นินจาเลือดซามูไร บทที่ 10

เลือดหนุ่มแรกเลือดหนุ่มแรก “จงเร่งนำของสิ่งนี้ไปให้ อูคาชิซัง…ให้ถึงมือเขา!

เลือดหนุ่มแรก

ที่ปราสาทฮันโต

“จงเร่งนำของสิ่งนี้ไปให้ อูคาชิซัง…ให้ถึงมือเขา!” ฮันโต ซาซากุมิย้ำเสียงแน่นๆ พร้อมกับยื่นมีดสั้น “วากิซาชิ” และจดหมายให้คนนำสาร

“เจ้ารู้ใช่ไหม ว่ามันหมายถึงอะไร…” เขาพูดต่อพลางเกร็งใบหน้าจนโหนกแก้มด้านซ้ายกระตุก ความเคียดแค้น ความสะใจกำลังถูกสะสางไปพร้อมกันแล้วในเวลานี้

“อูคาชิซัง…มิใช่คนโง่…แต่การรักษาเกียติของชิโนบิกับซามูไรต่างกัน ข้าเกรงว่า…”

“ฮึๆ…ฮึ…เขาไม่กล้าปฏิเสธข้าทั้ง 2 ข้อหรอกน่า…”

“ถ้าอย่างนั้นข้าจะรีบไปเดี๋ยวนี้เลย” คนนำสารกำมีดสั้นพร้อมกับจดหมายในมือแน่น เขาก้มหัวนิดๆ แล้วเดินถอยหลังออกไปเร็วๆ

“ฮาๆ…ให้ทุกคนคอยดู…ทุกคนจะได้เห็น ชิโนบิแก่ๆ แต่จะต้องมาตายด้วยฮาราคีรีอย่างซามูไร…ฮ่าๆ…ช่างมีเกียติเหลือเกิน อูคาชิซัง…ฮ่าๆๆ”

……….

หุบเขาอิงะ

การทำงานล้มเหลวของอูคาชิที่ปราสาทฮันโตเป็นเสมือนสายปานที่ยึดโยงหุบเขาอิงะเอาไว้ค่อยๆ ขาดที่ละเส้น มินาโมโต ฟูจิกาว่ายกบุตรสาวคนโตให้แต่งงานกับไอ้ผิดเพศอย่าง ฮันโต ซาซากุมิ เพื่อสานสัมพันธ์ระหว่าง 2 ตระกูลและ 2 เมืองที่ขนาบหุบเขาอิงะคนละด้าน มันสร้างแรงกดดันให้กับอูคาชิ ยาสุมากมายหลายเท่า และหากพวกชิโนบิในหุบเขาโคงะเล่นด้วยกับเรื่องนี้ อูคาชิก็เห็นทีจะไม่มีทางรอด

“เคนซึ ข้าต้องการให้เจ้าทำหน้าที่เจรจากับยามุดะ เพราะข้าไม่ประสงค์จะเจอนางนอกหุบเขา” ยาสุพูดด้วยแววตาที่หม่นหมอง เหมือนพยายามเลี่ยงสิ่งที่กำลังบีบคั้นอย่างหนักโดยเฉพาะดาบ วากิซาชิ และความหมายแห่งมันที่ส่งมาถึงเมื่อ 2 วันก่อน

“ไว้ใจได้…ข้าจะทำให้ดีที่สุด” อิเงะสึงิ เคนซึรับปาก ยาสุยกถ้วยน้ำชาสีน้ำตาลดำขึ้นมาหมุน 3 รอบ แต่ก็ไม่ได้ดื่ม

“นี้ข้าไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วใช่ไหม เค็นจิ” ยาสุหลุดเพ้อขึ้นมาลอยๆ ถ้วยน้ำชาในมือยังหมุ่นไปอีกหลายรอบ แต่ก็ยังไม่ดื่มมันอีก

“หากฮันโต สามารถเจรจากับพวกโคงะสำเร็จ…เราเห็นทีจะลำบาก” เสียงเค็นจิพึมพำในลำคอ เหมือนไม่ประสงค์จะให้สิ่งที่คาดการณ์ถึงหูอีกหลายคนที่นั่งอยู่วงนอก

“แต่เราสามารถเจรจากับพวกหุบเขาโคงะ เพื่อยืดเวลาได้ชั่วหนึ่งหญิงตั้งครรภ์ตามสัญญาชิโนบิที่เคยมีให้กัน” อยู่ๆ โอสุเกะ ฮิเดะก็เสนอเหมือนจะชี้นำบางอย่าง…ทุกสายตาในห้องลับหลังม่านไม้ไผ่หันไปจ้องเขาเป็นจุดเดียว

“เจ้าหมายความว่า….” อิเงะสึงิ เคนซึกดเสียงต่ำถามใกล้ๆ ยาสุยิ้มออกมาอย่างเห็นด้วย…เหมือนเขาจะรู้ความหมายที่โอสุเกะ ฮิเดะได้สื่อออกมาแล้วเวลานี้

“เราจะไม่ยอมเสียคุณชายไป…เพราะพรสวรรค์พิเศษที่อยู่ในตัวเขาคือสมบัติที่มีค่ายิ่งสำหรับชิโนบิ และเขาต้องรีบถ่ายเทพรสวรรค์กับทายาทโดยตรงจากสายเลือดสู่สายเลือด ข้าเชื่อว่าพวกโคงะคงจะเข้าใจ” โอสุเกะ ฮิเดะอธิบาย เขาวาดสายตาจับจ้องไล่ไปทีละคน เหมือนจะขอแรงสนับสนุน

“แต่…แต่คุณชาย พึ่ง พึ่งจะ 15…”

“ไม่มีทางเลือกอื่นที่ดีกว่านี้…เค็นจิ และฮิเดะคุงเป็นหน้าที่ของพวกเจ้า…ในการไปเจรจากับพวกโคงะ…” ยาสุเหมือนจะสรุปตามนั้นแล้ว

“แต่…แต่…คุณชาย…พึ่ง 15 ปี” เสียงของโอคิตะ ไออิพยายามคัดค้านขึ้นอีก

“15 ปี ของคุณชายก็แกร่งพอ สำหรับ เลือดหนุ่มแรก …ข้าเชื่อและมั่นใจอย่างนั้น” โอสุเกะ ฮิเดะสวนกลับ พร้อมก้มหัวให้อาจารย์โอคิตะทั้งสองที่คอยจดบันทึกอยู่อีกมุมหนึ่ง

“ข้าเห็นด้วย…ทุกอย่างมันต้องมีทางออก” อิเงะสึงิ เคนซึออกแรงหนุนความคิดของฮิเดะอีกคน

“ใช่แล้ว 15 ปี สำหรับเซดะก็แกร่งพอสำหรับเลือดของหนุ่มแรก…ข้าฝากพวกเจ้าด้วยนะ” ยาสุตอบรับเบาๆ ก่อนจะซดน้ำชาในถ้วยกระเบื้องสีน้ำตาลที่เย็นชืดจนหมด

……….

อีกมุมหนึ่ง

สายลมโชยเบาๆ มาจากช่องเขาคุโระอิสีนิล มันหอบไอหิมะแรกที่เย็นยะเยือกมาปลิดป่าใบสีแดงที่กำลังเริงระบำให้หลุดร่วงเป็นรอบที่ 10 ตั้งแต่คุณชายอูคาชิ เซดะปรากฏตัวขึ้นที่นี้  ความเป็นหนุ่มแรกวัย 15 ของเขา ได้นำมาซึ่งความหงุดหงิดของยาสุเกือบทุกวันและทุกๆเรื่อง จนบางครั้งนิทานจากคนเผาถ่านที่ยาสุเทียวกรอกหูมาตั้งแต่เด็กว่าไม่มีแก่นสาร กำลังดลใจให้เขารู้สึกว่ามันคือเรื่องจริง

“โจอานไม่เคยโกหกข้า ไม่เลยตั้งแต่วันแรกจนเดี๋ยวนี้” เซดะเทียวนึกถึงสิ่งนี้ทุกครั้งที่มีปัญหา ประกอบกับชื่อเรียกที่หลุดออกมาจากปาก ฮันโต ซาซากุมิ ก็ไม่มีทางที่เขาจะลืมมันไปได้ง่ายๆ

“คุณชาย มินาโมโต โคทาโร่” เซดะเพ้อขึ้นมาลอยๆ ก่อนจะหันไปถามเพื่อนรักที่นั่งนิ่งเป็นหินอยู่ข้างๆ “โจอาน บอกซิว่าข้าเป็นใคร”

“คุณชาย ข้ายืนยันว่านิทานจากคนเผ่าถ่านเป็นเรื่องจริง” โจอานย้ำอย่างหนักแน่น

“ข้าคือมินาโมโต โคทาโร่”

“และคุณชายอูคาชิ แห่งหุบเขาอิงะในเวลาเดียวกัน”

………..

ในห้องประชุมลับหลังม่านไม้ไผ่อีก 1 เดือนต่อมา

“เคนซึ ยามุดะว่าอย่างไรบ้าง”ยาสุกระวีกระวาดถามอย่างคนร้อนใจ

“…….” แต่ก็ไม่มีเสียงตอบกลับจากคู่สนทนาที่นั่งนิ่ง เหมือนเขาจะไม่แน่ใจกับอะไรบางอย่างในห้อง

“มีอะไรหรือ” โอสุเกะ ฮิเดะและอูคาชิ เค็นจิหลุดถามขึ้นพร้อมกันพวกเขาประสานสายตากันไปมาก่อนเสียงอิเงะสึงิ เคนซึจะดังขึ้น “ข้ารู้สึกว่าไม่มีเฉพาะเรา 6 คนที่อยู่ในห้องนี้”

“เจ้า เจ้า หมายความว่า ว่า อย่างไร อิ อิเงะซัง” อาจารย์โอคิตะ อีอิหลุดเสียงไม่ต่อเนื่องทั้งๆที่เขาควรจะนั่งเงียบ และอาจารย์โอคิตะ ไออิ ที่นั่งอยู่ข้างกันก็เบิกตาโพลง “ใคร…ใครจะกล้า กล้า”

“เดี๋ยวข้าจัดการเอง…” อิเงะสึงิ เคนซึเอ่ยสั้นๆ เขาลุกเดินถอยหลัง 3 ก้าวสายปานแดงถูกดึงออกมาจากกระเป๋า เขาตวัดมันไปรัดรอบๆเสาไม้ที่อยู่หลังห้องอย่างรวดเร็ว

“โอ้ย! ข้าเจ็บ…ท่านลุง” เป็นเสียงของเซดะที่ตะโกนลั่นพร้อมๆกับเผยร่าง สีหน้าของเขาดูเหมือนจะเจ็บใจมากกว่าเจ็บตัวหลายเท่า

“เซดะคุง…ข้าเคยบอกแล้วใช่ไหม ว่ามันไม่ใช่ธุระอะไรของเจ้า” ยาสุกระแทกเสียงดังใส่พร้อมกับพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ แต่เซดะ กลับนิ่งและจ้องหน้าเขาด้วยแววตาที่อ่านไม่ออก

“คุณชายออกไปข้างนอกก่อน” โอสุเกะ ฮิเดะเดินเข้ามารวบตัวเขาทันทีที่อิเงะสึงิ เคนซึ คลายปมสายป่านพ้นตัว

“ความลับหลังม่านไม้ไผ่…หึๆ…ท่านพ่อมีอะไรปิดบังข้ากันแน่…หรือมันเกี่ยวกับคุณชายมินาโมโต โคทาโร่…” เซดะพูดด้วยเสียงเรียบๆ แต่กลับเต็มไปด้วยอารมณ์ที่กำลังเดือดดาลสุดๆ

“เซดะ!” ยาสุตวาด จนใบหน้าที่แดงกล่ำเขม่นปูดรอยย่นสูง

“บอกข้าสิ ท่านพ่อ! บอกข้า…”

“ลากตัวคุณชายออกไป…” แต่ก็ไม่มีใครกล้าขยับ “เอาเขาออกไป!” ยาสุแผดเสียงทั้งหมดที่มี จนโอสุเกะ ฮิเดะไม่รออีก

“คุณชาย…คุณชายไปกับข้า…”

“ท่านพ่อ!…ท่านพ่อ…มีอะไรเกี่ยวกับตัวข้ากันแน่” เสียงเซดะตะโกนไปตามทางเดินที่ไกลออกไปเรื่อยๆ

“คุณชายเชื่อข้า…”

“ยามุดะที่ท่านพ่อกล่าวถึงไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งในรอบสัปดาห์ นางเป็นใครกันแน่ หรือนางเป็นเจ้าของวงดาบเสี้ยวจันทราที่ข้าถนัดรองมาจากดาบคาตานะของพวกซามูไร…ท่านพ่อบอกข้าซิว่านิทานของพวกเผาถ่านเป็นเรื่องจริง…ท่านต่างหากที่โกหกข้ามาโดยตลอด…ท่านพ่อ ท่านพ่อนางคือแม่ของข้าใช่หรือไม่” เสียงของเซดะยังดังเล็ดลอดเข้ามาจนถึงห้องประชุมชั้นในสุด ไม่มีใครอยากได้ยิน แต่ทุกคนก็ได้ยิน โดยเฉพาะอาจารย์โอคิตะทั้ง 2 พวกเขาตกตะลึกค้างไม่หุบปาก แต่สักครู่ก็ก้มหน้าจดบันทึกบางอย่างลงในสมุดสีดำคนละเล่มอย่างเอาจริงเอาจัง

“เลือดหนุ่มแรกกำลังพลุ่งพล่านตามวัย…ท่านพี่ต้องใจเย็นให้ถึงที่สุด” เค็นจิปลอบและพยักหน้าให้ยาสุเชื่อตามเขา

“อีอิ…ไออิคุงจงบันทึกลงไป นับตั้งแต่บัดนี้ ข้าจะทำให้เขาเกลียดข้า…เกลียดให้ถึงที่สุดจนกว่าจะถึงวันจากลา…มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เราลืมกันและกันได้ง่ายขึ้น”ยาสุกดเสียงต่ำที่ยังสั่นระริกบอก อาจารย์โอคิตะทั้ง 2 ก้มศีรษะรับอย่างเกร็งๆ แต่ก็ไม่กล้าหลุดคำถามใดๆ ออกมาอีก

“ท่านพร้อมหรือยัง” อิเงะสึงิ เคนซึถามแทรกขึ้น หลังจากสังเกตเห็นอารมณ์ของยาสุเริ่มจะเข้าที่

“ฮิเดะกำลังเข้ามา…รอเขาก่อน” ยาสุพูดช้าๆ พลางเป่าลมออกมาทางปากเสียงดัง สักพักโอสุเกะ ฮิเดะก็เดินผ่านประตูเลื่อนชั้นสุดท้ายลอดม่านไม้ไผ่มาถึง

“คุณชาย…” โอสุเกะ ฮิเดะจะรายงาน แต่ยาสุรีบยกมือห้ามเอาไว้

“พวกโคงะว่าอย่างไร” ยาสุถอนหายใจออกมายาว 3 ครั้งก่อนจะหันไปถามเค็นจิ ที่นั่งคู่กับโอสุเกะ ฮิเดะ

“เรามีเวลาแค่หนึ่งหญิงตั้งครรภ์ สัญญาชิโนบิยังไม่ตาย” เค็นจิก้มหน้ารายงาน

“โอสุเกะ….”

“ซามิโอะจัง…นางเหมาะสมที่สุดกับภารกิจนี้” เสียงสนทนาตอบโต้กันไปมา ความลับหลังม่านไม้ไผ่ ก็ยังคงเป็นความลับอยู่ ภารกิจกับเวลาแค่หนึ่งหญิงตั้งครรภ์กำลังจะเริ่มต้น ไม่มีใครล่วงรู้ความลับ นอกจากพวกเขาทั้ง 6 คนกับบันทึกในสมุดสีดำอีก 2 เล่ม

……….

ความลับ…………………ไม่ต่างอะไรกับไข่

มันจะไม่ยอมเปิดเผย…จนกว่าจะฟักเป็นตัว

อูคาชิ ยาสุ

……….

การเปลี่ยนไปของอูคาชิ ยาสุทำให้เลือดหนุ่มแรกของเซดะ เต็มไปด้วยความสับสน เขาหัดดื่มสาเก และเหล้าจากแป้งหมักของพ่อค้าชาวจีนกับกลุ่มผู้ใหญ่แทบทุกวันและบางครั้งยังร่วมวงดื่มน้ำตาลเมากับคนเผาถ่าน บางเวลาก็ขลุกอยู่ในครัวเสบียง จนสาวๆไม่เป็นอันทำงาน  เขาทำตัวไม่ต่างอะไรกับคนอายุสามสิบ หนีเที่ยวในชั่วโมงฝึกบ่อยขึ้น ความเสเพลที่คุณชายทำเพื่อประชด ยาสุ เป็นเหตุให้เขากับ โอตาบิ ซามิโอะ เด็กสาวที่แก่กว่า 2 ปีมีความสัมพันที่ลึกซึ้งกันจนได้…

…………

รสแรกเพลงรักซ่าน……สั่นหวิว

บรรเลงพลิ้วตามโน้ตใจ…ที่ใฝ่หา

เนื้อแนบเนื้อสวาทรัก…..ปักอุรา

ฟ้าทั้งฟ้าวาดวิมาน…….วิวาห์เรา

โอตาบิ ซามิโอะ

……….

และทุกๆ ครั้งที่เขามีกามกิจ เสียงร้องที่เกิดจากแรงปรารถนาของ ซามิโอะ จะสอดประสานกับเสียงลั่นของพื้นไม้เป็นจังหวะ  ยิ่งเขากลัวว่าความลับจะแตกเท่าไร ซามิโอะ ก็ยิ่งทำตัวไม่ต่างจากโสเภณีกับเขาได้ทุกวัน น่าแปลกที่ไม่ปรากฏสายตาระแคะระคายสงสัยในเรื่องนี้แม้แต่นินจาด้วยกัน เว้นแต่ ยูกาว่า ชิการุ พี่ชายของกุโบะ และเป็นคนรักของซามิโอะคนเดียวเท่านั้น ที่จ้องเหมือนจะฉีกเนื้อเขาออกเป็นชิ้นๆ

(…กูจะฆ่ามึง…ไอ้เซดะ!เสียงกล่นด่าที่ออกมากับเสียงสื่ออย่างแผ่วเบา มันเจือออกมาพร้อมกับแววตาอาฆาตแค้น และมันก็ดังขึ้นอีกพร้อมๆกับเสียงขบฟันกรามที่ไม่ปกติ (มึงทิ้งน้องกู…มึงส่งคนของกูไปเป็นตัวประกันที่ปราสาทฮันโต…และวันนี้มึงยังอาจหาญมาพราก ซามิโอะ ไปจากกูอีก…ไอ้คุณชายนรก!เห็นทียูกาว่าจะอยู่ร่วมในหุบเขาอิงะไม่ได้เสียแล้ว) เซดะได้ยินมันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เพราะความเสเพลในวงเหล้าจึงทำให้เสียงกร่นด่าไม่ต่างกับเสียงสายลมลอดจากช่องเขาคุโระอิสีนิลเข้ามาในหมู่บ้าน

และอีกหลายเดือนต่อจากนั้น  อยู่ๆโอตะบิ ซามิโอะ ก็หายตัวไปจากหุบเขาอิงะเฉยๆ ยูกาว่า ชิการุบอกอย่างเดือดดาลว่า นางถูกส่งตัวไปอยู่เกียวโตกับแม่ เพราะเขาเป็นต้นเหตุ และอูคาชิ ยาสุเองก็ใช้เหตุผลเดียวกันนี้เป็นข้อรังเกียดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

……….

เกลียดสิ่งใด……………………ก็จะจดจำสิ่งนั้นไม่มีวันลืม

เช่นเดียวกับ…………………หนอน 1,000 ตัวในซากเน่า

อูคาชิ เซดะ

……….

ประหนึ่งเทพประดุจมาร

ที่เกียวโตปลายปี 1935

#อุแวๆ…อุแวๆ…#

#แฝดชาย!…#

#หา!…ปิศาจมาเกิดชัดๆ#เสียงตื่นตระหนกดังตอบโต้กันไปมาภายในห้องคลอด

……….

“โอ้!…ไม่นะ” อิเงะสึงิ เคนซึยืนหน้าซีดเมื่อรู้ความเคลื่อนไหวนั้นๆ

“เรา…เราจะทำ…ทำอย่างไรดี…ดี” เสียงติดๆ ขัดๆ ของโอคิตะ อีอิ ผู้ติดตามเพียงคนเดียวดังขึ้น ใบหน้าของเขาซีดมากกว่าเคนซึหลายเท่า

“อีกหนึ่งเทพ…และอีกหนึ่งก็ต้องเป็นมาร…เห็นทีข้าต้องเสียสละครั้งใหญ่หลวงเสียแล้ว อีอิคุง”

“แล้ว แล้ว จะ จะทำอย่าง อย่างไรดี ดี” เขายังย้ำถาม นาทีนั้นอิเงะสึงิ เคนซึ ก็หันมากระซิบ

“ปิดบันทึกลับชิโนบิ…เราจะรู้เรื่องนี้เพียง 2 คน คือเจ้า…ข้า…” น้ำเสียงของอิเงะสึงิ เคนซึน่ากลัวจนโอคิตะ อีอิสั่นเพราะเดาทางเขาไม่ออก

“คนคน อื่น อื่นในห้อง ห้องคลอดละ ละ”

“มีทางเลือกอื่นอีกหรือ…” เขาถามกลับพลางใช้ดวงตาชี้นำความหมายแห่งมัน

“แม้ แม้ แต่ ซา ซา มิโอะจัง…” ใบหน้าของอาจารย์โอคิตะเริ่มเครียดสนิททันทีที่เห็นภาพจากความหมายที่สายตาเขาบอก

“นางเป็นของยูกาว่า…ข้าจะล้างสมองนาง…”

“เคนซึ!…”

“ไม่เป็นไร…ข้าจะไม่ตาย…จนกว่าเขาจะตาย…” เคนซึเอ่ยอย่างไตร่ตรองและสีหน้าเขาก็เริ่มสลด

“ท่าน ท่านจะ จะ ทำอะไร”

“ขอโทษนะ ยาสุ…ข้าจำเป็นต้องอยู่ต่อเพื่อควบคุมเขา…ข้าจะต้องมีชีวิตอยู่ต่ออีก 300 ปี”

“เนื้อ…เนื้อ นาง นาง เงือก….”

“ข้าจำเป็นจริงๆ…อีอิคุง เจ้ามีหน้าที่จดบันทึกและเก็บความลับนี้ลงในหีบซะ…หน้าที่เจ้าก็จะได้สิ้นสุด”อิเงะสึงิ เคนซึยื่นหน้ากระซิบ อีอิหน้าซีดเป็นแผ่นกระดาษเมื่อมีดสั้นมาจ่อที่คอตรงจุดตายเส้นเลือดใหญ่ มือของเขาสั่นแต่ก็ยังตวัดตัวหนังสือไปมาพร้อมกับลงชื่อและตราประทับสีแดงเอาไว้ด้านล่าง

“เก็บมันลงไปในหีบ…เพื่อความสมบูรณ์” เคนซึย้ำพลางกดปลายมีด จนสัมผัสได้ถึงความเย็นเฉียบของคมมัจจุราช

“เคะ…เคนซึ!…”โอคิตะ อีอิอุทาน แต่ผมที่ยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวก็ปกปิดความเศร้าไปจนหมดสิ้น

“เก็บมันไว้ชั้นล่างสุด…น้องข้า” เคนซึย้ำเสียงต่ำลึก มันน่ากลัวซะยิ่งกว่าเสียงตวาดหลายเท่า

“ลูก ชาย ชาย ข้า ยัง เด็ก เด็กนัก…ข้า ข้า ไม่อยากตาย ตายตอน นี้” อีอิ พยายามอ้อนวอน…ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์อีกแล้ว

“ไออิคุง…น้องชายของเจ้ายังอยู่ถือว่าทำเพื่อคุณชายเถอะนะน้องรัก”

อ๊าก!” ทันทีที่บันทึกถูกเก็บเข้าที่ เลือดของโอคิตะ อีอิก็พุ่งสวนปลายมีด สีแดงฉานของมันกระเด็นไปทั่วทั้งห้อง อิเงะสึงิ เคนซึกดร่างของอีอิแน่นจนแน่นิ่งไปกับพื้น…สักครู่ปลายมีดเล่มเดียวกันก็กรีดลงกลางหน้าผากของร่างไร้วิญญาณเป็นตัวอักษรของพวกโคงะ

“หลับให้สบายเถอะน้องข้า…มันเป็นทางเดียวที่จะเก็บความลับของคุณชายเอาไว้กับข้าได้…ดีที่สุด” เคนซึเอ่ยเศร้าๆเขาใช้ฝ่ามือลูบเปลือกตาที่ยังเหลือกโพลงให้ปิดลง สักครู่เขาก็ดีดตัวหายออกไปทางหน้าต่าง เพียงเสี้ยววินาทีก็เปิดประตูกลับเข้ามาพร้อมกับนินจาอีก 2 คน ด้วยชุดกิโมโนสีน้ำตาลตัวใหม่

อีอิคุง!” อิเงะสึงิ เคนซึแผดเสียงตกใจดังลั่นห้อง

“อาจารย์!…” นินจา 2 คนที่ตามเข้ามาต่างก็ตกใจไม่แพ้กัน อิเงะสึงิ เคนซึทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างไร้วิญญาณอย่างคนหมดแรง เขาช้อนร่างโอคิตะ อีอิขึ้นมากอด ก่อนจะปล่อยน้ำตาให้ไหลในแบบที่เขาไม่เคยทำมาก่อน

“อย่างน้อยการตายของเจ้าก็มีข้าที่เสียใจ…น้องรัก” เขาก้มลงกระซิบที่ข้างหู ก่อนจะรวบรวมเสียงทั้งหมดตะเบ็งเป็นชื่อเขาออกมาอีกหลายครั้ง อีอิคุง!…ไม่นะอีอิคุง!…อีอิคุง!”

“ฝีมือของพวกโคงะ…” เสียงนินจาคนหนึ่งดังขึ้น เมื่อเห็นรอยแผลรูปตัวอักษรโคงะปรากฏที่หน้าผาก…ซึ่งมันก็ทำให้แววตาแห่งความยินดีของอิเงะสึงิ เคนซึค่อยๆ ฉายออกมาลับๆ (ฮึๆๆ)… อีอิคุง…อีอิคุง!

……….

อย่าพึ่งมั่นใจว่า…….บุคคลที่ยืนอยู่หน้ากระจกเงา

จะเก็บงำความลับเอาไว้ได้…………….ตลอดไป

อิเงะสึงิ เคนซึ

…………

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →