นินจาเลือดซามูไร บทที่ 3

ฤดูใบไม้ร่วงฤดูใบไม้ร่วง ที่จังหวัดมิเอะ ปี1924

ปฐมฤกษ์คุณชายแห่งหุบเขาอิงะ

ฤดูใบไม้ร่วง ที่จังหวัดมิเอะ ปี1924

ป่าไม้ในหุบเขาลึกทางทิศตะวันตกของจังหวัดมิเอะกำลังเริงระบำโหมโรงราวกับจะต้อนรับทุกชีวิตเข้าสู่ฤดูหนาว ใบไม้ต่างแต่งแต้มสีสันจนเหลืองแดงลามไปทั้งหุบเขา หากมองลงจากยอดเขามันสวยงามประหนึ่งภาพเขียนของจิตรกรเอกที่เทียวสะบัดเฉดสีจากปลายพู่กันครั้งแล้วครั้งเล่าลงบนผืนผ้าใบ บทลำนำเพลงป่าเริ่มต้นพร้อมกับสายลมที่โชยต่ำลงมาจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ใบไม้หลากสีก็พลันปลิดปลิวลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าสีคราม คงไม่มีความน่าตื่นตาตื่นใจที่ใดจะมาเทียบเคียงได้เท่านี้อีกแล้ว

และ ณ จุดๆ หนึ่งใต้ความงามของป่าใบสีแดงนี้เอง

“คืนแรกของพายุหิมะลูกที่ 2 ความเหน็บหนาวจะทำให้ผู้คนหลับใหลไม่ได้สติอยู่ใต้ผ้าห่ม…เราถึงจะลงมือ”

“พี่น้องทุกคนพร้อม…ขอเพียงท่านสั่ง”

“เราจะเดินทางกันสองคืนโดยมีเจ้ากับข้า มิกิจัง”

“งานสำคัญขนาดนี้ ทำไมต้องใช้ผู้หญิง”

“คนที่อุ้มเด็กได้ดีที่สุด น่าจะเป็นเพศแม่…หรือเจ้าจะไปแทนนาง”

“เอ่อ!…ข้าเพียงแต่สงสัย…ไม่ทันได้คิด”

“ถ้าอย่างนั้นก็…รอให้ถึงวันที่ฟ้าให้ฤกษ์…เจ้าทำได้นะมิกิ”

“นั้นนะเป็นงานที่ข้าปรารถนาที่สุด…”

“ตกลงตามนี้ แยกย้ายกันไปได้” สิ้นเสียงพูดคุยที่แผ่วราวกับเสียงผีเสือกระพือปีก เหล่าชิโนบิในชุดพรางสีใบไม้ก็ก้มหัวให้ชายผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวก่อนพวกเขาจะดีดตัวลอยขึ้นไปบนท้องฟ้า ปลายเท้าที่ทำหน้าที่ไม่ต่างจากสปริงกดเบาๆ ที่ใบไม้สีแดง แรงส่งครั้งที่ 2 ก็นำเงาวูบหายไปราวกับสายลม

#เพียงแค่รอคืนที่ฟ้าเป็นใจ ฮาๆๆๆ#

……….

และเวลาสำคัญก็มาถึง

คืนเดือนมืดกลางฤดูหนาว พายุหิมะลูกที่ 2 ตกหนักทับถมบนพื้นดินที่เคยแห้งให้ชื่นแฉะขาวโพนไปทั้งหุบเขา ไม่เหลือป่าไม้สีแดงให้ระลึกถึง ไม่เห็นต้นอ้อที่เคยขึ้นแซมใต้ต้นสนมซึ ไม่มีบทลำนำแห่งเพลงไพรที่เคยโหมโรงเช่นฤดูกาลที่ผ่านมา

ซากุระต้นใหญ่หน้าหน้าปราสาทบนเนินเขาทางทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะ ถูกหิมะเกาะทับอัดแน่นจนเต็มต้น กิ่งก้านที่ทานน้ำหนักไม่ไหวก็จะหักลิดกิ่งจนหิมะที่เกาะหนาเตอะล่วงพลูเป็นสายลงไปกองใต้โคนต้น เหลือเวลาอีกครึ่งฤดูกว่าความอบอุ่นจะมาละลาย มันเป็นฤดูหนาวที่แสนจะทรมานสำหรับหลายคนและอีกหลายชีวิตที่ฝังตัวเองภายใต้ความงามสีขาวที่พร้อมจะพิฆาตได้ทุกเมื่อ

แสงโคมสีอำพันสว่างในเงาราตรีจากป้อมยามมุมทางลาดลงมาจากเนินเขาทางทิศตะวันออกแสดงสถานะริบรี่ไม่ได้สะท้อนเงาสีดำของนินจา 2 คน กำลังวิ่งไต่ไปตามสันหลังคา กระโจนจากบ้านหลังหนึ่งไปยังบ้านหลังถัดไปอย่างคล่องแคล้ว หากมองเผินๆ ไม่ต่างอะไรกับกบเล่นน้ำฝนบนใบบัวเมื่อตอนต้นฤดูมรสุมหรือแม้แต่ตัวทากที่ดีดตัวได้ไกลหลายเมตรก็คล้ายคลึง

“เด็กเป็นอย่างไรบ้าง”

“ไม่เป็นไร อกข้ายังอุ่นพอ” เสียงตอบโต้กันไปมาดังแผ่วเบาราวกับเป็นหนึ่งเดียวกับสายลม

เวลาเลยหลังเที่ยงคืนไม่กี่นาทีเช่นนี้คงไม่มีใครปรารถนาตื่นกลางดึกเพื่อพาลพบกับความเหน็บหนาว…ทุกคนกำลังหลับใหลใต้ผ้าห่มนวมหลายชั้นอย่างที่ชายผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวคาดเอาไว้…เด็กน้อยวัย 4 ขวบกำลังหลับในห่อผ้าหนาหลายชั้นที่ผูกติดกับหน้าอกของนินจาสาว นางต้องคอยรับคำสั่งจากสัญญาณมือของนินจาที่ล่วงหน้านำทางไปก่อนครั้งแล้วครั้งเล่าและต้องระวังเด็กที่เทียวขยับตัวไปมาเป็นระยะๆตามสัญชาตญาณแม่

“ตามมา”

“ประเดี๋ยว…เสียงสุนัขจะปลุกผู้คนออกตามล่าเรา” ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ มนต์สะกดนิ่งจากดวงตาสู่ดวงตาอีกคู่ที่กำลังเบิกรับก็ทำให้สุนัขโชคร้ายหลับทั้งๆที่ยืนอ้าปากกว้าง…

“เร็วเข้า เราต้องเข้าสู่เขตุชายป่าในอีก 10 นาที” ชายในชุดพรางสีเดียวกับหิมะเร่งนำ นินจาสาวพยักหน้าตอบก่อนจะโผตามไปติดๆ ในที่สุดพวกเขาก็หายวับเข้าไปในเงามืดของต้นสนมซึชายป่าทางทิศตะวันออกตอนใกล้จะ 01.10 น.

……….

เช้าวันต่อมา

แสงแรกกระทบผลึกน้ำค้างแข็งบนกิ่งต้นหลิวที่ย้อยระย้าลามสู่ต้นสนที่บรรทุกเกล็ดหิมะไว้เต็มพิกัด ต้นแล้วต้นเล่าสะท้อนป่าแอสที่เวลานี้แยกไม่ออกจากต้นไม้ชนิดอื่นๆตลอดสันเขาจนเกิดประกายสีรุ้งระยิบระยับราวกับแสงหมู่ดาวประดับรางวัลสำหรับผู้รอดพ้นจากคืนหฤโหด หลายคนปรารถนาจะเห็นความงามเยี่ยงนี้ แต่อีกหลายๆคนกลับเกลียดชังจนไม่อยากจะมุดหัวออกมาจากผ้าห่ม

หิมะที่ตกตลอดคืนจนถึงเช้าช่วยกลบร่องรอยของนินจา 2 คน  พวกเขาไม่ต้องเสียเวลาอำพลางเมื่อต้องเดินผ่านช่องเขาคุโระอิสีนิลเข้าสู่หมู่บ้านลึกลับกลางหุบเขาอิงะ   การทวงคืนสมบัติของชิโนบิเป็นไปอย่างราบรื่น อูคาชิ  ยาสุ ชายวัย 60 ปี กำลังอุ้มเด็กน้อยด้วยท่าทีเอ็นดู ปากเล็กๆที่กำลังแบะไร้เดียวสาในยามเช้า ทำให้เขาเผลอยิ้มออกมากว้างๆจนไม่เหลือความลับให้เห็น

“เจ้าถูกเลี้ยงมาอย่างคนธรรมดามากไปหน่อย”อูคาชิ ยาสุพูดไปยิ้มไป คนใช้ในชุดกิโมโนตัวใหญ่โคร่งสีน้ำตาลขุ่นคลานถือกาน้ำชาเข้ามาในห้อง นางก้มศีรษะลงจรดพื้น ก่อนจะรินลงถ้วยกระเบื้องสีดำหลายใบสำหรับนินจาเกือบ 50 คนที่รวมตัวกันในห้องขนาด 20 เสื่อตาตามิหลังม่านไม้ไผ่ โดยมีหญิงรับใช้ 4 คนที่ดูแลเด็กตั้งแต่มาถึงรวมอยู่มุมประตูด้านข้าง

“นี้นะรึบุตรชายของ ยามุดะ…ช่างน่าเอ็นดูเหลือเกิน” อูคาชิ ยาสุ เปรยพร้อมกับสำรวจความพิเศษที่สวรรค์ให้ติดตัวเด็กวัย 4 ขวบมาอย่างพินิจพิจารณารอบแล้วรอบเล่า “พวกเจ้าทั้งหลายจำเอาไว้ ต่อจากนี้เป็นต้นไปเด็กคนนี้คือบุตรแห่งข้า…เขาจะมีชื่อว่าอูคาชิ เซดะ” ยาสุประกาศเสียงดัง ความสุขที่เคยขาดหายหวนกลับคืนมาพร้อมกับคำพูดนั้น “เขาเกิดมาพร้อมพรสวรรค์พิเศษเยี่ยงเรา…เลือดชิโนบิที่อยู่ในกายของเด็กคนนี้คืออูคาชิสายตรง…”

“อื้อ!…ข้าเห็นด้วย”

“ยินดีเป็นที่สุดแล้ว…คุณชาย”

“เหมาะสมแล้วสำหรับตำแหน่ง คุณชายแห่งหุบเขาอิงะ” ยาสุพูดต่อพลางชูเด็กน้อยขึ้นเหนือหัว จนกระทั้งเสียงร้องไห้ดังขึ้น

“ไม่เป็นไร เซดะ เจ้าอยู่กับพ่อแล้วนะ ไม่มีอะไรต้องกลัว”เขาปลอบพลางจุมพิตที่หน้าผากอย่างแผ่วเบา “ดูนัยน์ตาบุตรข้าซิ…อำพันชัดเจน ฮา ฮา ฮ่า” เขาส่งเด็กคืนให้หญิงรับใช้ที่คลานเข้ามารับจากด้านหลัง ทุกคนตื่นเต้นพยายามจ้องนัยน์ตาปริศนาจนกระทั้ง

“โมอิ!…โมอิ! นางหลับไปแล้ว”

“ฮา ฮา ฮ่า ลากนางเข้าไปในครัว…เด็กคนนี้ไม่ใช่ทายาทซามูไร เขาเกิดมาเพื่อเป็นอาวุธของเรา” ยาสุกระชากเสียงสูงแข่งกับเสียงเด็ก “คุณชายแห่งหุบเขาอิงะ…คุณชายอูคาชิ เซดะ!”

“ข้าขอดื่มเพื่อต้อนรับ”

“แด่คุณชายอูคาชิ…เฮ!” ถ้วยน้ำชาตรงหน้าถูกชูขึ้นพร้อมกับความอิ่มเอมบนใบหน้า

“คุณชายอูคาชิกลับมาพร้อมกับพรสวรรค์พิเศษ เขาคือสมบัติที่ล้ำค่าสำหรับอิงะ…และชิโนบิทุกคน” อิเงะสึงิ เคนซึ ชายผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวตะเบ็งเสียงเยินยอ ทุกคนในห้องนั้นต่างแสดงออกถึงความยินดีดังกระหึ่ม แต่ม่านไม่ไผ่ก็ยังคงเก็บเสียงเงียบได้อย่างน่าอัศจรรย์

“ยามิจังไปยกสาเกที่เตรียมไว้ออกมา…ข้าจะร่วมดื่มกับพี่น้องของข้า” ยาสุสั่งและปล่อยเสียงหัวเราะตามมาอีก “ฮาๆๆๆ”

“เจ้าค้า!…”

“พวกเจ้าด้วย…เจ้าอีกคน ไปช่วยนางยกมาให้หมด…ฮา ฮา ฮ่า”

“เราจะไม่ออกนอกหมู่บ้าน 3 วัน ฉะนั้นเชิญพี่น้องชิโนบิเลือกกินเนื้อเต็มที่…” อิเงะสึงิ เค็นซึสมทบขึ้นอีก คนรับใช้ที่ประจำอยู่กับบานประตูทั้ง 3 ชั้น เลื่อนเปิดออก ทำให้ห้องหลังม่านไม้ไผ่ขยายกว้าง ไก่อบหินภูเขา เนื้อแพะย่าง หมูหมักเกลือและสารพัดปลาถูกจัดรอพร้อมสรรพ ไม่นานบรรดาสาวใช้ก็ยกขวดสาเกทยอยเข้ามาตั้งเรียงไว้เป็นจุดๆ

“เชิญๆ…อย่าลืมยกออกไปให้พี่น้องเราที่อยู่ด้านนอกด้วยละ” ยาสุดูจะมีความสุขมากเป็นพิเศษ เสียงเพลงจากหุบเขาบรรเลงขึ้น

“เค็นจิ เจ้ากลิ่นตัวแรงเกินไปที่จะกินเนื้อแพะ ต้องข้าเอง”

“เดี๋ยว!…อาจารย์…ผักดองหมักแป้งเป็นของโปรดของท่านมิใช่หรือ…เอาเนื้อแพะของข้าคืนมา”

“เอาเถอะ…ใครใคร่กินอะไร เต็มที่ 3 วันต่อจากนี้คงไม่เหลือกลิ่นตัวแล้วละ….เอาชน ฮาๆ”

“ข้าด้วยๆ…”

“อ้าว…เฮ”

“ยินดี…ยินดี…ฮิเดะคุง ชนแก้วกับข้าหน่อย”

“ยินดี…ข้าจะมีลูกศิษย์เป็นถึงคุณชายแล้วละ…ฮา ฮา”

“ข้า ข้า ข้า จะ ริ เริ่ม บันทึกอีก ครั้ง ดะ ดะ ได้ เสีย ที”

……….

เพียงน้ำที่ละหยด… ก็ล้นถัง 1,000 ลิตร…และถ้า  1,000 ชีวิต

 ไม่คิดจะเติมฝัน……ก็ไม่มีวันเต็มค่าเทียบน้ำเพียงหยดเดียว

อูคาชิ ยาสุ

………..

โรงเรียนชิโนบิโนะโมโนะ (โรงเรียนนินจา)

ฤดูหนาวปีแรกของคุณชายอูคาชิ เซดะ ได้ผ่านพ้น ป่าไม้สีแดงใบสุดท้ายร่วงหล่นไปแล้ว 1 อาทิตย์ หิมะในปีที่ 2 ก็พลันเริ่มต้น เกล็ดละเอียดขาวไม่ต่างกับแป้งยีก็โปรยปรายลงมา สรรพสัตว์นานาชนิดต้องเร่งกินเพื่อเสริมสร้างไขมันเพิ่มความอบอุ่นพร้อมกันนั้นพวกมันก็เร่งหาที่ซ่อนตัวเพื่อให้มีชีวิตรอดพ้นจากความหนาวเหน็บของฤดูหิมะที่กำลังย่างกลายเข้ามา

“กลางฤดูใบไม้ผลิ เจ้าต้องเข้าทดสอบแล้วนะเซดะคุง” อูคาชิ ยาสุเปรยกับเด็กน้อยวัย 6 ขวบ ที่อยู่ในห้องหลังม่านไม้ไผ่ เด็กน้อยเซดะในชุดกิโมโนสีน้ำตาลดำสลับเทาเข้มค่อยๆหันมามอง ดวงตากลมใสราวลูกแก้วสีอำพันกำลังทำให้หลายคนในหุบเขาอิงะหลงใหล กระทั้งประมุขของอูคาชิในเวลานี้ด้วย

“ข้าต้องเตรียมตัวอย่างไรท่านพ่อ” เซดะปีนขึ้นไปนั่งบนตักยาสุพร้อมกับโอบกอดไว้แน่น

“ข้าเชื่อว่าเจ้าต้องผ่านได้อย่างง่ายดาย เพราะเจ้าเกิดมาเพื่อมัน…พร้อมกับมัน…เจ้าหนาวหรือ” ยาสุถามล้อสายตายิ้มๆ เซดะพยักหน้าหงึกๆ

“เดี๋ยวจะให้มิกิเปลี่ยนเครื่องนอนฤดูหนาวให้”

“ปีนี้ ข้าว่าหิมะน่าจะสูง…”

“สูงแค่ไหน…” ยาสุแกล้งถาม

“แค่นี้…” เซดะปล่อยมือยกบอกระดับที่คาดคะเน

“ข้าว่าไม่ใช่…” ยาสุแกล้งอีก

“แค่นี้…” มือน้อยๆ ยกสูงขึ้นไปอีกระดับ

“ก็ไม่ใช่…”

“ถ้าอย่างนั้น…แค่นี้ๆๆๆๆ” เซดะลุกจากตักพร้อมกับพยายามกระโดดให้สูงขึ้น สูงขึ้น จนยาสุหลุดหัวเราะออกมาลั่นห้อง “ฮาๆๆ…ตัวแค่นี้กระโดดสูงเลยหัวข้าอีก”

“ท่านพ่อแกล้งข้า” เซดะยืนนิ่งจ้องหน้าเขาอย่างเอาจริง

“ไม่ได้แกล้ง…ไหนบอกว่าหนาวมิใช่หรือ มาให้กอดซะดีๆ” ยาสุแหย่ให้อีก

“ไม่…ข้าร้อนแล้ว…ข้าไปเล่นกับโจอานดีกว่า” พูดจบฝ่าเท้าน้อยๆก็กระโจนออกนอกประตูไป

“เจ้ามีเวลาแค่แสงสุดท้ายนะเซดะคุง” ยาสุตะโกนไล่ตามหลัง

“ข้ารู้แล้ว ท่านพ่อ” เสียงแหลมเล็กดังผ่านประตูเข้ามา มันทำให้ยาสุถึงกับยิ้มได้ทั้งน้ำตา

“เจ้าคือดวงใจของข้าแล้วละ…คุณชาย”

……….

อีกมุมหนึ่งของหุบเขาอิงะ

“คุณชายอย่า…ผงถ่านเลอะมือเลอะเสื้อผ้าหมดแล้ว”

“ไม่เป็นไร…โจอานยังเล่นได้ข้าก็เล่นได้เช่นกัน”

“ประเดี๋ยวท่านประมุข…จะมาเล่นงานพวกข้ากับครอบครัวกันพอดี”

“ไม่มีใครบังคับข้าได้…ท่านพ่อรู้ดี” เด็กชายตัวน้อยยังคงต่อความไม่ยอมลดละ

“ข้าอยากเป็นชิโนบิ…ท่านพ่อ” พลันเสียงเด็กชายตัวอ้วนสูงกว่าเซดะกว่าเท่าตัวในชุดมอมเปรอะเปื้อนก็ดังแทรก ผู้เป็นพ่อจ้องหน้าลูกชายด้วยสายตาอ่อนล้า

“ตระกูลเราเป็นได้แค่คนเผาถ่าน…อย่าฝันเลยโจอาน” คำปลอบโยนยิ่งทำให้ใบหน้ากลมๆ ของโจอานเศร้าหนักลงไปอีก

“ถึงจะเป็นปีสุดท้าย…ข้าก็จะเข้าสอบ”

“ใช่ เจ้าต้องเข้าสอบเป็นเพื่อนข้า…และเจ้าก็จะได้เป็นชิโนบิ…เราสองคนคือชิโนบิโนะโมโนะ…เฮๆ” เสียงพูดของเซดะ ทำให้รอยยิ้มของโจอานกว้างอย่างคนมีความหวัง

“จริงหรือ คุณชาย…ข้าจะได้เป็นชิโนบิ ข้าจะต้องเป็นชิโนบิ เฮ เฮ…แล้วอาวุธของเจ้าละคืออะไร”

“เอ่อ!…ดาบ…ใช่ดาบคาตานะ” เซดะบอกพร้อมกับหยิบกิ่งไม้ที่อยู่ใกล้ๆขึ้นมาประทับท่าซามูไรให้เห็น ทำให้หลายคนในที่นั้นถึงกับนิ่งช็อก!

“แล้วอาวุธของเจ้าละ…โจอาน” เซดะถามกลับบ้าง

“เอ่อ…นี้ไง ดาวกระจาย…” โจอานบอกพร้อมกับดึงดาวกระจายที่ทำมาจากถ่านโชว์ให้เห็น “เป็นไง…เหมือนรึเปล่า”

“เจ้าทำเองเลยรึ…โจอาน”

“อื้อ”โจอานพยักหน้าอูมๆ แบบภูมิใจ

“มาต่อสู้กัน…อ๊าก…พิ้วๆๆๆ”

“โจอาน…พาคุณชายไปเล่นที่อื่น พ่อต้องรีบเก็บถ่านก่อนหิมะจะลงหนักกว่านี้”

“ครับ…ท่านพ่อ”

……….

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →