อนุชาย ตอนที่ 5

ชายผู้เปรียบเสมือนพ่อชายผู้เปรียบเสมือนพ่อ นิยายอ่านฟรี เรื่อง อนุชาย ตอนที่ 5

เป็นเวลาหลายเดือนแล้ว ที่อนุชัยปล่อยให้แม่ ยาย อยู่กับเจ้าแมวเหมียวสุนัขพันธุ์ทางสีขาวดำเพียงลำพัง อันที่จริงก็ไม่เชิงลำพังซะทีเดียว ลุงศักดิ์ดา ซึ่งเป็นนายฮ้อย (พ่อค้าซื้อวัว-ควาย) และช่างไม้ประจำชุมชนกลางหุบเขาของถนนมิตรภาพระหว่างจังหวัดนครราชสีมากับจังหวัดสระบุรีเพื่อนข้างบ้านอายุน่าจะแก่กว่าแม่สักปีหรือ 2 ปี ที่อนุชัยเรียกเขาว่าพ่อในวัยเด็ก ซึ่งเมื่อโตขึ้นแม่มักจะออกอาการเขินอายเทียวปรามให้เรียกว่าลุง คอยดูแลแทนทุกอย่าง เมียแกเสียนานแล้ว ลูกๆ ก็ไปทำงาน เรียนหนังสืออยู่กรุงเทพฯ กันหมด

การที่แกได้ดูแลแม่กับยายก็เสมือนแม่กับยายได้ดูแลเรื่องอาหารให้แกไปในตัว และลุงศักดิ์ดาหรือพ่อศักดิ์ดานี้แหละที่เป็นคนออกความคิดให้ไปเรียนต่อในกรุงเทพฯ เพราะหากมัวแต่หมอกตัวอยู่หลังเขา 10 หรือ 20 ปี ก็เป็น 10, 20 ปีที่สูญเปล่า วันรายงานตัวก็ได้แกอีกเช่นเคยที่ไปเป็นผู้ปกครองให้  สมัยยังเด็กอนุชัยมักจะขอแม่ติดตามแกออกตะเวนหาซื้อวัว-ควายแถบภาคอีสานโดยเฉพาะจังหวัดสกลนคร นครพนมอยู่บ่อยๆ  โดยแกมักจะนำเขาไปฝากทิ้งไว้กับร้านขายเสื้อผ้าของแม่ต้อยซึ่งเป็นเพื่อนรักกับแม่ และพี่สาวตัวกลมชื่อพี่หมอน หรือโมน่าก่อนเธอจะย้ายไปอยู่กับครอบครัวที่แวนคูเวอร์ประเทศแคนาดากลางเดือนกุมภาพันธ์ในปีเดียวกับที่เขาต้องย้ายโรงเรียนเพราะเหตุทะเลาะวิวาทนั้นเอง ลุงศักดิ์ดาถึงจะไม่ใช่พ่อแท้ แต่ชายคนนี้ก็เป็นต้นแบบเสมือนพ่อให้กับเขาตั้งแต่จำความได้ ด้วยความที่ทั้งแม่กับลุงศักดิ์ดาสนิทสนมกัน จึงมักมีข่าวลือเกี่ยวกับคนทั้งคู่ออกมาบ่อยๆ เขาก็ได้แต่หวังว่า วันหนึ่งหากแม่ยอมตกลงปลงใจแต่งงานกับลุงศักดิ์ดา เขาคงจะเบาใจไม่น้อย แต่เรื่องละเอียดอ่อนเช่นนี้ เขาเองได้แต่เก็บมันไว้ในใจเงียบๆ

เวลาผ่านไปอีกครึ่งปี ต้นฤดูหนาวอุณหภูมิในหุบเขาลดต่ำลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะเวลากลางคืน ความหนาวเย็นทำอะไรแม่ไม่ได้ก็จริง แต่กับยาย แกมักจะไม่ค่อยสบายอยู่ประจำ เงินในกระเป๋าเมื่อหักรายจ่ายอื่นๆแล้วยังพอมีเหลือ เขาจึงแอบซื้อผ้านวมเอาไว้ที่สวนอาหารสะบันงา 3 ผืน หวังว่าก่อนลมหนาวจะมา เขาจะหอบมันกลับไปให้ทุกๆคน ผืนหนึ่งให้แม่ ผืนหนึ่งให้ยาย และอีกผืนตั้งใจจะขอบคุณลุงศักดิ์ดาที่เป็นธุระแทนทุกอย่าง แล้วอยู่ๆ โชคก็เข้าข้างเมื่อ….

“นุ อีก 3 วันปีใหม่ละ…กลับบ้านนะ พี่จะไปหาลูกที่โคราช เดี๋ยวแวะส่ง ขากลับจะได้แวะรับกลับพร้อมกัน”

“จริงรึครับอาจารย์” เขาถามกลับเร็วๆ และขณะที่กำลังยืนจิบกาแฟในห้องนั่งเล่น แววตาที่เกิดประกายความหวังอยู่เต็มเปรี่ยมกำลังมองผ่านหน้าต่างที่เปิดยาวถึงพื้นไปตกยังสวนไม้ใบตระกูล ว่านใกล้ๆ กับน้ำตกจำลองขนาดสูงท่วมหัว อาจารย์พิชัยเดินเข้ามาหาจากด้านหลัง

“เรียกพี่ซิ” พลางใช้ระดับเสียงกระซิบที่ข้างหู ทุกสัดส่วนแนบชิดกับแผ่นหลังของเขาราวกับจงใจ “เรียกพี่ได้ไหม” อาจารย์ทวนอีกด้วยน้ำเสียงวิงวอนก่อนจะโอบแขนรอบเอวไว้แบบหลวมๆ ลมหนาวที่กรุงเทพฯ ไม่ทันจะรู้สึก วันที่พวกเขาอยู่กันเพียงลำพัง กริยาแบบนี้จึงเป็นเรื่องปกติ อนุชัยลืมแครายราวกับโดนสาบและไม่ทันจะรู้สึกเช่นเดียวกับลมหนาวของกรุงเทพฯ

“ครับ…..” เขาตอบสั้นๆ ทั้งคู่นิ่งในท่านั้นนานกว่าปกติ “ผมสอบเสร็จวันพุธช่วงบ่าย”

“เราน่าจะออกเดินทางเช้าวันพฤหัสฯ”

“ครับ…..”

“ครับพี่ชัย” อาจารย์พิชัยพูดคำที่อยากได้ยินพร้อมกับดุลคางอุ่นๆ เข้ากับซอกคอด้านหลัง มันเย็นวาบชวนขนลุกแต่ก็ให้ความรู้สึกสดชื่นไปพร้อมกัน

“ครับ……”

เช้าวันพฤหัสบดี ลมหนาวบางๆ โรยตัวต่ำขนานไปกับลำแสงอุ่นๆ สีวะนิลา กลุ่มว่านหลากสีอวดช่อใบใหม่รับแดดแรกข้างน้ำตก เสียงจ๊อกแจ๊กรินไหลยังต่อเนื่อง เงาของคนในบ้านก็ยังอ้อยอิ่งไม่มีท่าทีเร่งรีบ บ้านหลังใหญ่ 2 ชั้นทูโทน ชั้นบนทาสีครีมชั้นล่างฉาบสีน้ำตาลกาแฟดำและดำสนิทกระทั้งผนังหินทรายที่เลื้อยตามรั้วอ้อมหลังน้ำตกไปหยุดมุมประตูรั้วหน้าบ้าน ทางทิศตะวันออกที่ทำด้วยสแตนเลสมันวาวกว้างราวๆ 4 เมตร บางลำแสงของแดดแรกระทบเหลี่ยมสแตนเลส สะท้อนวิบวับเข้ามาถึงภายใน ห้องนั่งเล่นในเวลานี้จึงมีไฟกระพริบแบบเดียวกับห้องดนตรีไม่ผิดเพี้ยน อนุชัยหอบกระเป๋าขาดๆเพียงใบเดียวมาวางรอใกล้ๆ ประตูทางออกที่เปิดสู่โรงจอดรถ เขาเดินผ่านห้องรับแขกมานั่งมองทุกสรรพสิ่งที่ว่าราวต้องการจะจมอยู่ตรงนั้นให้นาน นาน นานผ่านไปกี่นาทีแล้วนะ นาฬิกาก็เป็นแค่นาฬิกา จนกระทั้งมีของสิ่งหนึ่งมาวางไว้ใกล้ๆ ราวต้องการจะให้แปลกใจ

“อะไรครับอาจารย์” อนุชัยถามทั้งๆ ที่ไม่ได้หันไปมอง

“บอกให้เรียกพี่” อาจารย์ยืนยิ้มพูดแกมบังคับด้วยประโยคเดิมๆ “โทรศัพท์ไง จะได้ติดต่อกันได้” เขาพูดต่อขณะยืนนิ่งอยู่แบบเดิม

อนุชัยแกะกล่องอย่างไม่รีบร้อน ความรู้สึกยินดีเผยให้อีกฝ่ายเห็นแวบแรก ก่อนอีกด้านจะตามมาสมทบ “ผมรับไม่ได้” เขาผลักมันออกเมื่อเห็นโทรศัพท์แพงหรูที่ประเมินแล้วว่า คนอย่างเขาไม่มีปัญญาแม้แต่จะคิด “มากเกินไป” เขาพูดต่อเบาๆ

“ไม่หรอก….ของพวกนี้พี่คิดดีแล้วว่าเหมาะกับนุ มันช่วยเหลือนุ ได้เกือบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงาน  เรื่องเรียน หรือเรื่องอื่นๆ” อาจารย์เอื้อมมือทั้งสองข้างจับไหล่แล้วพยักหน้าให้ “สำหรับพี่เล็กน้อยมากๆ เชื่อซิ!”

เขาถือโทรศัพท์ ลูบๆ คลำๆ ราวกับเป็นของวิเศษ “อาจารย์ ผมไม่มีปัญญาใช้คืนแน่ๆ” ขณะที่เขากำลังจะวางมันลงในกล่องอย่างเดิม เสียงเรียกเข้าก็ดังขึ้น เขาผงะมองหน้าอาจารย์ที่กำลังใช้โทรศัพท์รุ่นเดียวกันโทรเข้าโทรศัพท์เจ้าปัญหาพร้อมกับพยักหน้าใต้กรอบแว่นหนาเตอะแบบคนแก่ให้รับสาย….

“ฮัลโหล….ครับ” อนุชัยรับสายด้วยเสียงที่ไม่มั่นคง ก่อนจะลุกเดินเบือนหน้าหนีไปยังสวน

“สวัสดีครับคุณอนุ…ชัย”

“อาจารย์ ผมบอกแล้วไงครับว่าไม่ชอบให้เรียกแบบนั้น” อนุชัยตอกกลับด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ เขาหันหน้ากลับมาเผชิญตรงๆ

“พี่ก็แค่อยากเรียก…..” อาจารย์พิชัยหน้าสลดซีด เขานิ่งค้างแบบเดียวกับคนสำนึกผิด “พี่ขอโท…….ษ” ไม่ทันพูดจบอนุชัยก็โน้มคอเขามาฝังจูบ มันเป็นจูบแรกระหว่างผู้ชายกับผู้ชาย ไม่เหลือความขยะแขยงที่ควรจะสำแดงตัวตน มีเพียงอารมณ์ซาบซ่านเท่านั้นที่เข้ามาแทนที่ แครายเธออยู่ที่ไหน เขาเองก็ลืมเธออีกในเวลานั้น

“ขอบคุณครับอาจารย์” เขาเอ่ยในอีก 5 นาทีต่อมา

“เรียกพี่ได้ไหม” น้ำเสียงอาจารย์ยังไม่หลุดจากห้วงลึก….อนุชัยพยักหน้ายิ้มแทนคำตอบก่อนอาจารย์จะโน้มคอเขาบรรจงจูบเบาๆ ที่หน้าผาก….” ไปกันเถอะเดี๋ยวจะร้อน”

“ครับ”

มันเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขากันแน่ อนุชัย นายเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้เชียวรึ….นี้ไม่ใช่ห้วงสำนึกผิด-ชอบของตัวละครในเรื่อง แต่มันเป็นห้วงสำนึกของคนเขียนแอบนินทาตัวละครกับคนอ่านตรงๆ เรามาช่วยกันคิดนะครับว่า :  การที่ผู้ชายมีลูกมีเมียคนหนึ่งจะกลับมาหลงรักเด็กหนุ่มธรรมดาๆ เป็นไปได้หรือไม่?  หรือ : เด็กหนุ่มธรรมดาๆ ที่เคยผ่านการมีแฟนเป็นผู้หญิงเต็มตัวมาแล้ว จะหลงรักผู้ชายที่มีแต่ให้แบบอาจารย์พิชัย จิ๊ !จิ๊!…มีความเป็นไปได้สักกี่เปอร์เซ็นต์กัน  หรือว่าลึกๆ อาจจะเป็นเพราะการที่ อนุชัยขาดพ่อแท้ๆ มาตั้งแต่เกิด แล้วอยู่ๆ ก็มีชายที่มีอายุใกล้เคียงกับพ่อมาปฏิบัติต่อเขา ให้ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับเขาคือลูกชาย  ในมุมสำนึกความรักของเด็กหนุ่มที่มีต่ออาจารย์พิชัย มีความเป็นไปได้สักแง่หนึ่งของอารมณ์ไหม? ที่จะมองชายที่อยู่ตรงหน้าเปรียบเสมือนพ่อ :  การแสดงความรักจึงเป็นไปอย่างสะเปะสะปะไร้ทิศทาง….ครับทั้งหมดทั้งมวลคงมีเพียงรสจูบเมื่อครู่เท่านั้นคือคำตอบ…คุณว่าไหม แปะมือกับผมที

รถ BMW สีดำแล่นไปตามถนนมิตรภาพ ผ่านตัวเมืองจังหวัดสระบุรี ผ่านอำเภอแก่งคอยก่อนจะเลี้ยวซ้ายเข้าไปในถนนเส้นรองที่มีป้ายบอกว่า “ไปอำเภอมวกเหล็ก” บ้านของอนุชัยอยู่ที่นี้ รถ BMW. จอดชิดข้างถนนที่ฝั่งหนึ่งเป็นตึกแถวเก่าๆ โทรมๆ อีกฝั่งก็เป็นสถานที่ราชการรั้วปูนโล่งๆ ทาสีม่วงเข้ม อนุชัยลงจากรถเดินอ้อมไปด้านหลังเพื่อเปิดเอาผ้านวม  3 ผืน แต่อาจารย์ก็แย่งไปช่วยถือ 1 ผืนก่อนทั้งคู่จะเดินเข้าสู่ตรอกเล็กๆ ที่ไม่มีชื่อ อาจารย์พิชัยสำรวจสะภาพแวดล้อมด้วยแววตาโศกสลดดีดดิ้นกำลังอ่านความขมขืนเงียบๆ ผิดกับเด็กหนุ่มคนละโลก แม่กำลังทอดกล้วยอยู่ที่เดิม โดยมีชายวัยกลางคนกลังนั่งปลอกกล้วยห่ามๆ อยู่กับแคร่ไม้เก่าๆ ทั้งคู่จึงหันหลังให้เขาอย่างสมบูรณ์แบบ

“แม่” อนุชัยทักขณะยืนยิ้มด้วยแววตาไม่ต่างกับแอ่งน้ำผุดในซอกหินกำลังจะล้น  “แม่” เขาเรียกเสียงดังขึ้นอีก หญิงวัยกลางคนจึงเงยหน้าจากกระทะมาเผชิญ

“อ้าวนุ…..มากับใครลูก” ชายวัยกลางคนทักขึ้นมาก่อน

ชายผู้เปรียบเสมือนพ่อ

“ลุงศักดิ์….สวัสดีครับ” เขาทักชายผู้เปรียบเสมือนพ่อก่อนจะแนะนำคนทั้งหมดให้รู้จักกัน อาจารย์พิชัยทำอะไรไม่ถูกได้แต่ผงกหัวยิ้มหงึกๆ ทางนั้นที ทางนี้ที สะภาพบ้านที่โทรมๆ เกือบทรุดทำให้เขายิ้มได้ไม่นานนัก หลังจากนั้นเด็กหนุ่มก็นำเขาเข้าไปภายในเพื่อพบกับยายที่ขยับแข่งขาแต่ละทีต้องใช้เวลานานกว่าธรรมดา เขาเข้าไปกอดซบใบหน้าขาวๆ บนตักหญิงชรา ช่างเป็นภาพที่อาจารย์หนุ่มแทบจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่….ชายผู้เปรียบเสมือนพ่อเดินอ้อมเข้ามาสมทบพลางเอ่ยขึ้น

“อาจารย์กินข้าวก่อนค่อยเดินทางต่อนะครับ”

“ใช่คะ….ดิฉันได้ทำอาหารรอไว้แล้ว” แม่เอ่ยชวนอีกคน หลังเดินตามเข้ามายืนด้านหลัง

อาจารย์พิชัยแอบซับน้ำตาด้วยหลังมือก่อนจะพยักหน้า

ทั้งหมดจบอาหารเช้าด้วยเสียงหัวเราะ อาจารย์พิชัยจึงพูดขึ้น “พี่สมรครับ ผมอยากเป็นผู้ปกครองของอนุชัย ไม่ทราบว่าทั้งพี่สมรกับยายจะเห็นดีหรือไม่ครับ”

“โอ้ย! มันก็เป็นเรื่องดีอยู่แล้ว ใช่ไหมแม่สมร” ลุงศักดิ์ดาสวนขึ้นทันที ส่วนแม่ได้แต่ยิ้มปลื้มๆ

“นุ มันโชคดีนะคะที่ได้รู้จักกับอาจารย์ ดิฉันฝากลูกชายด้วยนะคะ ดื้อก็ลงโทษได้ ดิฉันอนุญาต ฮาๆ”

“แม่” อนุชัยพยายามเบรก แต่ก็โดนลุงศักดิ์ดาสวนขึ้นมาอีก

“ผมรักเขาเหมือนลูกชายเช่นกัน อย่างไรฝากมันด้วยนะ นุ เป็นเด็กดี ผมรับรอง”

“ครับอย่างนั้นผมก็ขอบคุณทุกๆ คนเป็นที่สุด…”

“ฝากหลานอิฉันด้วยนะอาจารย์” ยายเอ่ยขึ้นบ้าง

“แหม นึกว่ายายไม่ได้ยิน” อนุชัยแซว ยายเอาแต่หัวเราะเอิ๊กอ๊ากไม่ค่อยมีเสียง

“อุ้ย ช่วงนี้ยายสุขภาพดีขึ้นน่า!….อย่าได้นินทาเชียว แกได้ยินหมดแหละ ฮา ฮา ฮา” ลุงศักดิ์ดาพูดไปหัวเราะไป

…..ครับบางครั้งความสุขก็ไม่ต้องการอะไรมากมาย  ใช่ว่ามีบ้านหลังใหญ่แล้วจะฝันหวาน  ใช่ว่ามีเงินมีทองแล้วความสุขจะตามมา  ใช่ว่ามีบริวารล้อมหน้าล้อมหลังแล้วเผลอคิดว่านั้นแหละคือชีวิต…ไม่ใช่!….ย้ำเสียงดังๆ นั้นนะล้วนแต่เป็นความสุขจอมปลอมทั้งสิ้น!

อาจารย์พิชัยเงยใบหน้าที่ปลื้มปริ่มไล่อารมณ์สำรวจไปทีละคน เขากล่าวคำลาในขณะที่เผลอคิดว่า สิ่งสำคัญกำลังจะแยกจาก…กระนั้นขณะที่รถ BMW แล่นอยู่บนทางโค้งสันเขื่อนลำตะคอง เขาก็กดโทรศัพท์เข้าอีกเครื่อง

“ฮัลโหล” เสียงอนุชัยรับสาย

“จากกันแป๊บๆ ก็คิดถึง นุ อีกละ” อาจารย์ยิ้มๆ เกรงๆ บอกท่าทีว่ากำลังรอลุ้นสัญญาณบางอย่าง

“ครับ…พี่ชัย…..”

และคำพูดที่เด็กหนุ่มตอบกลับ ทำเอาน้ำตาของเขาล้นทะลักแบบไม่ทันตั้งตัว มันเป็นคำพูดที่อยากได้ยินมากถึงมากที่สุด

“ครับ” อาจารย์หนุ่มไม่สามารถตอบกลับอะไรต่อได้อีก ความเร็วของรถ BMW ที่กำลังลงเนินผ่านลานตะแบกสีม่วงที่กำลังสะบัดช่อกลางลมหนาวทักทาย ทำให้เขายิ่งหนาวออกมาจากข้างใน แดดปะแป้งสีขาวระยิบไปทั่วทั้งผิวน้ำเหนือเขื่อน  อีกด้านคล้ายลำตะคองกำลังหัวเราะ ตะแบกกำลังส่งยิ้ม คงมีเพียงเขาคนเดียวกระมังที่ร้องไห้เพราะปลื้มจุกๆ อยู่คนเดียว

“ขับรถดีๆ นะ นุ จะรอพี่กลับมารับ”

“ครับ…ครับ ครับผม”

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →