ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 35

ชายแดนประเทศแคนาดาชายแดนประเทศแคนาดา “มันไปถนนหมายเลข 0” เสียงแม่ต้อยบอกกับหลายๆ คน

ตอนที่ 35 “บ้านเล็กกลางป่าสน 3”

ช่วงบ่ายภาพหญิงวัย 65 ปีใส่หมวกแก๊ปปีกแดงหอบเอาเรี่ยวแรงและชีวิตจากประเทศไทยมาแลกเศษเงินที่แวนคูเวอร์ ทำให้ผมลำบากใจที่จะต้องปั้นจักยานหนีจากฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บในเวลานั้น ผมจึงถือกระเตะหรือถาดพลาสติกสีเทาขุ่นสำหรับใส่บลูเบอร์รี่ไปวางในตำแหน่งที่แม่กับป้าจั๊กกี่ยังเก็บบลูเบอร์รี่ไปไม่ถึง มือและนิ้วที่แตะคีย์บอร์ด-พิมพ์งาน-ลากเมาส์-ออกแบบ-เขียนแบบในคอมพิวเตอร์มา 20 ปี ค่อยๆ กวักรูดผลไม้สีน้ำเงินดำเล็กๆ ให้หลุดจากพวงใหญ่ นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางทั้ง 2 ข้างทำหน้าที่สะกิดบลูเบอร์รี่พร้อมบังคับให้มันไหลลงมากองกันที่อุ้งฝ่ามือรูปถ้วย โดยปล่อยให้บลูเบอร์รี่ที่ยังเป็นสีแดงและเขียวติดอยู่กับกิ่ง-พวงเดิมเพื่อรอให้สุกในรุ่นถัดไป ผมเริ่มชำนาญตั้งแต่เช้าวันที่ 2 ถึงแม้จะไม่ได้มาเก็บเต็มวันก็ตามที แดดบ่ายยังคงแรงอย่างต่อเนื่อง กระนั้นสายลมที่โชยผ่านอย่างต่อเนื่องช่วยคงอุณหภูมิพอจะระลึกไอน้ำแข็งมาห่อล้อมอยู่รอบๆตัวได้บ้าง เราเก็บไปคุยกันไป หัวเราะกันไป พอเต็ม 1 กระแตะผมก็จะยกไปตั้งซ้อนกันไว้หน้าแถวรอให้ไอ้เบ๊บยกไปชั่งน้ำหนักต่อ….วันนี้ผมกับแม่เราช่วยกันได้ราวๆ 400 พาวน์ก็ถือว่าเยอะพอสมควร ผมพึ่งจะเจอกับไอ้เบ๊บตอนค่ำๆ แม่ต้อยขอบลูเบอร์รี่ไว้ให้ผมนำกลับไปฝากแม่ที่ประเทศไทยอย่างคนตรงไปตรงมา

พ่อไอ้เบ๊บที่ได้ข่าวว่าเป็นเจ้าของฟาร์มที่ขี้เหนียวที่สุดก็กุลีกุจอตอบตกลง “OK OK…” พร้อมกับแนะนำให้ผมกับแม่ไปเก็บบลูเบอร์รี่แถวล่างสุดติดกับป่าสนทางทิศเหนือ เพราะบริเวณนั้นจะเป็นบลูเบอร์รี่ปลูกใหม่ลูกโตและหวานที่สุดของฟาร์ม ผมเห็นน้ำใจที่งดงามของพ่อไอ้เบ๊บ ภาพข่าวจากป้าจั๊กกี้ถูกลบออกจากหัวโดยพลัน ผมกล่าวขอบคุณไว้ล่วงหน้า… “I Hope to see you again next year” พ่อไอ้เบ๊บพูดส่งท้ายประมาณว่า “ฉันหวังว่าจะเจอคุณอีกครั้งในปีหน้า” ผมตอบ “I’m too.” ก็หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น

ชายแดนประเทศแคนาดา

ใกล้จะ 1 ทุ่มแล้ว….หากไม่ยกนาฬิกาขึ้นมาดูเวลาคงไม่รู้ว่านี้คือเวลาของรัตติกาล แม่ไล่ให้ผมปั้นจักยานกลับบ้านเล็กกลางป่าสนไปก่อน ส่วนแกกับป้าจั๊กกี้พี่พรจะเอารถฮอนด้าแอคคอร์ดสีดำไปส่ง แดดหนาวยังคงหนาวจนเจ็บหลังมือที่เปลือยเปล่าบนแฮนจักยาน ถนน 232St. โล่งสุดลูกตา เงาต้นสนและเมเปิ้ลสูงพาดข้ามถนนจนแทบไม่เห็นแสงตกกระทบพื้นยางมะตอย ผมไม่ได้เร่งรีบ ไม่ได้ออกแรงเยอะ ในใจผมปรารถนาอยากจะปั้นจักยานข้ามแยกถนน 16Ave. ตรงไปอีกเพียง 3 กม.ก็จะถึงเขตชายแดนของประเทศแคนาดากับประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว แดดซัมเมอร์ยังเหลืออีกหลายชั่วโมงกว่าจะมืด ผมหยุดรถอยู่กลางสี่แยกถนน 16Ave. ตัดกับถนน 232St. “ไหนๆก็มาแล้วคงใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมง” ผมคิดนำแบบได้ข้อสรุปในตัว ก่อนนกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้จะสะบัดปีกมุ่งหน้าสู่ถนนหมายเลข 0 Ave. อันเป็นชายแดนของประเทศสหรัฐอเมริกา แดดใกล้จะสุดท้ายของวันแล้วนะ…แต่ก็ไม่ทำให้นกป่าเปลี่ยนใจทั้งๆ ที่เป็นนกโลเลและลังเลตัวเดิม

หัวใจผมพองโตพร้อมกับอะดรีนาลีนในร่างกายพุ่งสูงสุดในสามโลก หากเกิดอะไรขึ้นกับผมร่างกายคงจะต้องอยู่ที่นี้ ผมคิดแต่ก็ไม่ได้หวาดกลัว

“คนไม่มีศาสนา อย่างกู ถ้าจะตายก็ปรารถนาให้ร่างที่เน่าเปื่อยเกิดประโยชน์กับต้นไม้หรือสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อย่างสูงสุดก็พอละ…” ผมภาวนาในใจรอบแล้วรอบเล่า กระทั้งจักยานมาถึงสามแยกที่เห็นเพียงเสาไฟฟ้าและป้ายสีเหลืองคาดดำบอกทางเลี้ยวซ้ายและขวาที่ปักไหล่ทางฝั่งตรงข้าม ซ้ายมือเป็นบ้านสีขาว 2 ชั้นมีแนวต้นสนต่างพันธ์จากที่นี้เป็นแนวรั้วรอบ ขวามือเป็นอาคารชั้นเดียว 2 หลังขนาดย่อมๆปลูกบนเนินหญ้าที่มีรั้วไม้ง่ายๆสูงราว 1 เมตรหรือต่ำกว่ากั้นแยก 2 ถึง 3 บล็อก จากการคาดคะเน บ้านหลังดังกล่าวน่าจะเป็นฟาร์มเลี้ยงสัตว์กินหญ้าซึ่งอาจจะเป็นไปได้ทั้ง วัว แกะ แพะ หรือม้าอย่างใดอย่างหนึ่งแน่นอน เพราะขณะที่ผมนั่งอยู่กับเบาะรถจักยานไม่ปรากฏสัตว์เลี้ยงเหล่านั้นให้เห็น ผมลงขาจอดจักยานแล้วเดินข้ามถนนไปอีกฝั่งซึ่งเป็นตำแหน่งเดียวกับป้ายเหลืองคาดดำ ผมพิจารณาสภาพภูมิศาสตร์รอบๆ ก่อนจะดึงกระดาษขนาด A4 ที่พับเป็น 4 ทบในกระเป่าเป้ออกมาอ่านพลางวิเคราะห์

“อ้อ ถนนหมายเลข 0 หรือ ถนน 0 Ave. อันเป็นถนนกำหนดเขตแดนประเทศนี้เอง” ผมยิ้มและก็ยิ้มอยู่คนเดียวราวกับเพิ่งตรัสรู้

“ผมมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกาแล้วครับ” ผมบอกตัวเองระดับพึมพำแต่ปลาบปลื้มสุดๆ ราวกับได้รับโล่เกียติยศอย่างใดอย่างนั้น สุดท้ายผมก็ยกข้อมือขึ้นมาดูเวลา “1 ทุ่มกับ 25 นาทีละ” แดดเริ่มพาดขนาดระดับหัวไหล่แต่ผมก็ยังยืนคิดต่อ ณ จุดเดิม (หากมีโอกาสกลับมาประเทศนี้อีก ผมจะไม่กลัวสิ่งใดอีกแล้ว) ผมให้เวลาตัวเองซึมซับบรรยากาศของประเทศในเขตหนาวจนรู้สึกอิ่ม ก่อนจะเดินกลับไปยังจักยานและปั้นมันกลับไปตามถนนเส้นเดิม โทรศัพท์มือถือแบตเตอร์รี่ใกล้จะหมดอีกตามเคย ผมไม่ใช้งานแม้จะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกสักภาพ (เผื่อไว้สำหรับคนโทรเข้า) ผมคิดและมันก็เป็นจริงเมื่อเสียงเรียกเข้าดังขึ้น ผมจอดจักยานชิดไหล่ทางเลนขวาระหว่างป่าสนรกทึบกับทุ่งหญ้ากว้างๆ ที่เห็นต้นเมเปิ้ลสีเขียวครึ้มเรียงกัน 45 ต้นในระยะ 200 เมตร

“ฮัลโหล….” ผมกรอกเสียงทั้งๆ ที่รู้ว่าเป็นใครโทรเข้ามา

“บักหล่าคำแพงอยู่ที่ไหน พวกฉันกับยายต้อยมาถึงบ้านแล้วนะเธอ”

ผมอมยิ้ม…“หลงทางหรือเปล่า…ยายต้อยจะเป็นจะตายแล้วนะ อ้าวๆ คุยกับแกหน่อย”

“ทิมมี่อยู่ที่ไหนลูก….ออกมาเป็นชั่วโมงแล้วยังไม่ถึงอีก แม่กับป้าจะเป็นบ้าตายแล้วนะ”

“ไม่เป็นไรอีกไม่เกิน 30 นาที น่าจะถึง….แวะมาถนนหมายเลข 0 นะ” ผมตอบกลับช้าๆ

“มันไปถนนหมายเลข 0” เสียงแม่ต้อยบอกกับหลายๆ คน “ถนนแนวชายแดนอเมริกา…โอ้น้อ!”

“ไม่ต้องห่วง รอผมแป๊บเดียวกำลังกลับละ”

“OK OK รีบๆ ละ”

ผมนึกถึงใบหน้าแม่กับนางฟ้าตัวกลมในเวลานี้ พร้อมกับนึกถึงใบหน้าเด็กสาวร่างป้อมที่ชื่อหมอนและใบหน้าสาวใหญ่วัยใกล้ 35 ปี เมื่อ 30 ปีก่อนอย่างคนมีคำถาม อะไรนะที่ทำให้เราทั้ง 3 ได้มาเกื้อหนุนกันและกันไม่จบสิ้น แต่ถึงจะเป็นเรื่องทำบุญร่วมชาติตักบาตรร่วมขันตามความเชื่อของชาวพุทธ ผมก็ไม่เกี่ยงที่จะยินดีและโอนผ่อนตาม…มีพวกนางแล้วผมรู้สึกอบอุ่นเท่านี้ก็มากพอแล้วกับคนมัวๆ มืดๆ….

……แดดสุดท้ายอยู่เบื้องหน้า……

……บนถนนที่ข้ากำลังไป……

……สลับเงาป่าสนและเมเปิ้ลหลากสี……

…….บัดนี้ในหัวข้าไร้สิ่งอื่น……

……นอกจากความว่างเปล่านานา……

ขอได้รับคำขอบคุณ ผม Timmy Buto รายงานจากถนนหมายเลข 0 ชายแดนประเทศแคนาดา กับ ประเทศสหรัฐอเมริกา พบกันในโพสต์หน้า “บ้านเล็กกลางป่าสน 4” เร็วนี้ๆ ไปแล้วครับแม่กับพี่สาวรอกินข้าวเย็น บาย บาย….

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →