สมรภูมิปักษา14

สมรภูมิปักษา14

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา14

สมรภูมิปักษา14

จดหมายฉบับที่ 1

10 ตุลาคม 1944

มินาโมโต  ฟูจิกาว่า

                ท่านพ่อ…นี้เป็นจดหมายฉบับแรกกลางสมรภูมิรบที่ข้าพอมีโอกาส ก่อนอื่นข้าต้องขอโทษสำหรับเรื่องสำคัญที่จะบอกหลังจากที่ได้ผ่านพ้นมาแล้ว

                 คือเวลานี้ข้าแต่งงานกับหญิงไทยคนหนึ่ง นางชื่อว่า จันทร์หอม ธารารักษ์  ท่านพ่อข้าพบนางครั้งแรกข้าก็ไม่เคยลืม รอยยิ้มที่แสนวิเศษที่นางใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปากให้ข้า  แต่เพราะความรักของเราเกิดขึ้นระหว่างสงคราม ข้าเองก็จนปัญญาจะพานางไปพบท่าน ยิ่งสถานการณ์เวลานี้ด้วยแล้ว  แม้จะส่งจดหมายสักฉบับยังเป็นเรื่องยาก งานแต่งของเราจึงเป็นหน้าที่ของกองทัพ  ซึ่งข้าต้องขอบคุณพวกเขาในเรื่องนี้

                ท่านพ่อ ข้าจะเขียนจดหมายถึงท่านอีกครั้งเร็วๆ นี้ หวังว่าทุกคนทางบ้านจะร่วมยินดีไปกับข้าด้วย

คิดถึงคาโกคุมะเสมอ

มินาโมโต  โคทาโร่

………

แสงสีส้มจากตะเกียงเจ้าพายุเล็ดลอดออกมาจากฝาไม้เก่าๆ ของบ้าน 2 ชั้นที่ปลูกสร้างติดกับแม่น้ำเพชรบุรี มินาโมโต โคทาโร่นั่งเขียนจดหมายถึงมินาโมโตผู้เป็นพ่อ เขาจ่าหน้าซองชื่อเมืองคาโกคุมะ ประเทศญี่ปุ่น ต่อท้ายเสร็จพร้อมกับฉายรอยยิ้มแห่งความสุขผสมไปกับทุกๆ ตัวอักษรบนกระดาษสีน้ำตาลขุ่นฉบับนั้น “ท่านพ่อ…” เขาวางดินสอในมือและเริ่มอ่านทวนอีกรอบ ก่อนจะพับมันเป็น 4 ส่วนและยัดเข้าไปในซองสีเดียวกันที่วางอยู่ด้านขวาตรงหน้า

“หวังว่าท่านพ่อคงจะเข้าใจ”เขาพึมพำ (จันทร์หอม)พลางชายตาไปยังภรรยาที่กำลังหลับอยู่ในมุ้ง แสงตะเกียงดับวูบลง เขาเดินเข้าไปเปิดชายมุ้งมุดเข้าไปนั่งข้างๆร่างภรรยา

“ข้ารักเจ้า ไม่มีเหตุผลอื่น…”เขาพยายามกดเสียงต่ำเบาๆ พร้อมกับสำรวจไปทุกๆสัดส่วนด้วยสายตาอิ่มเอมไปด้วยความรัก “ข้าจะพาเจ้ากลับคาโกคุมะ เมื่อสงครามสิ้นสุด…เจ้าต้องไปกับข้านะจันทร์หอม”โคทาโร่พูดอย่างคนมีความหวัง จันทร์หอมลืมตาขึ้นไม่ใช่เพราะเสียงปลุกหรือไม่ใช่เพราะแสงจากตะเกียงเมื่อครู่ แต่เป็นเพราะนางยังไม่หลับตั้งแต่แรก นางมองความมืดและพยายามคิดตามคำพูดของสามี…แต่ก็ไม่เห็นทางเป็นไปได้กับคำพูดเหล่านั้น

“จันทร์หอม…” โคทาโร่นอนลงข้างกระซิบเรียกจนคล้ายเสียงคนเพ้อรัก มือที่พึ่งจับดินสอกำลังลูบไล้ไปตามร่างภรรยาอย่างทะนุถนอม “ข้ารู้ว่าเจ้ายังไม่หลับ…ข้าจะจูบเจ้า ให้ครบหนึ่งพันครั้งก่อนฟ้าสาง…พลางเริ่มต้นพรมจูบอย่างที่หัวใจเรียกร้อง จันทร์หอมได้แต่มองเขาด้วยสายตาที่มองไม่เห็นอนาคต…แต่หัวใจของนางก็เบาหวิวรับไปพร้อมกับทุกๆ พรมจูบจากเขา สักครู่ร่างที่นอนนิ่งก็เริ่มสั่นเกร็งและเกร็งไปทุกส่วน

“แต่ฉันเกลียดคุณ…ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน…โค ทา โร่” 

……….

ถึงแม้จะมืดมิดเพียงใด……………แต่เพลงรัก

ก็ยังบรรเลงได้………………………..ไม่ผิดคีต

มินาโมโต โคทาโร่

……….

 เช้าวันต่อมา

“แม่อ่านให้หนูฟังหน่อย” เสียงเรไรรบเร้าอยู่ที่ชานระเบียง จันทร์หอมกำลังง่วนอยู่กับงานในครัว ขณะเดียวกันโคทาโร่ที่เพิ่งแต่งตัวในชุดทหารญี่ปุ่นเต็มยศเสร็จก็เดินออกมาเจอเข้าพอดี

“มา เดี๋ยว พ่อ นาย จะอ่าน ให้ ฟัง” เขาพูดด้วยท่าทีอิ่มสุข

“พ่อนายอ่านหนังสือไทยได้ด้วยหรือคะ” เด็กหญิงตัวน้อยเงยใบหน้าอิ่มๆ ถาม โคทาโร่จึงนั่งลงข้างๆ “พ่อนายว่าไง”

“ได้…ไหน ขอ ดูซิ” โคทาโร่พูดพลางขยี้หัวเรไร เขารับแผ่นโปสเตอร์ขนาดพอเหมาะที่เรไรยื่นให้…แต่แล้วใบหน้าของเขาก็เริ่มถอดสีตั้งแต่บรรทัดแรก ข้อความเสียดสีใต้ตราครุฑ โดยปรากฏหัวเรื่องเป็นตัวหนังสือสีดำขนาดย่อมๆ เขียนว่า วิธีปราบยุง และมีตัวหนังสือขนาดใหญ่เขียนตามแนวทแยงจากมุมซ้ายล่างขึ้นไปมุมขวาบน เขียนว่า ยุงร้ายยิ่งกว่าเสือ เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวราวกับกุ้งโดนช็อกด้วยน้ำแข็ง…แต่ก็ยังสามารถไล่สายตาลงไปเรื่อยๆ ได้จนจบบรรทัดสุดท้าย

 

คำเตือน

เกือบสามปีแล้วที่ยุงร้ายพันธ์ใหม่ชนิด๑ ซึ่ง

ทั้งน่าเกียดและน่ากลัวเรียกว่า ยุงขาสั้นได้

มาระบาดอยู่ในประเทศไทย  ผู้ที่ยังไม่สำนึกว่าสัตว์นี้

เป็นภัยร้ายแรงเพียงใด ควรอ่านหนังสือนี้ แล้วพยายามจำ

ลักษณะยุงเหล่าต่างๆ โดยละเอียด พบที่ไหนก็ขอให้จำได้  ตลอดจน

ศึกษาวิธีป้องกัน และทำลายมันให้สิ้นเชื้อ ขอให้เร่งร่วมมือกันทำ

การปราบโดยเร็ว มิฉะนั้นมันจะสูบเลือดไทยกินจนหมดประเทศ

กรมสาธารณะสุข

กรุงเทพฯ

          “พ่อนาย อ่านดังๆ หนูอยากรู้” เสียงเรไรรบเร้า จันทร์หอมเดินถือถาดอาหารเช้าออกมามาจากครัว นางสะดุ้งเมื่อเห็นแผ่นโปสเตอร์ที่มยุรีพึ่งเอามาให้ดูเมื่อคืนอยู่ในมือของคนที่ถูกเสียดสีเต็มๆ นางวางถาดกับข้าวลงกับพื้นแล้วเดินตรงดิ่งเข้าไปกระชากมันออกจากมือโคทาโร่ด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดีนัก

“………..” โคทาโร่มองตามจันทร์หอมนิ่งๆ…

“อย่าไปสนใจมันเลยนะ” จันทร์หอมพูดเรียบๆ…

“พวกข้าน่ารังเกียจเช่นนั้น จริงๆ หรือ” โคทาโร่โพล่งถาม แต่จันทร์หอมกลับเบี่ยงตัวเดินกลับไปยกถาดอาหารเช้ามาวางใกล้ๆ

“อย่าไปสนใจเลย…ทานข้าวกันเถอะ นายจะได้ไปทำสงครามต่อ”

“แม่อ่านให้หนูฟังหน่อย” เรไรยังรบเร้าขึ้นมาอีก

“เขาเขียนบอกวิธีกำจัดยุงลายในโอ่งบ้านเราไง” โคทาโร่แก้ต่างให้พลางหันไปกระซิบกับภรรยา…“เธอไร้เดียงสาเกินกว่าจะต้องมารับรู้”

“แล้วสงครามละเว้นเธอด้วยรึ!…” จันทร์หอมกดเสียงต่ำลึก

“จันทร์หอม!…”

“สงครามครั้งนี้มันทำให้ฉันสูญเสียจนแทบจะสิ้นใจ…โคทาโร่” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดพรั่งพรูออกมา นางจ้องเขาจนมือที่ยันอยู่กับพื้นเกร็ง “สบายใจได้…เพราะฉันเองก็ไม่อยากให้สงครามติดตัวเรไรไปเช่นกัน” จันทร์หอมแดกดันพลางเลื่อนขันน้ำดื่มที่วางอยู่ข้างตัวขยับให้ ก่อนจะชายตาไปมองเรไรที่ยังนั่งเล่นตุ๊กตากระดาษอยู่ที่เดิม

“จันทร์หอม…หากข้าขอโทษมันก็เหมือนกับข้าผิด…แต่นี้มันคือสงคราม…สงครามโลก…” โคทาโร่พยายามอธิบาย  “ขอเพียงเชื่อข้า…ข้าจะทำหน้าที่นั้นแทน…โมก ให้ดีที่สุด” โคทาโร่พูดเรียบๆ แต่มันกับบาดลึกเข้าไปในใจของอีกคนอย่างคาดไม่ถึง

“โคทาโร่!” จันทร์หอมเกร็งเสียงเจ็บปวดจ้องตาเขาไม่กระพริบ

“ข้ารักเจ้า…ข้าสัญญา…” พูดจบม่านตาของจันทร์หอมก็ค่อยๆ รี่ลง มรดกจากบรรพบุรุษนินจาได้เล่นงานนางเข้าแล้ว โคทาโร่ขยับเข้าไปประคองอย่างตื่นตระหนก

“จันทร์หอม จันทร์หอม…” เขาเขย่าเรียก แต่ก็ไม่มีท่าทีว่านางจะตื่น “ข้าขอโทษ…ที่ข้าไม่ทันระวัง”

“ฉันเกลียดสงคราม…โคทาโร่…ฉันเกลียดคุณยิ่งกว่าหนอน…” เสียงละเมอก็ปนออกมากับลมหายใจ

“แม่…แม่”

“แม่ไม่เป็นอะไรหรอกลูก…แม่ง่วงนอนนะเลยหลับไป” โคทาโร่แก้ต่าง…ซึ่งมันก็ได้ผล  “เราพลาดอีกแล้วหรือนี้” เขาพึมพำ ก่อนจะอุ้มจันทร์หอมเข้าไปในห้องนอน…

……….

สงคราม………………………………ไม่เคยปรานีใคร

แม้กระทั้ง…………………….แมลงเม่ากลางเขม่าปืน

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

รหัสลับคืนเพ็ญ

นับแต่เริ่มตั้งจนกระทั้งลาออกของคณะรัฐบาลของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม เดือนกรกฎาคม 1944 การ “ปฏิวัติวัฒนธรรม” เพื่อสร้างผลงานของรัฐบาล ที่ส่งผลกระทบต่อสังคมไทยอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของชาติก็มีให้เห็น

                ประกาศเรื่องการแต่งกายของคนไทยตามระเบียบที่วางเอาไว้เพื่อความเชิดหน้าชูตาของชาติ ได้กำหนดให้ ผู้ชายใส่หมวก สวมถุงเท้าและรองเท้าหุ้มส้น สวมเสื้อนอกและกางเกงขายาว ส่วนผู้หญิงให้มีหมวกกระโปรงเสื้อคลุมไหล่ สวมรองเท้ารัดส้นหรือหุ้มส้น ส่วนถุงเท้านั้นจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ ส่วนเรื่องของสีเครื่องแต่งกายนั้น หากเป็นงานกลางแจ้งควรใส่สีเทา สีคราม สีกากี หรือสีเปลือกไม้ ถ้าเป็นงานในร่มหรือเกี่ยวกับเครื่องจักร ควรใช้สีน้ำเงินแก่ 

และยิ่งเลวร้ายมากไปกว่านั้นนั่นก็คือ รัฐบาลยังออกคำสั่งเด็ดขาดให้ประชาชนเลิกประเพณีกินหมาก ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นประเพณีที่เสื่อมเสียเกียติอย่างร้ายแรงต่อประเทศชาติ พวกเขามองว่าผู้ที่กินหมากไม่ต่างอะไรกับคนป่าคนเถื่อน ที่นิยมกินเนื้อสัตว์ดิบๆ จนเห็นเลือดแดงกลบไปทั้งปาก ยิ่งเวลาต้องเคี้ยวเอื้องด้วยแล้วไม่ต่างอะไรกับวัว ควาย ทำให้ปากเหม็น ฟันเขยินเสียระเบียบ ในเรื่องเดียวกันรัฐบาลยังมีหนังสือด่วนมากถึงคณะกรรมการของจังหวัดทุกจังหวัดให้กวดขันเรื่องคนกินหมาก ห้ามขายพลูในตลาด ห้ามปลูกพลู ให้ตัดต้นหมากทิ้ง เพื่อความศิวิไลซ์ของชาติไทยอีกวาระหนึ่ง

การออกกฎหมายแปลกประหลาดแล้วอ้างว่าเป็นการปฏิวัติวัฒนธรรมนั้น ทำให้คนไทยหลายคนขำไม่ออก  แต่หารู้ไม่ว่าสงครามจิตวิทยาได้เริ่มต้นอีกด้านหนึ่งเข้าแล้ว…การมุ่งแสวงหาความศิวิไลซ์ตามอย่างชาติฝ่ายสัมพันธมิตร ได้บอกเป็นนัยๆ ว่ารัฐบาลไทยในขณะนั้นกำลังคิดอย่างไรกับญี่ปุ่น คงไม่เป็นเพราะกลัวคนไทยจะเอาชุดกิโมโนมาสวมใส่แทนผ้าซิ้นผ้าแถบ…แล้วทาแป้งญี่ปุ่นที่ใบหน้าให้ขาววอกแทนกระแจะจันทร์เพียงอย่างเดียวเป็นแน่

……….

ปลาจะลอยคอ ในคืนที่เดือนเต็มดวง

……….

จันทร์หอมนั่งเขียนข้อความสั้นๆ ลงในกระดาษแผ่นเล็กๆ นางอ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบจนแน่ใจในความหมายที่รู้กันเฉพาะกลุ่ม

“ไม่เป็นอย่างอื่นแน่ๆ” นางพึมพำในขณะที่กำลังม้วนกระดาษยัดลงในขวดแก้วสีขาวขุ่น นางปิดผนึกด้วยพลาสติกหลายชั้นก่อนจะถือเดินลงจากบ้านตรงไปยังศาลาริมแม่น้ำ

“โคทาโร่ คุณมาที่นี้ก็เพราะประเทศชาติของคุณ ฉันอยู่ที่นี้…ฉันก็ต้องทำเพื่อประเทศชาติของฉันเช่นกัน…เพราะฉะนั้นฉันจะไม่ขอโทษคุณในเรื่องนี้” จันทร์หอมพึมพำขณะผูกขวดแก้วกับเส้นด้ายเล็กก่อนจะปล่อยมันลอยปะปนไปกับกอผักตบชวาอย่างไม่ลังเล

 

……….

แม้ล้านทัพ…………………………..ที่กรำศึกมาทั้ง 10 ทิศ

ก็อาจสิ้นฤทธิ์ต่อเล่ห์คน………………………..1 กลศึก

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา14 ##

สมรภูมิปักษา13

สมรภูมิปักษา13

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา13 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา13

สมรภูมิปักษา12

สมรภูมิปักษา12

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา12

สมรภูมิปักษา12

ฝากรักซามูไร

เช้าวันต่อมา

                “พี่โมก…พี่โมก” เสียงจันทร์หอมตะโกนเรียกสามีที่นอนหมดสติอยู่ที่โถงกลางบ้าน โดยมินาโมโต โคทาโร่เพิ่งจะพาเขามาส่งเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมา เพื่อนบ้านญาติมิตรที่รู้ข่าว ต่างพากันมานั่งล้อมวงถกกันเป็นกลุ่มๆ โดยมีหมอพื้นบ้านคอยนั่งจับโน้นจับนี้อยู่ไม่ห่าง “ทำไมไม่ให้อีตาโกทาโร่ เรียกหมอทหารมาดู” ยายแก่ๆ นั่งเคี้ยวหมากปากแดงพูดและนางก็ชายตาชี้ไปที่โคทาโร่

“จะบ้าไปแล้วรึ!…ยายบังอร” อีกคนที่เคี้ยวหมากอยู่คู่กันปรามเสียงเบาๆ พลางกระซิบกระซาบ เหมือนไม่อยากให้โคทาโร่ได้ยิน “ไอ้โมกมันหนีเชลยสงครามมา…จะเรียกหมอทหารมาจับมันไปอีกหรือไง”

“เอ่อๆ…ฉันลืม…ฉันลืม” ยายบังอรอุทานพลางตบเข่าตัวเองผางๆ อยู่หลายที…

……….

อีกมุมหนึ่ง

ขามนั่งๆ ยืนๆ อยู่ที่ศาลาท่าน้ำอย่างกระวนกระวาย เขาเทียวลุกไปมองคุ้งน้ำรอบแล้วรอบเล่าเหมือนกำลังรอการมาของใครบางคน ไม่ทันไรเสียงไม้พายจ้วงผิวน้ำอย่างเร่งรีบก็ดังแววมาแต่ไกล…เขายิ้มและเอาใจช่วยอย่างคนกำลังร้อนใจ

“มยุรี…มนตรี” เขาป้องปากเรียก

“โมกกลับมาได้ไงพี่” มยุรีถามขึ้นทั้งๆ ที่ยังไม่ลงจากเรือ

“นายโคทาโร่มาส่งเมื่อไม่ถึงครึ่งชั่วโมงนี้เอง…ว่าแต่เรื่องเมื่อคืนเรียบร้อยดีใช่ไหม” ขามตอบพลางรีบถามกลับในลมหายใจเดียว มยุรีพยักหน้าแล้วก้าวตามมนตรีขึ้นมานั่งลงใกล้ๆ

“เราจะทำอย่างไรต่อไปดี” มนตรีกระซิบ

“รอให้นายโคทาโร่กลับไปก่อน เราจะเอาโมกเข้าไปรักษากับหมอไทยในเมือง” ขามพูดเหมือนไตร่ตรองเอาไว้นานแล้ว เขาหยุดหายใจสักครู่ก็พูดแทรกมยุรีที่กำลังอ้าปากค้างขึ้นอีก “หากรอด เราก็จะทำตามแผนที่ได้คุยกัน”

“แล้วจันทร์หอมละ มันจะยอมรึ” มยุรีถามอย่างที่ใจอยากถาม

“มันเป็นน้องสาวผม…คิดไม่น่าจะมีปัญหา” ทั้งสามหยุดคุยเพียงเท่านั้นก่อนจะเร่งฝีเท้าเดินขึ้นไปสมทบกับคนอื่นๆ บนบ้าน

“พ่อ…พ่อจ๋า…”

“พี่โมก…พี่โมก…” เสียงร้องไห้ของผู้หญิงสองคนปลุกให้โมกตื่นขึ้นมา…ในภาพที่พร่ามัวแต่น้ำเสียงที่เขาปรารถนาจะได้ยินทำให้เรียวแรงที่เหลือน้อยรับบีบมือคนรักไว้แน่น

“จันทร์…จันทร์หอม…เรไร…” โมกกัดฟันเปล่งเสียง ริมฝีปากกับใบหน้าที่ขาวจนซีดทำให้หลายคนอดใจเสียไม่ได้

“ใช่พี่ ฉันเอง” จันทร์หอมพูดปนสะอื้น แต่ก็ยังฝืนยิ้มบางๆ ให้สามี นางกุมมือที่ไม่เหลือสีเลือดเอามาแนบอก เสียงเรไรร้องไห้อยู่ข้างๆ มยุรีจึงแทรกตัวเข้ามากอดคนทั้ง 2 เอาไว้แน่น เวลานี้แม้นางจะเป็นคนนอก แต่ก็อดกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่…

“จันทร์หอม…เรไร…นายโคทาโร่” โมกพยายามเรียกชื่อคนที่นั่งล้อมตัวเขาทีละคน แต่โคทาโร่ก็อยู่ไกลกว่า…

“นายโกทาโร่…” ยายบังอรกวักมือเรียกเขาให้เข้ามา โคทาโร่เดินแทรกวงเข้าไปนั่งลงฝั่งตรงข้ามกับจันทร์หอม

“เจ้า เก่ง มาก…โมก” โคทาโร่บอกเพื่อน แต่ก็ไม่ปรากฏความ รู้สึกใดๆ บนใบหน้า โมกพยายามยกมืออีกข้างเหมือนต้องการจะจับมือ โคทาโร่คว้าเพื่อนมากุมเอาไว้ มือที่ขาวจนซีดออกแรงบีบเบาๆ เหมือนอยากจะบอกอะไรบางอย่าง

“ฝากดูแลจันทร์หอม…ฝากเรไร…ด้วย” เสียงพูดแต่ละคำถูกเค้นออกมาจากความเจ็บปวดจนสุดใจ โคทาโร่พยักหน้ารับอย่างไม่ลังเล “เจ้าเป็นเพื่อนที่ดีและซื่อสัตย์กับข้าที่สุด” เขาพูดเหมือนสัญญาชิโนบิที่ไม่มีวันตายได้เริ่มต้น

“พี่โมก!…” จันทร์หอมตะโกนสุดเสียงเมื่อมือโมกที่นางกุมเริ่มบีบรัดพลางชักกระตุกจนน่าตกใจ

“จันทร์หอม โคทาโร่” เป็นคำพูดสุดท้ายก่อนเขาจะรวมมือคนทั้งคู่ เข้าหากัน “รับปาก…นาย รับปาก”

“พี่โมก ไม่นะ…”

“เจ้าทำดีที่สุดแล้วเพื่อน…ไม่ต้องห่วงอะไรทั้งนั้น ข้าให้สัญญาด้วยเกียรติซามูไร…แม้ข้าจะต้องตาย” โคทาโร่พูดจบมือของโมกที่วางทับมือของคนทั้งคู่ก็ค่อยๆ ทิ้งน้ำหนักลงข้างลำตัว เขาหมดแรงที่จะยื้อชีวิตอยู่ต่อไปแล้วเวลานี้

พี่โมก!เสียงตะโกนที่เกิดจากความสูญเสียดังลั่น ครั้งนี้มันยิ่งใหญ่เกินกว่านางจะรับไหว จันทร์หอมทิ้งร่างกอดสามีแน่นผมสีดำยาวสยายปิดคลุม 2 ร่าง มีเพียงแผ่นหลังที่สะเทือนเลื่อนลั่นเท่านั้นที่พออ่านอารมณ์ข้างในออก

“พ่อจ๋า…พ่อ!” เมื่อเสียงบุตรสาวเรียกสติ จันทร์หอมถึงได้เงยหน้าขึ้นมาเช็ดน้ำตาพร้อมกับดึงเธอเข้ามากอด

“เรไร…อย่าให้น้ำตาโดนร่างของพ่อนะลูก” และนางก็ยังมีสติพอ

“จันทร์หอม…” โคทาโร่เรียกอย่างเกรงๆ แต่สายตาของจันทร์หอมกลับมาทำให้เขาต้องหยุดแค่นั้น (นางเกลียดข้า…)โคทาโร่ครุ่นคิดอย่างคนไม่เข้าใจ..เขาเลือกที่จะนิ่งและถ่ายเทความห่วงใยไปให้นาง

“ไม่เป็นไรนะจันทร์หอม พวกพี่จะจัดการเรื่องทุกอย่างให้เอง” ขามแทรกเรียบๆ จันทร์หอมได้แต่พยักหน้าอย่างไม่เหลือทางเลือก

            พี่โมก!

 ……….

งานศพของโมกจัดอย่างง่ายๆ ที่วัดใกล้บ้าน…โคทาโร่เห็นจันทร์หอมเผาของใช้ส่วนตัวไปพร้อมๆ กับร่างที่ไร้วิญญาณ  เขายืนมองอย่างไม่เข้าใจและพยายามถามนางหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้คำตอบนอกจากน้ำตาที่พร้อมจะทะลักได้ทุกเมื่อที่เห็นหน้าเขา

: มิตรภาพที่นี้…ช่างงดงามดีแท้

: ทุกผู้ ทุกคน ต่างรวมความรู้สึก…เป็นหนึ่งเดียว

: เวลาสุข…พวกเขาก็พร้อมกันสุข

: เวลาทุกข์…พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้โดดเดี่ยว

: ขอบคุณสวรรค์ที่ส่งข้าให้มาที่นี้

: ถึงแม้ว่าความงามกลางสนามรบ จะเห็นเป็นสีหม่นหมอง

: แต่ข้างในกลับสว่างไปด้ายจารีต…ที่ข้ารู้สึกอบอุ่น

                : จันทร์หอม…ข้ารักเจ้ายิ่งนัก นี้เป็นสิ่งเดียวในเวลานี้

ที่คนอย่างข้าอยากจะพูด

……….

อีกมุมหนึ่ง

                “มีอะไรรึ…หมอ” ขามกระซิบเมื่อมือหมอพื้นบ้านสะกิดขณะที่พวกเขานั่งร่วมกันอยู่ในงานศพ สายตาที่จ้องมองอย่างหวาดๆ พลอยทำให้ขามใจเสียไปด้วย

“กูสงสัย…” เขากระซิบเบาๆ ขามพยักหน้าให้เห็น… “การตายของไอ้โมก…ไม่ใช่ไข้ป่า…ไม่ใช่โรคที่กูเคยเจอ”

“อะไรนะ…หมายความว่าอย่างไร” ขามตกใจขยับเข้าใกล้หมอพื้นบ้านมากขึ้น

“เวลาไอ้โมกหายใจออกมา…มันเหม็นเหมือนกับกลิ่นของยาพิษ…และเลือดมันก็ดำคล้ำไม่เป็นสีแดงเหมือนคนปกติ…กูบอกมึงคนเดียว”

“ไอ้โมกโดนวางยาอย่างนั้นเหรอ…”

“กูไม่กล้าสรุป…แต่ทั้งชีวิต…กูก็เห็นไอ้โมกเป็นคนแรก” หมอพื้นบ้านพูดต่อและพยักหน้ายืนยันอีก

“โมก!…กรรมของมึงแท้ๆ…เรื่องนี้จันทร์หอมมันต้องรู้” ขามพูดกับตัวเองก่อนจะพาใบหน้าที่ซีดสลดเดินออกจากงานไปเงียบๆ

……….

อีกหลายวันต่อมา

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจส่งเสบียงเที่ยวนั้น มินาโมโต โคทาโร่ก็ถูกส่งตัวกลับมาประจำในจังหวัดเพชรบุรีอีกครั้ง ภาพของจันทร์หอมที่ต้องอยู่ตามลำพังกับบุตรสาวตัวเล็ก ทำให้เขาปวดใจจนแทบจะทนไม่ไหว…แต่นางก็ใจแข็งกว่าที่คิดเอาไว้มาก

(โมกฝากพวกเจ้าไว้กับข้า เขาไว้ใจข้า แต่ทำไมดวงตาของเจ้า…จันทร์หอม ทำไมเจ้าถึงได้เกลียดชังข้านัก) โคทาโร่ครุ่นคิดในเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกที่พาโมกมาถึง…

“คุณชาย…” เป็นเสียงเรียวตะ แต่โคทาโร่ก็ได้แค่ผงกหัวเดินผ่าน

“โคทาโร่ ข้าไปด้วย” เสียงจิโระตะโกนไล่ตามหลังมา

“ออกเวรแล้วรึไง” โคทาโร่ถามแต่ก็ไม่ได้สนใจเรียวตะเช่นเคย

“ข้าเวรดึก” จิโระบอกขณะอยู่ในชุดลำรอง

“แล้วเจ้ารู้รึไงว่าข้าจะไปไหน”

“แค่เท้าเจ้าก้าวออกนอกเขตทหาร ข้าก็พอเดาออกแล้วละ…” ฮาราชิ จิโระพูดยิ้มๆ พร้อมกับยักคิ้วให้

……….

และคนทั้ง 2 ก็มาหยุดที่บ้านของจันทร์หอม

“จันทร์หอม…ข้ามาเยี่ยม จันทร์หอม…เรไร” โคทาโร่ตะโกนเรียกที่เชิงบันได แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับมา ทั้งๆ ที่เขามั่นใจว่าพวกนางอยู่ข้างใน

“ข้ามีของมาฝาก…” โคทาโร่ตะโกนเสียงดังขึ้นไปอีก

“พวกนางคงไม่อยู่ในบ้าน” จิโระพูดเป็นภาษาญี่ปุ่นปลอบใจเพื่อน โคทาโร่พยักหน้าอย่างเสียไม่ได้

“กลับกันเถอะ…” เขาสรุปพร้อมกับวางอาหารกระป๋องที่นำมาไว้ที่ระเบียง

“ข้ารู้ว่าเจ้าเจ็บปวด…ให้เวลานางอีกนิดเถอะโคทาโร่” จิโระปลอบ นี้เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เขาได้กำลังใจจากเพื่อนคนที่น่าจะเสียชีวิตตั้งแต่กระสุนนัดแรก…เขาตบไหล่โคทาโร่เบาๆ อีกหลายครั้ง แต่เพียงเท่านี้มันก็มากพอที่จะทำให้เขารู้สึกดีขึ้น

“ขอบใจมาก…จิโระคุง”

……….

ถึงแม้…………………………..รูปกายจะดูอ่อนแอ

แต่หัวใจประหนึ่งเพชร…………ก็แกร่งเกินทน

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

## จบ สมรภูมิปักษา12 ##

สมรภูมิปักษา11

สมรภูมิปักษา11

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา11

สมรภูมิปักษา11

รอพี่นะจันทร์หอม…

โมกลอยคอตามลำธารไปเรื่อยๆ ในที่สุดเขาก็เจอสะพานไม้เก่าๆ อันเป็นเป้าหมายแรก รอยยิ้มจางๆ ฉายออกมา… “อีกไม่ถึง 5 กิโลเมตรแล้ว…จันทร์หอม พี่รอดแล้ว” แรงขับจากข้างในทำลายกำแพงความเหน็ดเหนื่อยจนหมดสิ้น “พ่อรอดแล้วเรไร” เขาตะเบ็งเสียงทั้งหมดที่มีดังก้องไปทั้งคุ้งน้ำ…ไม่มีความเกรงกลัวว่าจะมีทหารญี่ปุ่นคนไหนจะได้ยินอีกแล้ว…

แสงแรกกำลังกระจ่างขึ้น…เขาเริ่มมองเห็นใบไม้สีเขียวเป็นสีเขียวเข้ม เห็นคลื่นน้ำจากแสงสะท้อนเป็นสีขาวอยู่ทางหลัง แต่ตอนนี้โมกกลับเริ่มรู้สึกเหนื่อยและหนาวจนแทบจะว่ายน้ำต่อไม่ไหว “จันทร์หอม” เขาเรียกหากำลังใจเพื่อต่อสู้กับร่างกายที่กำลังจะหมดแรง สะพานสีขาวที่ทหารญี่ปุ่นพึ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆรอเขาอยู่อีกไม่ไกลแล้วในเวลานี้ “พี่  รอด  แล้ว  จันทร์หอม…” เขาพร่ำเสียงสั่นในขณะที่กำลังเดินฝ่าดงหญ้าปีนขึ้นไปบนฝั่งดิน แต่สายลมก็เสริมให้ความเหน็บหนาวสำแดงอาการเด่นชัดเจนออกมา เขาใช้ฝ่ามือแตะหน้าผากแขนและขา มันรู้สึกได้ถึงความร้อนที่ออกมาจากข้างใน “เราเป็นไข้…” เขาพึมพำแต่ก็กัดฟันเดินต่อไปข้างหน้า

“จันทร์หอม พี่รอดแล้ว เรไร พ่อรอดตาย” เสียงตะโกนเพื่อเรียกความหวังให้ตื่นแต่มันกลับไม่มีเสียง เขากัดฟันเดินต่อไปจนเกือบถึงพื้นหญ้าตรงคอสะพาน แต่ในหัวของเขากำลังจะหมุนเป็นลูกข่าง ร่างกายก็กำลังควบคุมไม่อยู่ โมกใช้มือทั้งสองข้างกดขมับเพื่อหวังจะให้มันหยุด แต่…

“โอ้ย!…” ปากที่เปิดกว้างเหมือนจะระเบิดคำๆนี้ออกมา…แต่ก็ไร้เสียงตะโกนโดยสิ้นเชิง “จันทร์หอม…เรไร” โมกเอ่ยชื่อภรรยาและบุตรสาวกระนั้นก็ยังเงียบสนิท ดวงตาที่เคยใช้การได้ดีตลอดการเดินทางกำลังจะพล่ามัว จนแทบจะเปิดไม่ขึ้น… “โคทาโร่ นายอยู่ไหน โคทาโร่ ช่วยด้วย นาย นาย” โมกพึมพำเหมือนคนกำลังจะขาดใจ แต่พลันเสียงคนๆ หนึ่งก็กรอกเข้าหูในระยะประชิด…

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่…เจ้าไม่มีทางรอดหรอก ฮึๆ…” โมกพยายามใช้สติที่เหลือน้อย…เปิดเปลือกตาเพื่อหวังจะเห็นใบหน้าเจ้าของสำเนียงที่ไม่คุ้นหู

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่…ฮาๆ…” เสียงนั้นยังตอกย้ำมิให้ลืมชื่อที่ต้องการฝังเข้าไปในหัว แต่บางอย่างที่คล้ายกับปลายเข็มก็ทิ่มเข้าที่หัวไหล่…แรงขัดขืนขาดผึงลง “หากเจ้าตาย…ข้ามินาโมโต โคทาโร่ก็จะสมหวัง ฮาๆๆ” สำเนียงหัวเราะที่โคทาโร่ไม่เคยทำ สร้างแรงเฮือกสุดท้ายให้เขาบังคับตัวเองลืมตาขึ้น มันสำเร็จแต่ภาพของชายในชุดพลางสีดำช่างเลือนรางจนแทบจะรวมเป็นสีเดียวกับความมืดที่ยังเหลืออยู่ในเวลานั้น “ไม่…อย่า…อย่า…” เขาพยายามขัดขื่นแต่ของเหลวสีม่วงในหลอกฉีดยา…ในระยะที่สามารถเอื้อมถึงก็ค่อยถูกดันเข้าสู่ร่างกายของเขาจนหมด  “ฮาๆ…ข้าอยากได้ภรรยาของเจ้า ข้าก็ต้องได้” เขาพูดออกมาจากความสะใจ…และเสียงหัวเราะที่โคทาโร่ไม่เคยทำก็ดังขึ้นอีก “ฮาๆๆ ข้ามินาโมโต โคทาโร่…โคทาโร่ โคทาโร่” แล้วเงาสีดำรางๆ ก็โผวูบทิ้งเงาพาดเป็นทางยาวหายไปทันที

“คุณเป็นใคร คุณไม่ใช่….” สติที่เหลือน้อยทำได้เพียงเท่านั้น ดวงตาปิดสู่สีดำ แต่กายสัมผัสสุดท้ายที่พอรู้สึกนั้นก็คือฝ่ามืออันหยาบกร้านของใครบางคนมาอุ้มร่างของเขายกลอยขึ้น…แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไม่รู้สึกใดๆ อีกเลย…

……….

คนฉลาด…………………………ปรารถนาที่จะให้

แต่คนโง่………………….กลับปรารถนาที่จะรับ

มินาโมโต โคทาโร่

……….

แผนร้ายของปิศาจ

คืนวันที่ 20 กรกฎาคม 1943 ที่ บ้านธารารักษ์ จังหวัดเพชรบุรี

จันทร์หอมเดินผ่านเงามืดสู่ระเบียงโล่งติดแม่น้ำเพชรบุรี นางไม่รู้สึกกลัวในเมื่อมีดาวนับล้านคอยกระพริบแสงเป็นเพื่อนอยู่เต็มท้องฟ้า และนาทีนั้นเสียงฝ่าเท้าย้ำใบไผ่ที่หน้าบ้านก็ทำให้นางยิ้มออกมาได้

“พี่โมก…พี่โมก” นางมั่นใจว่าต้องเป็นสามีที่ถูกจับไปแน่ๆ

“พี่โมก…นั้นพี่ใช่ไหม” นางเรียกชื่อสามีซ้ำขึ้นอีก แต่ก็ยังไม่มีเสียงตอบกลับมา…นางเริ่มกระวนกระวายใจ…แต่ในแววตายังมั่นคงเช่นเดิมว่าเสียงฝี่เท้าถี่ๆ ที่นางได้ยินมากว่า 8 ปีต้องไม่ใช่คนอื่น

“พี่โมก…พี่โมก” และนางก็ตะโกนเสียงดังขึ้นไปอีกระดับ ขาที่สั่นเทากำลังก้าวลงบันไดไปช้าๆ

“จันทร์หอม…จันทร์หอม…” และสำเนียงที่นางคาดหวังก็ดังขึ้น

“พี่โมก!…” นางตื้นตันจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่ “พี่โมก..” นางปล่อยเสียงออกมาสุดอารมณ์ พร้อมๆกับวิ่งเข้าไปหาทั้งๆ ที่ยังมองไม่เห็น “พี่โมก!…” แต่แล้วนางก็ร้องลั่นเมื่องูหลามลายดาวตัวใหญ่เลื้อยเข้ามารัดรอบร่างของนางเอาไว้

“พี่โมก..ช่วยด้วย พี่โมก!” นางตะโกน แต่ดวงตาสีแดงฉานของมันกลับจ้องนิ่งเหมือนจงใจจะใช้ดวงตาของนางแทนกระจกเงา  แต่เมื่อนางจ้องกลับเข้าไปในลูกตาคู่นั้น นางกลับเห็นภาพของ มินาโมโต โคทาโร่ยืนยิ้มอยู่ “โคทาโร่” ทุกความรู้สึกหยุดนางให้นิ่ง สักครู่เสียงสามีที่จากไปนานก็เรียกขึ้นมาอีก “จันทร์หอม…ช่วยพี่ด้วย จันทร์หอม” นาทีเดียวกันงูหลามลายดาวก็ออกแรงรัดร่างของนางแน่นขึ้นไปอีก

“พี่โมก ช่วยฉันด้วย พี่โมก” นางเริ่มจะหายใจไม่ออก แต่ในดวงตาสีแดงยังปรากฏภาพของโคทาโร่ยืนยิ้มอย่างมีความสุขเช่นเดิม

“จันทร์หอม…จันทร์หอม…จันทร์หอม” เสียงเรียกของโมกค่อยๆ เบาลง เบาลงจนเงียบไป “พี่โมก!…” นางตะโกนสุดเสียง พร้อมๆกับน้ำตา งูหลามลายดาวใช้กำลังรัดจนนางล้มลง

“พี่โมก พี่โมก พี่โมก” เสียงนางเริ่มเบา แต่ก็เฝ้าแต่เรียกชื่อเขา จันทร์หอมกำลังจะหายใจไม่ออกในที่สุดนางก็ฝืนสติช่วงสุดท้ายจ้องอาฆาตเข้าไปในดวงตาของงูตัวนั้น…

“โคทาโร่ คุณฆ่าสามีฉัน คุณฆ่าพี่โมก” นางหลุดความแค้นออกมา…ภาพของโคทาโร่ดูเศร้าลงถนัด แรงโอบรัดของงูหลามก็ค่อยๆคลาย “พี่โมก!…” นางตะโกนเพียงครั้งเดียวยาวสุดเสียงพร้อมกับน้ำตาที่ล้นทะลัก ก่อนเสียงเคาะเสาบ้านเป็นจังหวะจะปลุกให้นางสะดุ้งตื่น

—ป๊อกๆ…ป๊อกๆ—

“ฝัน เราฝันไป” จันทร์หอมอุทานเสียงสั่นกลัว —ป๊อกๆ— และเสียงเคาะเสาไม้ก็ดังขึ้นอีกครั้ง นางหันไปดูเรไรที่กำลังหลับใต้ผ้าห่มนวมผืนใหญ่ นางกระชับมันให้แน่นจนถึงหน้าอก ก่อนจะกระวีกระวาดลุกเดินจากห้องไปอย่างรีบร้อน

“คุณมนตรี…พี่ขาม” นางทักอย่างคนคาดเดาได้ถูกต้อง เงาตะคุ่มๆ ของคนสองคนกำลังนั่งรออยู่ที่ชานระเบียง

“เออๆ พี่เอง…”

“เอ็งเป็นอะไรไป…” ขามถามเมื่อสังเกตเห็นอาการสั่นกลัวผิดปกติ

“ปะๆ เปล่า ไม่มีอะไร” จันทร์หอมปฏิเสธติดๆขัดๆพร้อมกับมองซ้ายที ขวาที่อย่างคนอย่างคนวิตกจริต

“คืนนี้มยุรี มันเข้าไปส่งข่าวในเมือง เลยไม่ได้มานอนเป็นเพื่อน…แต่เอ็งไม่ต้องกลัวไปหรอกพวกพี่ก็วนเวียนอยู่แถวๆ นี้แหละ” ขามบอก…

“ขอบคุณมากพี่”

“จันทร์หอม…หากผัวเอ็งยังไม่กลับมาภายในเดือนนี้ก็แสดงว่า…เออเขาไม่รอด” มนตรีแทรกขึ้นอย่างระมัดระวัง และนั้นก็ทำให้หัวใจของจันทร์หอมหล่นวูบจมดิ่งลงเหวลึก

“พี่ฉัน ฉันกลัว” จันทร์หอมหลุดเสียงที่อ่อนแอสุดๆ ออกมา

“ไม่ต้องตีตนไปก่อนไข้…อย่างไรเสียเราจะหาทางช่วยอย่างเต็มที่” ขามปลอบ

“เวลานี้ขบวนการเสรีไทย ในอเมริกา และอังกฤษกำลังหาทางเข้ามาอย่างเงียบๆ…จันทร์หอมเราเป็นคนไทย…เราต้องสู้เพื่อแผ่นดินไทย…การเมินเชยก็ไม่ต่างอะไรกับนั่งรอความตาย…สงครามบังคับให้เราต้องสู้เพราะเป็นทางเดียวที่จะทำให้ลูกหลานของเรารอด…จันทร์หอมเวลานี้เป็นเวลาที่เหมาะที่สุดที่เจ้าจะได้ล้างแค้นให้…” มนตรีพูดไม่ออกเมื่อต้องเอ่ยชื่อสามีของนางอีก “…ทำเพื่อพี่น้อง ลูกหลานและตอบแทนประเทศชาติ”

“เรากับส่วนกลางวางแผนเอาไว้หมดแล้ว…เจ้าเพียงแต่อยู่นิ่งๆ…รู้แค่ไหนก็บอกแค่นั้น…ต่อไปนี้เราจะไม่โดดเดี่ยวอีกต่อไปเพราะขบวนการเสรีไทยหน่วย 136 จากอังกฤษและหน่วยโอ.เอส.เอส.จากอเมริกากำลังจะหาทางเข้ามาสมทบ” ขามเสริมต่อ น้ำเสียงคนทั้ง 2 เหมือนต้องการจะหวังบางอย่างจากนาง

“แล้ว…พวกเขาจะเข้ามาเมื่อไร…” จันทร์กัดฟันถาม…ทั้งๆ ที่ยังไม่มีสมาธิพอ

“ไม่รู้…เราเพียงแต่คาดการว่าอย่างเร็วที่สุดคงจะกลางๆ ปีหน้า…หากขบวนการเสรีไทยทั้งจากอเมริกาและอังกฤษสามารถประสานงานกันได้…” มนตรีหยุดเหมือนจะคิดต่อ “เวลานี้สายข่าวแจ้งว่าหน่วย 136 จากอังกฤษกำลังร่วมฝึกอยู่ที่อินเดีย…เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม…โดยเฉพาะเจ้า…” และเขาก็เจาะจงอย่างที่ตั้งใจตั้งแต่แรก จันทร์หอมอึ้งเมื่อสิ่งที่คนทั้ง 2 อยากจะบอกหมายถึงนาง

“ทันทีที่เราได้ข่าวว่าขบวนการเสรีไทยจะเข้ามาเมืองไทยเมื่อไร งานแต่งของเอ็งก็จะมีขึ้นในระหว่างนั้น” ขามตัดสินใจพูดต่อทันที

“แต่งงาน…ฉันนี้นะ”

“ใช่พวกพี่มองไม่ผิดแน่ โคทาโร่กำลังแอบชอบเอ็งอยู่” มนตรีเปิดเผยและสรุปให้ตรงประเด็นมากขึ้น

“ไม่…จะอย่างไรพี่โมกก็ต้องกลับมา” จันทร์หอมปฏิเสธเสียงแข็ง พร้อมเอามือปิดปากเหมือนจะบังคับไม่ให้ความเศร้าเล่นงาน

“เรื่องนั้นข้ารู้…แต่นี้เป็นเพียงแผนเท่านั้น…เป็นแผนการที่เจ้าจะต้องเตรียมตัวให้พร้อม…หากว่า…” ขามพยายามแก้ต่างเพื่อให้จันทร์หอมรู้สึกดีขึ้น มนตรีที่นั่งใกล้ๆ ยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดู พรายน้ำสีเขียวบอกเวลา 03.00 น.

“จันทร์หอม…เราต้องไปแล้วละ…จงเตรียมตัวให้พร้อม”

“…เอ็งต้องแต่งงานกับ มินาโมโต โคทาโร่…เพื่อชาติ” ขามสรุป

“แต่พี่…ฉัน” จันทร์หอมพูดได้เพียงเท่านั้นนางก็ปล่อยโฮออกมา

“พี่เสียใจที่ไม่เหลือทางเลือกอื่นให้เอ็ง” มนตรีพูดสั้นๆ ก่อนจะยกนาฬิกาข้อมือขึ้นมาดูเวลาอีก

“มีข่าวด่วนไปหาข้าที่บ้าน…แต่อย่าให้เป็นที่สงสัยอย่างเด็ดขาด” ขามแนะ พวกเขาลุกพร้อมๆ กันและเดินหายเข้าไปในความมืด…แต่เงาของคนทั้งคู่ยังหยุดอยู่ในศาลาท่าน้ำ พวกเขารอจนเห็นจันทร์หอมเดินเข้าไปในห้อง แล้วจึงเร่งเดินลงไปนั่งในเรือ เสียงไม้พายกระทบผิวน้ำจะดังห่างออกไปเรื่อยๆ

……….

“หากโมกมันรอดกลับมาจริงๆ ละ จะเอาอย่างไรต่อ”

“คงจะซ่อนตัวเขาเอาไว้ที่ไหนสักแห่ง รอจนกว่าสงครามจะจบ…เรื่องนี้ผมคิดว่า ทั้งโมกและจันทร์หอมน่าจะเข้าใจได้”

……….

การยืนหยัดอยู่…………….สู้กับความสูญสิ้น

คือหัวใจของนางสิง……………………ราชินี

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

                (หึๆๆ…ข้าจะทำให้นางเกลียดโคทาโร่ไปจนวันตาย…นางจะต้องเกลียดเขา…เพียงข้า…เพียงข้า…) ไม่มีเสียงพูดใดๆ ในความมืดนอกจากความรู้สึกส่วนตัวของใครบางคนที่อยู่ในชุดพลางสีดำ…ก่อนคนๆ นั้นจะดีดตัวลอยสูงเหนือยอดไผ่และโผวูบหายไปราวกับปิศาจจากโลกที่ 3…

……….

## จบ สมรภูมิปักษา11 ##

สมรภูมิปักษา10

สมรภูมิปักษา10

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา10

สมรภูมิปักษา10

แหกค่ายนรก

วันที่ 20 กรกฎาคม 1943 ในป่าดิบชื้นจังหวัดกาญจนบุรี

สายลมแห่งป่าดิบชื้นนิ่งสนิทผิดวิสัยกับหลายๆ คืน ทำให้บรรยากาศรอบๆ ค่ายกักกันต้องเพิ่มความระแวดระวังกับทุกๆ เสียงที่เกิดขึ้น แต่สำหรับหน่วยงานก่อสร้างทางรถไฟแล้ว นรกบนพื้นดินก็ยังคงเป็นนรกบนดินอยู่นั้นเอง ความอยุติธรรมยังคงดำเนินต่อไป ผิดกับสวรรค์ที่ยังคงหยุดพักร้อนตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม ปี 1941 จนกระทั้งวันนี้ยังไม่มีกำหนดจะเปิดทวงถามความยุติธรรมให้กับเหล่าเชลยสงครามง่ายๆ…อาจจะจนกว่าสงครามแห่งศักดิ์ศรีจะยุติลงแล้วกระมังเหล่านางฟ้าและเทวดาถึงจะดาหน้าแสดงตน…ชิ!…ว่าเป็นทูตผู้พิทักษ์คอยปกปักรักษาผู้บริสุทธิ์ (ที่รอดชีวิต)…น่าขันสิ้นดี

เวลาตามทางเดินของดวงดาวที่เชลยสงครามคนหนึ่งเฝ้าสังเกตมาตั้งแต่แสงสุดท้ายหมดลง บอกว่าใกล้จะเข้าสู่เที่ยงคืนเข้าไปทุกขณะ แสงไฟสีเหลืองจางๆ จากคบเพลิงที่กระจายเอาไว้เป็นจุดๆ ยาวเป็นเส้นขนานไปตามรางเหล็กจนหายลับไปกับมุมโค้งของเหลี่ยมเขาที่ดำทะมึนเบื้องหน้า ทุกสรรพสิ่งเวลานี้ยังปกติ แต่แรงกดดันที่เห็นเพื่อนเชลยค่อยๆ ทยอยตายไปทีละคนสองคน ประกอบกับต้องกรำงานอย่างหนัก จนไม่มีเวลาพักผ่อนกำลังจะทำให้หลายคนเป็นบ้า  มันน่าเศร้ากับบทเรียนราคาแพงที่ตีค่า 1 ชีวิต เท่ากับ 1 หมอนหนุนรางรถไฟสายนี้…ฮึๆ…เป็นความอึดอัดที่ถูกลมจากข้างในดันออกมาเป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขมขื่น…

สายน้ำยังคงไหลเอื่อยๆ นานๆ ครั้งถึงจะได้ยินเสียงนกกลางคืนร้องแทรกขึ้น แต่มันก็ตามมาพร้อมเสียงปืนที่กระหน่ำสาดกระสุนใส่อย่างไม่ปรานี…หรือแม้แต่เสียงใบไม้ร่วงก็ไม่เว้น  ทหารญี่ปุ่นที่ยืนคุมการทำงานในคืนนี้น้อยกว่าปกติตามที่โคทาโร่คาดไว้ไม่ผิด  อาจจะเป็นเพราะบางส่วนได้ไปรอรับการมาเยี่ยมของพอเอกโตโจ หรืออาจจะภารกิจอื่นที่สำคัญมากกว่าในตัวจังหวัดกาญจนบุรี  เสียงเคาะแผ่นเหล็กดังกังวานไกล  จนแทบจะปลุกป่าทั้งป่าที่กำลังหลับใหลให้สะดุ้งตื่น โมกรีบลุกขึ้นจากที่นอนใบไม้ที่ใช้ปูแทนเสื่อ หัวใจเต้นแรงขึ้นเมื่อดวงดาวสีอำพันบอกเวลาของแผนการหลบหนีใกล้เข้ามา  เขาลุกขึ้นคว้าจอบที่วางอยู่ข้างๆเดินตรงไปยังตำแหน่งงานที่รับผิดชอบ เขาเริ่มสับลงไปตามที่ต่างๆ เพื่อให้เกิดเสียง แต่ไม่ได้หวังผลในงานตรงหน้า หางตาก็เฝ้าระวังไปที่ทหารญี่ปุ่น 2 คน ที่ยืนคุมในระยะ 6 เมตร เขาเริ่มขยับตำแหน่งเข้าสู่มุมที่มืดกว่า แต่พยายามไม่ให้เสียงจอบที่สับลงดินขาดห้วนจนเป็นเหตุแห่งความสงสัยขณะเดียวกันเมื่อมีเสียงทำงานของเพื่อนเข้ามาแทนที เขาก็เริ่มลดเสียงสับให้เบาลง เบาลงพลางขยับเข้าใกล้เพื่อนเชลยต่างชาติ 2 คน…ทุกอย่างเป็นไปตามแผน เขาทบทวนเส้นทางหลบหนีที่โคทาโร่เขียนให้รอบแล้วรอบเล่าจนมั่นใจ

“iuytedsiaW” เสียงกระซิบจากเพื่อนเชลยต่างชาติดังขึ้นเบาๆ หลังสังเกตเห็นเขานิ่งไปนาน โมกฟังไม่รู้เรื่อง เขาส่ายหน้าพร้อมกับโกยเศษหินใส่กระบะช้าๆ เหมือนต้องการตอบเพื่อนที่ร่วมในชะตากรรมเดียวกันว่าไม่มีอะไร…

(อภัยด้วยเพื่อน กูพาพวกมึงไปไม่ได้จริงๆ) โมกคิดพร้อมๆ กับเหลือบมองเพื่อนทั้ง 2 อีกครั้ง  ก่อนจะยกกระบะหินเดินไปตามทางแคบๆ แต่สายตาก็ยังคงเฝ้าสำรวจทางหนีทีไล่อย่างระแวดระวัง เขาเทหินลงไปในแม่น้ำช้าๆ หางตาก็ออกสำรวจแนวโผไปยังแนวป่าทางทิศตะวันออก

(ได้เวลาแล้วไอ้โมก) เขามองดวงดาวที่สุกสว่างในคืนเดือนมืดทางทิศใต้ มันกำลังบอกเวลานัดหมายว่ามาถึงแล้ว (มันช่างเป็นใจกับกูนัก) เขาคิดและเดินถือกระบะกลับมาที่เดิม พร้อมกับหมายตาช่องทางหลบหนีเอาไว้อย่างคราวๆ เสียงเกลี่ยหินของเพื่อนเชลยต่างชาติเงียบลง พวกเขาหายไปแล้ว โมกพอเดาคำพูดของพวกเขาได้ในนาทีนั้นเอง

(พวกเขาจะชวนเราหนีไปด้วยอย่างนั้นหรือ)โมกครุ่นคิดพลางหยิบจอบขึ้นเกลี่ยหินรอจังหวะไปเรื่อยๆ เวลานี้ใจเขาเต้นเร็วและแรงขึ้น

จ๋อม!!แจ๋ม!!

                ปังๆๆ “เชลยหลบหนี” ปังๆๆ เสียงปืนรัวติดต่อกันหลายนัดตามมาด้วยเสียงตะโกนเป็นภาษาญี่ปุ่นดังกังวานไปทั้งบริเวณ  ทำให้ทหารที่ยืนคุมอยู่หลายคนต่างวิ่งกรูไปยังทิศต้นเสียง โมกวางจอบในมืออย่างช้าๆ เขาวิ่งหายไปตามเส้นทางที่ได้วางเอาไว้ทางทิศตะวันออก เสียงปืนเสียงโวยวายของทหารญี่ปุ่นยังคงดังไล่หลังมา เขาวิ่งอย่างไม่คิดชีวิตเมื่อเสียงปืนช่วยอำพลางเสียงฝีเท้าย้ำใบไม้ แต่เมื่อเงียบเขาก็หยุดหมอบราบไปกับพื้น

“ไอ้โมก…มึงต้องรอด” เขาพึมพำกับสถานการณ์ที่กำลังบีบคั้น พร้อมกับปรับสายตาเพื่อให้ชินกับความมืดก่อนจะสำรวจแนวโผไปข้างหน้าตามแผนที่ที่เขียนขึ้นในหัว เสียงปืนนำทางเงียบหายไปนานจนรอต่อไปไม่ไหว เขาเริ่มคลานและทำตัวไม่ต่างอะไรกับเสือโคร่งย่างตะปบเหยื่อ…และมันก็ได้ผล สักพักเสียงปืนที่ค่ายกักกันก็ดังขึ้นอีกหลายนัด เขาลุกขึ้นวิ่งต่อไปข้างหน้าอย่างไม่คิดชีวิตอีกเป็นครั้งที่ 2

“มึงต้องรอด…มึงต้องรอดไอ้โมก” เขาพึมพำเสียงลอดไรฟันไปพร้อมกับทุกๆฝีก้าวที่เร่งให้เร็วขึ้น เร็วขึ้นก่อนจะหยุดนิ่งอีกเมื่อเสียงปืนเงียบลง แต่ตอนนี้เขาอยู่ห่างจากแนวอันตรายมาได้ไกลพอสมควรแล้ว เสียงฝีเท้าที่วิ่งสลับเดินไปเรื่อยๆ จึงไม่เป็นผลมากนัก อิสรภาพที่ริบรี่กำลังสว่างและชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางหลบหนีถูกทบทวนเป็นระยะๆ สายตาก็อ่านเป้าหมายต่อไปสลับกับดวงดาวที่ใช้แทนเข็มทิศไปเรื่อยๆ

(เรารอดตายแน่แล้ว)โมกหยุดคิดเพื่อปรับสายตาอีกเป็นครั้งที่ 2  อาหารมื้อเย็นที่เขาพยายามกินให้มากที่สุด  ช่วยให้มีแรงพอที่จะวิ่งต่อไปได้อีกหลายกิโลเมตร แสงดาวนับล้านบนท้องฟ้าต่างพร้อมใจกันกระพริบแทนเสียงปรบมือ เขารู้สึกขอบคุณในที แต่ก็มีเพียงดวงดาวที่สุกสว่างสีอำพันเพียงดวงเดียวเท่านั้นที่จะช่วยเขาให้ออกจากป่าแห่งนี้ได้ “ขอบคุณ” เขาพึมพำและยิ้มให้มันอย่างมีความหวังอีกครั้ง

“รอพี่นะ จันทร์หอม รอพ่อก่อนนะเรไร…” เขาพึมพำกับตัวเองก่อนจะวิ่งต่อไปไม่หยุด แต่ทันใดนั้นแสงไฟจากหน้ารถก็ทำให้เขาต้องรีบซ่อนตัวตามสัญชาตญาณ ในสถานการณ์เช่นนี้คงมีแต่รถยนต์ของทหารญี่ปุ่นเท่านั้นที่จะแล่นเข้ามาในเขตป่าลึก ไม่นานนักแสงไฟก็โผล่พ้นมุมโค้งของถนนจากทางลาดชัน เขานับจำนวนได้ 10 คัน หัวใจกำลังทำงานอย่างหนัก จนกลัวว่าเสียงเต้นระทึกจะดังไปถึงหูเหล่าทหารที่นั่งมาบนรถนั้น…

(คุณพระ คุณเจ้าหากลูกยังพอมีบุญเก่าเหลืออยู่บ้าง ขอเจอหน้าลูกเมียสักครั้งเถอะเจ้าประคุณ) เขาภาวนาพร้อมกับยกมือไหว้ท่วมหัว…และเหมือนจะสมปรารถนาเมื่อแสงไฟจากรถคันแรกเคลื่อนผ่านไป เขากลั้นลมหายใจสุดชีวิต แต่ยังเหลืออีก 9 คัน

(หากช้าอีก 10 นาที คงไม่มีโอกาสหลบหนีอย่างแน่นอน) โมกครุ่นคิดเมื่อเห็นทหารที่นั่งมาเต็มรถ…เหลืออีก 8 คัน…อีก 7 คัน…อีก 6 คัน…อีก 5 คัน

(เราคงต้องตายหากช้าไปกว่านี้) โมกคิดพลางมองลอดใบไม้ที่ใช้พรางตัว  (เหลืออีก 2 คัน เหลืออีก 2 คัน) โมกพยายามเร่งแต่ทันใดนั้น

                …ปังๆๆ…ปังๆๆ…เสียงปืนและลูกกระสุนก็เฉี่ยวหัวเขาจนแทบจะถากเอาเส้นผมติดไปด้วย เขาตกใจพอๆ กับเห็นความตายมายืนรออยู่ตรงหน้า เมื่อขบวนรถ 2 คันสุดท้ายหยุดลง

“มีเชลยหนีค่าย…” เสียงตะโกนบอกเป็นภาษาญี่ป่นดังลั่น

“ไปเอาตัวมันมา…และตามล่าพวกที่เหลืออย่าให้หนีรอดไปได้” คำสั่งที่แข็งกร้าวดังก้องไปทั้งป่า แต่โมกก็ฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

(คุณพระ คุณเจ้า เจ้าป่า เจ้าเขาช่วยลูกด้วย) โมกภาวนาพร้อมกับเกร็งมิให้ขาสั่น…เสียงทหารกระโดดลงจากรถ แต่เขาก็ยังนอนหมอบก้มหน้านิ่งอยู่กับพื้น ลมหายใจแทบหยุดเมื่อทหารญี่ปุ่นคนหนึ่งเหยียบเข้าที่ขา ความเจ็บปวดกำลังทำให้เขาไม่สามารถควบคุมมันได้…

“เอาตัวมันไปขึ้นรถ…มันหนีมากี่คน” เสียงทหารญี่ปุ่นถาม

“ข้าเห็นมันสองคน อีกคนหนึ่งโดนกระสุนตายตั้งแต่นัดแรกแล้วครับท่าน” แต่แล้วเสียงตะโกนเป็นภาษาไทยในสำเนียงที่โมกไม่มีวันลืมก็ดังแทรกพวกเขา “มีอีกคน มันชื่อโมก มันชื่อไอ้โมก มันหนีมาก่อนพวกกู”

“มันพูดอะไร” เสียงนายทหารถามเป็นภาษาญี่ปุ่น…โชดดีที่พวกเขาไม่เข้าใจ

“กูบอกแล้วไง ยังมีอีกคน มันชื่อโมก มันชื่อโมก” เสียงตะโกนบอกเป็นภาษาไทยเสียงดังขึ้นไปอีก

“ไอ้บัดซบ! มึงคิดว่าจะหนีรอดได้อย่างนั้นหรือ ไอ้ลูกหมา” เสียงตบหน้าและเสียงตะคอกเป็นภาษาที่โมกฟังไม่รู้เรื่องก็ดังขึ้นชุดใหญ่ ลมหายใจของเขาหยุดไปนานกว่า 2 นาที นายทหารที่เหยียบขาเขาอยู่เดินผ่านไป…โมกถึงคลายความกลัวลงได้ระดับหนึ่ง

(ขอบคุณ คุณพระ คุณเจ้าที่คุ้มครองลูก) เขาค่อยๆ แง้มใบไม้เพื่อหวังเพียงจะเห็นหน้าคนไทยคนนั้น ทั้งๆ ที่มั่นใจอยู่แล้วว่าเจ้าของสำเนียงที่ไม่กินเส้นนั้นคือใคร

พี่ดำ!” เขากัดฟันแน่น แต่ก็ยังเก็บอาการไม่ให้พลุ่งพล่านออกมา

…ปังๆๆ…เสียงปืนกระชากวิญญาณดังขึ้นอีก คราวนี้มันเฉี่ยวหัวเขาใกล้มากขึ้นไปอีก

“ไปดูชิ…ข้าเห็นพุ่มไม้ไหวๆ มาจากทางนั้น”

(เรไร พ่อคงไม่รอดแน่แล้ว) เหมือนเขาจะยอมแพ้…โมกนิ่งพร้อมกับหลับตายอมรับชะตากรรม

(ฆ่ากูซะตรงนี้เลย ไอ้พวกนรก) โมกครุ่นคิดอย่างคนยอมแพ้…และพร้อมจะปลิดชีพตัวเองเมื่อพวกมันเข้ามาแตะต้องตัวเขา

“หมูป่า…หมู่ป่าฮาๆ” เสียงตะโกนบอกพร้อมกับเสียงหัวเราะดังขึ้น แต่โมกก็ยังฟังไม่รู้เรื่อง

“ไปกันได้สักที เสียเวลามามากแล้ว…ลากมันขึ้นรถ” เสียงออกคำสั่งดังมาจากด้านหน้า พวกมันช่วยกันดันหมูป่าตัวเขืองขึ้นไปแล้วหันมาขู่บังคับชายชื่อดำอีก “ขึ้นไป!…”

“มันจะเป็นอาหารเช้าที่อร่อยที่สุดของพวกเรา…ฮา ฮา ฮา” เสียงพูดคุยเสียงหัวเราะแต่ก็ยังดังสลับกับเสียงของชายที่ชื่อดำ ที่ยังไม่ยอมง่ายๆ

“ฟังกูไม้รู้เรื่องรึไง ไอ้พวกโง่ ยังมีอีกคนที่มันหนีไป ไอ้โมก ไอ้โมก…กูบอกว่าไอ้โมกหนีไป” ดำตะโกนสุดเสียง แต่ดูเหมือนทหารญี่ปุ่นจะฟังไม่รู้เรื่องอยู่ดี

                ปังๆ…กระสุนปืน 2 นัด มาจากนายทหารที่นั่งอยู่ด้านหน้า เจาะเข้าที่กลางหน้าผากของดำพอดี เขาล้มหงายหลังลงไปนอนดิ้นเป็นปลาถูกทุบหัวกับพื้น

“ขอข้าบ้าง…ปังๆเสียงปืนจากทหารที่ยืนอยู่ใกล้ที่สุด ซ้ำตามไปติดๆ จนร่างของเขาอาบโชกไปด้วยเลือดที่มองไม่เห็น ในที่สุดดำก็แน่นิ่ง

(พี่ดำ…)โมกอุทาน…ความรู้สึกของคนไทยด้วยกันหวนกลับมาบาดลึกเข้าไปข้างใน…

“ไปต่อได้สักที” สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารญี่ปุ่นก็กระโดดขึ้นรถ แสงไฟนำทางกำลังพาพวกเขาเคลื่อนจากไปอย่างช้าๆ…มันเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับโมก…แต่เป็นร่องรอยความโชคร้ายของผู้ที่เสมือนพี่ชายของเขา

“นี้คือสงคราม นี้คือสงคราม…ฮาๆๆ” เสียงหัวเราะด้วยความสะใจค่อยๆ ไกลออกไป โมกปล่อยลมหายใจออกมาอย่างระมัดระวัง ขาค่อยๆ ลุกขึ้นเดินเข้าไปหาดำ ทันทีที่ปลอดภัย

“ฉัน อโหสิกรรมให้ พี่อย่าตามจองเวรฉันอีกเลยนะ” เขาพึมพำพลางเอามือลูบเปลือกตาที่เปิดค้างให้หลับ “ลาก่อนพี่” เขาพูดก่อนจะสำรวจตำแหน่งของดาวนำทางอีกครั้ง มันย้ายค่อนลงไปทางทิศตะวันตกเจียนจะลับยอดไม้ เขาต้องเร่งออกจากป่าไปยังทิศตรงข้ามให้เร็วที่สุด ก่อนมันละลับหายจนเป็นเหตุให้แผนการหลบหนีในครั้งนี้ล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

โมกพาร่างที่เต็มไปด้วยเหงื่อไคลวิ่งไปเรื่อยๆ จนกระทั้งมาถึงลำธารเล็กๆ ที่แยกออกมาจากลำน้ำแควน้อย  เขานึกถึงแผนที่ที่โคทาโร่ได้เขียนให้อย่างไม่แน่ใจนัก

……….

 ตำแหน่งดวงดาวบอกใกล้จะ 03.00 น.

“โคทาโร่…ข้าไม่แน่ใจ…” โมกนิ่งคิด…สักพัก “ทางซ้าย ไม่!…ขวา…หากเลือกผิดมีหวังต้องกลับไปยังค่ายนรกนั้นอีกแน่ๆ” เขาพูดเร็วจนสั่นรั่ว “โคทาโร่…”

(หากไม่แน่ใจก็จงใช้ใบไม้วางลงบนผิวน้ำ เพราะกระแสน้ำในลำธารจะไม่มีวันนิ่งอย่างเช่นตาเห็น ทิศทวนกระแสก็จะเป็นทางรอดสู่จุดนัดพบของเรา) โมกนึกบางคำพูดของโคทาขึ้นมา เขายิ้มให้กับความโง่เขลาของตัวเองก่อนจะเด็ดใบไม้วางลงบนผิวน้ำที่เห็นว่านิ่งสนิท ไม่นานมันก็ค่อยๆ ลอยห่างออกไป

“ขอบคุณ โคทาโร่” รอยยิ้มที่ฉายออกมาเสมือนประตูแห่งความหวังกำลังเปิดตอนรับ

“พี่รอดแล้วจันทร์หอม…พ่อรอดตายแล้วเรไร”

……….

ดวงดาวที่สุกสว่างนับล้านในคืนข้างแรม เวลานี้มันย้ายตำแหน่งจากเที่ยงคืนต่ำลงและดวงดาวที่เขาใช้นำทางก็ได้ลับหายไปกับยอดไม้แล้วเช่นกัน แต่โมกยังยิ้มได้…และเหมือนจะขอบคุณมันเป็นที่สุด…เพราะเวลานี้มีเพียงลำน้ำเท่านั้นที่จะนำพาเขาไปยังสะพานคอนกรีตที่ญี่ปุ่นพึ่งจะสร้างเสร็จใหม่ๆ…และที่นั้นก็คือจุดนัดพบของพวกเขา

……….

แสงเรืองรองส่องประกายที่ปลายฟ้า

บอกเวลาว่าวันใหม่ใกล้มาถึง

เป็นแสงแรกแทรกเสียงร้องก้องรำพึง

ว่าคิดถึงนงคราญที่ห่างมา

……….

## จบ สมรภูมิปักษา10 ##

สมรภูมิปักษา9

สมรภูมิปักษา9

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา9 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา9

สมรภูมิปักษา8

สมรภูมิปักษา8

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา8 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา8

สมรภูมิปักษา7

สมรภูมิปักษา7

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา7 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา7

สมรภูมิปักษา6

สมรภูมิปักษา6

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา6 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา6

สมรภูมิปักษา5

สมรภูมิปักษา5

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา5 อ่านเพิ่มเติม สมรภูมิปักษา5