สมรภูมิปักษา3

สมรภูมิปักษา3

สมรภูมิปักษา3

อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part2 สมรภูมิปักษา3

สมรภูมิปักษา3

มนต์สาปคาตานะ

มรสุมจากมหาสมุทรอินเดียกำลังไล่กลืนท้องฟ้าในยามราตรีจนมองไม่เห็นสิ่งใดเป็นสีอื่นนอกจากดำและดำสนิท มันกำลังไล่เขมือบท้องฟ้าไปทางทิศเหนือทีละนิด ลำแสงสีขาวสว่างวาบพร้อมกับแตกกิ่งก้านเป็นทางยาวดุจคบเพลิงจากสวรรค์…เปรี้ยง!เสียงพลังอำนาจแผ่อานุภาพราวกับสะท้อนขึ้นมาจากขุมนรก…เปรี้ยง!…เปรี้ยง!และอีกหลายครั้งตั้งแต่ขอบฟ้าทิศจุดเริ่มต้นกระทั้งปลายฟ้าทิศตรงข้าม ประหนึ่งคำสาปได้เริ่มต้นเมื่อพายุที่เสมือนลมใต้ปีกของสัตว์ขนาดใหญ่กำลังโหมกระพือปั่นป่วนปลายต้นไม้น้อยใหญ่ให้อ่อนเอนไปตามแรงกระหายความตาย

หากจะมองอีกนัยยะหนึ่งธรรมชาติที่ไม่สมดุลเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดสงครามระหว่างธรรมชาติด้วยกัน ซึ่งมันก็คงไม่ต่างอะไรกับมหาสงครามของมนุษยชาติที่กำลังดำเนินอยู่ แต่ผลของสงครามสิ่งแรกเพียงเพื่อต้องการปรับคืนความสมดุลแห่งธรรมชาติ แต่อีกสิ่งเพียงต้องการสนองตอบศักดิ์ศรีที่ไม่มีตัวตน…หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ศักดิ์ศรีของพวกสัตว์ประเสริฐ” ก็ไม่น่าจะผิด

……….

ไม่มีรอยยิ้มกลางสนามรบ

ไม่พบความปราณีกลางพายุร้าย

มนต์สาปคาตานะจะไร้ความหมาย

หากไม่ทิ้งรอยพรายเป็นเชื้อนำ

……….

ไม่นานนักฝนก็ลงเม็ด มันเริ่มสาดเหวี่ยงปั่นหนักขึ้นเรื่อยๆ…ในขณะที่เรือเสบียงก็เข้าจอดเทียบท่ารออยู่ มินาโมโต โคทาโร่ให้โมกไปช่วย ฮาราชิ  จิโระและทหารญี่ปุ่นที่ท่าเรือ ส่วนตัวเขายังต้องจัดการกับเอกสารอยู่ในค่ายจนลืมอาหารเย็นและมันก็เลยเวลาหิวมานานแล้วเช่นกัน  เขาใช้ตาทิพย์ของนินจามองฝ่าพายุฝนในความเงามืดออกจากห้องทำงานชั้น 2 ไปยังประตูทางเข้าหน้าค่ายสลับกับนาฬิกาที่แขวนอยู่บนผนังเป็นระยะๆ  เขากระสับกระส่ายมากขึ้นเมื่อยังไม่เห็นขบวนรถแล่นเข้ามาสักที

“เลยเวลามา 1 ชั่วโมง…”เขาพึมพำ ก่อนจะวางปากกาเดินอ้อมโต๊ะไปยืนติดกับหน้าต่างกระจก แล้วอยู่ๆ แสงฟ้าแลบก็ปรากฏร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่กับพื้นดินที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำฝน โดยมีทหารญี่ปุ่นที่เฝ้ายาม 5 คนยืนขวางและคอยผลักให้นางล้มลงครั้งแล้วครั้งเล่า โคทาโร่กระพริบตาถี่เพื่อปรับแสงสีเขียวอมเหลืองให้เห็นชัดเจนมากขึ้น เขาเห็นนางลุกพนมมือไหว้แต่ก็ถูกทหารพวกนั้นผลักให้ล้มลงไปอีก

(นางเป็นใคร…) เขาถามตัวเองเมื่อยังไม่เห็นใบหน้าที่นางหมอบร้องไห้อยู่กับหัวเข่าตังเอง โคทาโร่กระพริบตาให้ถี่ขึ้นไปอีกจนกระทั้งใบหน้าที่อาบไปด้วยน้ำฝนเงยขึ้นมาวิงวอนอีกครั้ง…

“จันทร์หอม!…จันทร์หอม…นางมาทำอะไรเวลานี้” โคทาโร่อุทานพร้อมกับวิ่งลงบันไดฝ่าสายฝนที่กำลังตกหนักตรงไปหา

“หยุดเดี๋ยวนี้!…” โคทาโร่ตะโกนเสียงดัง ปลายกระบอกปืนที่กำลังเล็งตรงไปยังร่างของนางก็หยุดชะงัก

“นาย…นาย   ช่วยฉันด้วย…ช่วยลูกฉันด้วย” จันทร์หอมระล่ำระลักเหมือนจะขาดใจเสียให้ได้…

“บอก ข้ามา…ว่ามี อะไร…” โคทาโร่ตะโกนแข่งพายุที่กำลังบ้าคลั่งช้าๆ ดัง ชัดๆ เพื่อให้นางได้ยินและเข้าใจในครั้งเดียว

“ลูกฉันนาย ลูกฉันกำลังป่วยหนัก ฉันอยากจะเจอพี่โมก…นายช่วยลูกฉันด้วย” จันทร์หอมจับมือโคทาโร่เขย่าเหมือนกับคนบ้า และนางก็ทรุดกอดขาเขาไว้แน่น โคทาโร่ซึมซับถึงความเศร้านั้น…มันหนักหน่วงสำหรับคนเป็นแม่…แต่รู้สึกหนักใจสำหรับเขาเองในเวลาที่สามีนางไม่อยู่

“…ลูกเจ้า อยู่ ไหน”

“อยู่บ้าน นายช่วยลูกฉันด้วย” นางพูดไปร้องให้ไปแต่ก็ไม่ยอมปล่อยมือจากขาของเขาง่ายๆ

“ไปตามแพทย์สนาม…” โคทาโร่หันไปสั่งทหารยามที่ยืนมองอยู่ พวกเขาลังเลสักพักก็วิ่งหายเข้าไปในค่าย และกลับมาพร้อมกับไอซึเกะ เรียวตะที่เข้าเวรอยู่พอดี

“เรียวตะคุง…เราต้องช่วยนาง” โคทาโร่โพล่งขึ้น

“ได้ คุณชายให้นางนำทางไป” เรียวตะตอบรับอย่างไม่ลังเล

“จันทร์หอม…นำ ทาง พวก ข้า ไป” เขาพูดภาษาไทยช้าๆ ที่ละคำ จันทร์หอมพยักหน้าลุกขึ้นแล้วเร่งฝีเท้าเดินนำคนทั้ง 2 หายเข้าไปในความมืดตอนใกล้จะหนึ่งนาฬิกาของคืนนั้น

พายุฝนยังป่วนหนัก และยิ่งหนักขึ้นไปอีกเมื่อพวกเขาเดินออกมาสู่ทุ่งโล่ง  ต้นไม่น้อยใหญ่กำลังถูกปั่นวนเป็นลูกข่าง จนหลายต้นถูกถอนรากถอนโคนขึ้นมานอนราบไปกับพื้น

“ทางนี้นาย…” จันทร์หอมวิ่งนำและหันมากำชับพวกเขาเป็นระยะๆ บางครั้งนางล้มลงกับพื้นเพราะทานต่อแรงพายุไม่ไหวแต่นางก็ลุกขึ้นวิ่งต่อไปอย่างไม่ลดละ

(หากเจ้าเป็นภรรยาข้า ข้าจะไม่ปล่อยให้เจ้าลำบากเช่นนี้) โคทาโร่แอบคิดในใจ…แกร๋ๆ…วู้…แกร๋ๆ…และทันทีที่ความคิดนี้เริ่มทำงานเสียงร้องของนกกระเรียนก็แทรกมาพร้อมกับพายุ โคทาโร่หันไปจ้องหน้าเรียวตะ ที่หน้าตื่นคล้ายจะได้ยินเป็นอย่างเดียวกัน

                …แกร๋ๆ…“เสียงอะไร คุณชาย” เรียวตะตะโกนถาม

“…วิ่งต่อไป…” โคทาโร่ตะเบ็งสุดเสียง จิตพิรุธบอกว่ามันเหมือนกับลมใต้ปีกของนกตัวใหญ่ที่กำลังไล่กราดต้อนคนทั้ง 3 มาติดๆแต่ดูเหมือนจันทร์หอมจะไม่รับรู้ลางเหตุเหนือธรรมชาติที่กำลังเกิดขึ้นเลยแม้แต่น้อย

(มันอะไรกัน) และโคทาโร่ชะงักกับภาพเม็ดฝนสีขาวที่รวมตัวกันเป็นร่างของนกกระเรียนตัวใหญ่ กำลังไล่ตามพวกเขามาทางด้านหลัง ดวงตาสีแดงเพลิงของมันช่างเต็มไปด้วยความเครียดแค้นที่ฝังลึกมายาวนาน

#เจ้าไม่มีสิทธิ์ กับความรู้สึกนั้น มินาโมโต…ฮาๆๆ#เสียงทุ้มลึกสะท้อนต่ำประหนึ่งหลุดออกมาจากจะงอยปากสีแดงของนกกระเรียนตัวนั้น

“คุณชายมันเกิดอะไรขึ้น” เรียวตะตะโกนถามอีก ในขณะที่เขาเองพึ่งรู้สึกตัวว่าเผลอหยุดนิ่งห่างจากคนทั้งคู่กว่า 10 เมตร

“ปะ…เปล่า…วิ่งต่อไป” โคทาโร่ตะโกนบอก

#เจ้าไม่มีสิทธิ์กับความรู้สึกนั้น…ฮาๆ# สิ้นเสียงเม็ดฝนรูปนกกระเรียนก็พุ่งใส่

“คุณชาย” เป็นภาพที่ทำให้เรียวตะตกตะลึง

“ไปต่อ…” โคทาโร่วิ่งเข้ามากระชากแขน ดวงตาที่ค้างอยู่ในภวังค์กลับคืนมา “ไปต่อ…อย่าหันหลัง”

“เมื่อครู่มันอะไร” เรียวตะถามสั่นๆ

“ทางนี้นาย…” แต่เสียงของจันทร์หอมก็เรียกสติของพวกเขาและในที่สุดก็ไม่มีอะไรนอกจากพายุฝนธรรมดาๆ “ทางนี้นาย..ทางนี้”

(นางไม่เห็น…ไม่รู้เรื่อง) เรียวตะแปลกใจ โคทาโร่พยักหน้าเป็นเชิงกำชับ ก่อนจะเร่งฝีเท้าตามจันทร์หอมสู่ทุ้งโล่งที่แซมไปด้วยเงาของต้นตาลนับพัน ดูไกลๆ ไม่ต่างอะไรกับเงาของกองทัพของซามูไรที่ยืนกวัดแกว่งดาบคาตานะท้าทายศึกอยู่รอบทิศ เรียวตะหันกลับมามองเขาอีกทั้งๆ ที่ใบหน้ายังซีดเผือดจนไม่เห็นสีเลือดยามเมื่อสายฟ้าสว่างวูบวาบ  จันทร์หอมนำพวกเขามาถึงบ้านไม้  2 ชั้นที่ซ่อนตัวอยู่หลังกอไผ่ติดกับแม่น้ำสายหลัก โคทาโร่เพ่งสายตาและเริ่มสำรวจไปรอบๆ เขากำลังเปรียบเทียบภูมิประเทศที่ปรากฏตรงหน้ากับแผ่นที่ยุทธศาสตร์ที่เคยศึกษาก่อนหน้านี้

(แม่น้ำเพชรบุรี)

(ข้าก็ว่าอย่างนั้น) เรียวตะสนับสนุนเมื่อเริ่มเป็นปกติ “วู้!…” และเป่าลมระบายความตื่นเต้นดังๆ…โคทาโร่เดินเข้ามาตบไหล่ 2 ทีก่อนจะเดินตามจันทร์หอมขึ้นไปบนบ้าน

“เรไร…แม่กลับมาแล้ว…” นางตะโกนพลางผลักบานประตูที่ค่อนข้างเก่าถลาเข้าไปข้างใน นางกอดร่างที่หมดสติของบุตรสาวทั้งๆ ที่ยังเปียกโชก เสียงร้องไห้ที่ขาดหายไประหว่างทางกำลังดังขึ้นมาอีกในเวลานี้

“ช่วยลูกฉันด้วย นาย ช่วยลูกฉันด้วย” จันทร์หอมอ้อนวอนพวกเขาเหมือนจะขาดใจเสียให้ได้…โคทาโร่เดินตามเข้าไปนั่งลงข้างๆ “วางเรไรลงก่อนเถอะจันทร์หอม…หมอจะได้ช่วยตรวจดูให้” โคทาโร่เรียกสติ จันทร์หอมมองพวกเขาสลับกันไปมา ก่อนจะวางร่างของเรไรลงที่เดิม

“หมอ ช่วยลูกฉันด้วย” น้ำเสียงที่อ้อนวอนทำให้เรียวตะพอเดาความหมายของมันออก เขาพยักหน้าอย่างหนักแน่น และไม่รอช้าที่จะเดินอ้อมไปนั่งลงฝั่งตรงข้าม เขาวางกระเป๋ายาที่ถือมาด้วย ก่อนจะกุลีกุจอตรวจอาการของเรไรอย่างรีบร้อน สักพักเขาหันมาพูดกับโคทาโร่เป็นภาษาญี่ปุ่น

“เราจะต้องรีบนำเด็กกลับไปที่ค่าย โดยเร็ว” โคทาโร่แปลให้จันทร์หอมฟัง นางพยักหน้าทั้งๆที่ยังสะอื้น นางวิ่งเข้าไปเอาผ้ายางเก่ามาคลุ่มร่างก่อนโคทาโร่จะอุ้มเรไรเดินออกประตู…

“ไปเถอะ…” โคทาโร่บอก…และพวกเขาจึงวิ่งกลับไปยังค่ายทหารอีกครั้ง

…………

ค่ายทหารจังหวัดเพชรบุรี

“…เรไร ต้อง ไม่ เป็น อะไร เจ้าออก ไป รอข้างนอก กับ ข้า เถอะ” โคทาโร่พูดช้าๆ เมื่อทั้งหมดมาอยู่ในห้องพยาบาลในค่ายทหารเรียบร้อยแล้ว

“……….” จันทร์หอมมองหน้าโคทาโร่สักพักก็หันไปจ้องที่ร่างของบุตรสาวอย่างใคร่ครวญ

“ไป กับ ข้าเถอะ…เรไร จะ ปลอดภัย เมื่อ มีเรียวตะ คอย ดูแล” เขากำชับอีก พลางดันไหล่นางเบาๆ

“ลูกฉันต้องปลอดภัย…” เสียงนางดังขึ้นลอย และโคทาโร่ก็พยักหน้ายืนยัน จันทร์หอมถึงยอมเดินตามเขาออกมาแต่โดยดี

……….

ถึงจะสีม่วงเศร้ากินใจ……….แต่ก็ยังสวยงามอยู่ดี

โอ้แม่ดอกตะแบกป่า………………………กลางไพร

จันทร์หอม ธารารักษ์

……….

เช้าๆ หลังคืนพายุ ฟ้าวันใหม่กำลังสดใส แดดบางๆ ไล่ระดับเฉดสีของทุกสรรพสิ่งให้ชัดเจนมากขึ้น เสียงจักจั่นเรไรร้องแข่งกับเสียงกบเขียดดังระงมไปทั่ว ดนตรีธรรมชาติกำลังสร้างสรรค์ด้วยตัวเอง จังหวะของวาทยกรควบคุมโดยใบไม้ที่แกว่งไกวไปตามสายลม  หลายคนหลงใหล หลายคนชาชินแต่หากขาดมัน อาจจะทำให้หลายๆ คนกลัวถึงขั้นเสียสติก็ว่าได้

โมกนั่งกุมมือจันทร์หอมที่ตาแดงกล่ำอยู่หน้าห้องพยาบาลตั้งแต่เมื่อคืน ดูเหมือนนางจะร้องให้อีกทันทีที่เห็นหน้าสามี และเวลา 08.00 นาฬิกา ไอซึเกะ เรียวตะก็เดินออกมาจากห้องพยาบาล

“ตอน นี่ ลุ สาว คุณ ปอด ภัย แล้ว นะ คับ” เขาพูดเป็นภาษาไทย ตะกุกตะกักแต่ก็พอสื่อให้คนทั้งคู่ ยิ้มออกมาได้

(คุณชาย ข้าว่าท่านกำลังมีความรัก) เสียงสื่อเรียวตะดังขึ้น จนทำให้โคทาโร่กายหนึ่งที่กำลังยืนอยู่ในห้องเอกสารรีบรวบร่างจางๆ ตามมุมต่างๆ กลับเข้าสู่ตัวตนอย่างรวดเร็ว

(ข้า…ข้าเพียงแต่ไม่เคยเห็นใครใช้หัวใจยิ้มแทนริมฝีปากได้ชื่นใจเช่นนาง) โคทาโร่ตอบตะกุกตะกักไม่ตรงประเด็น

(ข้าก็ไม่ได้หมายถึงนางสักหน่อย) เสียงเรียวตะดังขึ้นอีก…แต่ก็ขุ่นมัวในน้ำเสียงเต็มที

#มินาโมโต…แกร๋ๆ…แกร๋ๆ เจ้าไม่มีสิทธิ์กับความรู้สึกนั้น#และน้ำเสียงต่ำทุ้มลึกก็พลันแทรกคนทั้งคู่ขึ้นมาอีกครั้ง…(คุณชาย!…)

“เสียงนกกระเรียน…มงกุฎแดง…” โคทาโร่บอก (ท่านพ่อนี้มันเกิดอะไรขึ้นกับข้ากันแน่)เขาปล่อยคำถามลอยๆ เหมือนต้องการถามหลอกตัวเองทั้งๆที่รู้ว่าระยะทางจากที่นี้ถึงหุบเขาอิงะไกลเพียงใด

#…แกร๋ๆ…เจ้าไม่มีสิทธิ์ในความรู้สึกนั้น…ฮาๆ…แกร๋ๆ…# 

(คุณชาย!…คุณชาย)เป็นสำเนียงอูราคามิ…ดูเหมือนจะมีเพียงเขาคนเดียวที่ได้ยินไม่ต่างจากชายที่เกิดจากเลือด 2 ทางอย่างมินาโมโต โคทาโร่

……….

รุ่งหลังฝนลาฟ้าครามยามสดใส

หรีดเรไรลั่นร้องพร้องขับขาน

แดดอรุณรุ้งฟากฟ้าเหมือนหน้านาง

ใจคงค้างเมื่อเงาน้องต้องจางไป

มินาโมโต โคทาโร่

……….

## จบ สมรภูมิปักษา3 ##

เผยแพร่โดย

TIMMY BUTO

TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป