ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 30

ตอนที่ 30 “ป๊อบปี้บานที่นาไนโม”

                เราออกเดินทางจากแคป์เบลล์ริเวอร์บ่าย 2 โมงนิดๆ แสงแดดสดใสสะท้อนผิวทะเล Salish Sea ดีดดิ้นระยิบระยับ หากคิดเพื่อให้ตัวเองเกิดความอาลัยอาวอนก็ประหนึ่งล้านมือของคนแคมป์เบลล์ริเวอร์กำลังโบกอำลา ครั้งหนึ่งผมเคยคิดจะไปอยู่ชิมะ จังหวัดมิเอะ ประเทศญี่ปุ่น ตามคำแนะของไอ้คุณ ผมแพลนไปทดลองอยู่ที่นั้น 3 เดือน แต่ผ่านไปแค่เดือนกว่าๆผมก็ต้องยกมือยอมแพ้ ผมไม่เคยโบกมือลามิเอะ เหมือนเช่นที่กำลังยกมือผ่านช่องกระจกข้างรถเพื่อสัมผัสความเย็นของแคมป์เบลล์ริเวอร์ในเวลานี้  ไม่ใช่แค่อยากจะบอกลาเพียงด้านเดียวแต่อยากจะสัมผัสความเป็นที่นี้จนกว่าจะถึงนาไนโมต่างหาก

                “บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย ขาเอื้อยใหญ่รึเปล่า” นั้นไงขบวนการหาเรื่องด่ากูมาอีกละ พูดตามตรงนะบางครั้งก็รำคาญนางสุดๆ แต่บางครั้งคำๆนี้ก็เสริมบรรยากาศไม่ให้เซ็งได้ในเวลาเดียวกัน

                “Sorry, I can’t understanding, again please” ผมดัดเสียงให้ใกล้เคียงกับระดับกระแดะ 99 เปอร์เซ็นต์ ประมาณว่า “เสียใจนะจ๊ะ! ฉันไม่เข้าใจ พูดใหม่ซิเธอ นะ นะ นะ นะ” นางฟ้าตัวกลมโยนฝ่ามือลงบนหัวผมแรงๆพร้อมกับระเบิดเสียงหัวเราะรัวลั่นอันเป็นเอกลักษณ์ เฮียจัสที่กำลังขับรถเองก็อดขำตามเธอไม่ได้ ทั้งๆที่เข้าใจในการสื่อสารระหว่างเราแค่ 50 เปอร์เซ็นต์

                “โอ้ยน้อ…ให้เดินกลับเลยดีไหมเนี้ย HA HA HA HA” นางฟ้าตัวกลมหัวเราะเป็นภาษาอังกฤษอีก…

                เรามาถึงนาไนโมอันเป็นท่าเรือเฟอร์รี่สำหรับข้ามฟากไปยังแวนคูเวอร์บ่าย 4 โมงนิดๆ ตารางเดินเรือเที่ยวต่อไปคือ 5 โมง 20 นาที เพราะฉะนั้นเราจึงมีเวลาเดินเล่นไปรอบลานกว้างๆ ประมาณ 1 ชั่วโมงนิดๆ ผมหลานชาย 2 คนพร้อมกับเฮียจัสตรงดิ่งไปยังอาคารพักคอยอันเป็นศูนย์รวมของผู้โดยสาร ภายในอาคารมีทุกสิ่งทุกอย่างให้เลือก เสื้อผ้า กระเป๋า ของที่ระลึก และที่ผมสนใจสุดเห็นจะเป็นร้านขายกาแฟที่ยังไม่ได้ดื่มเลยตั้งแต่เที่ยง นางฟ้าตัวกลมฝากซื้อกาแฟนมข้นๆ แก้วหนึ่ง ผมเลยสั่งขนาดกลาง 2 แก้ว ขณะที่นั่งรอ เฮียจัสที่พึ่งออกมาจากห้องน้ำก็ตรงดิ่งมานั่งลงเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วเอ่ยถามผมว่า

“You OK” ผมตอบว่าก็ดี พร้อมกับกล่าวขอบคุณอย่างเป็นทางการ เขาตอบกลับในแบบฝรั่งใจเย็นว่า ปีหน้าพวกเราหวังว่าคุณจะกลับมาเยี่ยมอีก ผมขอบคุณ “และหวังว่าจะเป็นเช่นนั้น”

ผมถือกาแฟ 2 แก้วเดินกลับไปหานางฟ้าตัวกลมที่นั่งรออยู่กับม้านั่งหินขัดสีดำ ที่อยู่อีกฝั่งของลานโล่งติดกับรั้วตะแกรงเหล็กใกล้ๆ กับรถที่จอดรอคิวจะขึ้นเรือ

                ลำแสงจากดวงอาทิตย์สาดฉายยังแรงไม่ตกตั้งแต่เที่ยง แต่องศาที่ค่อยๆ ขนานไปกับพื้นก็ยังแหลมคมราวกับดาบคาตานะ (ทำไมผมต้องคิดถึงซามูไรด้วยนะ) ผมเป่าลมออกจากปากและเบนสายตาไปยังรถหลายคันที่กำลังขับวนตามกันมาจอดรอคิวคันแล้วคันเล่า ผู้โดยสารก็ทยอยลงจากรถเดินไปเดินมาขวักไขว่จนทั่วบริเวณ ผมยื่นกาแฟให้นางฟ้าตัวกลมพร้อมกับหย่อนก้นลงข้างๆ นางเลยถือโอกาสใช้แผ่นหลังผมแทนพนักพิง มันเป็นสัมผัสที่ผิดธรรมดาสำหรับผม ผิดวิสัยที่ผมคุ้นชิน ผมละอ้าย อาย! และอายมากๆเมื่อนางเบียดแน่นขึ้นและแน่นขึ้น

                “โอ้ยเบื่อ!” ผมหลุดคำสบถเสียงดังพร้อมกับลุกเดินออกจากตรงนั้น โดยไม่ทันฉุกคิดถึงเรื่องอื่นเลยสักนิด ผมเดินเกาะรั้วตะแกรงเหล็กไปเรื่อยๆ เรื่อยๆ ล่องลอยอยู่กับสายลมบางๆ นางฟ้าตัวกลมได้แต่มองตามแผ่นหลัง แต่ทันใดนั้นสายตาผมก็ปะเข้ากับพุ่มดอกไม้สีแดงสดหลังรั้วโดยบังเอิญ

“โอ้ย! WOW! สวยเหลือเกิน” กลีบบางๆสีแดงสะดุดตาตรงกลางเกสรเป็นวงกลมสีดำคล้ายกับดอกป๊อบปี้ที่ผมเคยเห็นแต่ดอกไม้ประดิษฐ์ในวันทหารผ่านศึก ทุกๆวันที่ 3 กุมภาพันธ์ มันจะเป็นดอกป๊อบปี้หรือเปล่าน่า….ผมสงสัย และสงสัยมากขึ้นจึงโบกมือเรียกนางฟ้าตัวกลมที่กำลังทำหน้างอง้ำอย่างจงใจให้นางรีบๆเดินเข้ามาหา

                “นั้นใช่ดอกป๊อบปี้หรือเปล่า” ผมถามจากระยะที่คาดว่านางได้ยิน นางฟ้าตัวกลมจ้องไปยังกลุ่มดอกไม้ที่ผมหมายถึง….สักพัก

                “ใช่! นั้นละดอกป๊อบปี้ ทำไมมันมาเกิดตรงนี้ละ ปกติเขาจะปลูกในฟาร์มนะ” นางฟ้าตัวกลมพูดเสียงนิ่งๆ แล้วก็เงียบ เงียบๆ นางเงียบ ผมก็เอาแต่มอง มอง เอียงกล้องมือถือหามุมที่ดีที่สุดเพื่อจะดึงภาพนั้นให้ชัดเจนขึ้นมา กระทั้งเสียงเย็นยะเยือกของนางฟ้าตัวกลมดังขึ้นอีก “ทิมมี่! ถ้าฉันทำอะไรให้ไม่พอใจ ฉันขอโทษนะ ถึงเราจะเคยผูกข้อไม้ข้อมือเป็นพี่น้องกัน แต่นั้นก็ 30 ปีที่แล้วและเป็น 30 ปีที่เราไม่เคยเจอกันเลย ฉันอาจจะยังไม่รู้จักเธอดีพอ…”

                ผมตกใจนิดๆ….ในหัวรีบไตร่ตรองทบทวนว่าเกิดอะไรขึ้นทั้งๆที่รู้อยู่แล้วแบบ 50 เปอร์เซ็นต์ “เกิดอะไรขึ้นอาเจ่…ทำไมจึงพูดแบบนั้นละ”

                “บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย…ก็เธอทำเหมือนรังเกียจฉันนะ” นางฟ้าตัวกลมตะเบ็งประโยคสุดท้ายแหลมสูงพร้อมกับกระทืบเท้าแบบเดียวกับเด็กสาววัยรุ่นอยากได้ของจากพ่อแม่

                ผมหลุดขำกร๊าก! “ฮาๆๆๆๆๆ”

                “ทิมมี่นะ….เธอรังเกียจฉันใช่ไหม”

                “ผมอายนะเจ่….ไม่เคยมีผู้หญิงมานั่งเบียดพิงหลังผมแบบนั้นมาก่อน….”

                “อายเหรอ อายทำไมละ…ทำไมต้องอายด้วย HA HA HA HA” นางฟ้าตัวกลมหัวเราะยาวๆจนไอโขลกๆ

                “ผมไม่ชินกับผู้หญิง…” ผมตอบตรงๆ แล้วสายตาผมก็จบลงที่สีแดงสดของดอกป๊อบปี้ในเปลวแดดสีส้มอีก “สีแดงของดอกป๊อบปี้ เป็นแดงเฉดสีเลือด เพราะแบบนี้จึงกลายเป็นดอกไม้สัญลักษณ์ในวันทหารผ่านศึกใช่ไหม”

                “ใช้ระลึกถึงเดียร์เนียวก็ได้นิ!….ผ่านศึกมาด้วยกัน แม้จะไม่ใช่ศึกสงคราม แต่สนามชีวิตก็ถือว่าเป็นสนามรบ…การใช้ดอกป๊อบปี้แทนความทรงจำของพวกเธอก็ไม่น่าจะผิดนะ” นางฟ้าตัวกลมพูดอย่างคนประเมิน

                ผมหันไปคว้ามือเธอแล้วบีบแน่นๆ… “ทำไมต้องพูดชื่อเขาขึ้นมาให้ผมได้ยินอีก มันน่าจะจบที่หาดหินที่แคมป์เบลล์ริเวอร์แล้วนะ”

                “เธอต่างหากทิมมี่ที่ไม่ยอมจบ…” นางฟ้าตากลมพูดเสียงดุดันพร้อมกับทิ้งเวลาให้ค่อยๆผ่านไป “รูปท่านรองรัฐมนตรียังอยู่ในกระเป๋าสตางค์ไม่ใช่รึไง” นางฟ้าตัวกลมกระแทกเสียงแหลมๆใส่ “มันไม่ผิดหรอก ความทรงจำดีๆถ้าเก็บไว้กับตัวจนวันตายก็ไม่ผิด แต่ความทรงจำเลวๆถ้ายังเก็บไว้ก็ถือว่าผิดมหันต์”

                “………..” ก้อนเนื้อแข็งๆเลื่อนขึ้นมาจุกอยู่ที่ลำคอ ผมพูดอะไรไม่ออก มีเพียงมือเท่านั้นที่สื่อสารแทนคำขอบคุณ

“ที่สมรภูมิฟลานเดอร์ส เบลเยี่ยมและเนเธอร์แลนด์ระหว่างสัมพันธมิตรและเยอรมัน สมัยสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งนั้นทหารพันธมิตรได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก จอมพลเอิร์ล ออฟ เฮก ผู้บัญชาการรบได้เห็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่น่าพิศวงและน่าพิสมัยไปพร้อมกัน ณ สมรภูมิดังกล่าวบริเวณหลุมฝังศพทหาร ได้มีดอกป๊อปปี้ป่าเกิดขึ้นอย่างดารดาษ จนทำให้เกิดเป็นลานสีแดงฉานสวยงามไปทั้งบริเวณ และนับตั้งแต่นั้นดอกป๊อปปี้จึงกลายมาเป็นดอกไม้อนุสรณ์แห่งวีรกรรม เพื่อเตือนใจให้ระลึกถึงเลือดสีแดงที่ได้เสียสละของพวกเขา….” นางฟ้าตัวกลมเล่าเรื่องจริงราวกับเล่านิทานให้เด็กชายวัย 9 ขวบฟัง ผมใจลอยแต่ก็จดจ่อกับทุกๆ คำพูดของนาง

“เดียวร์เนียว….ผมรักคุณแต่ไม่เคยหวังให้คุณกลับมารักผมอีก….ดอกป๊อบปี้ที่นาไนโมบานแล้วนะ” ผมบอกผ่านไปกับสายลมพร้อมกับบทกลอนที่สื่อถึงทุ่งแฟลนเดอร์ส “สำหรับคุณ….ที่รัก”

“In Flanders fields the poppies blow

Between the crosses, row on row,

That mark out place; and in the sky

The larks, still bravely singing, fly

Scarce heard amid the guns below.”

….

 “We are the Dead. Short days ago

We lived, felt dawn, saw sunset glow,

Loved and were loved, and now we lie

In Flanders fields.

Take up our quarrel with the foe:

To you from failing hands we throw

The torch; be yours to hold it high.

If ye break faith with us who die

We shall not sleep, though poppies grow

In Flanders fields.”

….

[ในทุ่งแฟลนเดอร์ส ดอกป๊อปปี้พลิ้วไหว

ท่ามกลางกางเขนแถวแล้วแถวเล่า

วางแนวที่ทาง และบนท้องฟ้า

นกน้อยยังคงกู่ร้องอย่างแกล้วกล้า

โดยแทบไม่ได้ยินเสียงปืนที่อยู่เบื้องล่าง]

….

[เราคือผู้ตาย เมื่อไม่กี่วันก่อน

เราเคยอยู่ ได้รู้สึกถึงยามเช้า เห็นตะวันฉาย

ได้รัก และถูกรัก และตอนนี้เราทอดกาย

บนทุ่งแฟลนเดอร์ส

จงสื่อความโกรธแค้นของเราไปถึงศัตรู

จากมือที่กำลังละวาง เราขอโยน

คบเพลิง ขอให้ท่านถือมันให้สูงเด่น

หากท่านเสียความศรัทธาที่มีร่วมกับเราผู้สิ้นชีพ

เราจะไม่ยอมหลับไหล แม้ดอกป๊อปปี้จะเติบโต

บนทุ่งแฟลนเดอร์ส]

                ขอบคุณ คุณอดิเทพ พันธ์ทองที่เขียนและเผยแพร่ประวัติของดอกป๊อบปี้ เมื่อวันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ www.silpa-mag.com

สำหรับโพสต์ส่งท้าย “วิกตอเรียรำลึก” ก็ได้จบลงอย่างสมบูรณ์แล้วครับ เจอกันครั้งหน้า “บ้านเล็กกลางป่าสน” ผม Timmy Buto แล้วเจอกันครับ บาย บาย

(Visited 2 times, 2 visits today)

Facebook Comments

TIMMY BUTO

TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป