ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 1

ตอนที่ 1 “คืนแรกบนถนน 88”

ก่อนเรื่องราวของผมกับพี่สาวตัวกลมที่ผมจะมักจะเรียกเธอติดปากว่า My Big Angels จะเริ่มต้นขึ้นนั้น ขออธิบายเพื่อเป็นข้อมูล ที่มาที่ไปของเรื่องราวคร่าวๆสักนิดดังนี้ ประเด็นแรกผมต้องออกตัวไว้ ณ.ที่นี้ก่อนเลยนะครับ ผมไม่ใช่นักเขียนมืออาชีพ คำบางคำ ภาษาบางประโยคอาจจะไม่ราบเรียบ ขลุกขลัก ต้องขออภัยไว้ด้วย

ประเด็นต่อมาหลังจากที่ผมกลับมาจากแวนคูเวอร์ได้ 2 เดือน นางฟ้าตัวกลมมีความจำเป็นต้องย้ายที่นอนจากบ้านสีขาวทรงบาวาเรียน 2 ชั้นบนถนน 88 ไปยังโรงพยาบาลเชอร์รีย์ นางไลน์มาหาและเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง และประเด็นสำคัญเวลานางนอนนิ่งๆ นางรู้สึกอึดอัดไม่ค่อยสบาย อยากอ่านหนังสือสักเล่ม นางเป็นคนแคนาดาครับแต่สามารถอ่านภาษาไทยได้ 80-90 เปอร์เซ็นต์ นางเลยขอร้องร้องแกมบังคับให้ผมเขียนเรื่องที่เกิดขึ้นระหว่างเรา ทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ ความสัมพันธ์และมิตรภาพที่ยาวนานให้ตื่นจากหลับใหล และนี้ก็คือที่มาของเรื่องที่ผมจะนำเสนอ ยอมรับบางส่วนผมแต่งเสริม แต่ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจริง จากอดีตที่เมืองไทยเหินข้ามมหาสมุทรแปซิฟิกสู่เวลาปัจจุบันที่แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ใครชอบแนวท่องเที่ยวผจญภัยไร้พรมแดนก็น่าจะพออ่านได้ ใครชอบแนวดราม่านิยายน้ำเน่านิดๆ ก็น่าจะไหว ส่วนใครอยากจะเรียนรู้วัฒนธรรม สภาพบ้านเมือง ประวัติศาสตร์บางสถานที่และแหล่งท่องเที่ยวในเมืองที่ถูกจัดว่าน่าอยู่อันดับต้นๆของโลกก็ไม่ควรพลาด….อ่านไปเรื่อยๆ ผิดๆ ถูกๆ ก็ให้อภัยกัน ประโยชน์มีแน่นอน ไม่มากก็น้อย กราบขอบพระคุณล่วงหน้า เรามาเริ่มต้นกันเลยนะครับ

คืนแรกบนถนน 88 เชอร์รีย์ เมืองแวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ผมขึ้นไปนอนบนห้องที่อาเจ่กับพี่เขยจัดไว้ให้ สารภาพผมนอนไม่หลับทั้งคืน อาจจะเป็นอาการอันเนื่องมาจากนั่งเครื่องบินย้อนเวลากว่า 15 ชั่วโมงที่เรียกว่า Jet lag ก็เป็นไปได้ ผมกลิ้งไปกลิ้งมาพยายามนิ่งฟังเสียงรถยนต์บนถนน 88 หน้าบ้านก็ยังเงียบกริบราวกับบ้านสีขาวหลังนี้สร้างแทรกอยู่กลางป่าสนก็มิปาน และไม่ทันจะสว่างดีนัก 04.00 น. อาเจ่ตัวกลมก็กลิ้งคลุ คละ คลุ คละขึ้นมาตามบันไดเวียน เราวางแผนกันไว้ตั้งแต่เมื่อวาน เช้านี้จะไปเก็บบลูเบอร์รี่กัน

“ทิมมี่ ทิมมี่” เธอเคาะประตูเรียกเบาๆ

“ฮื่อ…” ผมตอบพร้อมกับลุกเดินเขะขะๆไปเข้าห้องน้ำที่อยู่ชั้นล่าง ผมล้างหน้าแบบลวกๆ ก่อนเอากางเกง เสื้อและรองเท้าของไอ้ลูกปลา (หลานชายคนโต) มาสวม ซึ่งหุ่นเอเชียอย่างผมกับเด็กฝรั่งวัย 12 ปีที่นี้ช่างพอเหมาะพอเจาะกันอย่างไม่น่าเชื่อ อาเจ่ชงกาแฟแก้วใหญ่ๆ คนละแก้วก่อนจะสวม Jacket สีเทาทับเสื้อยืดสีหม่นๆ เราเปิดประตูเดินฝ่าความมืดสลัวไปยังรถยนต์คันใหญ่สีขาวที่จอดทิ้งไว้หลังบ้านที่มีซอยเล็กๆ ขนานไปกับถนนใหญ่

อาเจ่ยื่นกุญแจรถให้ “ผมไม่ได้ทำใบขับขี่สากลมา” ผมบอกเธอขณะกำลังสำรวจสภาพแวดล้อมที่แปลกตาด้วยความตื่นเต้น

อาเจ่เลยหาเรื่องทะเลาะ “ถ้าคราวหน้าเธอไม่ทำใบขับขี่มาให้เรียบร้อย เธอก็ลงไปเดินบนถนนก็แล้วกัน” แว๊ดๆจบเธอก็ส่ายตูดกลมๆ รูปกะละมังเบอร์42 อ้อมขึ้นไปนั่งประจำตำแหน่ง

“OK” ผมตอบกลับสั้นๆ ง่ายๆ จึงเรียกเสียงหัวเราะรัวลั่นอันเป็นเสน่ห์ของเธอได้ 1 ดอก

“ฮะๆๆๆๆๆ” ฟ้าเช้าๆ สีน้ำเงินเข้มตัดยอดสนที่ยืนตระหง่านดุจกำแพงเมืองจีนรายล้อมหมู่บ้านและทุกๆ ที่ทำให้แขกผู้มาเยือนเมืองนี้ครั้งแรกตื่นตาตื่นใจยิ่งนัก และยิ่งตะลึงพึงเพลิดอย่างเหลือเชื่อเมื่อรถยนต์วิ่งออกจากถนน 88 ผ่านต้นเมเปิ้ลสีม่วงสูงใหญ่รกครึ้มหน้าบ้านทรงบาวาเรียนชั้นเดียวสีฟ้าอ่อนบนถนน 160 ST. “WOW” ผมอุทานเป็นภาษาอังกฤษ สภาพบ้านเมืองที่ดูสะอาดเป็นระเบียบก่อนจะถึงแยกซุปเปอร์มาร์เก็ตของคนอินเดียบนถนน Fraser Highway ประมาณ 200 เมตร สำหรับผม…มันวิเศษมาก

“ทิมมี่ หนาวเหรอเธอ” อาเจ่ตัวกลมถามขณะปรับเปิดฮิตเตอร์ในรถให้แรงขึ้น เสียงหึ่งๆ คลอไปกับ

เสียงเครื่องยนต์ข้างนอกผมไม่ค่อยใส่ใจเท่าภาพทุ่งโล่งๆ สลับป่าสนทุกทิศทุกทาง ใช่บรรยากาศแบบนี้ทำให้ผมหายใจคล่องขึ้นอย่างไม่น่าเชื่อ ผมมองซ้ายสลับขวาราวกับคนกลัวพลาดหลายสิ่งก่อนจะตอบเธอ “เย็นๆ หนาวๆ” พร้อมกับห่อแจ๊กเก๊ตสีดำให้กระชับตัวแน่นขึ้น

“บ้าไปแล้ว…เนี่ยฉานร้อนจะตายชัก ยังต้องทนเปิดฮิตเตอร์ให้เธออีก…อะไรกันเนี่ย” อาเจ่ตัวกลมบ่นกระปิดกระปอย… “ทิมมี่ ดูนั้น ทิมมี่ดูนี้ นั่นๆ….” เธอชี้นิ้วป้อมไปทางนั้นทีทางนี้ทีไม่หยุด ความกระตือรือร้นที่แสดงออกมาทำเอาผมอดขำไม่ได้ “โอ้ยยยย เธอ….ฉานร้อน ร้อนมากๆ จนอยากจะถอดเสื้อผ้าทิ้งแล้วเนี่ย….จะหนาวอะไรของเธอเหอะทิมมี่”

“แหม..เจ่ก็ผมพึ่งมาจากเมืองไทยนี้น่า…หนาวสุดๆ ของผมเลยนะ ถ้าเจ่ไปเมืองไทยไม่ตับแล๊บรึ” ผมเรียกเสียงหัวเราะรัวลั่นของเธอได้อีก เราขับรถบนถนน Fraser Highway มุ่งหน้าสู่แลงค์เลย์ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ และราวๆ 2 ชั่วโมง พอถึงสี่แยกปั้มน้ำมันรูปใบเมเปิ้ลสีแดงก็เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนเล็กๆที่โล่งไร้รถยนต์สุดเหลี่ยมเขาเบื้องหน้า ถึงจะไม่มีรถบนถนน หรือทางแยก อาเจ่ก็ต้องชะลอจอดและหยุดรถจนกว่าไฟเขียวจะปล่อยให้ผ่านทุกแยก วินัยการขับขี่รถที่นี้ไม่ใช่แค่ดี แต่ดีมากๆ…อย่างกรณีคนจะข้ามถนน ถ้าข้ามบริเวณทางม้าลาย 3 แยก หรือ 4 แยก จะเห็นเสาไฟปรากฏปุ่มให้คนกด มันเป็นสัญลักษณ์รูปภาพที่เข้าใจทันทีถึงจะอ่านภาษาอังกฤษไม่ได้สักคำก็ตาม ใช่ครับที่กรุงเทพบ้านเราก็มี แต่ก็ยังไม่ครอบคลุม หรือหากจะข้ามถนนบนทางที่ไม่มีสัญญาณไฟหรือทางม้าลาย เมื่อคนขับมองเห็นว่ามีคนกำลังยืนรอ พวกเขาเต็มใจชะลอความเร็วพร้อมกับลดกระจกข้างโบกมือเป็นสัญญาณให้ข้ามถนนอย่างสุภาพชน เที่ยวนี้ผมมีเวลาอยู่แวนคูเวอร์ไม่ถึงเดือน กิริยาของสุภาพชนที่มีต่อทุกคน ทุกเชื้อชาติ ทุกๆสีผิวก็จะเป็นอย่างที่ได้อธิบายมาทุกที่ ทุกเวลา ไม่ว่าจะในเมืองหรือนอกเมืองก็ตาม อาเจ่บอกว่ากฎหมายจราจรของแคนาดาแรงและบังคับใช้อย่างจริงจัง….ไม่ว่าจะเป็นใคร นามสกุลดัง ญาติผัวน้องเพื่อนคนรู้จักของน้องชายสามี เพื่อนของเพื่อนจะไม่ได้รับอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

มองกลับมาที่บ้านเรา….หากกฎหมายบ้านเมืองถูกบังคับใช้อย่างเท่าเทียม เอาจริงเอาจังแบบเดียวกับแคนาดาแล้ว กรุงเทพและเมืองใหญ่ๆ ทั่วทุกภูมิภาคของไทยก็จะน่าอยู่ไม่แพ้แวนคูเวอร์เช่นกัน…ครับครั้งหน้าผมจะพาตะลุยป่าบลูเบอร์รี่ ดูซิว่าจินตนาการของคุณกับสะภาพความเป็นจริงจะใกล้เคียงกันรึเปล่า…ติดตามต่อไปนะครับ ผม Timmy Buto รายงานขณะนั่งอยู่ในรถยนต์คันใหญ่สีขาวที่กำลังเลี้ยวผ่านแยกถนน 200 ST เข้าสู่ถนน 24AVE เจอกันตอนต่อไป “ในป่าบลูเบอร์รี่ 1.” …สวัสดีครับ…

TIMMY BUTO July 16 2018

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →