มองโลกในแง่ดีชีวีสวยงาม

มองโลกในแง่ดีองโลกในแง่ดี ชีวีสุขสันต์ ธรรมะกับชีวิต

เมื่อพิจารณาสิ่งต่างๆ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม ถ้าหากกระทำเลยเถิดไปก็ไม่ดี จะต้องรู้จักประมาณให้อยู่ในความพอดี โลกเรานี้ย่อมมีความลำบากและความสนุกสนาน มีทั้งทุกข์และสุข ความทุกข์และความสุขเป็นของคู่กัน นี่คือสภาพความเป็นจริงของมนุษย์เรา ให้เราค้นหาวิธีที่ดีที่สุด ให้เหมาะสมกับเหตุการณ์และเป็นไปตามกาลเทศะ จำเป็นจะต้องมีความเฉลียวฉลาดในทางที่ดี ประกอบด้วยปัญญาความรู้ที่จะก่อให้เกิดวิจารณญานในทางที่ถูกต้อง ปราศจากเมฆหมอกหรือความขุ่นมัวแล้วปัญญาจะเกิดมากขึ้น หลักสำคัญจึงอยู่ที่การขจัดเมฆหมอกหรือความขุ่นมัวให้หมดไป

สังคมมนุษย์ปัจจุบัน ยิ่งเห็นเด่นชัดถึงความยากลำบากในการดำเนินชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งเทคโนโลยีเจริญมากเท่าไร มนุษยยิ่งห่างจากศาสนามากขึ้นเท่าไร จิตใจมนุษยิ่งขาดปัญญาที่จะสลัดหลุดพ้นจากความทุกข์ ถ้าหันกลับมาศึกษาศาสนา อาจจะรู้ถึงภาวะสลัดหลุดพ้นจากด้านดีและด้านร้ายของโลก ชีวิตมนุษย์คล้ายเป็นลูกตุ้มนาฬิกาที่แกว่งไปมา ระหว่างความทุกข์และความเบื่อหน่ายจนไม่มีทางที่จะสลัดหลุดพ้นจากวงจรแกว่งไปได้

มีครอบครัวตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่เข้าใจถึงจุดยืนของศาสนาพุทธ เรื่องมีอยู่ว่า เด็กคนหนึ่งถูกแม่ใช้ไปซื้อน้ำมันที่ตลาดเขาถือขวดเปล่าพร้อมเงินค่าน้ำมัน 10 บาทไปที่ตลาด พอได้น้ำมันเต็มขวด ก็ถือขวดน้ำมันเดินกลับบ้าน ระหว่างทางเด็กได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงบนดินน้ำมันหกไปครึ่งขวด เด็กขว้าขวดซึ่งมีน้ำมันเหลือครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งร้องไห้ไปหาแม่ เขาสารภาพผิดกับแม่ว่า “ลูกไม่ดีเองที่ทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด”

สัปดาห์ต่อมาแม่ใช้ลูกคนที่สองไปซื้อน้ำมันโดยส่งขวดเปล่าและเงิน 10 บาทให้ไปตลาดปรากฏว่าเด็กคนนี้ซื้อน้ำมันได้เต็มขวด ระหว่างทางเด็กคนที่สองได้โยนขวดน้ำมันเล่น ขวดพลัดมือตกลงพื้นน้ำมันหกไปครึ่งขวดเหมือนกัน เด็กขว้าน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งขวดวิ่งกลับไปหาแม่ เขาหัวเราะร่าเริงบอกกับแม่ว่า “ลูกทำขวดน้ำมันตกลงไป” แต่ด้วยความไวของลูกทำให้คว้าขวดขึ้นมาได้ทัน จึงเหลือน้ำมันครึ่งขวด ถ้าลูกช้ากว่านี้น้ำมันคงหกหมดขวดแน่ๆ เด็กคนแรกร้องไห้เพราะเขามองน้ำมันที่ขาดหายไปครึ่งขวด เด็กคนที่สองหัวเราะเพราะเขามองน้ำมันที่เหลืออยู่ครึ่งขวด เด็กคนแรกเปรียบเหมือนคนที่มองโลกในแง่ร้าย ส่วนคนที่สองเปรียบเหมือนคนมองโลกในแง่ดี

และยังมีเด็กคนที่สาม…สัปดาห์ต่อมาแม่ใช้ให้ลูกคนที่สามไปซื้อน้ำมันในตลาดเหตุการณ์เป็นไปทำนองเดียวกัน คือเด็กคนนี้ทำขวดน้ำมันตกลงกับพื้นดินน้ำมันหกออดไปครึ่งขวด เขาขว้าขวดที่มีน้ำมันเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งนั้นวิ่งกลับบ้าน เขาหัวเราะร่าเริง เมื่อบอกกับแม่ว่า “ลูกทำน้ำมันหกไปครึ่งขวด แต่น้ำมันเหลืออยู่ครึ่งขวด ไม่เป็นอะไรนะแม่ พอดีลูกไปรับจ้างทำงานที่ตลาดไว้ เมื่อได้เงินค่าจ้างแล้ว ลูกจะเอาเงินไปซื้อน้ำมันอีกครึ่งขวดทดแทนน้ำมันที่หกไป” เด็กคนที่สามมองน้ำมันที่ทั้งในส่วนที่ขาดหายไป และส่วนที่เหลืออยู่ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเสนอวิธีแก้ปัญหาด้วยการทำงานรับจ้างหาเงินมาซื้อน้ำมัน ในส่วนที่ขาดหายไป เด็กคนที่สามนี้เปรียบเหมือนคนที่มีโลกทัศน์แบบชาวพุทธที่มองโลกตามความเป็นจริง และแสวงหาทางออกจากปัญหาด้วย อริยสัจสี่ มีทุกข์หาสาเหตุของทุกข์ ดับทุกข์ หาหนทางเพื่อปฏิบัติเพื่อนำตนไปสู่ความหลุดพ้น

ลูกสามคนที่มีแม่คนเดียวกัน ความรู้สึกนึกคิดหรือลักษณะภาวะของทั้งสามก็ไม่เหมือนกัน เหมือนกับกิ่งโป๊ยเซียนที่ออกมาจากจุดเดียวกันแต่ละกิ่งก็แสดงความสวย แต่ละจุดแต่ละกิ่งไม่เหมือนกัน แต่ต่างก็มีความสวยงามเหมือนกัน ทำให้ผู้ที่มองเห็นมีความสุขเหมือนกัน

รวบรวมและเรียบเรียงธรรมะดีๆ โดย พเยาว์

เรื่องแนะนำ

พเยาว์ โมทาน

About พเยาว์ โมทาน

รวบรวม เรียบเรียง บทความธรรมะ ประชาสัมพันธ์

View all posts by พเยาว์ โมทาน →