ธรรมะย่อมชนะอธรรม

ธรรมะย่อมชนะอธรรม จริงแท้แน่นอน สัจธรรมที่มิอาจแปรเปลี่ยน อ่านเพิ่มเติม ธรรมะย่อมชนะอธรรม

นินจาเลือดซามูไร บทที่10

นิยายอ่านฟรีจบเรื่อง นินจาเลือดซามูไร บทที่10 เลือดหนุ่มแรก “จงเร่งนำของสิ่งนี้ไปให้ อูคาชิซัง…ให้ถึงมือเขา!”

นินจาเลือดซามูไร บทที่10

เลือดหนุ่มแรก

ที่ปราสาทฮันโต

“จงเร่งนำของสิ่งนี้ไปให้ อูคาชิซัง…ให้ถึงมือเขา!” ฮันโต ซาซากุมิย้ำเสียงแน่นๆ พร้อมกับยื่นมีดสั้น “วากิซาชิ” และจดหมายให้คนนำสาร

“เจ้ารู้ใช่ไหม ว่ามันหมายถึงอะไร…” เขาพูดต่อพลางเกร็งใบหน้าจนโหนกแก้มด้านซ้ายกระตุก ความเคียดแค้น ความสะใจกำลังถูกสะสางไปพร้อมกันแล้วในเวลานี้

“อูคาชิซัง…มิใช่คนโง่…แต่การรักษาเกียติของชิโนบิกับซามูไรต่างกัน ข้าเกรงว่า…”

“ฮึๆ…ฮึ…เขาไม่กล้าปฏิเสธข้าทั้ง 2 ข้อหรอกน่า…”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย” คนนำสารกำมีดสั้นพร้อมกับจดหมายในมือแน่น เขาก้มหัวนิดๆ แล้วเดินถอยหลังออกไปเร็วๆ

“ฮาๆ…ให้ทุกคนคอยดู…ทุกคนจะได้เห็น ชิโนบิแก่ๆ แต่จะต้องมาตายด้วยฮาราคีรีอย่างซามูไร…ฮ่าๆ…ช่างมีเกียติเหลือเกิน อูคาชิซัง…ฮ่าๆๆ”

……….

หุบเขาอิงะ

การทำงานล้มเหลวของอูคาชิที่ปราสาทฮันโตเป็นเสมือนสายปานที่ยึดโยงหุบเขาอิงะเอาไว้ค่อยๆ ขาดที่ละเส้น มินาโมโต ฟูจิกาว่ายกบุตรสาวคนโตให้แต่งงานกับไอ้ผิดเพศอย่าง ฮันโต ซาซากุมิ เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตระกูลและ 2 เมืองที่ขนาบหุบเขาอิงะคนละด้าน มันสร้างแรงกดดันให้กับอูคาชิ ยาสุมากมายหลายเท่า และหากพวกชิโนบิในหุบเขาโคงะเล่นด้วยกับเรื่องนี้ อูคาชิก็เห็นทีจะไม่มีทางรอด

“เคนซึ ข้าต้องการให้เจ้าทำหน้าที่เจรจากับยามุดะ เพราะข้าไม่ประสงค์จะเจอนางนอกหุบเขา” ยาสุพูดด้วยแววตาที่หม่นหมอง เหมือนพยายามเลี่ยงสิ่งที่กำลังบีบคั้นอย่างหนักโดยเฉพาะดาบ วากิซาชิ และความหมายแห่งมันที่ส่งมาถึงเมื่อ 2 วันก่อน

“ไว้ใจได้…ข้าจะทำให้ดีที่สุด” อิเงะสึงิ เคนซึรับปาก ยาสุยกถ้วยน้ำชาสีน้ำตาลดำขึ้นมาหมุน 3 รอบ แต่ก็ไม่ได้ดื่ม

“นี้ข้าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วใช่ไหม เค็นจิ” ยาสุหลุดเพ้อขึ้นมาลอยๆ ถ้วยน้ำชาในมือยังหมุ่นไปอีกหลายรอบ แต่ก็ยังไม่ดื่มมันอีก

“หากฮันโต สามารถเจรจากับพวกโคงะสำเร็จ…เราเห็นทีจะลำบาก” เสียงเค็นจิพึมพำในลำคอ เหมือนไม่ประสงค์จะให้สิ่งที่คาดการณ์ถึงหูอีกหลายคนที่นั่งอยู่วงนอก

“แต่เราสามารถเจรจากับพวกหุบเขาโคงะ เพื่อยืดเวลาได้ชั่วหนึ่งหญิงตั้งครรภ์ตามสัญญาชิโนบิที่เคยมีให้กัน” อยู่ๆ โอสุเกะ ฮิเดะก็เสนอเหมือนจะชี้นำบางอย่าง…ทุกสายตาในห้องลับหลังม่านไม้ไผ่หันไปจ้องเขาเป็นจุดเดียว

“เจ้าหมายความว่า….” อิเงะสึงิ เคนซึกดเสียงต่ำถามใกล้ๆ ยาสุยิ้มออกมาอย่างเห็นด้วย…เหมือนเขาจะรู้ความหมายที่โอสุเกะ ฮิเดะได้สื่อออกมาแล้วเวลานี้

“เราจะไม่ยอมเสียคุณชายไป…เพราะพรสวรรค์พิเศษที่อยู่ในตัวเขาคือสมบัติที่มีค่ายิ่งสำหรับชิโนบิ และเขาต้องรีบถ่ายเทพรสวรรค์กับทายาทโดยตรงจากสายเลือดสู่สายเลือด ข้าเชื่อว่าพวกโคงะคงจะเข้าใจ” โอสุเกะ ฮิเดะอธิบาย เขาวาดสายตาจับจ้องไล่ไปทีละคน เหมือนจะขอแรงสนับสนุน

“แต่…แต่คุณชาย พึ่ง พึ่งจะ 15…”

“ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้…เค็นจิ และฮิเดะคุงเป็นหน้าที่ของพวกเจ้า…ในการไปเจรจากับพวกโคงะ…” ยาสุเหมือนจะสรุปตามนั้นแล้ว

“แต่…แต่…คุณชาย…พึ่ง 15 ปี” เสียงของโอคิตะ ไออิพยายามคัดค้านขึ้นอีก

“15 ปี ของคุณชายก็แกร่งพอ สำหรับ เลือดหนุ่มแรก …ข้าเชื่อและมั่นใจอย่างนั้น” โอสุเกะ ฮิเดะสวนกลับ พร้อมก้มหัวให้อาจารย์โอคิตะทั้งสองที่คอยจดบันทึกอยู่อีกมุมหนึ่ง

“ข้าเห็นด้วย…ทุกอย่างมันต้องมีทางออก” อิเงะสึงิ เคนซึออกแรงหนุนความคิดของฮิเดะอีกคน

“ใช่แล้ว 15 ปี สำหรับเซดะก็แกร่งพอสำหรับเลือดของหนุ่มแรก…ข้าฝากพวกเจ้าด้วยนะ” ยาสุตอบรับเบาๆ ก่อนจะซดน้ำชาในถ้วยกระเบื้องสีน้ำตาลที่เย็นชืดจนหมด

……….

อีกมุมหนึ่ง

สายลมโชยเบาๆ มาจากช่องเขาคุโระอิสีนิล มันหอบไอหิมะแรกที่เย็นยะเยือกมาปลิดป่าใบสีแดงที่กำลังเริงระบำให้หลุดร่วงเป็นรอบที่ 10 ตั้งแต่คุณชายอูคาชิ เซดะปรากฏตัวขึ้นที่นี้  ความเป็นหนุ่มแรกวัย 15 ของเขา ได้นำมาซึ่งความหงุดหงิดของยาสุเกือบทุกวันและทุกๆ เรื่อง จนบางครั้งนิทานจากคนเผาถ่านที่ยาสุเทียวกรอกหูมาตั้งแต่เด็กว่าไม่มีแก่นสาร กำลังดลใจให้เขารู้สึกว่ามันคือเรื่องจริง

“โจอานไม่เคยโกหกข้า ไม่เลยตั้งแต่วันแรกจนเดี๋ยวนี้” เซดะเทียวนึกถึงสิ่งนี้ทุกครั้งที่มีปัญหา ประกอบกับชื่อเรียกที่หลุดออกมาจากปาก ฮันโต ซาซากุมิ ก็ไม่มีทางที่เขาจะลืมมันไปได้ง่ายๆ

“คุณชาย มินาโมโต โคทาโร่” เซดะเพ้อขึ้นมาลอยๆ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนรักที่นั่งนิ่งเป็นหินอยู่ข้างๆ “โจอาน บอกซิว่าข้าเป็นใคร”

“คุณชาย ข้ายืนยันว่านิทานจากคนเผ่าถ่านเป็นเรื่องจริง” โจอานย้ำอย่างหนักแน่น

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่” “และคุณชายอูคาชิ แห่งหุบเขาอิงะในเวลาเดียวกัน”

………..

ในห้องประชุมลับหลังม่านไม้ไผ่อีก 1 เดือนต่อมา

“เคนซึ ยามุดะว่าอย่างไรบ้าง”ยาสุกระวีกระวาดถามอย่างคนร้อนใจ

“…….” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับจากคู่สนทนาที่นั่งนิ่ง เหมือนเขาจะไม่แน่ใจกับอะไรบางอย่างในห้อง

“มีอะไรหรือ” โอสุเกะ ฮิเดะและอูคาชิ เค็นจิหลุดถามขึ้นพร้อมกันพวกเขาประสานสายตากันไปมาก่อนเสียงอิเงะสึงิ เคนซึจะดังขึ้น “ข้ารู้สึกว่าไม่มีเฉพาะเรา 6 คนที่อยู่ในห้องนี้”

“เจ้า เจ้า หมายความว่า ว่า อย่างไร อิ อิเงะซัง” อาจารย์โอคิตะ อีอิหลุดเสียงไม่ต่อเนื่องทั้งๆที่เขาควรจะนั่งเงียบ และอาจารย์โอคิตะ ไออิ ที่นั่งอยู่ข้างกันก็เบิกตาโพลง “ใคร…ใครจะกล้า กล้า”

“เดี๋ยวข้าจัดการเอง…” อิเงะสึงิ เคนซึเอ่ยสั้นๆ เขาลุกเดินถอยหลัง 3 ก้าวสายปานแดงถูกดึงออกมาจากกระเป๋า เขาตวัดมันไปรัดรอบๆเสาไม้ที่อยู่หลังห้องอย่างรวดเร็ว

“โอ้ย! ข้าเจ็บ…ท่านลุง” เป็นเสียงของเซดะที่ตะโกนลั่นพร้อมๆกับเผยร่าง สีหน้าของเขาดูเหมือนจะเจ็บใจมากกว่าเจ็บตัวหลายเท่า

“เซดะคุง…ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่ามันไม่ใช่ธุระอะไรของเจ้า” ยาสุกระแทกเสียงดังใส่พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ แต่เซดะ กลับนิ่งและจ้องหน้าเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

“คุณชายออกไปข้างนอกก่อน” โอสุเกะ ฮิเดะเดินเข้ามารวบตัวเขาทันทีที่อิเงะสึงิ เคนซึ คลายปมสายป่านพ้นตัว

“ความลับหลังม่านไม้ไผ่…หึๆ…ท่านพ่อมีอะไรปิดบังข้ากันแน่…หรือมันเกี่ยวกับคุณชายมินาโมโต โคทาโร่…” เซดะพูดด้วยเสียงเรียบๆ แต่กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ที่กำลังเดือดดาลสุดๆ

“เซดะ!” ยาสุตวาด จนใบหน้าที่แดงกล่ำเขม่นปูดรอยย่นสูง

“บอกข้าสิ ท่านพ่อ! บอกข้า…”

“ลากตัวคุณชายออกไป…” แต่ก็ไม่มีใครกล้าขยับ “เอาเขาออกไป!” ยาสุแผดเสียงทั้งหมดที่มี จนโอสุเกะ ฮิเดะไม่รออีก

“คุณชาย…คุณชายไปกับข้า…”

“ท่านพ่อ!…ท่านพ่อ…มีอะไรเกี่ยวกับตัวข้ากันแน่” เสียงเซดะตะโกนไปตามทางเดินที่ไกลออกไปเรื่อยๆ

“คุณชายเชื่อข้า…”

“ยามุดะที่ท่านพ่อกล่าวถึงไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งในรอบสัปดาห์ นางเป็นใครกันแน่ หรือนางเป็นเจ้าของวงดาบเสี้ยวจันทราที่ข้าถนัดรองมาจากดาบคาตานะของพวกซามูไร…ท่านพ่อบอกข้าซิว่านิทานของพวกเผาถ่านเป็นเรื่องจริง…ท่านต่างหากที่โกหกข้ามาโดยตลอด…ท่านพ่อ ท่านพ่อนางคือแม่ของข้าใช่หรือไม่” เสียงของเซดะยังดังเล็ดลอดเข้ามาจนถึงห้องประชุมชั้นในสุด ไม่มีใครอยากได้ยิน แต่ทุกคนก็ได้ยิน โดยเฉพาะอาจารย์โอคิตะทั้ง 2 พวกเขาตกตะลึกค้างไม่หุบปาก แต่สักครู่ก็ก้มหน้าจดบันทึกบางอย่างลงในสมุดสีดำคนละเล่มอย่างเอาจริงเอาจัง

“เลือดหนุ่มแรกกำลังพลุ่งพล่านตามวัย…ท่านพี่ต้องใจเย็นให้ถึงที่สุด” เค็นจิปลอบและพยักหน้าให้ยาสุเชื่อตามเขา

“อีอิ…ไออิคุงจงบันทึกลงไป นับตั้งแต่บัดนี้ ข้าจะทำให้เขาเกลียดข้า…เกลียดให้ถึงที่สุดจนกว่าจะถึงวันจากลา…มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เราลืมกันและกันได้ง่ายขึ้น”ยาสุกดเสียงต่ำที่ยังสั่นระริกบอก อาจารย์โอคิตะทั้ง 2 ก้มศีรษะรับอย่างเกร็งๆ แต่ก็ไม่กล้าหลุดคำถามใดๆ ออกมาอีก

“ท่านพร้อมหรือยัง” อิเงะสึงิ เคนซึถามแทรกขึ้น หลังจากสังเกตเห็นอารมณ์ของยาสุเริ่มจะเข้าที่

“ฮิเดะกำลังเข้ามา…รอเขาก่อน” ยาสุพูดช้าๆ พลางเป่าลมออกมาทางปากเสียงดัง สักพักโอสุเกะ ฮิเดะก็เดินผ่านประตูเลื่อนชั้นสุดท้ายลอดม่านไม้ไผ่มาถึง

“คุณชาย…” โอสุเกะ ฮิเดะจะรายงาน แต่ยาสุรีบยกมือห้ามเอาไว้

“พวกโคงะว่าอย่างไร” ยาสุถอนหายใจออกมายาว 3 ครั้งก่อนจะหันไปถามเค็นจิ ที่นั่งคู่กับโอสุเกะ ฮิเดะ

“เรามีเวลาแค่หนึ่งหญิงตั้งครรภ์ สัญญาชิโนบิยังไม่ตาย” เค็นจิก้มหน้ารายงาน

“โอสุเกะ….”

“ซามิโอะจัง…นางเหมาะสมที่สุดกับภารกิจนี้” เสียงสนทนาตอบโต้กันไปมา ความลับหลังม่านไม้ไผ่ ก็ยังคงเป็นความลับอยู่ ภารกิจกับเวลาแค่หนึ่งหญิงตั้งครรภ์กำลังจะเริ่มต้น ไม่มีใครล่วงรู้ความลับ นอกจากพวกเขาทั้ง 6 คนกับบันทึกในสมุดสีดำอีก 2 เล่ม

……….

“ความลับ…………………ไม่ต่างอะไรกับไข่

มันจะไม่ยอมเปิดเผย…จนกว่าจะฟักเป็นตัว”

อูคาชิ ยาสุ

……….

การเปลี่ยนไปของอูคาชิ ยาสุทำให้เลือดหนุ่มแรกของเซดะ เต็มไปด้วยความสับสน เขาหัดดื่มสาเก และเหล้าจากแป้งหมักของพ่อค้าชาวจีนกับกลุ่มผู้ใหญ่แทบทุกวันและบางครั้งยังร่วมวงดื่มน้ำตาลเมากับคนเผาถ่าน บางเวลาก็ขลุกอยู่ในครัวเสบียง จนสาวๆไม่เป็นอันทำงาน  เขาทำตัวไม่ต่างอะไรกับคนอายุสามสิบ หนีเที่ยวในชั่วโมงฝึกบ่อยขึ้น ความเสเพลที่คุณชายทำเพื่อประชด ยาสุ เป็นเหตุให้เขากับ โอตาบิ ซามิโอะ เด็กสาวที่แก่กว่า 2 ปีมีความสัมพันที่ลึกซึ้งกันจนได้…

…………

รสแรกเพลงรักซ่าน……สั่นหวิว

บรรเลงพลิ้วตามโน้ตใจ…ที่ใฝ่หา

เนื้อแนบเนื้อสวาทรัก…..ปักอุรา

ฟ้าทั้งฟ้าวาดวิมาน…….วิวาห์เรา

โอตาบิ ซามิโอะ

……….

และทุกๆ ครั้งที่เขามีกามกิจ เสียงร้องที่เกิดจากแรงปรารถนาของ ซามิโอะ จะสอดประสานกับเสียงลั่นของพื้นไม้เป็นจังหวะ  ยิ่งเขากลัวว่าความลับจะแตกเท่าไร ซามิโอะ ก็ยิ่งทำตัวไม่ต่างจากโสเภณีกับเขาได้ทุกวัน น่าแปลกที่ไม่ปรากฏสายตาระแคะระคายสงสัยในเรื่องนี้แม้แต่นินจาด้วยกัน เว้นแต่ ยูกาว่า ชิการุ พี่ชายของกุโบะ และเป็นคนรักของซามิโอะคนเดียวเท่านั้น ที่จ้องเหมือนจะฉีกเนื้อเขาออกเป็นชิ้นๆ

(…กูจะฆ่ามึง…ไอ้เซดะ!) เสียงกล่นด่าที่ออกมากับเสียงสื่ออย่างแผ่วเบา มันเจือออกมาพร้อมกับแววตาอาฆาตแค้น และมันก็ดังขึ้นอีกพร้อมๆกับเสียงขบฟันกรามที่ไม่ปกติ (มึงทิ้งน้องกู…มึงส่งคนของกูไปเป็นตัวประกันที่ปราสาทฮันโต…และวันนี้มึงยังอาจหาญมาพราก ซามิโอะ ไปจากกูอีก…ไอ้คุณชายนรก!เห็นทียูกาว่าจะอยู่ร่วมในหุบเขาอิงะไม่ได้เสียแล้ว) เซดะได้ยินมันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เพราะความเสเพลในวงเหล้าจึงทำให้เสียงกร่นด่าไม่ต่างกับเสียงสายลมลอดจากช่องเขาคุโระอิสีนิลเข้ามาในหมู่บ้าน

และอีกหลายเดือนต่อจากนั้น  อยู่ๆโอตะบิ ซามิโอะ ก็หายตัวไปจากหุบเขาอิงะเฉยๆ ยูกาว่า ชิการุบอกอย่างเดือดดาลว่า นางถูกส่งตัวไปอยู่เกียวโตกับแม่ เพราะเขาเป็นต้นเหตุ และอูคาชิ ยาสุเองก็ใช้เหตุผลเดียวกันนี้เป็นข้อรังเกียดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

……….

“เกลียดสิ่งใด……………………ก็จะจดจำสิ่งนั้นไม่มีวันลืม

เช่นเดียวกับ…………………หนอน 1,000 ตัวในซากเน่า”

อูคาชิ เซดะ

……….

ประหนึ่งเทพประดุจมาร

ที่เกียวโตปลายปี 1935

#อุแวๆ…อุแวๆ…# #แฝดชาย!…#

#หา!…ปิศาจมาเกิดชัดๆ#เสียงตื่นตระหนกดังตอบโต้กันไปมาภายในห้องคลอด

……….

“โอ้!…ไม่นะ” อิเงะสึงิ เคนซึยืนหน้าซีดเมื่อรู้ความเคลื่อนไหวนั้นๆ

“เรา…เราจะทำ…ทำอย่างไรดี…ดี” เสียงติดๆ ขัดๆ ของโอคิตะ อีอิ ผู้ติดตามเพียงคนเดียวดังขึ้น ใบหน้าของเขาซีดมากกว่าเคนซึหลายเท่า

“อีกหนึ่งเทพ…และอีกหนึ่งก็ต้องเป็นมาร…เห็นทีข้าต้องเสียสละครั้งใหญ่หลวงเสียแล้ว อีอิคุง”

“แล้ว แล้ว จะ จะทำอย่าง อย่างไรดี ดี” เขายังย้ำถาม นาทีนั้นอิเงะสึงิ เคนซึ ก็หันมากระซิบ

“ปิดบันทึกลับชิโนบิ…เราจะรู้เรื่องนี้เพียง 2 คน คือเจ้า…ข้า…” น้ำเสียงของอิเงะสึงิ เคนซึน่ากลัวจนโอคิตะ อีอิสั่นเพราะเดาทางเขาไม่ออก

“คนคน อื่น อื่นในห้อง ห้องคลอดละ ละ”

“มีทางเลือกอื่นอีกหรือ…” เขาถามกลับพลางใช้ดวงตาชี้นำความหมายแห่งมัน

“แม้ แม้ แต่ ซา ซา มิโอะจัง…” ใบหน้าของอาจารย์โอคิตะเริ่มเครียดสนิททันทีที่เห็นภาพจากความหมายที่สายตาเขาบอก

“นางเป็นของยูกาว่า…ข้าจะล้างสมองนาง…”

“เคนซึ!…”

“ไม่เป็นไร…ข้าจะไม่ตาย…จนกว่าเขาจะตาย…” เคนซึเอ่ยอย่างไตร่ตรองและสีหน้าเขาก็เริ่มสลด

“ท่าน ท่านจะ จะ ทำอะไร”

“ขอโทษนะ ยาสุ…ข้าจำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อควบคุมเขา…ข้าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่ออีก 300 ปี”

“เนื้อ…เนื้อ นาง นาง เงือก….”

“ข้าจำเป็นจริงๆ…อีอิคุง เจ้ามีหน้าที่จดบันทึกและเก็บความลับนี้ลงในหีบซะ…หน้าที่เจ้าก็จะได้สิ้นสุด”อิเงะสึงิ เคนซึยื่นหน้ากระซิบ อีอิหน้าซีดเป็นแผ่นกระดาษเมื่อมีดสั้นมาจ่อที่คอตรงจุดตายเส้นเลือดใหญ่ มือของเขาสั่นแต่ก็ยังตวัดตัวหนังสือไปมาพร้อมกับลงชื่อและตราประทับสีแดงเอาไว้ด้านล่าง

“เก็บมันลงไปในหีบ…เพื่อความสมบูรณ์” เคนซึย้ำพลางกดปลายมีด จนสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของคมมัจจุราช

“เคะ…เคนซึ!…”โอคิตะ อีอิอุทาน แต่ผมที่ยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวก็ปกปิดความเศร้าไปจนหมดสิ้น

“เก็บมันไว้ชั้นล่างสุด…น้องข้า” เคนซึย้ำเสียงต่ำลึก มันน่ากลัวซะยิ่งกว่าเสียงตวาดหลายเท่า

“ลูก ชาย ชาย ข้า ยัง เด็ก เด็กนัก…ข้า ข้า ไม่อยากตาย ตายตอน นี้” อีอิ พยายามอ้อนวอน…ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อีกแล้ว

“ไออิคุง…น้องชายของเจ้ายังอยู่ถือว่าทำเพื่อคุณชายเถอะนะน้องรัก”

“อ๊าก!…” ทันทีที่บันทึกถูกเก็บเข้าที่ เลือดของโอคิตะ อีอิก็พุ่งสวนปลายมีด สีแดงฉานของมันกระเด็นไปทั่วทั้งห้อง อิเงะสึงิ เคนซึกดร่างของอีอิแน่นจนแน่นิ่งไปกับพื้น…สักครู่ปลายมีดเล่มเดียวกันก็กรีดลงกลางหน้าผากของร่างไร้วิญญาณเป็นตัวอักษรของพวกโคงะ

“หลับให้สบายเถอะน้องข้า…มันเป็นทางเดียวที่จะเก็บความลับของคุณชายเอาไว้กับข้าได้…ดีที่สุด” เคนซึเอ่ยเศร้าๆเขาใช้ฝ่ามือลูบเปลือกตาที่ยังเหลือกโพลงให้ปิดลง สักครู่เขาก็ดีดตัวหายออกไปทางหน้าต่าง เพียงเสี้ยววินาทีก็เปิดประตูกลับเข้ามาพร้อมกับนินจาอีก 2 คน ด้วยชุดกิโมโนสีน้ำตาลตัวใหม่

“อีอิคุง!” อิเงะสึงิ เคนซึแผดเสียงตกใจดังลั่นห้อง

“อาจารย์!…” นินจา 2 คนที่ตามเข้ามาต่างก็ตกใจไม่แพ้กัน อิเงะสึงิ เคนซึทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างไร้วิญญาณอย่างคนหมดแรง เขาช้อนร่างโอคิตะ อีอิขึ้นมากอด ก่อนจะปล่อยน้ำตาให้ไหลในแบบที่เขาไม่เคยทำมาก่อน

“อย่างน้อยการตายของเจ้าก็มีข้าที่เสียใจ…น้องรัก” เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหู ก่อนจะรวบรวมเสียงทั้งหมดตะเบ็งเป็นชื่อเขาออกมาอีกหลายครั้ง “อีอิคุง!…ไม่นะอีอิคุง!…อีอิคุง!”

“ฝีมือของพวกโคงะ…” เสียงนินจาคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อเห็นรอยแผลรูปตัวอักษรโคงะปรากฏที่หน้าผาก…ซึ่งมันก็ทำให้แววตาแห่งความยินดีของอิเงะสึงิ เคนซึค่อยๆ ฉายออกมาลับๆ (ฮึๆๆ)… “อีอิคุง…อีอิคุง!…”

……….

“อย่าพึ่งมั่นใจว่า…….บุคคลที่ยืนอยู่หน้ากระจกเงา

จะเก็บงำความลับเอาไว้ได้…………….ตลอดไป”

อิเงะสึงิ เคนซึ

…………

นินจาเลือดซามูไร บทที่9

นิยายอ่านฟรีจบเรื่อง นินจาเลือดซามูไร บทที่9 สัญญาชิโนบิ ความลึกลับทางสายเลือดและจิตวิญญาณที่ไม่มีใครมาลอกเลียนได้

นินจาเลือดซามูไร บทที่9

สัญญาชิโนบิ

ความลึกลับทางสายเลือดและจิตวิญญาณที่ไม่มีใครมาลอกเลียนได้ ไม่นานนักพรสวรรค์พิเศษที่เกิดมาพร้อมๆ กับนินจาก็ทำให้ยามุดะโดดเด่น เวลานี้นางสามารถถอดร่างได้ถึง 10 ร่าง ตามที่เคยทำได้เมื่ออดีต เสียงดอกไม้กำลังเริงระบำกับผีเสื้อในสัปดาห์สุดท้ายก่อนจะเข้าฤดูหิมะก็ดังก้องขึ้นในหู นางยิ้มออกมาเศร้าๆ เมื่อรู้ตัวว่าทุกอย่างในร่างกายได้กลับไปสู่ความเป็นตัวตนที่นางเกลียดมันยิ่งกว่าหนอนพันตัวในซากเน่าโดยสมบูรณ์ และมือที่คอยปิดปากหาวในเวลาเช้า ม่านตารี่ลงทันทีที่แสงแรกเบิกฟ้า ก็ยิ่งทำให้หัวใจของนางยิ่งรู้สึกหวิวหน่วงลึกยากจะอธิบาย

“นี้ข้ากำลังจะกลับสู่โลกมืดอีกครั้งแล้วหรือนี้…ข้าหนีไม่พ้นจริงๆ” ยามุดะพึมพำขณะอยู่ลำพังในห้องและทันที่ดวงอาทิตย์จะลอยขึ้นพ้นชายคาดวงตานางก็ค่อยๆ หลับสู่สีดำ

“นายหญิง นายหญิงต้องไม่สบาย” เสียงโมริดังหลังเสียงประตูหน้าห้องเลื่อนเปิด

“เปล่า…โมริจัง ข้าไม่รับอาหารเช้าและเที่ยง”

“ท่านต้องไม่สบายแน่ๆ…ข้าจะให้คนไปตามหมอโทชิ” เสียงโมริดังลุกลี้ลุกลนมากกว่าเดิม และก่อนที่เสียงซอยเท้าสั้นๆ จะพ้นประตู

“ข้าบอกว่าไม่ต้อง!” ยามุดะตวาด จนสาวใช้รีบทรุดลงไปกองกับพื้นราวกับเศษผ้าขี้ริ้ว  “…และอย่าให้ใครเข้ามรบกวนจนกว่าจะถึงยามเย็น”

“แต่ว่า…นายหญิง…นายหญิงเจ้าคะ…นายหญิง” โมริเรียกอยู่นานแต่ก็ไม่มีเสียงตอบ นางจึงตัดสินใจเดินเข่าเข้าไปดูใกล้ๆ “นายหญิงหลับอีกแล้ว”ถึงแม้ว่ากิจวัตรของยามุดะจะเปลี่ยนมาได้พักหนึ่งแล้ว แต่โมริก็ยังไม่ชินอยู่ดี คำถามและเสียงเรียกเดิมๆจึงมักจะดังขึ้นเป็นประจำในทุกๆเช้า

และทันทีที่แดดกำลังจะลาฟ้ายามุดะก็ตื่น เสียงของโมริก็จะเร่งให้ประสาททุกส่วนตื่นเร็วขึ้น “นายหญิง ข้าเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้ให้แล้ว”

แต่เย็นนี้กลิ่นสาบจางๆที่ยามุดะเคยรู้จักก็แทรกเพิ่มเข้ามาสะกิด…

(ชิ…ชิโนบิ ) ยามุดะลุกได้เร็วกว่าทุกครั้ง ดวงตาหวาดระแวงไล่สำรวจซ้ายที-ขวาที

“และข้าก็เตรียมกิโมโนสีครีมกับอาหารเอาไว้…” ยามุดะยกมือขึ้นห้ามก่อนนางที่จะพูดจบ

(เราพร้อมจะแลกตัวคุณชาย…ในคืนที่ 5 สัปดาห์ที่ 2 ของฤดูหิมะ กลิ่นดอกอุเมะที่นายหญิงชอบคือสัญญาณรอจากเราที่หน้าบ้าน) เสียงสื่อในระยะใกล้ ทำให้ยามุดะอมยิ้ม แต่มันก็ยังดูเศร้าอยู่ดี

(อื้อ!…) ยามุดะสื่อเสียงกลับไปสั้นๆ (ข้าหวังว่าสัญญา ชิโนบิจะไม่มีวันตาย…ไม่เช่นนั้นข้าจะยอมให้ฟูจิกาว่านำกองทัพของมินาโมโตและฮันโต โดยมีชิโนบิในหุบเขาโคงะเป็นผู้เบิกหน้าผาคุโระอิสีนิลให้เอง) ยามุดะเสียงแข็ง และเกร็งกล้ามเนื้อจนมุมปากเผยอกระตุก…

(โปรดวางใจ…ตอนนี้หมดหน้าที่ของพวกข้าแล้ว จงเตรียมตัวให้พร้อมเพราะคืนนั้นพายุหิมะจะเข้า การเดินทางคงลำบากเพิ่มเป็น 2 เท่า)

(อื้อ!…)

“นายหญิง…เจ้าคะ”

“ข้าจะอาบน้ำ” ยามุดะกรอกตากลับมาบอก นางลุกเดินไปนั่งสางผมที่หน้ากระจกโดยมีสายตาของโมริคอยชำเลืองอยู่ตลอดเวลา

“น้ำอุ่นเตรียมเอาไว้แล้ว ข้าจะอาบให้” โมริเสนอหน้าบาน

“ไม่ต้องข้าจะอาบเอง…เจ้าจัดเตรียมชุดกิโมโนไว้ให้ข้าก็แล้วกัน”

“เจ้าค้า…”

……….

“หากผิดสัญญา 1 ครั้ง……………………1 ชีวิตก็จะเหลือ 0.5

และประตูเวลา…………จะนำพาหายนะเข้ามาใกล้อีก 1 ปี”

มินาโมโต ยามุดะ

………..

กลิ่นดอกอุเมะ

วันที่ 5 ของสัปดาห์ที่ 2 เมื่อเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวอย่างเต็มตัว เย็นนี้ยามุดะตื่นนอนเร็วกว่าปกติ อันที่จริงนางนอนไม่หลับเลยตั้งแต่เช้า นางรีบอาบน้ำแต่งตัวตั้งแต่หิมะหลังบ่ายสามเริ่มโปรยปลายลงมา

“วันนี้นายหญิงของข้าดูสวยเป็นพิเศษ…แต่ข้าก็ไม่เข้าใจว่าทำไมนัยน์ตาของท่านถึงดูเศร้านัก” โมริพูดลอยๆ ไม่หวังกับคำตอบมากนัก นางวางผ้าที่กำลังชุนลงในตะกร้าไม้ไผ่ แล้วบางอย่างในแววตาของยามุดะก็ดลใจให้นางเดินเข้ามานั่งลงใกล้ๆ

“โมริจัง…” ยามุดะเรียกชื่อนางทั้งที่ยังดูเหม่อลอย

“เจ้าคะ…นายหญิง”

“รับปากกับข้าได้ไหม…หากโนริยาดะแต่งงานกับฮันโต ซาซากุมิเมื่อไร เจ้าจะตามไปอยู่กับนาง” น้ำเสียงดูจริงจังผิดกับอารมณ์โดยเฉพาะแววตา โมริตัวขยับเข้าใกล้จนชิดด้วยความประหลาดใจ

“นายหญิง…พูดเหมือนกับว่า”

“รับปากกับข้าก่อนซิ…” ยามุดะจ้องสาวใช้และใช้สายตาวิงวอนอีก จนโมริรู้สึกได้ถึงความเศร้าอย่างที่สุด “ข้าไม่รู้จะไว้ใจใครอีก…ถ้าไม่ใช่เจ้า”

“แล้วนายหญิง…จะอยู่กับใครเจ้าคะ”

“ข้าไม่มีวาสนาได้อยู่ที่นี้…ข้าต้องกลับคืนสู่โลกของข้าในคืนนี้” เสียงยามุดะสั่นดุจเปลวเทียนบนเชิงเหนือผนัง ใบหน้าที่ขาวจนซีดเชิดสูงเหมือนจงใจไม่ให้น้ำตาล้นออกมา แต่โมริกลับร้องไห้ออกมาก่อน

“เจ้าร้องไห้…เหมือนกับรู้เรื่องของข้า” ยามุดะหันกลับไปมองด้วยความรู้สึกแปลกใจ

“หลายคืนข้าจะเข้ามาห่มผ้าให้…แต่ข้าก็ไม่เคยเห็นนายหญิงนอนอยู่บนเตียง นอกจากหน้าต่างที่เปิดทิ้งเอาไว้…หากจะให้ข้าเดา…คงไม่ผิด”

“ใช่อย่างที่ใจเจ้ากำลังจะบอก…ข้าเป็นชิโนบิ…สิ่งที่ข้าทำก็เพื่อโคทาโร่” น้ำเสียงเศร้าสนิททำเอาโมริผวากอด

“นายหญิงเจ้าคะ….” นางร้องไห้เสียงดังจนคนใช้อีก 2 คนที่นั่งประจำอยู่ด้านนอกวิ่งกรูกันเข้ามานั่งหมอบลงข้างๆ

“รับปากกับข้าซิ…ว่าจะตามไปดูแลโนริยาดะแทนข้า…” เสียงยามุดะเริ่มสั่นเครือมือที่ลูบหัวโมริก็สั่นระริก

“ข้าให้สัญญาจะดูแลคุณหนูให้ดีที่สุด…นายหญิงไม่ต้องเป็นห่วง” โมริพูดปนสะอื้นพลางซบใบหน้าลงบนตักของนาง

“ขอบใจเจ้ามาก…เอาละช่วยสางผมให้ข้าที โนริยาดะกับมาเอดะกำลังรอข้าอยู่”

“คืนนี้นายหญิงของข้าต้องสวยที่สุด…” น้ำเสียงของโมริสั่นน้อยลง นางรีบเช็ดน้ำตาให้แห้งก่อนจะลุกขึ้นสางผมจนแล้วเสร็จ ไม่มีเสียงพูดคุยใดๆจากทั้งสองอีกเลย

(สัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย) ยามุดะทบทวนตามสื่อเสียงเดิมๆ ที่ได้ยินซ้ำแล้วซ้ำอีก เวลานี้หัวใจของนางเริ่มเต้นแรงขึ้น หลังจากที่แต่งตัวเสร็จนางก็เร่งฝีเท้าสั้นๆตรงไปยังเรือนน้ำชาที่นางให้โมริไปตามบุตรสาวทั้งสองไปรอ กลิ่นดอกอุเมะที่นางหลงใหลโชยมากับสายลมบางๆแต่คืนนี้มันกลับทำให้นางเศร้าจนยากจะควบคุมสติให้เป็นปกติ

“โมริจังและพวกเจ้า…ออกไปก่อน” ยามุดะหันไปสั่งสาวใช้ที่นั่งตาแดงอยู่มุมห้อง โมริมองนางนิ่งๆ…สักครู่นางก็จำใจก้มศีรษะลงทั้งๆที่อยากจะร่วมอยู่ในห้องด้วย นางลุกเดินตามคนใช้กลุ่มใหญ่ออกไปทางด้านหลัง…หลังจากนั้นทั้ง 3 แม่ลูกก็ผวาเข้าหากัน…

“โนริยาดะ มาเอดะจัง เจ้าทั้งคู่ฟังแม่ให้ดี…แม่เกิดมาเพื่อเป็นอาวุธของนินจาตั้งแต่แรก โลกมืดเป็นบ้านเก่าที่แม่จากมา” ยามุดะสะดุดหยุดลงทั้งๆที่บุตรสาวทั้งสองยังนั่งจ้องหน้ารอ  “ถึงเวลาแล้วที่แม่ต้องกลับไป…เพื่อโคทาโร่ พวกเจ้าบอกน้องด้วยว่าแม่รักเขาที่สุด” ยามุดะพูดต่อพลางเปิดอ้อมแขนกระซับทั้ง 2 ให้แน่นขึ้น

“ยาดะจัง…ทั้งหมดนี้คือคำตอบที่แม่เคยให้สัญญาไว้กับเจ้า แม่เป็นนินจา…แม่เป็นชิโนบิ แต่โคทาโร่ไม่ใช่” เสียงนางสั่นมากขึ้น

“ท่านแม่…ข้าไม่ยอม”

“ข้าเช่นกัน”

“ฟ้าได้ลิขิตสองชีวิต ให้เป็นตัวตายตัวแทนของกันและกัน โคทาโร่เกิดมาเพื่อเป็นซามูไรอย่างพ่อ มิใช่อาวุธร้ายอย่างแม่”

“ท่านแม่ มันไม่มีทางอื่นอีกแล้วรึ” มาเอดะถามทั้งๆที่ยังร้องไห้ไม่หยุด ยามุดะส่ายหน้าพลันน้ำตาก็ล้นทะลักตามบุตรสาว

“…พวกเจ้าต้องเข้มแข็งให้สมกับในกายมีเลือดซามูไรอยู่เต็มเปรี่ยม…พวกเจ้าต้องยิ้มให้การจากลาในครั้งนี้ซิ…ลูกรัก” ยามุดะเชิดคางบุตรสาวทั้ง 2 คนขึ้นมาปลอบ

“ยิ้ม ให้ แม่ เห็น เป็น ครั้ง สุดท้าย…” ยามุดะพูดติดๆขัดๆ เหมือนมีบางอย่างจุกแน่นในอก

“เราจะได้เจอกันอีกไหม” โนริยาดะถามและพยายามฝืนยิ้มให้เห็น

“หากฟ้าลิขิต…แม่ก็ปรารถนาจะให้เป็นเช่นนั้น” ยามุดะพยายามเค้นคำที่มีความหวังมอบให้ ทั้งๆที่ในใจรู้ดีว่าไม่มีทาง “ใจแม่จะขาดยามที่เห็นน้ำตาของพวกเจ้า…” ยามุดะเกร็งกอดบุตรสาวแน่นขึ้น กลิ่นดอกอุเมะก็โชยมาไม่ขาดสาย สัญญาชิโนบิก็ไม่เคยตายรวมทั้งคืนนี้ นางปล่อยมือใช้ผ้าซับน้ำตาของนางเองจนแห้ง “…มองตาแม่ซิลูก…แล้วพวกเจ้าจะตื่นมาพร้อมๆ น้องชายของเจ้า” ยามุดะพูดพร้อมกับเพ่งมนต์สะกดเข้าไปในดวงตาของบุตรสาวทั้งสองสลับกันไปมา

“ท่านแม่…”

“ข้ารักท่าน…” ไม่นานนักดวงตาของบุตรสาวทั้ง 2 ก็ค่อยๆ รี่ลงและหลับทั้งน้ำตาที่พวกนางทั้ง 2 ใช้แทนคำบอกลา

“แม่ก็รักพวกเจ้าที่สุด”

……….

“แม้แต่นกไร้คอน…ก็ยังมีความหวัง…ในวันพรุ่ง”

มินาโมโต ยามุดะ

……….

มินาโมโต ฟูจิกาว่า นั่งมองตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลบนผนังที่เป็นทางผ่านเข้าสู่ห้องลับ เขากำลังยืนเหม่อกับภาพนกกระเรียนมงกุฎแดงสีขาวกำลังบินผ่านดวงอาทิตย์สีแดง เปลวแสงสีอำพันจากโคมไฟใต้ตราสัญลักษณ์เต้นระริกยิ่งทำให้เห็นภาพนกกระเรียนตัวนั้นดูเคลื่อนไหวราวกับมีชีวิต เขายิ้มบางๆให้มัน และเสียงฝีเท้าสั้นๆ ของคนที่กำลังรอก็มาลงหยุดที่ด้านหลัง มันทำให้เขาเศร้าลงโดยฉับพลัน

“ท่านพี่ ข้าขอโทษ…ข้าขอโทษ” เสียงแหบแห้งดังขึ้น ฟูจิกาว่าหันไปช้าๆ ภาพของยามุดะในชุดกิโมโนสีครีมนั่งนิ่งอยู่กับพื้น มันสื่อให้เขารู้ความหมายที่นางจงใจ

“อย่าทิ้งข้าไปได้ไหม”

“ข้ามันคนบาป…”

“……” ฟูจิกาว่าทรุด เขาเชิดคางยามุดะขึ้นเหมือนต้องการเห็นใบหน้าของนางชัดๆ

“ขอให้ข้าได้ไถ่โทษ…ที่ปิดบังความเป็นชิโนบิของตัวเองมาโดยตลอด ถึงเวลาแล้วที่ข้าต้องแลกเพื่อเรา เพื่อมินาโมโต เพื่อโคทาโร่ และทุกๆคน” ยามุดะพูดเพื่อมิให้ตัวเองลังเล

“กิโมโนสีครีมตัวนี้…เจ้าใส่ครั้งแรกที่เข้ามาเป็นเจ้าสาว…และครั้งนี้…” ฟูจิกาว่าพูดและนิ่งไปอีกทั้งๆที่ใจอยากจะพูดกับนางให้มากที่สุด “ฮันโต และโคงะรับปากว่าช่วย…เจ้าไม่จำเป็นต้องทำ” เขาทักท้วงทั้งๆที่รู้ว่าไม่เป็นผล

“ข้าเกลียดโลกมืด และเกลียดอูคาชิยิ่งกว่าหนอนพันตัวในซากเน่า แต่พวกเขาก็คือครอบครัวข้า…และหุบเขาอิงะก็คือบ้านข้า…ท่านพี่ข้าขอ…ข้าขอให้เป็นทางเลือกสุดท้ายหากพรุ่งนี้โคทาโร่ยังไม่กลับมา” ยามุดะพูดเสียงต่ำ นางสะดุ้งนิดๆ เมื่อกลิ่นดอกอุเมะโชยเข้ามาแรงกว่าเดิม นางเม้นริมฝีปากเพื่อไม่ให้ฟูจิกาว่ารู้ความหมาย นางลุกขึ้นพลางใช้มือทั้ง 2 ข้างประคองใบหน้าของสามีและบรรจงจูบริมฝีปากเขาพร้อมกับน้ำตาใต้แสงโคมสีอำพัน

“ข้าคงไม่มีวาสนาจะจูบเจ้าได้ครบพันครั้งอีกแล้วใช่ไหมยามุดะ”

“พวกนินจามารอข้าที่หน้าบ้าน…” นางบอกแต่ฟูจิกาว่าเหมือนจะไม่ยอมฟัง เขาละเลงจูบนางไปทั่วทุกส่วนหวังจะให้ครบพันครั้งก่อนนางจะไป

“ท่านพี่ ท่านพี่ มองตาข้า…” ฟูจิกาว่าชะงัก ขณะเดียวกันยามุดะก็ใช้สายตาเพ็งเข้าไปในดวงตาที่กำลังเรียกร้อง

“ข้าจะนับว่าจูบนี้เป็นครั้งที่หนึ่งพัน…ของเรา” พูดจบยามุดะก็บดขยี้ริมฝีปากกับฟูจิกาว่าเหมือนจะหลอมรวม แต่ดวงตาที่เบิกค้าง นางก็ใช้มรดกที่ได้รับจากนินจาเพ่งเข้าไปสะกดปิดจุดหลับทันที

(ขอโทษ…ข้าไม่อยากเห็นน้ำตาของซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิ…เพราะมันจะตามไปหลอกหลอนข้าถึงหุบเขา) ยามุดะสื่อเตือนตัวเอง นางกัดริมฝีปากเพื่อไม่ให้ร้องให้อีก จนเห็นเลือดสีแดงซึมรอบๆ ก่อนจะค่อยๆวางร่างสามีลงกับพื้น นางจ้องเขาอยู่นานก่อนจะลุกเดินหันหลังห่างไป 3 ก้าว “ลาก่อน…” นางพูดสั้นๆ ก่อนจะก้าวต่อไปข้างหน้าโดยไม่หันกลับมามองเขาอีกเลย

……….

“บานสะพรั่งกลางหิมะ…ไม่รู้จักเหน็บหนาว…โอ้แม่ดอก…อุเมะ”

มินาโมโต ยามุดะ

……….

เวลาต่อมา

#แกร๋ๆ แกร๋ๆแกร๋ๆ# เสียงร้องเสียงตีปีกพรึบๆของนกกระเรียนมงกุฎแดงที่หลังบ้าน และเสียงนั้นก็หายไปในความมืด เหมือนมันจงใจจะบินไปพร้อมๆ กับยามุดะ ฟูจิกาว่าสะดุ้งตื่นในอีก 6 ชั่วโมงต่อมา เขามองไปรอบๆห้องที่ว่างเปล่า หิมะข้างนอกกำลังโปรยปรายไม่ขาดสาย เขาเดินออกไปยืนนิ่งริมระเบียง มันเป็นคืนแรกที่เห็นจันทร์เสี้ยวลอยเด่นกลางฟ้าคู่กับพายุหิมะที่กำลังทำหน้าที่

“ท่านพี่…ข้าเห็นแสงไฟจากห้องเลยเข้ามาดู” เสียงคุณนายมานาโมโต ไอ ดังขึ้นที่ประตูหลัง นางซอยเท้าสั้นๆ เข้ามานั่งลงในระยะหนึ่ง

“นกกระเรียนหลังบ้าน…หนีไปอีกตัวแล้วใช่ไหม” ฟูจิกาว่าถาม

“ข้าก็ได้ยินเสียงร้องของมันเช่นกัน” นางตอบ แววตาที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าและวิตกกังวลกับเรื่องราวทั้งหมด “นางบอกอำลาข้า…เมื่อ…”

“ไอ..”ฟูจิกาว่ารีบตัดบท “ไอ…ข้าจะเห็นแก่ตัวเกินไปไหม หากข้าอยากจะให้เจ้ารักข้า อยู่กับข้า ดูแลข้าตลอดไป ทั้งๆที่ข้าไม่ได้รักเจ้าเลยสักนิด” ฟูจิกาว่าพูดเอื่อยๆ คุณนายไอนิ่งอึ้งแต่ในที่สุดนางก็ลุกเดินเข้าไปสวมกอดเขาจากด้านหลัง

                “..ถึงแม้ท่านพี่จะไม่ได้รักข้า แต่ท่านก็เป็นคนสอนให้ข้าได้รู้จักความรัก…คำขอบคุณของข้าก็เสมือนกับคำบอกรักจากข้าเช่นกัน” คุณนายไอพูดเรียบๆแต่จริงจังในความหมาย ฟูจิกาว่ากระชับมือของนางเข้ามาแนบอก เหมือนอยากจะขอบคุณกับคำตอบที่นางให้

“เจ้าเข้าใจข้าเสมอ ไอ” ฟูจิกาว่าพูดต่อพร้อมกับหันหน้าไปสวมกอดนางตอบ สักพักชุดกิโมโนของคนทั้งสองก็หลุดลงไปกองอยู่กับพื้น มีเพียงเนื้อแนบเนื้อเท่านั้นที่ทำให้อุ่นในคืนหนาวเช่นนี้

“ท่านพี่…ข้าขอบคุณ…ท่านพี่…ท่านพี่”

……….

เหมือนรักของข้าโดนสาป

เหมือนบาปของข้ามหันต์

เหมือนโทษจากฟ้าลงทันธ์

เช่นวันที่ฟ้าพรากจากไกล

มินาโมโต ฟูจิกาว่า

……….

ดูละครย้อนดูตัว

ดูละครย้อนดูตัว ดูละครย้อนหลัง นั่งเล่าเรื่องราวให้ฟัง อ่านเพิ่มเติม ดูละครย้อนดูตัว