นินจาเลือดซามูไร บทที่ 1

โคทาโร่ผู้สาบสูญโคทาโร่ผู้สาบสูญ “ซากุระร่วงแล้ว โคทาโร่คุง… ข้าเห็นเจ้ายืนโบกลาอยู่ตรงนั้น…ใช่ๆ ตรงนั้น…ถึงจะ 5 ปีข้าก็จำได้”

โคทาโร่ผู้สาบสูญ

เดือนมีนาคม 1946 ที่เมืองคาโกคุมะ ประเทศญี่ปุ่น

ต้นฤดูใบไม้ผลิอากาศเริ่มอุ่นขึ้นตั้งแต่แดดเช้าสีครีมตกกระทบถึงพื้น หิมะกำลังละลาย ดินเฉอะแฉะชุ่ม ดอกไม้นานาพันธุ์ที่หลับใหลตลอดฤดูหนาวก็ถึงเวลาเบ่งบาน นกกระจิบสีเขียวอมม่วงถลาออกจากรัง 2 ตัว กระจิริดร่วมกันร้องเพลงเสียงเสนาะอย่างสบายอารมณ์บนกิ่งเชอร์รี่ป่าที่กำลังอวดดอกแรกบานสะพรั่ง แรงกระพือปีกโอนกิ่งพวงสีชมพูไหวๆ กระนั้นกลีบบอบบางที่พึ่งรับแสงก็ยังไม่ถึงเวลาปลิดร่วง ต้นเมเปิ้ล ต้นซูแมคที่โดนหิมะปกคลุมตลอดฤดูหนาวก็พลันผลิยอดใหม่ให้เห็น ดูเหมือนหลายชีวิตกำลังจะเริ่มต้น ทิ้งภาพป่าสีแดงในฤดูใบไม้ร่วง ทิ้งความทรงจำที่โหดร้ายของหิมะไว้เบื้องหลังและไม่ทนเสียเวลาในเมื่อมีความสุขอันเหลือล้นรอให้ตักตวงอยู่ตรงหน้า

ปราสาทสีทึมบนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะก็ดูมีชีวิตหลังจากความโหดร้ายสีขาวค่อยๆ ละลาย ป้ายหินแกรนิตสีเทาขนาด 2 ฝ่ามือที่แกะสลักเป็นอักษรฮิรางานะลงท้ายด้วยอักษรคาตากานะสีทองหวัดๆว่า บ้านมินาโมโต มีรูปดอกซากุระสีเดียวกับธรรมชาติประดับรอบๆ ก็โดดเด่นขึ้นตามลำแสงในทุกๆ ช่องกำแพงหินสูงตลอด 1 กิโลเมตร หากผ่านประตูไม้เรียบๆเข้าไปภายในก็จะเห็นต้นซากุระใหญ่หน้าปราสาทกำลังผลิดอกสีขาวอมชมพูโพลนจับจิตตลอดความสูง 15 ฟุต มันจะเบ่งบานผ่านอาทิตย์แรกสู่อาทิตย์ที่ 2 กาลร่วงโรยถึงจะเริ่มต้น …ซากุระ จะงาม ก็ยามร่วง… และเวลานั้นความงามประหนึ่งพรมเปอร์เซียก็บอกอำลา

“ซากุระร่วงแล้ว โคทาโร่คุง… ข้าเห็นเจ้ายืนโบกลาอยู่ตรงนั้น…ใช่ๆ ตรงนั้น…ถึงจะ 5 ปีข้าก็จำได้” ชายวัย 58 ในชุดกิโมโนสีน้ำตาลดำทับสีขาวเงินพึมพำเสียงเบาในลำคอ ผมสีดอกเลาข้างใบหูทั้ง 2 กำลังลามสู่กลางศีรษะ สายตาขุ่นมัวจับจ้องไปที่โคนต้นซากุระไม่กระพริบ…นาน “โคทาโร่…”  กระทั้งคนใช้แก่ๆ ในชุดยูกาตะสีขุ่นเทาเลื่อนเปิดประตูเรือนน้ำชาขนาด 20 เสื่อตาตามิจากด้านข้างก้าวเข้ามานั่งลงด้านในและเลือนปิดอย่างระมัดระวังก่อนจะลุกเดินซอยเท้าสั้นๆ ราวกับตุ๊กตาไขลานอ้อมมานั่งลงด้านหน้า ในมือที่สั่นระริกมีกาน้ำชาสีขมุกขมัวมาด้วย นางก้มศีรษะจรดพื้นก่อนจะคลานเข้าไปหาชายที่กำลังนั่งมองภาพในอดีตอย่างเงียบเชียบ

“น้ำชาเจ้าคะคุณท่าน” นางเปล่งเสียงสั่นๆ ไม่ต่างจากมือพร้อมกับขยับถ้วยกระเบื้องบนถาดรองสีเขียวยอดสน 5 ใบเรียงเป็นวงกลม นางไม่รอเสียงตอบ น้ำชาสีอำพันก็ค่อยๆ รินไหลเวียนเป็นวงกลมไปมา 5 รอบจนเต็มทั้ง 5 ถ้วย หลายคนในบ้านมินาโมโตบอกว่านางเป็นคนหนึ่งที่ชงชาแบบจีนได้รสชาติดีเยี่ยม และอาจจะดีที่สุดในเมืองคาโกคุมะแห่งนี้เลยก็ว่าได้

มินาโมโต ฟูจิกาว่า คือชื่อของชายวัย 58 ปีที่นางเรียกขานและเป็นซามูไรลำดับที่ 200 ของตระกูล เขากำลังเฝ้ารอการกลับบ้านของบุตรชายเพียงคนเดียวที่หายสาบสูญไปพร้อมกับสงครามมหาเอเชียบูรพาทุกวัน แม้สงครามจะจบลงไปกว่า 7 เดือนแล้วก็ตาม

“เจ้าอยู่ที่ไหน…โคทาโร่” ใบหน้าเรียบไม่ปรากฏความรู้สึกก็ยังนิ่ง ตรงข้ามกับความรู้สึกที่หลุดลอยออกมา “อย่าให้ใครมารบกวนข้า จนกว่าจะถึงเวลาอาหารเช้า”

“เจ้าคะ…” นางตอบรับอย่างเป็นนิจ ก่อนจะก้มศีรษะจรดพื้นด้วยกริยาชรา แต่พลันลุกได้วิญญาณของตุ๊กตาไขลานก็เข้าสิงอีกครั้ง

น้ำชาใบแรกถูกยกขึ้น มินาโมโต ฟูจิกาว่า หมุนมันไปมาสามสี่รอบเพื่อจะสูดกลิ่นอันหอมกรุ่นจากไอน้ำสีเงินจางๆ เพื่อเพิ่มรสชาติก่อนจะจิบมันอย่างใจเย็น แดดเช้าแสงอ่อนอุ่นนำสายตาของเขาไกลเลยหุบเขาไปยังดวงอาทิตย์สีแดงกลมไม่ต่างอะไรกับตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลที่แขวนบนผนังด้านหลังประหนึ่งมันคือประตูมิติถึงใครอีกคน

“โคทาโร่…ข้าเห็นดวงตาของเจ้า…” เขาพึมพำแต่สีหน้าก็ยังเรียบไม่ปรากฏความรู้สึก  “มันบอกข้าว่ากระเรียนจากบ้านมินาโมโตกำลังหลงฟ้า…โคทาโร่คุง เจ้าจะต้องนำดาบคาตานะมูโตะกลับบ้าน…” ทุกๆ คำพูดเกิดจากจิตที่โหยหา “ฟ้าสางที่คาโกคุมะ…อีกวันแล้วนะลูกพ่อ ถึงกระเรียนจะหลงฟ้าสุดท้ายมันก็กลับคืนถิ่นเดิมได้ เจ้าก็เช่นกัน” เสียงของเขาต่ำลงแต่ก็เต็มไปด้วยความคาดหวังมากมาย

#อยากกลับบ้าน…อยากกลับบ้าน…ข้า ข้า ไม่รู้ทิศไหนเป็นทิศไหน ข้ากำลังหลงฟ้า กระเรียนกำลังหลงฟ้า#… ฟูจิกาว่าเบิกตาค้างราวกับน้ำเสียงของบุตรชายกระซิบผ่านสายลมบางๆ  “โคทาโร่…” เขาอุทาน “โคทาโร่คุง” กระทั้งเสียงน้ำชาใบสุดท้ายกระทบถาดรอง คนใช้ที่นั่งอยู่หลังประตูจึงเลื่อนเปิดราวกับนาฬิกาไขลานเรียกสติที่กำลังล่องลอยให้กลับสู่ความเป็นจริง…

“ได้เวลาอาหารเช้าแล้วเจ้าคะนายท่าน”

“อื้อ!…”

……….

ระเบิดปรมาณูเมื่อเดือนสิงหาคม 1945 ได้ทำลายเมืองฮิโรชิม่าบนเกาะฮอนชูและเมืองนางาซากิบนเกาะกิวชิวเละเป็นจุล ฉากสุดท้ายของสงครามมหาเอเชียบูรพาข้ามขีดความเจ็บปวดหลายเท่า การกลับบ้านของทหารที่มาพร้อมกับความพ่ายแพ้เสมือนตราบาปประทับเหนือหน้าผาก หลายคนฆ่าตัวตายทั้งๆ ที่สงครามจบไปแล้วหลายเดือน-หลายปี ป้ายวิญญาณของนายทหารที่เสียชีวิตกว่า 2000 นายถูกนำไปเก็บไว้ที่ศาลเจ้าคามิโคโซ ยาสุกูนิ หรือที่ผู้คนทั่วไปเรียกสั้นๆว่า ศาลเจ้ายาสุกูนิ ที่กรุงโตเกียว กระนั้นก็ยังมีเหล่าวิญญาณอีกมากมาย ที่ไม่อาจทำใจยอมรับความพ่ายแพ้ได้…โลกอีกมิติจึงถูกปิดตายอยู่ทุกสมรภูมิรบทั่วโลก…

มินาโมโต ฟูจิกาว่าไม่คิดจะไปค้นหาป้ายวิญญาณของ มินาโมโตโคทาโร่ บุตรชายที่ศาลเจ้าแห่งนั้น…เพราะยังเชื่อว่า

“โคทาโร่จะต้องกลับมา กระเรียนจะต้องกลับบ้านไม่วันไดก็วันหนึ่ง”

……….

ในสมัยหนึ่งตระกูล มินาโมโต เป็นตระกูลชั้นขุนนางหรือที่เรียกว่า “คาโชกุ” (Kazoku) เป็นตระกูลของซามูไรเก่าแก่  เคยมีที่ดินในเมือง คาโกคุมะ เกือบทั้งเมือง มรดกที่แสดงถึงเกียติยศอำนาจได้ตกทอดมาถึงซามูไรรุ่นต่อๆ มา…

เป็นเรื่องน่าเศร้าของเหล่าซามูไรที่ความยิ่งใหญ่ในอดีต ต้องกลายเป็นแค่ความทรงจำบทหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นเร็วมาก ต้นตอเป็นเพราะรัฐบาลญี่ปุ่นต้องการปรับเปลี่ยนกองกำลังหรือกองทัพให้ทันสมัยเหมือนเช่นเดียวกับชาติตะวันตก จึงทำให้การเปลี่ยนแปลงนำมาซึ่งสงครามหลายครั้ง พวกเขาต่อต้านการออกกฎหมายสั่งห้ามซามูไรติดดาบยามเมื่ออยู่นอกเคหะสถาน ปรับเปลี่ยนระบบการปกครองเพื่อลดทอนอำนาจของโชกุน ซามูไรที่เคยสังกัดอยู่กับโชกุนหรือไดเมียวตระกูลต่างๆ พลอยลดจำนวนลงที่ละน้อย ที่ยังหลงเหลือก็แอบฝึกกันเองอย่างเงียบๆ

……….

เช้าวันต่อมา 

“ข้าจะรอเจ้า…ทั้งๆ รู้คำตอบอยู่แล้ว…โคทาโร่” ฟูจิกาว่าพึมพำ สีหน้าอย่างคนคิดไม่ตกยังคงเรียบในแบบของเขา “หรือเจ้าว่าไงเค็นจิ…ข้ายังมีความหวังอยู่บ้างไหม” เขาหันไปถามชายที่มีอายุอ่อนกว่า 5 ปี ที่นั่งก้มหน้าอยู่อีกมุมหนึ่งในห้อง

เค็นจินิ่ง สักครู่ใบหน้าหมองจนคล้ำก็ตอบกลับอย่างอดทน “ข้าว่าเราน่าจะให้คนไปตรวจดูรายชื่อทหารเสียชีวิตที่ศาลเจ้า คามิโคโซ ยาสุกูนิ”

“ที่โตเกียวนะรึ…ไม่!

“แต่ข้าว่า…” เค็นจิพยายามด้วยท่าทีเกรงอยู่ไม่น้อย

ไม่!ฟูจิกาว่าเสียงแข็งดังขึ้นอีก จนเค็นจิเห็นอารมณ์ที่เดือดเป็นไอลอยออกมาจากตัวเขา “ไม่ว่าคำตอบจะออกมาเช่นไร…ก็ล้วนทำให้ข้าเจ็บปวด” เขาพูดต่อด้วยท่าทีสงบ “สู้ปล่อยให้มีความหวังกับทุกๆ เช้า…จนกว่าจะถึงวันนั้น..ยังจะดีเสียกว่า…”

“คุณชายต้องปลอดภัย” เค็นจิพูดประหนึ่งปลอบ เขาเงยหน้าขึ้นสบตากับฟูจิกาว่าสั้นๆ ก่อนจะหันไปหยิบถ้วยน้ำชาที่วางอยู่ขึ้นมาจิบบางๆ

“โคทาโร่ต้องกลับมา ถึงกระเรียนจะหลงฟ้า แต่สุดท้ายมันก็ต้องกลับถิ่น….ฟ้าสางที่คาโกคุมะ เขาต้องกลับบ้าน” ฟูจิกาว่าย้ำเพื่อให้ตัวเองเชื่อ “แล้ว เซดะคุง…เป็นอย่างไรบ้าง” เขาถามถึงหลานชายวัยสิบขวบ ที่หมายมั่นปั้นมือจะให้เป็นซามูไรต่อจากเขา

“คุณชายน้อยเรียนรู้ได้เร็วเหมือนพ่อ…แต่พวกนอกรีตยังติดตามไม่เลิก”

“เขาเหมือนพ่อ…มากเกินไป” เสียงฟูจิกาว่าสั่นราวกับภาพในอดีตผุดขึ้นมาหลอกหลอน “เขาเหมือนพ่อมากเกินไป” เขาย้ำประโยคเดิมอีกก่อนจะลุกเดินหายไปยังสวนหลังบ้าน ปล่อยให้เค็นจินั่งนิ่งเป็นหุ่นหินอยู่เพียงลำพัง

“ข้าขอโทษ ฟูจิกาว่า ข้าขอโทษ” เค็นจิก้มหน้าหลุดเสียงสั่นในลำคอราวกับไม่ประสงค์ให้ใครได้ยิน เขาดึงจดหมายฉบับที่ 3 ของมินาโมโตโคทาโร่ออกมาอ่านเป็นรอบที่ 17 และมันก็ทำให้น้ำตาไหลออกมาเป็นครั้งที่ 17 อีกเช่นเคย

                ข้าจำเป็นต้องเก็บมันไว้เป็นความลับ เพื่ออูคาชิ เพื่อเรา เพื่อพี่น้องชิโนบิ หุบเขาอิงะจะต้องมีคนสานต่ออุดมการณ์

 ………..

ความตายเป็นสิ่งบางเบายิ่งกว่าขนนก

ปรัชญาแห่งบูชิโด

………..

กำเนิดดวงดาวแห่งนักรบ

สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ว่า ความรักคือคมดาบซามูไร หรืออีกบทหนึ่ง ถึงดอกไม้จะสวยงามและมีกลิ่นหอมสักปานใด แต่ก็ไม่คงทนถาวรฉันนั้น การแต่งงานของมินาโมโต ฟูจิกาว่ากับภรรยาคนแรกเกิดจากสายสัมพันธ์ระหว่างตระกูลที่มีผลประโยชน์ต่างตอบแทนไม่ใช่ความรักที่หวานชื่นเพราะเหตุนี้กระมังที่ทำให้ซามูไรส่วนใหญ่ดูประหนึ่งบุรุษไร้หัวใจ ขรึมเงียบราวกับรูปปั้นปิศาจ เห็นศัตรูเป็นที่ระบายอารมณ์

ความรักอันหมายถึงภรรยาคนที่ 2 ของมินาโมโต ฟูจิกาว่าเกิดขึ้นกลางสนามรบที่ มิยาวาตะ สตรีนิรนามในชุดสีดำแนบเนื้อช่วยให้ตระกูลมินาโมโตรอดพ้นจากความพ่ายแพ้ ต้นฤดูใบไม้ผลิ ปี 1913 ดอกไม้สีเลือดเบ่งบานทั้งหุบเขา แววตาของนางอันเป็นที่รักคมกริบบาดลึกถึงหัวใจ ในขณะที่มือกวัดแกว่งเพลงดาบคาตานะ เรือนผมยาวสยายดุจแพรไหมพลิ้วพรายไปพร้อมๆ กับความตายศพแล้วศพเล่าที่นำมาซึ่งชัยชนะอย่างเบ็ดเสร็จ ไม่มีพิธีแต่งงานระหว่างคนทั้งคู่ มินาโมโต ฟูจิกาว่าไม่สนแม้กระทั้งตระกูลภูมิหลังของนาง แค่ชื่อ ยามุดะ ที่ใช้เรียกขานก็มากล้น

“ยามุดะ…ข้ารักเจ้า” ฟูจิกาว่าพรมจูบไปทั่วร่างเปลือยเปล่าที่กำลังนอนราบบนโขดหิน

“ชีวิต…ข้ายกให้ท่านเป็นผู้ลิขิต” คำปฏิญาณจากสตรีผู้เลอโฉมสั่นสะท้านราวกับเสียงระฆังและนี้ก็คือจุดเริ่มต้นของเรื่องราวทั้งหมดของนิยายทั้ง 8 เล่มที่กำลังขับขาน

“ข้าจะจูบเจ้าให้ครบพันครั้ง ยามุดะ”

“ท่านพี่…ท่านพี่…ท่านพี่”

……….

เมืองคาโกคุมะ ปี 1920 ณ ปราสาทมินาโมโต

ยามุดะให้บุตรสาวที่สวยเหมือนนาง 2 คน และในปี 1920 นางก็ให้กำเนิดทายาทซามูไรตามแรงปรารถนา…ในที่สุด

“นายท่าน นายท่าน ดูนั้นใช่ดวงดาวนักรบหรือไม่…”

“โอ้! ใช่ ใช่แล้ว ดวงดาวสีแดงทางทิศใต้ ดวงดาวแห่งนักรบ ไม่ผิดแน่นายท่าน”

“บุตรข้าคลอดหรือยัง”

“อุแว! อุแว! อุแว!-นายท่านเจ้าคะ…ท่านได้บุตรชายเจ้าค้า…” น้ำเสียงยินดีดังระงมไปทั้งปราสาทที่เรียกขานว่า “บ้านมินาโมโต”

“ฮา ฮา…ข้าจะให้เขาชื่อว่า โคทาโร่…ตามชื่อซามูไรลำดับที่ 8 ที่เคยนำมินาโมโตขึ้นสู่จุดสูงสุดใน 12 มณฑล ฮา ฮา ฮ่า…ดวงดาวแห่งนักรบโคทาโร่ ดวงดวงแห่งนักรบโคทาโร่…”ฟูจิกาว่าในวัย 33 ระเบิดเสียงยินดีดังลั่นพร้อมกับชูร่างเปลือยเปล่าของบุตรชายที่ยังอาบเลือดขึ้นเหนือหัว “ดวงดาวแห่งนักรบโคทาโร่…มินาโมโต โคทาโร่ ถือกำเนิดขึ้นอีกครั้งแล้ว…ฮา ฮา ฮ่า”

“อุแว! อุแว! อุแว!”

“ข้าจะไม่ยอมให้ความเป็นซามูไรสูญสิ้น…ไปจากแผ่นดินคาโกคุมะเป็นอันขาด…”

“ไชโย! คุณชายมินาโมโตถือกำเนิดแล้ว”

“พวกเราเต็มที่” เสียงอึกทึกดำเนินต่อเนื่อง

กระทั้ง “ท่านพี่…ข้าต้องนำโคทาโร่ไปให้นมแล้วละ…”ภรรยาคนแรกที่ชื่อ คุณนายมินาโมโต ไอ พูดใกล้ๆ ฟูจิกาว่าหันไปมองนางอย่างคนสำนึก

“เจ้าต้องเข้าใจข้านะไอ…”ฟูจิกาว่ากดเสียงต่ำพร้อมกับส่งบุตรชายคืนให้

“ข้าไม่มีวาสนา…จะมีบุตรให้แก่ท่าน…แต่เรายังโชคดีที่สวรรค์ส่งยามุดะมาแทนข้า…ท่านพี่”คุณนายไอพูดเรียบๆ “ดูเจ้าสิ…”นางยิ้มปลื้มจนเห็นแผ่นน้ำบางๆเต้นระริกในดวงตาทั้ง 2 ข้าง ขณะที่ใบหน้าเล็กๆในอ้อมแขนกำลังบูดเบี้ยวราวกับคนกำลังบิดขี้เกียจ “ฮึ ฮึ ดูเจ้าสิ” ไอ ก็ยิ่งปลื้มจนกลั้นน้ำตาไม่อยู่ก่อนจะหันหลังเดินหายกลับเข้าไปในห้อง

“เจ้าดีกับข้าเสมอไอ…”

เสียงเพลงจากโคะโตะผสานซามิเซ็งดังขับกล่อมขึ้นที่ห้องดนตรีติดกับเรือนน้ำชา สายลมกลางฤดูใบไม้ผลิตอนยาม 2 พลิ้วผ่านไปตามตัวโน๊ตที่กำลังบรรเลง ฟูจิกาว่าเดินออกไปหยุดริมระเบียงที่เบื้องหน้าคือทะเลสาบในเงาราตรี ดวงดาวสีแดงยังสุกสว่างเหนือคาโกคุมะราวจะประกาศก้อง “เป็นดาวฤกษ์ที่เกิดมาพร้อมเจ้า โคทาโร่” เขาพึมพำโดยไม่เอะใจเลยว่าอีกนัยยะหนึ่งความหมายของดาวดวงนั้นได้ฟ้องปรากฏการณ์พิเศษให้ชิโนบิโนะโมโนะ(นินจา) ทั้งในหุบเขาอิงะและหุบเขาโคงะได้รับรู้เช่นเดียวกันแล้ว

ทรงอาจแนะนำ

นินจาเลือดซามูไร บทที่ 23
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 22
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 21
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 20
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 19
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 18
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 17
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 16
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 15
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 14
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 13
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 12
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 11
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 10
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 9
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 8
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 7
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 6
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 5
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 4
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 3
นินจาเลือดซามูไร บทที่ 2
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร
TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →