นินจาเลือดซามูไร บทที่ 17

เชอรี่กลีบสุดท้ายเชอรี่กลีบสุดท้าย แห่งป่าฮานะ  นิยาย เรื่อง อูคาชิ เซดะ นินจาเลือกซามูไร บทที่ 17

เชอรี่กลีบสุดท้าย แห่งป่าฮานะ

แดดสีเลือดจางๆ สาดกระทบพรมกลีบสีชมพู-ขาวสะท้อนเฉดสีบางๆ ให้แดงฉานไปทั้งป่า  มันเป็นกรีบดอกเชอรี่รุ่นสุดท้ายของฤดูก่อนป่าทั้งป่าจะเข้าสู่กลางฤดูฝนในอีกไม่กี่วัน เสื่อที่ทอจากสายป่านขนาด  3X6 ฟุต ขอบทั้งสี่ด้านถักด้วยด้ายสีขาวตัดสลับกันไปมา ตรงกลางมีลวดลายหลากสีอันบ่งบอกถึงตำแหน่งและความสำคัญของผู้ใช้ ยังเด่นชัดโดยมีพานทรงสูงสีปูนปูทับด้วยผ้าขาวที่มีดวงอาทิตย์สีแดงตรงกลางอันหมายถึงตัวแทนของเทพเจ้าแห่งอาทิตย์อุทัย วางไว้ด้านหน้า ปราศจากดาบสั้นวากิซาชิ

มินาโมโต ฟูจิกาว่า ฮันโต ซาซากุมิและเหล่าซามูไรอีกนับร้อยต่างนั่งเรียงรายอยู่รอบๆ โดยมีกลุ่มคนใช้ของอูคาชิ และนินจาที่ยังจงรักภักดีนั่งรวมกลุ่มกันอยู่อีกฟากหนึ่ง สักครู่อูคาชิ ยาสุ ในชุดกิโมโนสีขาวห่มทับด้วยเสื้อคลุมสีดำปล่อยชายเป็นอิสระ ก็เผยตัวเดินนำโอสุเกะ ฮิเดะ  อูคาชิ เค็นจิ ไชอินาริ โจอานและนินจาอีกกลุ่มใหญ่ผ่านช่องเขาคุโระอิสีนิลออกมาสมทบ อูคาชิ ยาสุเดินเข้าไปนั่งคุกเข่าตรงกลางเสื่อที่ถูกปูรออยู่ก่อนแล้วด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย เขาทิ้งน้ำหนักของตัวเองกดทับลงบนส้นเท้าทั้งสองข้างด้วยท่าทีที่ตั้งมั่น นาทีนั้นฮันโต ซาซากุมิก็ลุกเดินเข้าไปยืนจ้องเขาอย่างเหยียดๆ เขากระตุกโหนกแก้มใส่ 2 ครั้ง ก่อนจะดึงดาบสั้นวากิซาชิที่พกติดตัวมาวางทับลงบนผ้าสีขาวบนพานทรงสูงที่วางอยู่ตรงหน้า

“ข้าจะรู้ได้อย่างไร ว่าเจ้าไม่ใช้ร่างพรางเพื่อตบตาข้า” ซาซากุมิกระแทกเสียงดังใส่หน้ายาสุ เหมือนจงใจจะให้ได้ยินกันไปทั่วทุกตัวคนที่นั่งเป็นสักขีพยานอยู่รอบๆ ยาสุเงยหน้าขึ้นจ้องเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะหยิบดาบสั้นที่พึ่งวางขึ้นมาเชือดข้อมือตัวเองจนเลือดสีแดงพุ่งไปเปรอะชุดกิโมโนสีเขียวหม่นของฮันโต ซาซากุมิจนเกิดจุดแต้มแดงทั่วทั้งตัว

“ข้า อูคาชิ ยาสุ ท่านพอใจหรือยัง…ฮันโตซัง”ยาสุกดเสียงต่ำเรียบๆ ใส่ ก่อนจะวางดาบสั้นไว้ที่เดิม

“บัดซบที่สุด…ชุดข้า” ซาซากุมิหัวเสีย พร้อมกับหันหลังเดินกลับไปนั่งที่เดิม… “บ้าเอ้ย!…”

“ข้าว่าท่านถอดกิโมโนสีดำออกก่อนจะดีกว่านะ” และเสียงมินาโมโต ฟูจิกาว่าก็โพล่งขึ้น…เขาใช้แววตาเรียบๆจ้องศัตรูที่ไม่เคยเห็นตัว อย่างตั้งใจจะสำรวจบางอย่าง

“ถึงจะตายอย่างจารีตของซามูไร…แต่ข้าก็ยังเป็นชิโนบิ…หากข้ายังมีลมหายใจ สีดำก็ยังเป็นทั้งหมดของชีวิตข้า…” เสียงของยาสุนิ่งจนไม่ปรากฏอาการสั่นกลัวออกมาให้เห็น เขาหันไปพยักหน้าให้ฟูจิกาว่าแวบหนึ่งก่อนจะพูดต่อ “ดูเหมือนเป็นครั้งแรกที่เราได้เจอกัน”

“และข้าก็ควรจะยินดีด้วยใช่ไหมที่จะเป็นครั้งสุดท้าย” มินาโมโต ฟูจิกาว่าพูด เขาลุกเดินเข้าไปนั่งลงตรงข้ามก่อนจะก้มศีรษะให้

“เป็นครั้งแรกที่ข้ามีโอกาสคารวะท่าน เป็นครั้งแรกที่ข้ามีโอกาสกล่าวทักทายกับท่าน เป็นครั้งแรกที่จะปรับความเข้าใจกับเรื่องราวทั้งหมดที่ผ่านมา”

“และมันก็จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะมีโอกาสอโหสิกรรมกับเรื่องราวทั้งหมด” อูคาชิ ยาสุจำคำจากหลวงพ่อวัดไรอันจิมาพูดพร้อมกับก้มศีรษะตอบกลับในแบบของเขา

“ข้าก็เช่นกัน…อูคาชิซัง” มินาโมโต ฟูจิกาว่าไม่ลังเลที่จะกระทำแบบเดียวกันซ้ำอีก

“เดี๋ยวก่อนมินาโมโตซัง…” ยาสุเรียกก่อนที่ฟูจิกาว่าจะลุกเดินกลับ “คนอย่างข้าสมควรจะรู้เรื่องราวของคุณชาย…คุณชายมินาโมโตหรือไม่”ยาสุพูดอย่างคนระมัดระวัง ฟูจิกาว่าหันมาจ้องหน้าเขาเหมือนจะสำรวจความจริงใจจากดวงตาที่พร่ามัวคู่นั้น

“โคทาโร่ เกิดมาพร้อมกับดวงดาวแห่งนักรบ…อูคาชิซัง…เวลานี้เขาเป็นส่วนหนึ่งของสงครามมหาเอเชียบูรพาไปแล้วละ” ฟูจิกาว่าตอบ สักพักก็เดินกลับไปนั่งลงที่เดิม

“ดวงดาวแห่งนักฆ่า…นั้นแหละคือชีวิตของเจ้าเซดะ” เสียงพึมพำดังขึ้นพร้อมกับรอยยิ้ม “เค็นจิ…ถอดกิโมโนสีดำ…หลังจากข้าหมดลมหายใจไปแล้ว” ยาสุสั่งเสียงดังเหมือนจงใจจะให้ได้ยินถึงหูฮันโต ซาซากุมิที่นั่งหน้าบึ้งอยู่ไกลออกไป  เค็นจิพยักหน้าที่แดงกล่ำให้พี่ชายเห็น สักพักเขาก็ก้มศีรษะลงจรดพื้นเหมือนจะแทนคำบอกลาจากปาก ก่อนจะลุกถอยหลังให้พ้นรัศมี ปล่อยให้ โอสุเกะ ฮิเดะ ยืนถือดาบคาตานะเล่มยาวในท่าเตรียมพร้อมอยู่ห่างออกไปทางด้านหลังซ้ายประมาณ เมตรกว่าๆด้วยใบหน้าที่บอกความรู้สึกไม่ถูก มีเพียงมือที่กำดาบเท่านั้นที่ยังสั่นกระตุกบอกถึงความเจ็บปวดที่ฝังอยู่ข้างใน

“สัญญาชิโนบิ ไม่มีวันตาย” ฮันโต ซาซากุมิพึมพำออกมาพร้อมกับกระตุกโหนกแก้มจนสั่นระริก และไม่ลืมที่จะแสยะยิ้มอย่างมี เลศนัยให้เห็น

ทันทีที่สายลมบางๆ โชยกรีบดอกเซอรรี่ป่าจนร่วงพรู อูคาชิ ยาสุก็หยิบดาบวากิซาชิขึ้นมา เลือดสีแดงสดจากข้อมือยังหยดติ๋งๆตลอดเวลา แต่ก็ไม่ใส่ใจกลับเอาผ้าสีขาวที่กองอยู่ใกล้มาพันรอบๆด้ามจับเลื้อยลงมาที่คมดาบจนเหลือไว้เพื่อสังหารตัวเองเพียง 7 นิ้ว เขากำมันไว้แน่นด้วยมือทั้งสองข้างแล้วค่อยๆชูมันขึ้นสูงในองศาที่พร้อมจะสังหาร มุมปากเผยอกระตุกสั่น ฟันกรามขบกันแน่น แดดสีเลือดสาดสะท้อนคมมีดในมือมันวาววับ  จนหลายคนขนลุกชวนสยอง…อูคาชิ ยาสุสูดลมหายใจเข้าสู่ปอดจนเต็มที่ เวลาเพียงเสี้ยววินาทีดาบวากิซาชิก็ถูกกระชากเข้าที่ชายโครงด้านซ้ายบน

“อ๊าก!…” เสียงร้องตกใจของเหล่าคนใช้ผู้หญิงดังระงมไปทั่งบริเวณเลือดสีแดงฉานพุ่งสวนออกมาจากตำแหน่งคมดาบที่ปักคาอยู่ ยาสุกันฟันกรามแน่นและแน่นขึ้นเมื่อเขาจงใจจะกรีดมันลงไปด้านล่างขวา

“ท่านพี่…” เสียงเรียกของเค็นจิดังลอดไรฟันออกมาพร้อมกับน้ำตาของลูกผู้ชาย

“อ๊าก!ๆ…” เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดของยาสุ  ทำให้โอสุเกะ เงื้อมดาบขึ้นจนสุดแขน โดยหวังจะปลดปล่อยความเจ็บปวดให้กับเพื่อนแลเสมือนพี่ชายให้จบสิ้นลงในนาทีนั้น แต่ฟูจิกาว่ากลับยกมือห้ามเอาไว้ก่อน  เลือดสีแดงยังไหลไม่หยุด จนลวดลายบนเสื่อหายไป อูคาชิ ยาสุพาใบหน้าที่แดงกล่ำเหงื่อกาฬผุดออกทุกรูขุมขน เขาพยายามควบคุมสติให้ได้อีกครั้ง แต่ใบหน้าที่บูดเบี้ยวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดกำลังบั่นทอนจนยากจะควบคุมแต่สักครู่ดาบวากิซาชิที่เต็มไปด้วยเลือด ก็ถูกชูขึ้นอีกครั้ง เขากัดฟันจนแขวนทั้ง 2 ข้างสั่นเทานาทีนั้นเขาก็กระชากมันกลับแทงเข้าใต้ชายโครงด้านขวาบน

“อ๊าก!…” เสียงร้องของเขาดังก้องไปทั้งช่องเขาคุโระอิสีนิล แต่เหล่านินจาและซามูไรที่ยืนนิ่งประจันหน้ากันคนละฟากกลับสงบนิ่ง ราวเห็นความตายที่กำลังเกิดขึ้นเป็นเรื่องบางเบาราวกับขนนก

“อ๊าก!….” ยาสุสูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายกดปลายดาบกรีดหน้าท้องตัวเองลงไปด้านล่างซ้ายจนเป็นเห็นแผลเปิดเป็นรูปกากบาท

“สัญ…สัญญา ชิโน โนบิ ไม่มีวัน ตา ตาย” เขาคุมสติพูดออกมาพร้อมกับรอยยิ้ม มินาโมโต ฟูจิกาว่าและเหล่าซามูไรกว่าร้อยคนก้มศีรษะ มีเพียงฮันโต ซาซากุมิ เท่านั้นที่ยังนั่งแสยะยิ้มคอตั้งเหมือนจะสะใจอยู่เช่นเดิม เลือดและลำไส้ไหลทะลักออกมากองอยู่ตรงหน้า โอสุเกะ ฮิเดะเงื้อมดาบคาตานะจนสุดแขน เขาเหวี่ยงมันลงที่ต้นคอของยาสุด้วยแรงทั้งหมดที่มี น้ำตาไหลพรากราวกับห่าฝนสาดไปพร้อมๆกับคมดาบนั้นๆ และดาบเดียวก็ทำให้ยาสุพบกับอิสรภาพ

“ไม่!….”

“นี้หรือคือของขวัญชิ้นสุดท้ายที่ข้าตอบแทนท่าน…ยาสุ” โอสุเกะ ฮิเดะตะโกนเสียงดัง ดาบคาตานะหลุดจากมือ เขาทรุดหมอบนิ่งอยู่ต่อหน้าร่างที่ไร้ศีรษะของบุคคลที่เคารพ “ยาสุ..ยาสุ…ยาสุ.” เขาเรียกชื่อซ้ำไปซ้ำมาราวกับคนผิด

“อูคาชิซัง…ข้านับถือท่านจริงๆ…เอาศพเขาไปฝังไว้ที่วัดไรอันจิข้างๆ กับคุณนายมินาโมโต” ฮันโต ซาซากุมิสั่ง พร้อมกับกระตุกโหนกแก้มใส่ร่างที่ไร้ศีรษะของเขา

“วันนี้…ข้าเชื่อแล้วว่ายังเหลือวาจาสัตย์ในหมู่นินจา…ในเมื่อท่านทำตามสัญญาที่เคยให้ไว้…ข้าเองก็ให้สัญญาเรื่องของคุณชายน้อยเป็นการตอบแทน…” มินาโมโต ฟูจิกาว่าให้คำมั่น สายลมที่โชยกระชากกลีบสุดท้ายของดอกเชอรี่ลอยสูงขึ้น ในที่สุด พัน หมื่น แสน ล้านกลีบก็โรยต่ำลงแนบนิ่งกับพื้นดินอย่างหลีกหนีไม่พ้น เหมือนมันจะบอกถึงสัจธรรมของชีวิตให้หลายๆคนที่รวมตัวกันอยู่ในป่าฮานะได้เข้าใจ โดยเฉพาะมินาโมโต ฟูจิกาว่าที่นัยน์ดวงตาของเขาเวลานี้ไม่เหลือความเครียดแค้นต่ออูคาชิให้เห็นแม้แต่น้อย

……….

ถึงจะเบ่งบาน…………………….ในช่วงเวลาสั้นๆ

แต่กลีบสุดท้ายของเจ้า ก็ไม่เคยโรยไปจากใจข้า

โอสุเกะ ฮิเดะ

……….

สนมซึต้นที่ 2

ตะวันลอน  ละเลงเล่น   เร้นผืนฟ้า

แทนเสียงลา    เพลาค่ำ    ย่ำยอแสง

อัสดง         สนธยา         นภาแลง

สื่อผ่านแสง  แทนเสียงข้า ว่าลาไกล

ยกมือโบก   บอกผ่านสี  ที่หลากแสง

ขอบฟ้าแดง  แสนรำพัน  วันห่างหาย

ดั่งเสียงข้า     ลาแสนคำ    แสนอาลัย

ใจมอดไหม้  เมื่อแสงดับ  ลับนิรันดร์

อูคาชิ ยาสุ

ดวงอาทิตย์ยามเย็นสาดแสงสุดท้ายทาบต้นไม้น้อยใหญ่จนเกิดเงาสีดำยาวราบไปกับพื้น มันสูงและใหญ่กว่าต้นแบบจริงหลายเท่า มินาโมโต ฟูจิกาว่าจ้องเข้าไปในวงกลมสีแดงที่จวนจะลับเทือกเขาอีกฟากของหลังวัดไรอันจิอย่างพินิจพิจารณา สักครู่เสียงถอนหายใจยาวๆก็ทำให้เด็กชายวัย 5 ขวบในชุดกิโมโนสีดำสนิทต้องเงยหน้ามองด้วยแววตาที่เรียบนิ่ง

“เซดะคุง เข้าไปเคารพย่าและทวดนินจาของเจ้าซิ” ฟูจิกาว่าออกคำสั่งเบาๆพร้อมกับปล่อยมือน้อยๆ ให้เป็นอิสระ แต่แววตาที่นิ่งดุจหินผาของเด็กชายยังคงเฉย…จนฟูจิกาว่าต้องพยักหน้าย้ำให้เห็น

“ข้าเรียกนางว่าแม่…และเรียกอีกคนว่าพ่อ” เซดะเอ่ยเสียงแหลมเล็กในลำคอ

“อื้อ!…” ฟูจิกาว่าพยักหน้า เด็กน้อยจึงยอมเดินไปนั่งคลุกเข่าลงหน้าหลุมฝังศพของมินาโมโต ยามุดะ ศีรษะที่นิ่งอยู่กับพื้นนานเหมือนจะมีความรู้สึกมากมายซ่อนอยู่ สักพักเด็กน้อยก็ลุกขึ้นและหันกลับมามองฟูจิกาว่าอีก “ท่านปู่บอกไม่ให้ข้าร้องไห้…ข้าก็จะไม่ร้อง”

“อื้อ!…บอกลาทวด…เอ่อ…พ่อของเจ้าด้วยซิ” ฟูจิกาว่าแนะขึ้นอีก เซดะจึงกระทำอย่างเดิมหน้าหลุมฝังศพของอูคาชิ ยาสุ แต่ทันทีที่ลุกขึ้นมามือน้อยๆ ก็รีบจับมืออันหยาบกร้านของฟูจิกาว่าไว้ทันที

“เจ้ากลัวรึ” ฟูจิกาว่าถาม เซดะส่ายหน้าแต่ก็ยังจับมือเขาไว้แน่น

สายลมยามพลบค่ำค่อยๆ แรงขึ้น ดวงอาทิตย์สีแดงได้ลับเทือกเขาไปแล้ว คงเหลือเพียงแสงสะท้อนที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันตกเท่านั้นที่คงทอประกายแสงสีแดงเพลิงเป็นวงกว้างๆ จนกระทั้งความมืดไล่รุกคืบเข้ากลืนกิน…

มินาโมโต ฟูจิกาว่า กระชับมือเด็กน้อยที่ยืนอยู่ข้างๆ  พวกเขากำลังยืนมอง อูคาชิ เค็นจิ โอสุเกะ ฮิเดะ และไชอินาริ โจอานช่วยกันปลูกต้นสนมซึต้นที่ 2 ข้างๆต้นแรกที่เริ่มผลิยอดใหม่บ้างแล้วโดยมีคนกลุ่มเล็กๆและเด็กชายรุ่นราวคราวเดียวกับเซดะยืนจ้องเขาไม่กระพริบอยู่ทางด้านหลัง ฟูจิกาว่า ก้มหัวลงช้าๆ นัยน์ตาของเขาเวลานี้มีแต่ความอาดูรเท่านั้นที่หล่อเลี้ยงไม่ให้แห้งผาด… (นี้คือส่วนหนึ่งของ คำสาปซามูไร ที่ข้าพยายามหนีมาตลอดชีวิตใช่ไหมยามุดะ) เขาฝากความรู้สึกถามคนรักจนเค็นจิและโอสุเกะ ฮิเดะเงยหน้าขึ้นมองเขาพร้อมๆ กัน

“คืนนี้นายท่านจะพักที่ไหน…ถ้าไม่รังเกียจข้าขอเชิญที่บ้านอูคาชิ…เอ่อจะเป็นเกียติกับพวกเราที่สุด” เค็นจิเดินเข้ามาถาม ในขณะที่ ฟูจิกาว่ากำลังจะเดินไปขึ้นม้าที่มีซามูไรสองคนคอยเตรียมเอาไว้รออยู่ก่อนแล้ว

“ขอบใจเจ้ามาก…ข้ากับเซดะคงไม่รบกวน อีกอย่าง มันคงไม่เหมาะนักหากท่านจะเปิดทางเข้าหมู่บ้านให้คนภายนอกมากกว่า 50 คน ข้าเห็นทีต้องบอกลาพวกท่าน ตรงนี้เลย” ฟูจิกาว่ากดเสียงต่ำขณะที่ส่งเซดะขึ้นไปนั่งบนหลังม้าเรียบร้อยแล้ว

“อูคาชิ อยู่ในมือเจ้าแล้วนะ…จงเลือกทางเดินที่เหมาะสมกับวิถีชิโนบิด้วยตัวของท่านเถอะ เราคงจะได้เจอกันในเร็ววัน ลาก่อน” พูดจบฟูจิกาว่าก็พาร่างของตัวเองขึ้นไปนั่งบนหลังม้าอีกคน

“คุณชายน้อย สักวันข้าจะไปอยู่กับท่าน” เสียงของเด็กชายคนเดิมดังแทรกขึ้น จากด้านหลังไชอินาริ โจอาน

“โนอานคุง…ข้าไม่รู้ว่าเจ้าจะสอบเข้าเรียนที่โรงเรียนชิโนบิโนะโมโนะได้หรือเปล่าเลย อย่างริให้สัญญาลอยๆ” ไชอินาริ โจอานกำชับบุตรชายตัวอ้วนของเขา

“ท่านพ่อยังสอบได้ ข้าก็ต้องสอบได้…ข้าไม่มีวันเป็นแค่คนเผาถ่านเหมือนท่านปู่แน่” เด็กน้อยโนอานพูดด้วยน้ำเสียงมั่นใจเป็นพิเศษ

“ข้าจะรอเจ้านะโนอาน” เซดะพูดพร้อมกับส่งยิ้มให้

ทันทีที่เงารัตติกาลเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ แสงโคมจากยางสนในมือของซามูไรก็ถูกจุดขึ้น พวกเขาออกเดินทางไปพร้อมๆ กับแสงของโคมไฟเหล่านั้น อูคาชิ  เค็นจิ โอสุเกะ ฮิเดะ ไชอินาริ โจอาน บุตรชายและนินจาอีกบางส่วนได้แต่ยืนมอง จนกระทั้งพวกเขาลับหายลงไปตามเนินเขา

“วันหนึ่ง…คุณชายข้าให้สัญญา” เค็นจิพูดเสียงละเมอ สักพักทั้งหมดก็เดินแยกไปอีกทาง

……….

ถึงจะสุดปลายฟ้า………..ก็ไม่ไกลเกินฝัน

หากคงตั้งมั่น……………..กับก้าวต่อไป

อูคาชิ เค็นจิ

……….

หมู่ดาวในคืนต้นฤดูใบไม้ผลิยังคงทอแสงระยิบระยับไปทั่วท้องฟ้า เซดะขยับตัวเล็กน้อยในอ้อมกอดของฟูจิกาว่าที่นั่งอยู่บนหลังม้าตัวใหญ่ขณะถูกรายล้อมด้วยเหล่าม้าเร็วของซามูไรกว่า 50 ตัว

“เจ้ารู้ไหม เซดะ ว่าย่าและทวดของเจ้ากำลังรอเราอยู่ตรงนั้น” ฟูจิกาว่าพูดพลางชี้มือนำสายตาไปยังหมู่ดาวบนทางช้างเผือกที่ทอดตัวจากทิศเหนือจรดทิศใต้บนหัว

“ตรงไหนท่านปู่…แล้วเห็นท่านแม่ อุ้ย!ท่านย่ายิ้มให้ข้าไหม” เซดะถามเสียงแหลมสูงขณะหันไปจ้องหน้าฟูจิกาว่าสลับกับหมู่ดาวไปมา

“แน่นอนพวกเขากำลังส่งยิ้มให้เรา ตรงนั้น เจ้าเห็นไหม ตรงนั้นละ” ฟูจิกาว่าจับมือเด็กน้อยชี้ให้ตรงกับหมู่ดาวที่เขากำลังพูดถึง นานๆเด็กน้อยเซดะก็จะถามด้วยความไร้เดียรสาถึงหมู่ดาวอื่นๆ บ้าง จนกระทั้งหลับไป ฟูจิกากระชับร่างเซดะเข้ามากอดให้แน่นขึ้นเหมือนนี้คือของขวัญอันล้ำค่าจากคนที่เขารัก 2 คน ที่จากไปเกือบจะพร้อมๆกันในเวลานี้

(เริ่มปรับตัวให้หลับในยามค่ำคืนได้แล้วซินะเซดะคุง เจ้าช่างเหมือนพ่อของเจ้าตอนเด็กไม่ผิดเพี้ยน) ฟูจิกาว่าพิจารณา เขาอมยิ้มพร้อมกับก้มลงจุมพิตที่หน้าผากเบาๆ ไม่นานนักเสียงฝีเท้าของขบวนม้าก็เร่งให้เร็วขึ้น ฟูจิกาว่าสั่งพักให้ม้าได้ดื่มน้ำ 2 ครั้ง ก่อนเดินทางต่อไปโดยไม่ยอมหยุดพักที่ไหนอีก  จนกระทั้งฟ้าเริ่มสางพวกเขาก็มาถึงเมืองคาโกคุมะอย่างที่ตั้งใจ

“ต่อจากนี้ไป บ้านมินาโมโต จะเป็นของเจ้าเซดะคุง” ฟูจิกากระซิบ เหมือนจะบอกเด็กน้อยที่กำลังหลับแต่ก็ไม่ต้องการให้ตื่นในเวลาเดียวกัน

……….

แน่วแน่ดุจน้ำนิ่ง…………………ที่สะท้อน

ภาพที่ 2……………………………. แห่งข้า

อูคาชิ เซดะ

……….

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →