ฉันกับนางฟ้าตัวกลม ตอนที่ 9

ตอนที่ 9 “หัวเราะทั้งน้ำตา”

เช้าวันต่อมาผมถูกนางฟ้าตัวดี เอ้ย! ตัวกลมปลุกตั้งแต่ยังไม่ 4 นาฬิกาดี เมื่อวานเราตะลุยดาวทาวน์เมืองชั้นในอันไม่ใช่เป้าหมายหลักของการมาเยือนแคนาดาซะขาลาก ผมขี้เกียจปีนบันไดขึ้นไปนอนชั้นบน ด้วยเหตุผล

1. เพราะกลางคืนที่แวนคูเวอร์จะเป็นเวลาทำงานของกรุงเทพฯ ถึงจะเคลียงานไว้กว่า 2 สัปดาห์ แต่พวกเสื้อ สิงห์ กระทิง แรดคู่แข่งต่างบริษัทที่คอยจะขย้ำทีมงานที่เมืองไทยยังคงตามรังควานไม่เลิก

2. เสียงข้อความผ่านไลน์เพื่อให้แก้ปัญหาจึงดัง ตี๊ดๆ ตี๊ดๆ รบกวนเกือบทุกชั่วโมง เพราะฉะนี้ผมเลยลากผ้าห่อกับหมอนมาจบที่โซฟาหน้าทีวีให้รู้แล้วรู้รอดกันไปข้างหนึ่ง

“บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย ตื่นๆ ไปล้างหน้าไป…ฉันชงกาแฟให้แล้วนะเธอ วันนี้ใส่รองเท้าไอ้ลูกปลาไปก็แล้วกัน”นางฟ้าตัวกลมจัดการเสื้อผ้า กางเกง รองเท้าไว้ให้เสร็จสับเช่นเคย ผมไม่แปลกใจกับเด็กรุ่นน้ำซาวข้าวอย่างผม (สมัยก่อนเวลาหุงข้าวจะรินน้ำต้มข้าวทิ้ง ซึ่งผมเรียกมันเรียกว่า “น้ำซาวข้าว” เด็กรุ่นผมก็จะได้กินน้ำซาวข้าวนี้แหละแทนน้ำนม) กับเด็กรุ่นนมวัวแม้แต่น้อย อะไรๆก็ใส่ด้วยกันได้หมด ก็ว่ากันไปผมสูงได้ถึง 165 ซม.ก็ถือว่าบุญละ “วันนี้ไอ้วิลเลี่ยมจะตามไปด้วยนะเธอ” นางฟ้าตัวกลมบอกขณะผมกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า

“ตื่นไหวรึ…สงสารหลานอะเจ่” วิลเลี่ยมเป็นลูกชายเฮียจัสอายุจะ 8 ขวบไม่กี่วัน แต่มันก็งัวเงียถือตุ๊กตาไดโนเสาร์ออกจากห้องนอนมาล้มแผละที่โซฟาตรงที่ผมพึ่งลุกขึ้น นางฟ้าตัวกลมคุยกับลูกชายเป็นภาษาอังกฤษยาวๆ วิลเลี่ยมได้แต่ทำเสียง “ฮื้อหึ อื้อหึ” ก่อนจะวิ่งเข้าไปเอาเสื้อแจ็คเก็ตและกระเป๋าที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนมายืนรออยู่หน้าประตูทางออก

“ไป ไป GO Go Sleep on car” นางฟ้าตัวกลมไล่เราทั้งคู่ก่อนยัดแก้วกาแฟใหญ่ๆ ให้ถือ

ฟ้าที่แวนคูเวอร์สลัวเรืองรองตลอดทั้งคืน นาฬิกาข้อมือจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ สำหรับที่นี้ อย่างเมื่อคืนกว่าตะวันจะตกดินก็ปาเข้าไปเกือบๆจะสี่ทุ่ม แดดสามทุ่มจึงไม่ต่างจากสี่โมงเย็นบ้านเรา ผมมักจะหลงเวลาอยู่บ่อยๆ แต่เช้าวันนี้อากาสดีเป็นพิเศษไม่หนาวเหมือนกับวันแรกที่มาถึงหรืออาจจะปรับตัวได้หรือเปล่าอันนี้ไม่ทราบ เราขับรถคันใหญ่สีขาวออกจากถนน 88 เลี้ยวขวาเข้าถนน 160 และเลี้ยวซ้ายอีกทีตรงแยกไฟแดงข้างซุปเปอร์มาเก็ตและร้านกาแฟที่ผมมานั่งอ่านหนังสือเมื่อวานก่อน (แหมยังกล้าเขียนเนอะว่ามานั่งอ่านหนังสือ “กูตอแหลอีกละ” แต่ได้เพื่อนฝรั่งเป็นเด็กหนุ่มวัย 19 ปี กำลังเรียนอยู่วิทยาลัยอาชีพแห่งหนึ่งในดาวทาวน์ คุยกันร่วม 2 ชั่วโมง รู้เรื่องบ้าง ไม่รู้เรื่องบ้าง อาศัยพูดอังกฤษให้รัวๆเร็วๆเข้าไว้ ที่เหลือไม่ใช่หน้าที่ของผม แต่เป็นหน้าที่ของเขาจะต้องทำความเข้าใจด้วยตัวเอง นี้คือสูตรเด็ดของผมละ “หน้าด้านสุดๆ”) เมื่อรถแล่นเข้าสู่ถนนฟราเซอร์ (Fraser HWY) มุ่งตรงสู่แลงเลย์ (Langley) เพื่อไปรับแม่กับป้าจั๊กกี้ เราแวะซื้ออาหารเช้าให้หลานชายสั้นๆ ท้องฟ้าสีแปลกตาทำให้คนต่างถิ่นอย่างผมเผลอเสพอย่างไม่รู้จักอิ่มเอม “นานมากแล้วนะที่อารมณ์แบบนี้หายไป” ผมคิดวนไปเรื่อยๆนานๆนางฟ้าตัวกลมจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆถามโน้นถามนี้ไปเรื่อย เวลามีหลานกำลังหลับปุ๋ยอยู่หลังรถ นางไม่กล้าเล่นผมแน่ ผมคิดสลับกับเสพสุขสีท้องฟ้ากระทั้งเรามาถึง สวนเฟิร์นสันเขา เมื่อเราทั้ง 5 คนอัดแน่นเป็นปลากระป๋องตราพ่อไอ้เบ๊บใส่หมวกแล้ว รถก็พุ่งทะยานสู่ถนนหมายเลข 40Ave อย่างรวดเร็ว

“เมื่อวานเก็บคนเดียวได้กี่พาวด์อะ” ผมหันไปถามแม่ที่นั่งหน้างออยู่เบาะหลัง

“โอ้ย! เมื่อวานยายต้อยทำกระแตะบลูเบอร์รี่คล่ำรีบโกยรีบเก็บแทบไม่ทัน ฮาๆๆ” ป้าจีกกี้แทรกขึ้นก่อนแถมหัวเราะจนเสียงหายลงลำคอ “โอ๊ะๆๆๆๆ” แกไปโขกๆจนหน้าแดงกล่ำ “..โอ้ย! สำลักน้ำลายตัวเองเกือบตาย”

“ฮ่าๆๆ….” เราหัวเราะขึ้นพร้อมๆ กัน จนหลานชายตัวเล็กสะดุ้งตื่น

“สมน้ำหน้า…อยากให้ฉันยืมรถเข็นดีนัก…ฉันก็หิ้วของฉันเองทุกวันพอเธอเคี้ยวเข็นให้ใช้รถแล้วเป็นไงละ”

“แหมมมม….พี่ต้อยก้อ” ยายจั๊กกี้พูดพลางหัวเราะต่ออีกยาว แต่นางฟ้าตัวกลมกลับร้องไห้….

“อ้าวร้องไห้ทำไมอะอาเจ่….” ผมรีบถามเมื่อเห็นแกใช้ข้อมือป้อมปาดที่หางตาทั้ง 2 ข้างไปมา

“ฉานนหัวเราะยะ….” นางฟ้าตัวกลมตอกกลับพร้อมปล่อยเสียหัวเราะตามมาอีก ผมจึงยื่นแผ่นกระดาษทิชชู่ให้ “อีบ้า!….ฉานนไม่ได้ร้องไห้ ฉานนหัวเราะโว้ยยยยย”

เมื่อทุกคนสงบลง “แม่ได้เกือบๆ 300 พาวด์ ถ้าไม่คล่ำฉันมีสิทธิ์ได้ 300 พาวขึ้นนะ พูดแล้วยังเสียดายไม่หาย ฮ่าๆ”

“ถ้าพ่อไอ้เบ๊บมาเจอตอนเรากำลังโกยลูกบลูเบอร์รี่ขึ้นจากดิน…มีหวังโดนไม่ใช่น้อยๆ ฮะๆ”

“อุ้ย!…ก็ได้เยอะนะ 130-140 เหรียญเลยนะนั้นนะ” นางฟ้าตัวกลมคำนวณตัวเลขให้เสร็จสับ แล้วพูดต่อไวไว “วันนี้เราสามคนเอาให้ได้ 400 พาวด์เลยนะ จะได้ไม่แพ้ยายจั๊กกี้”

“เอาเลยจ้า!!!!! ดีใจด้วยยยย” ป้าจั๊กกี้ลากเสียงยานๆ ยาวๆ

ป้าจั๊กกี้แกเป็นคนแบบนี้แหละครับ ใจดี ยิ้มง่าย ไม่เคยด่า ไม่เคยบ่น ไม่เคยด่าใครนอกจากพ่อไอ้เบ๊บ ไอ้เรื่องนินทรา อิจฉานะลืมได้เลย วันๆเอาแต่หัวเราะตามคนนั้นทีคนนี้ที…ขอขยายเรื่องราวของป้าจั๊กกี้ซะหน่อยนะครับ ป้าจั๊กกี้เป็นคนไทยเช่นเดียวกับแม่และผมนี้แหละแต่ปัจจุบันแกได้เป็นคนแคนาเดี้ยนเรียบร้อยแล้วครับ แกย้ายมาอยู่ที่นี้เกือบ 15 ปีละ แกพึ่งเลิกกับสามี ถ้าแม่ไม่มาอยู่ด้วยแกก็จะอยู่คนเดียวโดยมีพี่พรกับนางฟ้าตัวกลมแวะมาเยี่ยมเป็นระยะๆ

เช้านี้เรามาถึงฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บเร็วหน่อย แต่ก็มีรถคันใหญ่ของคนงานที่มาเก็บบลูเบอร์รี่ด้วยกันจอดอยู่ก่อนแล้ว 3 คัน แดดแรกกำลังเลียยอดสนสูงทางทิศตะวันออกและค่อยลามสู่ยอดเมเปิ้ลกลางฟาร์มที่ยังเป็นสีทึมๆ บ้านหลังคารูปตัว A ก็ยังมืดไร้ผู้อาศัยแม้แต่บ้านของป้าเบล็กกี้สาวฝรั่งผมบลอนขี้ยาก็ไม่ต่างกัน

“ไป ไป แถวโน้น!…ที่มีกระแตะซ้อนกัน 4 ใบนั้นละ เข้าเลยๆ” ป้าจั๊กกี้ออกคำสั่ง

“แหมๆ พ่อไอ้เบ๊บยังไม่มาเสียงดังเชียวนะ” นางฟ้าตัวกลมอดแซวไม่ได้ ก่อนจะหันมาหัวเราะกับผม “บักหล่าคำแพงก้อนเท่าแคงเอื้อย ขาเอื้อยใหญ่ไหม”

“เอาอีกแล้วไงละกู” ผมพึมพำพยายามไม่ให้ริมฝีปากขยับ “หาเรื่องด่าผมแต่เช้าเลยเนอะ” ผมดักคอข้ามพุ้มบลูเบอร์รี่ไปหลายแปลง

นางฟ้าตัวกลมจึงหันไปหัวเราะพลางกระซิบกระซาบบางอย่างกับแม่แทน “เนี้ย!ยายต้อย ฉันพูดกับไอ้ทิมมี่มันแล้วนะ ถ้าปีหน้ามันไม่ยอมทำใบขับขี่ ฉันจะให้มันเดิน…รถมี 2 3 คันถ้ามีใบขับขี่มันสะบายไปแล้วไม่ต้องให้ฉันด่าได้ทุกวัน แกว่าจริงไหม”

“กลับไปก็ไปทำใบขับขี่มาละกัน…แม่จะได้สะบายไปด้วย” แม่แหกปากข้ามแถวมาสั่ง เธอมักจะเห็นดีเห็นงามกับนางฟ้าตัวกลมในเรื่องทำนองนี้เสมอ

“ยังไม่รู้จะเคลียงานได้ถึงเดือนรึเปล่าเลย ขนาดมาแค่ 2 วีคยังโดนเล่นซะบาน” ผมหายใจทิ้งเฮือกใหญ่ “ยิ่งเมื่อคืนทีมวิศวกรไลน์มาถามเรื่องโน้น เรื่องนี้เกือบเช้า” เบื่อโคตร

….OK ยาวเกินอีกละยังไม่เริ่มเก็บบลูเบอร์รี่กันเลย คราวหน้า…อาจจะได้รู้สักทีว่ามีอะไรเกิดขึ้นบนทางหลวงหมายเลข 1 Trans Canada HWY. ผม Timmy Buto รายงานจากฟาร์มพ่อไอ้เบ๊บ ถนน 40Ave แลงเลย์ แวนคูเวอร์เช่นเคยครับ…ไปละบายย!

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →