ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 4

ตอนที่ 4 “ในป่าบลูเบอร์รี่”

“Hey Morning Def บันจี บันจี…” อาเจ่ตัวกลมทักทายพ่อไอ้เบ๊บที่ชื่อ “เดฟ” เสียงดังระดับ 8 หลอดยังมาครบ ขณะก้าวลงจากรถ ไอ้คำว่า บันจี บันจี 2 คำหลังเป็นภาษาอินเดีย แรกๆผมไม่รู้หรอก ว่ามันหมายถึงอะไร หกโมงเช้านิดๆแดดแรกสีวะนิลาเริ่มเปลี่ยนเข้าสู่เฉดสีเบจบางๆจนยอดเมเปิ้ลบอกสีม่วงเขียวชัดเจน กระนั้นก็ยังไม่ตกกระทบถึงพื้นดิน รถคนงานเก็บบลูเบอร์รี่จอดเรียงเป็นแถวยาวอยู่แล้ว 4-5 คัน ล้วนแต่เป็นรถหรูคันใหญ่ราคาหลายล้านบาททั้งสิ้น รถที่ราคาถูกที่สุดเห็นจะเป็น HONDA ACCORD ของพี่พร นั้นแสดงว่างานที่นี้ไม่มีเส้นขีดบอกระดับ คนใช้แรงงานกับรัฐมนตรีล้วนเสมอเท่าเทียมกัน…

ครับพ่อไอ้เบ๊บเป็นคนแคนาเดี้ยน-อินเดีย ก็ถือว่าเป็นคนอินเดียรุ่นใหม่ ปู่ของปู่พ่อไอ้เบ๊บ อพยพมาบุกเบิกที่นี้ จนมีฟาร์มมีไร่เป็นของตัวเอง ก็อย่างที่ผมบอกไว้ตั้งแต่โพสต์ที่แล้วนั้นแหละครับ คนที่อยู่มณรัฐบริติชโคลัมเบียไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ล้วนแต่ต้องเช่าที่ของรัฐบาล CANADA ทั้งสิ้น อาคาร 2-3 หลังที่เห็นอยู่กลางฟาร์มจึงเป็นแบบง่ายๆ 2 หลังแรกตรงมุมด้านทิศตะวันออกเป็นเพียงตู้คอนเทรนเนอร์เก่าๆต่อเชื่อมกันด้วยระเบียงไม้สีขาว ว่ากันว่ามีป้าฝรั่งผมบลอนแก่ๆขี้ยาชื่อเบร็คกี้อาศัยอยู่เพียงลำพัง อีกหลังเป็นบ้านไม้ชั้นเดียวยกพื้นสูงหลังคาเป็นรูปตัว A สีทึมๆ ดูดีใช้ได้ แต่ไม่มีคนอยู่ หลังนี้แหละที่พ่อไอ้เบ๊บหวังเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าปีหน้าจะให้ผมกับแม่มาอยู่ระหว่างเก็บบลูเบอร์รี่ที่ฟาร์ม….ก็ว่ากันไป

คราวนี้มาถึงคิวไอ้เบ๊บกันบ้าง สาวๆ คนไหนอยากเป็นสะใภ้แขกอินเดียไม่ควรพลาดเพราะนี้คือความจริงล้วนๆ ไอ้เบ๊บเป็นเด็กหนุ่มวัย 20 ต้นๆ ผิวคล่ำแบบอินเดีย สูงราวๆ 180-190 cm. ใบหน้าคม จมูกโด่งเป็นสัน ผิวคล้ำนิดๆ หุ่นสมาร์ทแมนไม่อ้วนและไม่ผอม ไอ้นี้ไม่ค่อยยิ้มให้ใครง่ายๆ ขยันแบบพ่อของมัน รวมๆ แล้วบอกตรงๆ แม่งหล่อชะมัด เวลามันขับรถกระบะมาชั่งบลูเบอร์รี่ตอนเที่ยง มันมักจะมีไอศกรีม ของหวาน น้ำอัดลมหรือกาแฟมาฝากคนงานในฟาร์มเป็นประจำ ด้วยเหตุนี้เองที่สาวๆ ทุกรุ่นทุกวัยจะชอบมันเป็นพิเศษ

“ไอ้เบ๊บมันยิ้มให้ฉาน” ผมมักจะได้ยินประโยคนี้ดังมาจากสาวๆที่มองไม่เห็นเกือบทุกวัน คล้ายๆ ว่าใครได้พูดประโยคนี้ก่อนคนนั้นจะถูกยกให้เป็นดาวประจำฟาร์มของวัน เอาละสาวๆ คนไหนสนใจเตรียมตัวยื่นวีซ่าไว้เลยครับ ต้นกรกฎาคมจะได้พร้อมบิน เราจะไปแวนคูเวอร์กานนนนนน

“Morning This’s my son, he came from Thailand Yesterday.” แม่ทักทายพ่อไอ้เบ๊บพร้อมกับแนะนำผมให้รู้จักประมาณ-นี้คือลูกชายฉันพึ่งมาจากประเทศไทยเมื่อวาน ผมทักตอบเป็นภาษาอังกฤษโง่สั้นๆ และไม่สนว่าพ่อไอ้เบ๊บจะฟังรู้เรื่องหรือไม่ แค่พูดรัวๆ เร็วๆ เข้าไว้ เมื่อจบต้องรีบยิ้มกว้างๆ ที่เหลือเป็นหน้าที่ของพ่อไอ้เบ๊บหรือฝรั่งจะต้องไปเดาเอาเอง…ยังไม่ทันจะได้ยินเสียงตอบกลับอาเจ่ตัวแสบ เอ้ย! ตัวกลมก็พุ่งเข้ามาลากคอผมหายเข้าพุ่มบลูเบอร์รี่ไป

“บันจี บันจี Go Go Go Now” ขาป้อมๆ ราวกับขาโต๊ะสนุกเกอร์ก้าวสั้นๆ ย้ำใบไม้กิ่งไม้แห้งถี่ๆ 4 5 ก้าว แล้วก็หันกลับมาเรียกอีก “บักหล่าคำแพง มา มา พ่อไอ้เบ๊บคุยได้ทั้งวันแหละ”

“บันจี บันจี แปลว่าอะไร” ผมสงสัยคำแสลงนี้สุดๆ

“รีบๆ หน่อยประมาณนี้แหละเธอ…ยายจักกี้เอ้ย! ยายจักกี้ อยู่แถวไหน” อาเจ่ตัวกลมตะโกนเรียกเสียงแหลม เพราะทันทีที่ลงจากรถป้าจักกี้ก็พุ่งหายเข้าแนวต้นบลูเบอร์รี่ที่สูงท่วมหัวทันที (สงสัยกลัวพ่อไอ้เบ๊บ) ผมคิดแต่หลังๆ จึงรู้ว่าผมผิดถนัด

“เข้ามาเลย 2 แถวที่มีกระแตะตั้งอยู่นั้นละ” ต้นบลูเบอรี่เขาจะปลูกกันเป็นแถวยาวจนสุดแนวเขตที่ดิน ความสูงก็พอๆ กับต้นหม่อน ใบออกจะหนาสักหน่อยคล้ายใบชาทางภาคเหนือบ้านเรา ลูกบลูเบอร์รี่จะออกเป็นพวงติดกิ่งหรือปลายสุด เมื่อสุกได้ที่จะเห็นเป็นสีน้ำเงินดำส่วนลูกที่ยังไม่สุกก็จะออกสีแดงเขียวตามลำดับ นี้คือการเก็บบลูเบอร์รี่รอบแรกของปี มันไม่ใช่งานยากสำหรับผม แต่มันก็ไม่ง่ายสำหรับครั้งแรกเช่นกัน…ก็อย่างว่าแหละครับอะไรที่เป็นครั้งแรกมักจะงกๆเงิ่นๆเสมอคุณว่าจริงใหม… (กรุณาแหกปากดังๆ ว่า ใช่! หรือ มาใช! ก่อนอ่านต่อ)

“บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย…มาๆ เจ่สิสอน นี่ๆ ใช้ 2 มือรูดเอาๆ แบบนี้มันถึงจะได้ไว ถ้าเก็บทีละเม็ดทั้งวันก็ไม่ได้ถึง 100 เหรียญ” ผมดูวิธีไล่นิ้วแล้วทำตามไม่นานก็คล่อง แต่ลูกสีแดง เขียวที่พ่อไอ้เบ๊บเน้นหนักๆว่าห้ามเก็บเด็ดขาดก็เผลอหลุดตามนิ้วมาจนได้ “ลูกเขียวๆ แดงๆ เราก็ค่อยเก็บออกแบบนี้” แกสาธิต “แต่อย่าให้พ่อบักเบ๊บเห็นเชียว มันด่าเปิงเลย”

“Slowly Slowly Jackky” ไม่นานผมก็ได้ยินเสียงพ่อไอ้เบ๊บดังขึ้นท้ายแนว ผมเกือบจะหลุดกร๊ากออกมาดังๆ “GO GO you see you see, So beautiful” เป็นเสียงป้าจักกี้ “ไม่รู้จะพิศวาสฉันอะไรกันนักหนา” แล้วต่อท้ายด้วยภาษาไทยแบบนี้ทั้งวัน

“คู่นี้เขาเป็นแบบนี้แหละเธอ…ฉันละเบื้อเบื่อ” อาเจ่ตัวกลมบ่น

ไม่นานแม่ก็ขยับเข้ามานั่งข้างกระแตะใกล้ๆ แล้วกระซิบกระซาบราวกับว่ากลัวพ่อไอ้เบ๊บจะได้ยิน “พ่อไอ้เบ๊บมันจู้จี้หน่อย แต่ก็ใจดีนะแม่ชอบ” แกพูดมือก็ควานเก็บบลูเบอร์รี่สีเขียว สีแดงในกระแตะยัดในกระเป๋าเสื้อ “ยายจักกี้จะเก็บลูกเขียวๆ แดงๆ ฝั่งดินหรือเยียบขยี้แบบเนี้ยๆ” แม่สาธิตให้เห็น “พ่อไอ้เบ๊บมันรู้ มันด่าใหญ่ เลยตามจิกแต่มันทั้งวันแบบเนี่ยละ”

“อ้าวแล้วแม่ทำลายหลักฐานอย่างไรละ” ผมหมายถึงลูกบลูเบอร์รี่สีเขียวแดงในกระเป๋าที่แกพึ่งยัดมันลงไป

“อุ่ยยยย! ฉันฉลาดกว่ายายจักกี้ตั้งเยอะ เรื่องอะไรจะฝังดินให้พ่อไอ้เบ๊บจับได้ละ มันเผลอแม่ก็แอบเดินขว้างทิ้งในป่าสนโน้น!” พร้อมกับชี้นิ้วบอกทิศทางเสร็จสับ วีรกรรมของทั้งแม่และป้าแจ๊กกี้พอๆ กัน แต่พ่อไอ้เบ๊บเหมือนจะชอบแม่ผมมากกว่า เพราะเวลาเดินเข้ามาใกล้ แม่มักจะแปลงร่างเป็นสาวเชียงใหม่กำลังฟ้อนเล็บ ต่องต้อย ตะต่องต้อย ตะต่องต่อยต๋งต่อยต๋องตอย เก็บช้าๆ จนงามไปทั้งกระแตะโชว์พ่อไอ้เบ๊บ “Good Good TOY Thanks Thanks” นี้ก็คือเสียงพ่อไอ้เบ๊บคุยกับแม่ทุกรอบที่เดินผ่าน แต่ลับหลังยายต้อยหรือ TOY ของพ่อไอ้เบ๊บก็รูดเอา รูดเอาเหมือนก้านน! ผมว่างานนี้ใครแพ้ ใครชนะมันอยู่ที่เทคนิคล้วนๆ ครับ….

OK ผมบอกตามจริงนะผมกับอาเจ่ตัวกลมมีเวลามาช่วยแม่เก็บบลูเบอร์รี่แค่ช่วงเช้าก็ประมาณ 05.00 น. ถึงราวๆ 9.00-10 โมงนิดๆ เท่านั้น ก็ทีมงานที่เมืองไทยดันให้เวลาผมมาน้อยเองทำไมละ เรื่องอะไรผมจะฝังตัวอยู่แต่ในฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บทั้งวันจริงไหม…ครับ ครั้งหน้าผมจะนำทุกท่านไปชมหอนาฬิกาไอน้ำบนถนน Geta way Gastown เราจะไปซ๊อปปิ้งกัน….ส่วนตอนนี้เกือบ 10.00 โมงเช้าละ แดดเย็นๆหนาวๆกำลังมา ผม Timmy Buto ลืมซันบล็อกมาซะด้วย ต้องรีบกลับแล้วรายงานจากฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บถนน 40 แลงเลย์(Langley) แวนคูเวอร์ ประเทศแคนาดา ครับผม

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →