจอคลื่นลม ไม่มีใครมีชีวิตที่ราบรื่นไม่มีสะดุด เพียงแต่ใครจะมีสติตั้งรับได้ไวกว่ากันเท่านั้น ถ้าหวั่นไหวไปกับความทุกข์ มีลาภก็เสื่อมลาภได้ มียศก็เสื่อมยศได้ มีสรรเสริญก็มีนินทา มีสุขก็มีทุกข์ได้ในเมื่อทำดีที่สุดแล้ว…สิ่งที่ทำจบไปแล้ว จะคิดวนเวียนให้ทุกข์ซ้ำซากทำร้ายตัวเองทำไม มาทบทวนตัวเอง มามองตัวเองแบบไม่มีอคติทั้งชอบหรือชัง ถ้าพบว่าทำผิดจริงก็แก้ไขไป อย่าให้ใจเศร้าหดหู่หรือโกรธเคือง เราบังคับความคิดทุกคนให้มองเราดีทั้งหมดไม่ได้ เพราะเราเองก็ยังมองเห็นในความไม่ดีของคนอื่น เป็นไปไม่ได้ที่เราจะพบเจอแต่เรื่องราวที่ดี เจอคนที่ดีตลอดทั้งชีวิตตัวเราเองก็ไม่ใช่คนที่สมบูรณ์ดีพร้อม ทุกชีวิตล้วนมีจุดอ่อนจุดบกพร่องมีโอกาสทำผิดพลาดได้ทั้งสิ้น เพียงแต่ใครจะพบเจอเรื่องทุกข์หรือเรื่องสุขมากกว่ากันเท่านั้น และสามารถแก้ไขข้อบกพร่องหรือจุดอ่อนที่มีให้เหลือน้อยที่สุดได้เพียงไหน

เรื่องที่จะเล่าวันนี้เป็นเรื่องของเด็กนักเรียนอายุประมาณ 12-13 ปี ขณะที่ยังมีพ่อแม่อยู่ ที่บ้านเธอด้านหลังบ้านจะใช้สังกะสีล้อมเป็นรั้วบ้านด้านหลังบ้านของเธอ จะเป็นเพื่อนบ้าน ซึ่งเป็นเพื่อนโรงเรียนเดียวกัน ทั้งสองคนจะเอาเก้าอี้มายืนเอามือจับรั้วกันตก ขณะที่ยืนบนเก้าอี้คุยกันไป ก็จะมีมดที่เดินอยู่แถวรั้วที่มือจับรั้ว ก็ถูกมดกัดมือ แรกๆ ก็ปัดเอาและก็ทำอยู่อย่างนี้ตลอด บางครั้งก็โดนมดกัดจนมีอาการปวดบวม จึงเกิดอาการโกรธมดขึ้นมา จึงเปลี่ยนวิธีจากการปัดเป็นเอานิ้วดีดมด กว่าจะคุยกับเพื่อนเสร็จ เธอก็ดีดมดไปหลายตัวมาก เพราะมดจะเดินกันตลอดแนวกั้น จนวันหนึ่งเธอทำรายงาน กำลังใช้มีดโกนด้ามสีเป็นอุปกรณ์ตัดกระดาษ ขณะนั้นเพื่อนเรียกที่รั้วหลังบ้าน เธอเลยถือมีดไปด้วย แล้วยืนคุยกันพร้อมกับเอามือจับรั้ว แต่วันนั้นมดมีมากกว่าทุกวัน เธอโดนมดกัดอีกแล้ว เลยมีความโกรธ เอามีดที่ถือมา สับขามด บางตัวก็โดนสองขา บางตัวหนึ่งขา เธอเห็นบรรดามดชักดิ้นชักงอ เธอพูดว่า “เป็นไง เจ็บไหม กัดเค้าก็เจ็บโดนซะบ้าง” แล้วเธอก็หัวเราะชอบใจเวลาเห็นมดที่ถูกสับขาดิ้นทรมาน เธอทำไปเยอะมาก จนแม่ของเธอได้ยินเธอพูดว่า “เจ็บไหมๆๆ” จึงเดินมาดู แล้วถามว่า “ทำอะไร” เธอบอกว่า “เอามีดตัดขามด” แม่บอก “เวรกรรมๆๆ ทำมันทำไม” เธอกลับหัวเราะชอบใจ แต่ก็เลิกทำ

เมื่อเธอเรียนอยู่ชั้น ม.2 คุณพ่อเธอเสียชีวิต ทำให้เธอหางานทำช่วยแม่ ช่วงปิดเทอมเธอได้งานเป็นโรงงานพลาสติก แผนกเครื่องตัดถุงพลาสติก ทำคู่กับพี่คนหนึ่ง ในวันนั้นพี่ใช้ให้เธอเช็ดใบมีด ขณะที่เธอกำลังเช็ดใบมีดอยู่ พี่นึกว่าเธอเช็ดเสร็จแล้วเลยเปิดเครื่อง ทำให้นิ้วเธอโดนตัดไปสองนิ้ว ต้องนำส่งโรงพยาบาลทันที ขณะนอนอยู่โรงพยาบาล เธอหวนนึกว่าคงเป็นเวรกรรมที่เคยตัดขามดไว้แน่นอน

ความอดทนเป็นตบะ อย่างยิ่ง

แน่นอนทุกเรื่องราวเป็นเหตุเป็นผล ผลแห่งกรรมในทุกเรื่องที่เราได้รับนั้นเราล้วนสร้างเหตุมาแล้วทั้งสิ้น เราแก้กรรมในอดีตไม่ได้ เราอาจพลาดไป แต่สิ่งที่ทำได้ในปัจจุบันคือ ต้องยอมรับเมื่อถึงคราวที่รับผล เร่งทำความดี สร้างบุญกุศลใหม่ให้มากที่สุด

เพื่อให้อานิสงส์แห่งความดีส่งผลให้มากและขออุทิศบุญ ขออโหสิกรรมกับเจ้ากรรมนายเวร ทุกชีวิตที่เราล่วงเกินด้วยกาย วาจา ใจไปทั้งเจตนา หรือไม่เจตนาก็ตาม ขอโอกาสให้เราได้ทำความดีทำบุญส่งให้ต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เราสร้างเหตุย่อมมีผล เราปลูกต้นอ้อย แน่นอนต้นอ้อยมันมีความหวานอยู่ในตัวมันเป็นเหตุ เมื่อมีความหวานที่ไหนย่อมมีมดอยู่ที่นั่น เมื่อเราเอาต้นอ้อยมาจัดแจกัน เราก็ต้องระวังเรื่องมดมี่มากินความหวานของกิ่งอ้อย เช่นเดียวกันเราก็ต้องระมัดระวังความโกรธให้มากเพราะความโกรธคือสาเหตุต้นเหตุให้เราทำผิดพลาด

รวบรวมและเรียบเรียงธรรมะดีๆ โดย พเยาว์

มองโลกในแง่ดีชีวีสวยงาม

มองโลกในแง่ดีชีวีสวยงามองโลกในแง่ดี ชีวีสุขสันต์ ธรรมะกับชีวิต

เมื่อพิจารณาสิ่งต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าหากกระทำเลยเถิดไปก็ไม่ดี จะต้องรู้จักประมาณให้อยู่ในความพอดี โลกเรานี้ย่อมมีความลำบากและความสนุกสนาน มีทั้งทุกข์และสุข ความทุกข์และความสุขเป็นของคู่กัน นี่คือสภาพความเป็นจริงของมนุษย์เรา ให้เราค้นหาวิธีที่ดีที่สุด ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์และเป็นไปตามกาลเทศะ จำเป็นจะต้องมีความเฉลียวฉลาดในทางที่ดี ประกอบด้วยปัญญาความรู้ที่จะก่อให้เกิดวิจารณญานในทางที่ถูกต้อง ปราศจากเมฆหมอกหรือความขุ่นมัวแล้วปัญญาจะเกิดมากขึ้น หลักสำคัญจึงอยู่ที่การขจัดเมฆหมอกหรือความขุ่นมัวให้หมดไป

สังคมมนุษย์ปัจจุบัน ยิ่งเห็นเด่นชัดถึงความยากลำบากในการดำเนินชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเทคโนโลยีเจริญมากเท่าไร มนุษยยิ่งห่างจากศาสนามากขึ้นเท่าไร จิตใจมนุษยิ่งขาดปัญญาที่จะสลัดหลุดพ้นจากความทุกข์ ถ้าหันกลับมาศึกษาศาสนา อาจจะรู้ถึงภาวะสลัดหลุดพ้นจากด้านดีและด้านร้ายของโลก ชีวิตมนุษย์คล้ายเป็นลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมา ระหว่างความทุกข์และความเบื่อหน่ายจนไม่มีทางที่จะสลัดหลุดพ้นจากวงจรแกว่งไปได้

มีครอบครัวตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่เข้าใจถึงจุดยืนของศาสนาพุทธ เรื่องมีอยู่ว่า เด็กคนหนึ่งถูกแม่ใช้ไปซื้อน้ำมันที่ตลาดเขาถือขวดเปล่าพร้อมเงินค่าน้ำมัน 10 บาทไปที่ตลาด พอได้น้ำมันเต็มขวด ก็ถือขวดน้ำมันเดินกลับบ้าน ระหว่างทางเด็กได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงบนดินน้ำมันหกไปครึ่งขวด เด็กขว้าขวดซึ่งมีน้ำมันเหลือครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งร้องไห้ไปหาแม่ เขาสารภาพผิดกับแม่ว่า “ลูกไม่ดีเองที่ทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด”

สัปดาห์ต่อมาแม่ใช้ลูกคนที่สองไปซื้อน้ำมันโดยส่งขวดเปล่าและเงิน 10 บาทให้ไปตลาดปรากฏว่าเด็กคนนี้ซื้อน้ำมันได้เต็มขวด ระหว่างทางเด็กคนที่สองได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงพื้นน้ำมันหกไปครึ่งขวดเหมือนกัน เด็กขว้าน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งขวดวิ่งกลับไปหาแม่ เขาหัวเราะร่าเริงบอกกับแม่ว่า “ลูกทำขวดน้ำมันตกลงไป” แต่ด้วยความไวของลูกทำให้คว้าขวดขึ้นมาได้ทัน จึงเหลือน้ำมันครึ่งขวด ถ้าลูกช้ากว่านี้น้ำมันคงหกหมดขวดแน่ๆ เด็กคนแรกร้องไห้เพราะเขามองน้ำมันที่ขาดหายไปครึ่งขวด เด็กคนที่สองหัวเราะเพราะเขามองน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งขวด เด็กคนแรกเปรียบเหมือนคนที่มองโลกในแง่ร้าย ส่วนคนที่สองเปรียบเหมือนคนมองโลกในแง่ดี

และยังมีเด็กคนที่สาม…สัปดาห์ต่อมาแม่ใช้ให้ลูกคนที่สามไปซื้อน้ำมันในตลาดเหตุการณ์เป็นไปทำนองเดียวกัน คือเด็กคนนี้ทำขวดน้ำมันตกลงกับพื้นดินน้ำมันหกออดไปครึ่งขวด เขาขว้าขวดที่มีน้ำมันเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งกลับบ้าน เขาหัวเราะร่าเริง เมื่อบอกกับแม่ว่า “ลูกทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด แต่น้ำมันเหลืออยู่ครึ่งขวด ไม่เป็นอะไรนะแม่ พอดีลูกไปรับจ้างทำงานที่ตลาดไว้ เมื่อได้เงินค่าจ้างแล้ว ลูกจะเอาเงินไปซื้อน้ำมันอีกครึ่งขวดทดแทนน้ำมันที่หกไป” เด็กคนที่สามมองน้ำมันที่ทั้งในส่วนที่ขาดหายไป และส่วนที่เหลืออยู่ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการทำงานรับจ้างหาเงินมาซื้อน้ำมัน ในส่วนที่ขาดหายไป เด็กคนที่สามนี้เปรียบเหมือนคนที่มีโลกทัศน์แบบชาวพุทธที่มองโลกตามความเป็นจริง และแสวงหาทางออกจากปัญหาด้วย อริยสัจสี่ มีทุกข์หาสาเหตุของทุกข์ ดับทุกข์ หาหนทางเพื่อปฏิบัติเพื่อนำตนไปสู่ความหลุดพ้น

ลูกสามคนที่มีแม่คนเดียวกัน ความรู้สึกนึกคิดหรือลักษณะภาวะของทั้งสามก็ไม่เหมือนกัน เหมือนกับกิ่งโป๊ยเซียนที่ออกมาจากจุดเดียวกันแต่ละกิ่งก็แสดงความสวย แต่ละจุดแต่ละกิ่งไม่เหมือนกัน แต่ต่างก็มีความสวยงามเหมือนกัน ทำให้ผู้ที่มองเห็นมีความสุขเหมือนกัน

รวบรวมและเรียบเรียงธรรมะดีๆ โดย พเยาว์

สิ่งที่จีรังยั่งยืนคือความดี

พึงทำความดี เพราะ ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว อ่านเพิ่มเติม สิ่งที่จีรังยั่งยืนคือความดี

ความยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์

ความยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์ความยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์ ธรรมะ จาก ห้องพระ อ่านเพิ่มเติม ความยึดมั่นถือมั่นเป็นทุกข์

สาวเอยพ่อจะบอกให้

สาวเอยพ่อจะบอกให้สาวเอยพ่อจะบอกให้ ธรรมะดีๆ จาก ห้องพระ

ถ้าเพียงแต่เกิดความสงสัยขึ้นมาเท่านั้น ก็คงไม่มีความหมายอะไร เมื่อเป็นเช่นนี้เชื่อว่า ทุกคนคงต้องการที่จะแก้ปัญหานี้ นี่เองคือสิ่งที่ประเสริฐยิ่ง เพราะจะทำให้เราเข้าถึงสัจธรรม ภูมิปัญญาและความรู้ก็จะสูงส่งก้าวหน้ามากขึ้นเท่านั้นและได้รับการกล่าวขวัญจากผู้อื่นอีกด้วยว่า เป็นคนที่มีอนาคตไกล

แต่สำหรับผู้ที่โชคร้าย ถึงแม้จะมีความสงสัยเกิดขึ้น แต่เขาจะไม่พบจุดที่จะสอนสัจธรรมให้แก่เขาได้ ดังนั้น บุคคลประเภทนี้จึงต้องหลงผิดอยู่ชั่วชีวิต และความสงสัยของเขา ก็ยังคงก่อให้เกิดความสงสัยเรื่อยไปจนกระทั่งพบจุดจบ บางคนอาจจะหัวเราะเยาะและมองข้ามสัจธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้

มนุษย์เราถ้าไม่เกิดความสงสัยเลยก็ไม่ดีและเมื่อเกิดความสงสัยแล้ว ก็ต้องมีความกล้าพอที่จะแก้ปัญหาข้อสงสัยนั้นให้กระจ่างแจ้งหมดไปด้วย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พ่อสอนลูกสาวด้วยความห่วงใย

อยากรู้ไหม…มีอะไรในมือพ่อ เริ่มจากการที่คุณพ่อเรียกลูกสาวเข้าไปพบและบอกกับลูกสาว

คุณพ่อ : “พ่อมีอะไรจะให้ดู เป็นของสำคัญมากนะ” แล้วคุณพ่อก็หยิบอะไรบางอย่างออกจากกระเป๋าเสื้อ โดยกำสิ่งของไว้ในมือ ไม่ให้ลูกเห็น
คุณพ่อ : “อยากรู้ไหมว่ามีอะไรในมือพ่อ” ลูกสาวพยักหน้าด้วยความสงสัย พ่อเลยยื่นข้อเสนอ
คุณพ่อ : “งั้นเอามือเขกพื้น 3 ที” พอลูกเขกเสร็จตามที่พ่อบอก คุณพ่อพูดอีกว่า
คุณพ่อ : “เปลี่ยนเป็น 10 ที่ดีกว่า” ลูกสาวก็เขกพื้นอีก 10 ที พอเขกเสร็จพ่อพูดอีกว่า
คุณพ่อ : “เพิ่มเป็น 15 ทีแล้วกัน” ด้วยความอยากรู้ ลูกสาวยอมเขกพื้นเพิ่มเป็น 15 ที พร้อมพูดกับพ่อว่า
ลูกสาว : “ลูกอยากรู้จริงๆ ว่าในมือพ่อคืออะไร”

พ่อเลยแบมือออก เผยให้เห็นเหรียญ 5 บาทธรรมดาหนึ่งเหรียญ หลังจากนั้นคุณพ่อก็เอามือกำเหรียญ 5 บาทเหรียญเดิมอีกครั้ง และ ถามลูกสาวว่า อยากดูไหมว่าในมือพ่อมีอะไร ถ้าอยากรู้ต้องเอามือเขกพื้น 5 ที ลูกสาวส่ายหน้าพร้อมกับบอกว่า.

ลูกสาว : “ไม่อยากดูแล้ว” เพราะรู้แล้วว่าในมือพ่อมีอะไร พ่อเลยต่อรอง
คุณพ่อ : “เขกแค่ 1 ทีก็ได้” ลูกสาวยังส่ายหน้า พร้อมกับบอกว่า.
ลูกสาว : “หนูรู้แล้ว หนูไม่อยากดูแล้ว” คุณพ่อเลยบอกว่า
คุณพ่อ : “เอางี้ พ่อให้ดูฟรีๆ ก็ได้เอาหรือเปล่า” ฝ่ายลูกสาวตอบว่า.
ลูกสาว : “ไม่เอา ไม่รู้จะดูไปทำไม ก็รู้อยู่แล้วว่าในมือพ่อมีอะไร”

ได้ฟังเช่นนั้นคุณพ่อเลยสอนลูกสาวว่า เหรียญ 5 ก็เปรียบเสมือนกับสิ่งอันพึงหวงแหนของหญิงสาว ถ้าใครได้รู้ได้เห็นก่อนเวลาอันควรก็จะกลายเป็นของไร้ค่าในทันใด

สาวเอยพ่อจะบอกให้

คุณพ่อ : “นี่แหละลูก ของอะไรที่ยังคงเป็นความลับ น่าสงสัย คนมักยอมทำตามทุกอย่างที่จะได้สมความปราถนา มีความอยากดู อยากรู้ อยากเห็น แต่เมื่อสมปราถนาแล้วดูบ่อยๆ ก็มักจะเบื่อให้ดูฟรีๆ ยังไม่อยากดูเลย เช่นกันสิ่งที่พึงหวงสำหรับสตรีก็เป็นสิ่งที่มีค่า ถ้าใครได้รู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่า ถ้าใครได้รู้ก่อนเวลาอันควร ก็จะไม่มีค่าอะไรอีกต่อไป ไม่ต่างจากเหรียญ 5 บาทที่พ่อให้ลูกดูฟรี”

ความรักของพ่อแม่มีค่ายิ่งสิ่งใด ลูกคนใดมีความกตัญญูต่อพ่อแม่ ถือว่าลูกประเสริฐยิ่ง ยิ่งลูกสาวพ่อแม่ยิ่งเป็นห่วง เหมือนดอกไม้ที่บอบบางยิ่งสวยก็ยิ่งเป็นห่วง เหมือนดอกลิลลี่ที่แสนสวยและหอมด้วย พ่อแม่ยิ่งจัดไว้ในแจกันแก้วมีราคา ลูกล่ะจะเข้าใจหัวอกพ่อแม่หรือเปล่า หรือมีความรักแล้วทำให้ตาบอด มีประสบการณ์ของหญิงมากมายที่ไม่เชื่อฟังพ่อแม่ ที่ต้องผิดหวัง บางคนยังไม่สงสารพ่อแม่คิดจะฆ่าตัวตายอีก ขอให้หยุดความคิดแบบนี้ ขอให้ยืนสู้ต่อไปพ่อแม่รักและห่วงใยถึงได้ใส่ใจห่วงใย พร่ำบ่นพร่ำสอน กลับใจเสียใหม่ยังไม่สายเกินไป

รวบรวมและเรียบเรียงธรรมะดีๆ โดย พเยาว์