อนุชาย ตอนที่ 28

ไข่มุกแห่งชิมะอนุชาย ตอนที่ 28 ไข่มุกแห่งชิมะ

อีก 2 เดือนเมื่ออนุชัยและชานนท์เรียนจบ แผนการขั้นที่ 1 จึงเริ่มต้น ชานนท์อ้างเหตุผลต้องการพักผ่อนและให้รางวัลกับชีวิตหลังทั้งคู่ตรากตรำกับตำรับตำราอย่างหนัก อนุชัยไม่เอะใจจึงเห็นดีเห็นงามด้วยเพราะเมื่อพูดไปแล้ว การเดินทางออกนอกประเทศ ทริปนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกของเขา ขณะที่อนุชัยตื่นเต้นแต่อีกคนกลับดูเหมือนจะยิ่งจมดิ่งสู่สิ่งคาดเดาไม่ได้ วันเดินทางรถตู้จากบ้านตระกูลเชาว์ก็อาสามารับเพื่อจะไปส่งที่สนามบิน  ขณะที่ทั้งคู่กำลังจะลากกระเป๋าเดินทางใบใหญ่ไปขึ้นรถที่จอดรออยู่หน้าบ้าน  สีปูนเปลือยก่อนเข้าสู่ 8 โมงเช้าก็ยิ่งเฉียดเฉดสีดำมากกว่าเดิม ชุดลำลองกางเกงผ้ายืดสีเทาเสื้อขาวคล้ายกัน  ยืนคู่กันอยู่ๆ ชานนท์ก็โผเข้ากอดแบบไม่ให้สุ่มให้เสียง จนอีกคนอดใจเสียไม่ได้

“เดี๋ยวเราก็ต้องกลับมา แค่ 3 เดือนเอง” อนุชัยพูดในเชิงปลอบ แต่ก็อดโอบตบหลังเบาๆ ไม่ได้ “นายจะซึ้งไปทำไมเนี่ย หึ! เดียร์เนียล” อนุชัยเรียกชื่อนามแฝงหวังจะดึงอีกคนขึ้นมา “เราจะไปเที่ยวกันนะ ต้องสนุกดิ”

“ไม่รู้ละ!  ใจมันหายๆ อย่างไรไม่รู้ ไปกันเถอะ”

“เดี๋ยวผมช่วยเองครับ เชิญนายน้อยกับคุณชายขึ้นรถเลยครับ” คนขับรถตู้จากบ้านตระกูลเชาว์ เรียกเขาด้วยสรรพนามใหม่ จนอนุชัยจ้องกลับแบบคนต้องการคำตอบ “คุณชายใหญ่นะครับกำชับมา และเธออยากไปส่งด้วยนั่งรออยู่ในรถแล้วครับ”

อนุชัยผงกหัวรับทราบ…. “ทีหลังก็อย่าเรียกแบบนี้ก็แล้วกัน มันเขินๆ นะ”

“แบบเดียวกับ คุณชาย เด้ะ!” ชานนท์เสริมก่อนจะหันมาหัวเราะใส่ “ฮ่าๆ นานๆ ไปเดี๋ยวก็ชินเองแหละครับนายน้อย ฮ่าๆ”

“ขึ้นรถได้แล้วเดี๋ยวพ่อฉันรอนาน”

ที่สนามบินนานาชาติจูบุ

ทั้งคู่มาถึงสนามนานชาติจูบุ  ก็เกือบๆ ค่ำ ก่อนหน้านั้น-ระหว่างอยู่บนเครื่องชานนท์ได้เฉลยว่าทำไมทั้งสองจึงร่วมกันใช้นามสกุล “บูโตะ” ในนามแฝง  เพราะบ้านที่ทั้งคู่จะไปอยู่เจ้าของเดิมคือคนตระกลู “บูโตะ”อันเป็นปู่ของปู่ของเขา

“ปัจจุบันบ้านหลังนั้นเป็นบ้านของฉันแล้วละ บ้านชั้นครึ่งเล็กๆหน้าศาลเจ้าชินโต ที่มีสนพันปีขึ้นอยู่รอบๆ ฉันเคยบอกนายรึยังว่าธุรกิจในครอบครัวฉันอีกอย่างคือร้านอัญมณี โดยเฉพาะไข่มุกนะ”

อนุชัยส่ายหน้า “ฉันไม่ตำหนินายหรอก เพราะฉันก็ไม่เคยถาม”

“ญาติฉันที่เมืองชิมะ หมายถึงคนตระกูล บูโตะ ทำฟาร์มหอยมุก หรือทำฟาร์มไข่มุก ฉันหวังว่านายจะชอบ” ชานนท์พูดราวๆ จะเกลี้ยกล่อม “ถ้านายชอบ ฉันจะกลับมาคุยกับพ่อให้นายเป็นผู้จัดการที่โน้นซะเลย”

“โห!….จะดีเหรอ แล้วบ้านลอฟท์เลิฟละ ฉันไม่อยากทิ้งมันไว้ข้างหลัง”

“ก็ยังเป็นบ้านของเรา บ้านของนาย” ชานนท์ดึงมืออนุชัยมากุมไว้ ก่อนจะเอื้อมไปดึงหูฟังมาสวมให้ “นายต้องใส่หูฟังปิดหูแล้วละเครื่องกำลังจะลง…ไม่อย่างนั้นหูนายจะอื้อไปหลายชั่วโมงแน่ๆ”

“อ้าว! แล้วนี้จะค่ำละ…เราจะไปมิเอะอย่างไร”

ชานนท์หัวเราะ “ยูริ ยามาซาดะ ฉันหมายถึงญาติคนหนึ่ง อายุน่าจะ 38 หรือ 39 ปีแล้วละ เธอพูดไทยได้ เป็นรองผู้จัดการร้านอัญมณีบูโตะ ในตัวเมืองชิมะจะมารับ”

“แล้วยูริเขาเคยมาเมืองไทยรึไง ถึงได้พูดไทยได้”

“ใช่ เธอต้องบินมาเมืองไทยปีละ 2 ครั้งเป็นอย่างน้อย แต่ทักเธอครั้งแรกนายน่าจะเรียกเธอด้วยนามสกุลว่า ยามาซาดะซังนะ ถึงจะสุภาพ”

“อ้าวรึ ฉันนึกว่าจะให้ฉันเรียกเธอว่า ยูริจัง ซะอีก….” อนุชัยพูดขำๆ ซึ่งมันก็ทำให้ชานนท์ขำได้จริงๆ

“เอาไว้ให้นายคุ้นเคยกับเธอก่อนจะดีกว่า คนทั้งร้านก็จะเรียกเรา 2 คนว่า บูโตะซัง เหมือนกันนะ เพราะเวลาทักทายแบบเป็นทางการเขาจะเรียกนามสกุลแล้วต่อด้วยซังเสมอ” ชานนท์อธิบาย

และมันก็เป็นอย่างที่ชานนท์บอกเอาไว้ ยูริเรียกพวกเขาว่า บูโตะซัง และค้อมหัวให้ในแบบคนญี่ปุ่น ซึ่งเราทั้งคู่เองก็เคารพเธอในลักษณะเดียวกัน  แดดสุดท้ายที่สนามบินนานาชาติจูบุ แรงพอสมควร ยูริพูดไทยได้ดีมาก เธอขับรถพาเราไปชิมะพร้อมกับอธิบายโน้นนั้นนี้ตลอดทาง กระทั้งเรามาถึงบ้านปูนชั้นครึ่งหลังคาทรงจั่วป้านๆที่สร้างบนเนินกำแพงหิน เยื้องๆจะเป็นป่าสนพันปีของศาลเจ้าชินโต มันเกือบจะ 4 ทุ่มละ พอขนกระเป๋าเดินทางไปกองรวมกันอยู่ในห้องรับแขก ยูริ ยามาซาดะก็เดินแนะนำห้องนอน ห้องน้ำ รับแขก ครัว และส่วนต่างภายในอื่นๆจนครบ เราถึงอำลากัน  เมื่อเธอขับรถออกถนนเล็กๆไปแล้ว  ชานนท์ถึงเอามือมาโอบกอดขณะที่อนุชัยยืนเหม่ออยู่บนเฉลียงไม้หน้าบ้านซึ่งมีเงาต้นสนจากแสงไฟมาทาทับ มืดแล้วละ…แต่แสงจันทร์ที่นี้ยังกระจ่าง ฟ้าชิมะเปิดเผยหลายๆส่วนให้เห็น

“นายชอบไหม?” ชานนท์ถาม

“อื้อ เงียบดี…แต่ฉันชอบบ้านลอฟท์เลิฟมากกว่า”

“ฉันอยากให้นายชอบที่นี้นะ” มันเป็น 2 ครั้งแล้วที่ชานนท์พยายาม ในเมื่ออนุชัยเอาแต่นิ่งชานนท์เลยเบี่ยงไปประเด็น “นั่งเครื่องทีไรหูอื้อทุกที นายเอาคัตเตอร์บัตชุบแอลกอฮอล์ล้างหูให้ฉันหน่อยดิ นะนะ”

“หลังอาบน้ำก็แล้วกัน” อนุชัยบอกพลางลากขากลับเข้าข้างใน “อาบน้ำกัน”

แววตาชานนท์เฉิดฉายก่อนจะรีบถอดเสื้อตัวเองออกแล้วสาวเท้าตามเข้าไปติดๆ

แดดยามเช้าที่ชิมะเบี่ยงไปทางทะเลแปซิฟิก อนุชัยกับชานนท์อยู่ในชุดกิโมโนสำหรับหน้าร้อน เงาสนพันปีที่เรียงรายรอบๆศาลเจ้าชินโตพาดผ่านหลังคาบ้าน หน้าบ้านที่เป็นเฉลียงไม้บนกำแพงหินจึงสมบูรณ์แบบ อนุชัยนั่งกับพื้นโดยมีชานนท์เอาหัวมาหนุนตักโดยให้เขาใช้คัตเตอร์บัตชุบแอลกอฮอล์ล้างหูให้ ข้างนั้นที ข้างนี้ที จนหลับแบบทารก อนุชัยลูบผมนุ่มๆ ไปเรื่อยๆ เงาสนพันปีก็ยังไม่ผ่านไปไหน  นิราศเมืองชิมะก่อความหวัง ความฝันบางอย่างขึ้นมาเงียบแล้ว

……เมื่อความรักก่อเกิด……

……หัวใจก็อบอุ่น……

……ไม่จำเป็นต้องรอรักตอบสนอง……

……เพราะหัวใจแห่งรัก…….

……จะยิ้มตอบเพราะรัก……

……เพื่อรัก เพื่อเรา แค่เรา……

…………….นิราศเมืองชิมะ ประเทศญี่ปุ่น1997

ยูริ ยามาซาดะ พาพวกเขาเที่ยวรอบๆจังหวัดมิเอะ ส่วนโอซาก้า เกียวโต รวมถึงโตเกียวเป็นหน้าของชานนท์ ทั้งคู่อบอุ่นอยู่ที่นั้นเดือนกว่าและเมื่อกำลังจะเข้าสู่เดือนที่ 2  โทรศัพท์มือถือของชานนท์ก็ดังขึ้น  หากเป็นสายจากเมืองไทยชานนท์มักจะหลบไปคุยเงียบๆ จนอนุชัยไม่ใส่ใจ แต่อยู่ๆคืนนี้ชานนท์ก็เข้ามาหาแบบเด็กทารกอีก

ขณะที่อนุชัยกำลังใช้คัตเตอร์บัตล้างหูให้อยู่นั้น ชานนท์จึงเอ่ยบางอย่างขึ้นมา “นายเริ่มสนิทกับยูริจังแล้วใช่ไหม”

“ฮื้อ รวมทั้งคนอื่นในร้านด้วยทำไมเหรอ”

“ถ้าทำงานเป็นผู้จัดการที่นี้ซะเลยละ” ชานนท์ถามลักษณะหยั่งเชิง

อนุชัย จิ ปากดังๆราวกำลังใช้ความคิด “ยังไม่รู้ นายอยู่ด้วย ฉันก็อยู่ได้ทั้งนั้นแหละ”

ชานนท์พลิกตัวมองหน้าเขาตรงๆ “บ้านสายสกุลต้องการให้ฉันกลับกรุงเทพฯ เพื่อไปเคลียร์บางอย่างสักอาทิตย์ นายอยู่คนเดียวไปก่อนได้นะ”

อนุชัยหน้าถอดสีทันที แต่ก็ยังฝืนยิ้มบางๆให้ “ก็ไม่น่ามีปัญหาอะไรนิ แค่อาทิตย์เดียวเอง”เขาใช้มือเสยเส้นผมไปไว้ด้านหลังจนหน้าผากชานนท์ล้านเถิกเกือบถึงกลางหัว “อาทิตย์เดียวนะ”

“ใช่! แค่อาทิตย์เดียว”

“ถ้าชิมะ ไม่มีนาย ฉันก็ไม่รู้จะอยู่ไปเพื่ออะไร” อนุชัยพูดลอยๆ จนทำให้คนที่กำลังจะหลับตาลุกขึ้นมาสวมกอด

“ฉันกลัวจังเลย กลัวมากๆ”

“ไม่เอาน่า แค่อาทิตย์เดียวฉันอยู่ได้”อนุชัยปลอบ พลางตบหลังเรียกความรู้สึก

“ฉันจะรีบไป…รีบกลับ”

“ครับคุณชาย….” อนุชัยโอบกอดชานนท์เช่นกัน ดวงจันทร์ที่ชิมะยังกระจ่างเช่นเดียวกับคืนแรกที่มาถึง  ทั้งคู่ไม่ยอมหลับนอนราวจะให้นิราศรักที่ชิมะเป็นสถิติใหม่ แต่เมื่อชานนท์กลับกรุงเทพฯไปแล้ว…. 1 วัน 1 คืนมันได้ทรมานเขาราวจะไม่มีวันสิ้นสุด ชิมะต้นเมษายนพึ่งจะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ แต่เป็นฤดูใบไม้ผลิที่เหน็บหนาวยิ่งกว่าปีไหนๆ

วันรุ่งขึ้นอนุชัยต้องเข้าร้านขายอัญมณีบูโตะ ขณะที่กำลังเรียงไข่มุกสีเทาให้เข้าที่อยู่นั้น ยูริ ยามาซาดะ ก็เดินเข้ามาหา

“ทิมมี่คุง ไม่ ไป ร่วม งาน แต่ง คุณ เดียร์ เนียล รึ คะ” เธอพูดทีละคำ แต่เป็นทีละคำที่อนุชัยแทบล้มทั้งยืน

“อะไรนะ ยูริว่าใครจะแต่งงานนะ” อนุชัยถามเร็วๆ

“อ้าว ทิมมี่ ไม่ รู้ เรื่อง รึ คะ”

อนุชัยส่ายหน้า กระทั้งยูริโชว์ภาพถ่ายรีวิวเวดดิ้ง ของชานนท์กับบุตรสาวคนที่ 2 ของนายกรัฐมนตรีทักพงศ์ให้เห็นจากโทรศัพท์มือถือ หัวใจที่อมลิ้มเลือดอยู่จนเต็มก็แตก เขารู้สึกเจ็บคอ…จนมันจมสู่จุดที่ลึกสุด…..เขานึกถึงวันแรกที่ได้คุยกันกระทั้งถึงวันนี้-ที่ชานนท์ปล่อยเขาทิ้งไว้กับไข่มุกสีเทาแห่งชิมะ “ตกลงนาย จะเอาฉันมาเก็บไว้ที่นี้ในฐานะอะไร ถ้าไม่ใช่ เมียน้อย” คิด คิด…คิด “ฉันก็แค่ไข่มุกแห่งชิมะ ไม่ใช่เพชรบนหัวแหวนของนาย..ชานนท์”

………………….

“ตกลงนายชื่ออะไรละ”

“อนุชัย”

“อนุชายยยย”

“อย่ามาเรียกฉันแบบนั้นเพราะฉันไม่ใช่เมียน้อยของนาย”

“ฮ่าๆ นายนี้ตลกชะมัด อนุชายยย อนุชายยยย”

………………….

“ยามาซาดะซัง พรุ่งนี้ผมจะกลับเมืองไทยเลื่อนไฟท์บินกลับให้ที”อนุชัยบอกจุดประสงค์กับยูริเพียงรอบเดียว

“ไป ร่วม งาน แต่ง งาน ใช่ ไหม….ดีๆ ยูริ  ก็ จะ ไป ด้วย”

ฟ้าที่ชิมะคืนสุดท้ายมืดสนิท ถึงจะมีแสงดาวสุกสว่างขึ้นมาแทนที่ มันก็ไม่อาจแทนที่แสงจันทร์ได้ทั้งหมด…ในยามที่นกป่าโดดเดียวเขาไม่เคยนึกถึงใคร นอกจาก…….

(ฮัลโหล….นุ)เป็นเสียงสมรรับสาย

“แม่….”

(อัลโหล นุ กลับมาแล้วเหรอลูก)

“ยังครับ….แม่ นุ นุ”

(นุเป็นไร) ดูน้ำเสียงสมรตกใจสุดขีด (นุเป็นอะไรลูก)

“นุสบายดีครับแม่…” เขาหยุดสกัดกั้นอารมณ์ให้ปกติ “พรุ่งนี้ นุ จะกลับประเทศไทยแล้ว”

(กลับมาร่วมงานแต่งคุณชานนท์ใช่ไหม)

“…………” เขานิ่งไปพักหนึ่ง “ผมอยากได้เบอร์โทรศัพท์แม่ต้อยที่ซิดนี่ย์ ประเทศออสเตรเลีย”

(ทำไมลูก….) เมื่ออนุชัยไม่ตอบ (โอเครๆ รอแป๊บเดียวนะแม่หาให้….เอาจดนะ)

“ครับ ผมพร้อมแล้วครับ”

(2564897236)

“ขอบคุณครับ นุรักแม่นะ”

……เมื่อความเศร้าก่อเกิด……

……หัวใจก็เหนื่อยล้า……

……ไม่มีสิ่งใดใด……

……จะประดับหัวใจที่แหลกสลาย…….

……ขมขื่น 100 เท่า 1000 ทวี……

……เพราะว่ารัก เพราะคุณ……

……ไอ้คุณ ไอ้เฮี้ยคุณณณณณณณณ…..

……นิราศเมืองชิมะ ประเทศญี่ปุ่น1997

“ฉันไม่ใช่ไข่มุกแห่งชิมะ ชานนท์….ฆ่าฉันให้ตาย ฆ่าฉันให้ตาย….ชานนท์”

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →