ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 36

นิยายเชิงท่องเที่ยวนิยายเชิงท่องเที่ยว ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 36

ตอนที่ 36 “บ้านเล็กกลางป่าสน 4”

ผมกลับถึงบ้านเล็กกลางป่าสนราวๆ 2 ทุ่มครึ่ง ไม่ทันได้รายงานตัวกับสาวๆ แม่ก็ลากคอผมไปยังร้านพิซซ่า Glenwood Pizza&Pasta Shop ของคนอินเดียที่อยู่ห่างจากบ้านเล็กกลางป่าสนราวๆ 200 เมตร และห่างจากทางเข้าบ้านไอ้เบ๊บไม่ถึง 100 เมตร แม่สั่งพิซซ่าด้วยภาษาอังกฤษรัวๆ เร็วๆ ประมาณที่เหลือไม่ใช่หน้าที่ของแก แต่หนุ่มอินเดียก็เข้าใจ แกนั่งรอในร้าน ส่วนผมขอตัวออกไปหาซื้อของใช้ส่วนตัวที่ซุปเปอร์มาเกต IGA ฝั่งตรงข้ามเพราะลืมของหลายอย่างมาจากบ้านของนางฟ้าบนถนน 88 แปลงสีฟัน ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก สบู่ ครีมและไม่ลืมกล้วยหอมลูกใหญ่ๆจากอเมริกาใต้ 6 ลูกราคาเกือบๆ 2 เหรียญ ครัวซอง กาแฟและขนมปังกรอบโง่ๆอีก 1 ถุง ผมส่งตระกล้าให้น้องพนักงานสาวฝรั่งผมบลอนอายุไม่น่าเกิน 20 ปี เธอเป็นคนยิ้มง่ายอัธยาศัยดีแต่เสียอย่างเดียวติดพูดเร็วไปหน่อย บางคำผมถึงกับต้องขอให้เธอพูดใหม่ช้าๆ เธอแจ้งราคาทั้งหมด 16 เหรียญกับ 2 เซน ผมจึงยื่นเงินดอลล่าใบละ 20 เหรียญให้ เธอพูดเร็วๆอีก ผมได้ยินแต่คำว่า “แพ็ค” เลยเดาเอาเองว่าเธอน่าจะถามประมาณ

“เออ! คุณพี่ขา จะใส่ถุงพลาสติกหรือเปล่าคะ” (การซื้อของในซุปเปอร์มาเกตที่แวนคูเวอร์เขาจะไม่ใส่ถุงให้ลูกค้า ถ้าใครต้องการจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม)

ผมยิ้มแล้วตอบว่า “No….” ง่ายๆ

เธอตอบกลับ “OK…” พร้อมกับยิ้มให้อีก เป็นอันว่าผมเดาถูก

ที่สี่แยกถนน 24 Ave. ตัดกับถนน 200 St. มีทุกสิ่งอย่างครบครัน เพราะเหตุนี้กระมังทั้งแม่และป้าจั๊กกี้จึงอยากให้ผมมาอยู่ด้วย….เงาป่าสนเริ่มมืดเข้าสู่สีดำของรัตติกาล ประตูหน้าบ้านไอ้เบ๊บปิดสนิทเหมือนกับบ้านหลายๆหลังบนถนน 24 St. แสงโคมริมทางสีเหลืองค่อยๆสว่างขึ้นพร้อมกับแสงไฟจากหลอดนีออนสีขาวที่สาดกระทบป้ายสี่เหลี่ยมจัตุรัสสูงราวๆ 2 เมตร กว้าง 2 เมตรบอกชื่อหมู่บ้าน “Fern ridge Park 20071 24 Avenue” อันมีความหมายตรงตัวว่า “สวนเฟิร์นสันเขา 20071 ถนน 24” ที่ผมตั้งชื่อในแบบของตัวเองว่า “บ้านเล็กกลางป่าสน”

เราจบอาหารเย็นราว 3 ทุ่มนิดๆ พี่พรอยู่กินพิซซ่า ส้มตำบลูเบอร์รี่เขียวแดงที่แม่และป้าจั๊กกี้แอบติดกระเป๋ามาจากฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บสั้นๆก่อนจะขอตัวกลับไปรับคนงานอีกชุดตามเวลาที่ได้นัดหมายเอาไว้ล่วงหน้า นางฟ้าตัวกลมกับครอบครัวอยู่กับเราจนดึก วิลเลี่ยมหลานชายคนเล็กอยากได้หมอนสีดำรูปปีศาจ เขี้ยวแหลม หูยาวตามประสาเด็ก ผมใช้มือสเก็ตช์ลายปีศาจที่ว่าแล้วให้ดู วิลเลี่ยมชอบมากๆ ถึงกับลงทุนอ้อนวอนป้าจั๊กกี้ช่วยตัดให้เป็นของขวัญวันเกิดในเดือนหน้า ป้าจั๊กกี้รับปากทันควัน หลังจากนางฟ้าตัวกลมกับครอบครัวกลับไปแล้ว แกก็กุลีกุจอเข้าไปดึงกระสอบที่มีเศษผ้าอยู่เต็มนำมาจัดเรียงให้ได้ตามแบบสเก็ตช์

ต้องขอขยายเรื่องราวของป้าจั๊กกี้ให้ละเอียดเพิ่มอีกนิดหนึ่งนะครับ ก่อนจะมาอยู่แวนคูเวอร์อาชีพเดิมของแกคือเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้าในกรุงเทพฯ แก่เป็นช่างตัดเย็บเสื้อผ้าว่างั้น แกมาแวนคูเวอร์ในฐานะนักท่องเที่ยว หรืออาจจะเพราะบุพเพสันนิวาสนำทางให้แกมาพบสามีชาวแคนนาเดี้ยนอย่างละครึ่ง แกเลยตัดสินใจแต่งงานกระทั้งเลิกสามีเมื่อไม่กี่ปีมานี้เอง แกใช้ชีวิตโดดเดียวกระทั้งได้เจอกับแม่โดยบังเอิญบนเครื่องบินจากฮ่องกงมาแวนคูเวอร์ แกเป็นเพื่อนกับนางฟ้าตัวกลมมาก่อนโดยที่ไม่เคยรู้เลยว่าแม่ ผมและนางฟ้าตัวกลมเคยรู้จักสมัยเป็นเด็ก และเมื่อป้าจั๊กกี้แนะนำให้แม่รู้จักเพื่อน ความสัมผัสที่คิดว่าสาบสูญก็กลับเริ่มต้นขึ้นมาใหม่…นางฟ้าตัวกลมหาทางติดต่อผมโดยผ่านแม่

นิยายเชิงท่องเที่ยว

ครั้งแรกที่เราได้คุยกันบอกตรงๆ ผมยังจับต้นชนปลายไม่ถูก เราใช้เวลาทบทวนเรื่องราวเก่าๆนานพอสมควร ขณะนั้นนางฟ้าตัวกลมยังพูดไทยไม่ชัดด้วยซ้ำและผมเองก็ยังพูดภาษาอังกฤษไม่ดีเอาเสียเลย แม่เลยถือโอกาสเป็นครูเป็นเทรนเนอร์สอนภาษาอังกฤษแบบง่ายๆให้คนโง่ๆ โดยเฉพาะ กระทั้งผมกับนางฟ้าตัวกลมสามารถมาสื่อสารกันคนละครึ่งทาง…ภาษาไทยของนางฟ้าตัวกลมได้ราวๆ 70  เปอร์เซ็นต์ในเวลานั้น ส่วนภาษาอังกฤษผมจะได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์หรือเปล่าไม่แน่ใจ ก็เอาตัวรอดในต่างประเทศได้ประมาณนั้น เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ทีไรผมอดคิดถึงพ่อไม่ได้ เพราะที่ผมได้รู้จักกับพวกนางก็เพราะพ่อคนเดียว….พ่อจากผมไป 5 ปีแล้วครับ แต่ทุกครั้งที่ผมคุยผ่าน ไลน์หรือทวิตเตอร์กับพวกนางที่กระจายอยู่คนละมุมโลก ผมก็จะคิดถึงพ่อ อยากขอบคุณที่นำผมไปฝากไว้กับพวกนางระหว่างตะเวนหาซื้อควายเมื่อในอดีต….

“ขอบคุณครับพ่อ” ผมพึมพำขณะดึงผ้าห่มนวมหนาๆ ที่ป้าจั๊กกี้จัดไว้ให้มาคลุมระดับอก เกือบจะเที่ยงคืนละ อากาศที่บ้านเล็กกลางป่าสนกำลังสบาย มันเย็นระดับเปิดแอร์ 18  องศาในประเทศไทย ผมกระชับชายผ้าห่มให้แน่นขึ้น ยกผ้าห่มคลุมระดับคออีกทีก่อนจะหลับตาสู่ความว่างเปล่าสีดำ ขณะที่ในหัวยังคิดถึงพ่ออย่างต่อเนื่อง เห็นใบหน้าท่านยิ้มในมโนภาพสีดำขาวที่ค่อยๆจาง ค่อยๆเจือสู่เฉดสีดำ ผมยิ้ม ยิ้ม และก็ยิ้มสู่สีดำของนิทราอย่างสมบูรณ์….รัตติกาลที่สวนเฟิร์นสันเขาช่างยาวนาน มืดสนิทและเย็นสบายอย่างที่ไม่เคยสัมผัสจากที่ไหนมาก่อน นางฟ้าตัวกลมยังคงใช้ปีกบางๆเล็กๆไม่ได้ นางต้องลดน้ำหนักโดยด่วนหากต้องการโผขึ้นสู่สวรรค์ แต่ถึงนางจะบินไม่ไหว บนพื้นดินที่เป็นบ้านหลังหนึ่งก็ยังอบอุ่นในระดับที่เท่าเทียม ในฝันเกิดหลายๆเรื่องขึ้นพร้อมกัน ผมไม่เคยคิดจะจำแต่มันก็ถูกบันทึกไว้ในหัวอัตโนมัติ…

บ้านเล็กกลางป่าสนจบลงอย่างสมบูรณ์แล้วครับ แต่อีเมลจากคนที่ใช้นามแฝงว่า เดียร์เนี่ยวยังไม่จบ ยังมีอีก 4 ข้อความที่ผมยังไม่เปิดอ่าน ผมจะไม่เปิดอ่านตราบใดที่ยังเสพความสุขจากบ้านเล็กกลางป่าสนไม่อิ่ม หรืออาจจะไม่มีวันอิ่ม…ผมมีเวลาอยู่ที่นี้อีก 1 วันกับ 1 คืน ซึ่งจะเป็น 1 วันกับ 1 คืนที่ผมจะต้องตักตวงความสุขให้ได้มากที่สุด เพราะเมื่อกลับถึงประเทศไทยผมจะต้องใช้มันเพื่อข้ามเวลาที่ยุ่งยากนานา

……หนึ่งชีวิตนั้น สั้นนัก……

……แต่ก็รู้สึกถึงหนทางที่ยาวไกล……

……ไร้จุดหมายราวกับไม่มีวันสิ้นสุด..….

……ทั้งๆ ที่เวลามีจำกัด..…

……แต่ก็เห็นนิรันดรในแดดสุดท้าย……

…….พัน หมื่น แสน ล้าน ล้าน แสงทบ ……

……หนึ่งชีวิต แสนสั้น……

……แต่ก็ยาวนานเช่นเดิม…..

ผม Timmy Buto พบกันในโพสต์ต่อไป…ราตรีสวัสดิ์ครับ บาย บาย

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →