อนุชาย ตอนที่ 22

อนุชาย ตอน ผมรักเขานิยายไม่ติดเหรียญ เรื่อง อนุชาย ตอนที่ 22 ผมรักเขา

นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้สะบัดปีกไปตามทางหลวงพิเศษบางนา-บางประอินทร์ ก่อนจะมุ่งหน้าสู่ทิศเป้าหมาย ปีกบางๆปะทะสายลมเบาๆอย่างต่อเนื่อง แดดสีเบจก็ยังจางจนแทบเดาไม่ออก  รังที่นกป่าจะไป คอนที่มันคิดถึง คงเป็นที่ไหนสักแห่ง นกป่าเงียบขณะปล่อยให้ลมใต้ปีกหนุนสู่เวิ้งฟ้า  มันไม่ขับขานแม้จะได้ยินเสียงอึกทึกรอบๆตัว  ในหัวของมันคงมีแต่ผู้หญิงที่มันไม่เคยเห็นหน้า ในฝันของนกป่าเฝ้าฝันถึงแต่คนที่ไม่เคยฝันถึง ความอบอุ่นที่โหยหามาจากคนๆเดียวในโลกที่ไม่เหลือตัวตนให้กอด

นิยายไม่ติดเหรียญ เรื่อง อนุชาย ตอนที่ 22 ผมรักเขา

……นกป่าปีกสีน้ำตาลเปลือกไม้เจ้าเอย……

…..อกอุ่นๆที่ลูกอยากกอด…จงจินตนาการไปให้ถึงอ้อมแขนของแม่…..

……สองมือที่ลูกอยากสัมผัส….จงจินตนาการให้ได้จับมือของแม่……

……คำปลอบประโลมที่ลูกอยากได้ยิน….จงจินตนาการเสียงแม่ขึ้นเองในหัว……

……คำบอกรักทีลูกอยากได้ยิน…จงจินตนาการถึงแสงยามเช้า……

…….ยามใดที่ลูกเหน็บหนาว….จงใช้ฝ่ามือ 2 ข้างถูกันไปมา…….

……กลางสายลม มีเพียงปีกสีน้ำตาลเท่านั้น ที่ลูกพึ่งพาได้…..

……อย่างฝันถึงท้องฟ้ารัตติกาล….เพราะแสงดาวจะล่อให้ลูกหลงทาง…..

……หัวใจของลูกคือทางรอดเดียว…จงเชื่อมั่นกับมัน….รักมากมายจากแม่พร…….

ชานนท์ปล่อยให้อนุชัยยืนอ่านบทกลอนที่แปะบนแผ่นหินใต้ฐานสถูปของแม่ตัวเองเงียบๆ เขาปรารถนาจะยื่นข้างๆ แต่อีกคนก็ขอเอาไว้ การได้เพียงยืนมองแผ่นหลังจากที่ไกล อ่านความรู้สึก เดาอารมณ์อยู่เงียบจึงเป็นอะไรที่มากมายแล้ว และเมื่อตะวันเลยหัว อนุชัยก็เดินกลับมา

“กลับกันเถอะ” อนุชัยเอ่ยพร้อมกับดึงกุญแจรถจากมือก่อนจะเดินอ้อมไปประจำตำแหน่งเสียเอง (เขาเข้มแข็งได้ที่แล้วละ) ชานนท์คิดขณะก้าวเข้าไปนั่งในรถอย่างว่าง่าย

และคืนนั้นพวกเขาก็ค้างที่บ้านแม่สมรกับพ่อศักดิ์ดา มันยังอบอุ่นเสมอ….พอแดดเช้าลอดผ้าม่านกึ่งเก่ากึ่งใหม่สีขาวเข้ามาถึงเตียงนอน อนุชัยลุกเดินไปยืนแหวกผ้าม่านมองผ่านหน้าต่างออกไปด้านนอกนาน นาน กระทั้งชานนท์ลืมตาเขาลุกเดินไปประกบด้านหลัง คางถูกเกยไว้กับหลังหัวไหล่ แดดสีวะนิลากำลังฉาบหุบเขาชวนให้ทั้งคู่นิ่งค้างไม่ไหวติง ถนนมิตรภาพเลื้อยยาวไกลสุดสายตาราวกับลำตัวของงูยักษ์ยังโดดเด่น….ใกล้เข้ามาอีกหน่อยก็เป็นวัดเล็กๆที่มีบ้านสถูปของแม่พร กระทั้งมาตกที่ภาพพ่อศักดิ์ดากับแม่สมรกำลังช่วยกันก่อเตาไฟ-ตั้งกระทะ-ปลอกกล้วยอย่างไม่ยอมวางมือ ถึงทั้งคู่จะไม่ใช่พ่อแม่ตามสายเลือด แต่พวกเขาก็เป็นพ่อแม่จริงๆ ที่อบอุ่นให้เขาได้เสมอ

“ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งให้นาย อยากเป็นบ้านให้นายคิดถึง อยากเป็นบ้านให้นายอบอุ่น อยากเป็นบ้านให้นายไม่อยากไปไหน แม้แต่ทรงผมของฉันถึงจะยุ้งเหยิงเป็นรังนก ก็ปรารถนาให้นกป่าอย่างนายเพียงตัวเดียว” ชานนท์ร่ายยาวเขาสวมกอดอนุชัยแบบหลวมๆกระทั้ง

“กลับบ้านเรากันเถอะชานนท์”อนุชัยเอ่ยลอยๆ “Loft Love House นะ”

ขานนท์ยิ้มแก้มแทบปริ “ได้ๆ….กลับบ้านลอฟท์เลิฟกัน”

พวกเขาบอกลาสมรและศักดิ์ดาอย่างง่ายๆก่อนจะขับรถเข้ากรุงเทพฯ และขณะที่ทั้งคู่แวะกินสเต็กอยู่ภายในร้านข้างทาง หมวกแก๊ปสีดำกับแว่นตาดำก็ไม่อาจจะอำพลางรูปลักษณ์คนดังเอาไว้ได้ทั้งหมด กล้องจากโทรศัพท์มือถือของบุรุษนิรนามจึงแอบบันทึกไว้หลายภาพและหลายมุม โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวเลยสักนิด….

“อร่อยนะ”

“ฉันทำอร่อยกว่านี้อีก” ชานนท์กระซิบใกล้ “วันหลังจะทำให้กิน”

“แน่นะ คุณชายยยย”

“ครับผม…”

หลายเดือนก่อนหน้านี้

คุณหญิงพวงพรเข้าไปเช็คอาการของอนุชาติตามปกติ…แต่ที่ไม่ปกติก็คือมักจะเห็นแครายมาอยู่ข้างเตียงของพ่อเธอบ่อยขึ้นทั้งๆที่ก่อนหน้านี้ ทุกครั้งที่กลับมาจากแคนาดา เธอมักจะไปอยู่บ้านในสนามกอล์ฟ เซอร์แจ็กกสัน ที่กลางดงกับแม่หรือไม่ก็ออกเที่ยวกับเพื่อนๆเป็นส่วนใหญ่……ประเด็นสำคัญ อยู่ๆ วันนี้เธอได้หอบใบหน้าที่ไม่ค่อยสบายนักเข้ามาใกล้ๆ

“คุณหญิงป้าคะ แคร์” แครายเอ่ยคล้ายจะขออนุญาตกลายๆ

คุณหญิงพวงพรเงยหน้าจากแฟ้มประวัติคนไข้ “มีอะไรรึจ้ะ แครี่”

“ในฐานะที่คุณหญิงป้าเป็นคุณหมอรุ่นพี่… คือว่าแคร์ แคร์ ….” เธอยังอ้ำอึ้งแบบคนว้าวุ่นใจ

“หึ! หนูแคร์มีอะไรไม่สบายใจรึจ๊ะ” คุณหญิงพวงพรเห็นท่าไม่สู้ดีเลยดึงแขนเธอไปที่ชุดรับแขกมุมห้อง แต่แครายกับเลือกนั่งยองๆ กับพื้นแล้วจับมือข้างหนึ่งของคุณหญิงพวงพรแน่น

“แคร์อยากถามเรื่องกรุ๊ปเลือดนะคะ”

คุณหญิงพวงพรแปลกใจกับคำถามและท่าทีที่แครายแสดงให้เห็น เธอจึงถอดแว่นแล้ววางแฟ้มประวัติลงข้างๆ

“ถ้าแม่กรุ๊ปเลือด A พ่อกรุ๊ปเลือด AB ไม่มีทางที่ลูกจะได้กรุ๊ปเลือด O เลยใช่ไหมคะ” แครายพยายามพูดช้าๆ ทีละคำ คุณหญิงพวงพรเชิดหน้าสูง แล้วก็ถอนหายใจทิ้งยาวๆ เธอดึงแครายขึ้นมานั่งข้างอย่างคนใจเย็น

“ป้ากลัวตั้งแต่หนูเลือกเรียนแพทย์แล้วละจ๊ะ และพยายามทำใจเรื่องนี้มานานพอสมควร” คุณหญิงพวงพรทิ้งลมหายยาวๆ อีก เธอจับใบหน้าแครายเข้ามาสำรวจใกล้ๆ “แครี่จ้ะ…วันนี้หนูเป็นผู้ใหญ่พอที่จะรับรู้เรื่องราวสลับซับซ้อนนี้ได้แล้วละ….สิ่งที่หนูถาม….ป้าก็ขอตอบตรงๆว่า ถูกต้อง แม่กรุ๊ปเลือด A พ่อกรุ๊ปเลือด AB ลูกที่เกิดมาจะได้กรุ๊ปเลือด A,AB หรือ B เท่านั้น” คุณหญิงพวงพรบีบมือแครายแน่นเข้าไปอีก “ยกเว้นกรุ๊ป O จ้ะ”

แครายหน้าซีดพร้อมกับขยับมือเธอออกอย่างคนไม่มีสติ  “….ถ้าแบบนั้นแคร์เป็นลูกใครละคะคุณหญิงป้า” แครายเบนสายตาไปตกที่อนุชาติแบบคนต้องการคำตอบ

คุณหญิงพวงพรนิ่ง

“ที่ ที่ คุณหญิงป้าพยายามกีดกันแคร์กับพี่ชาย-ชานนท์ทุกทาง มีส่วนในเรื่องนี้ด้วยใช่ไหมคะ ได้โปรดเถอะคะ นะคะบอกแคร์เถอะ” แครายอ้อนวอน “คุณหญิงป้าคะ…”

“ไม่รู้วันนี้….วันหน้าหนูก็ต้องรู้อยู่ดี…ใช่จ้ะ หนูกับชานนท์คือพี่น้องกัน” คุณหญิงพวงพรกัดฟันพูดในรอบเดียวชัดๆ ก่อนแครายจะซบลงบนบ่าร้องไห้สะอึกสะอื้น

สักพัก “อันที่จริงแคร์ก็เตรียมใจเรื่องนี้มานานพอสมควรแล้วละ เพียงแต่แคร์อยากได้ยินคำตอบจากปากคนใดคนหนึ่งจริงๆ เท่านั้น….ขอบคุณคุณหญิงป้ามากๆ คะ”

คุณหญิงพวงพรดึงเธอเข้ามากอด “แครรี่….อย่างไรซะผู้ชายที่นอนนิ่งอยู่ตรงนั้นก็เลี้ยงหนูมาตั้งแต่แบเบาะ ถึงจะไม่ใช่พ่อทางสายเลือดแต่เขาก็เป็นพ่อของหนูจริงๆ นะคะ”

“หื้อๆ…คุณพ่อ ต่อไปแคร์จะทำอย่างไรดี แคร์จะสู้หน้าคนบ้านตระกูลเชาว์ได้อย่างไรกัน”

คุณหญิงพวงพรตบปลอบหลัง “หนูโตแล้วแครี่ หนูเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผู้ใหญ่จะคุยกันด้วยเหตุด้วยผล ป้าเชื่อว่าหนูจะผ่านมันไปได้แน่ๆ….ดุแลเขาเถอะผู้ชายคนนั้นนะ เขารักหนูยิ่งกว่าชีวิตเขาเองซะอีก”

แครายพยักหน้า เธอรับทิชชู่จากคุณหญิงพวงพรซับน้ำตาจนแห้งสนิทก่อนจะลุกเดินไปนั่งข้างอนุชาติแล้วดึงมือเขามากุมไว้ “คุณพ่อคะ….”

“บ้านลอฟท์เลิฟ”

เช้าวันเสาร์ที่ครัวฝรั่ง 2 หนุ่มกำลังช่วยกันแต่งหน้าเค้กก้อนโต ชานนท์เปิดตู้อบเอาเค้กอีกก้อนที่อบได้ที่มาวางบนเคาน์เตอร์ อนุชัยกำลังกวนครีมที่ขาวเนียนอย่างคนไม่ทันระวัง แดดสีวะนิลาทาบทาคนทั้งคู่ผ่านช่องหน้ายาวถึงพื้นเอาไว้คนละ 50 เปอร์เซ็นต์ พวกเขายอกล้อ หัวเราะ ขณะที่ดอกแคนาสีขาวรูปลำโพงค่อยๆโรยจากตันสูงรอบๆบ้านลอฟท์เลิฟ จนสนามหญ้านวลน้อยสลับมาเลใบหนาแทบจะมองไม่เห็น สีสันถูกแต่งแต้มไปทุกอารมณ์ สองมือพัลวันรอบเอวกันไปมา เสียงหัวเราะกระเซ้าเย้าแย่ดังเป็นระยะๆ กระทั้งครีมขาวเผลอติดที่พวงแก้ม อนุชัยไม่ทันรู้ตัว แต่ชานนท์ก็หัวเราะตัวงอเป็นกุ้งไปหลายตลบ

“นายจะขำอะไรกันนักหนา…หึ”

“ฮ่าๆ นายอยู่นิ่งนะ” ชานนท์ดึงอนุชัยเข้ามาแนบชิด ก่อนจะส่งสายตาหวานเยิ้มให้เห็น

“นายจะทำอะไรนะ….” อนุชัยถามอีก กระนั้นสองมือของชานนท์ก็สอดรัดรอบเอวเขาไว้ “อะไร นายจะทำอะไร”

“จุ๊ๆ…เออน่า….” ชานนท์ขึ้นเสียงดุนิดๆ  ริมฝีปากกำลังอยู่เหนือครีมสีขาว เขาตวัดลิ้นบนพวงแก้มราวกับไม่มีวันเบื่อ โดยไม่ทันสังเกตเลยว่ามีใครคนหนึ่งมายืนถือถุงอาหารที่สั่งตรงจากโรงแรมกำลังนิ่งช็อกราวกับหุ่นหินอยู่ที่ประตูนานพอสมควรแล้ว กระทั้งเสียงถุงในมือหล่นกระแทกพื้น ชายหนุ่มทั้งคู่จึงได้สติ

“น้องหญิง” อนุชัยเห็นเธอเป็นคนแรก ก่อนชานนท์จะหันขวับพาใบหน้าไม่มีสีไปทางน้องสาว

“หญิงรัดดา… น้อง น้องหญิงมานานรึยังคะ” กระนั้นหญิงรัดดาก็ยังไม่ได้สติ กระทั้งชานนท์ต้องเดินเข้าไปเขย่าตัวเรียก  “น้องหญิงคะ….หญิงรัดดา”

“หา! หา! พิ พิ พี่ชาย” หญิงรัดดาออกเสียงลำบาก อนุชัยรวบถุงอาหารบนพื้นเข้าไปเก็บบนเคาน์เตอร์ก่อนจะถอดชุดกันเปื้อนเดินกลับไปสมทบในห้องนั่งเล่น

“น้องหญิงคะ” ชานนท์เรียก พักหนึ่งดวงตาที่เห็นแววก็กลับมา  ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะออกมาลั่นบ้าน

“ฮ่าๆ…หญิงนี้มันสะเหร่อจริงๆ เลยนะคะพี่ชาย พี่นุ”เธอมองคนทั้ง 2 สลับกันไปมา แล้วก็หัวเราะอีก  “ฮ่าๆ…. หญิงจะบ้าตาย”

“น้องหญิงดื่มน้ำส้มก่อนครับ อนุชัยวิ่งไปรินน้ำส้มจากตู้เย็นยื่นให้ หญิงรัดดารับไปจิบบางๆ

“อ้า!….สติหญิงกลับมาครบละ ว่าแต่ พี่ 2 คนกำลังทำอะไรกันอยู่เนี่ย…ถ้าหญิงมาไม่ทันละก้อ อะไรจะเกิดขึ้น…น้อ! ฮ่าๆ”

“แตะ แต่งหน้าเค้กอยู่คะน้องหญิง” ชานนท์ตะกุกตะกักพลางกลืนน้ำลายเหนียวๆ ลงคอ

“โนๆๆ หญิงไม่ได้หมายถึงเค้ก” เธอหันไปจ้องอนุชัยอีกคน “บอกหญิงมาเดี๋ยวนี้ คบกันนานรึยัง”

“น้อง น้องหญิงพูดอะไรกันคะ พี่ชายไม่เห็นเข้าใจเลย”

“อย่าคะอย่าหลบตาหญิงนะคะ….ทั้งคู่เลย อย่าเบี่ยงประเด็นด้วย…คบกันมากี่เดือนละ หรือว่าเป็นปี” หญิงรัดดาคาดคั้น “ว่าไงคะพี่นุ”

“จิ๊ จิ๊ อื้อๆๆ…” ชานนท์ยืดอกสูง…มองอนุชัย สักพัก “อู้!….ถ้านับตั้งแต่เราได้เสียกันก็ 3 เดือนมาแล้วคะ แต่ถ้านับตั้งแต่พี่ชายเริ่มจีบเขาก็เกือบๆ จะ 2 ปี”

“ห่า!…” หญิงรัดดาทำตาโต

อนุชัยจ้องชานนท์ตาไม่กระพริบ “นายเริ่มจีบฉันตั้งแต่เมื่อไรกัน”

“จิ๊ จิ๊ แหม!…ก็ตั้งแต่ฉันไปหานายวันแรกที่มหาวิทยาลัยนั้นแหละ” ชานนท์พูดเร็วๆ

“อันนั้นฉันยังไม่ถือว่าจีบ…..” อนุชัยสวนกลับ

“นายไม่ถือ….แต่ฉันถือนี้น่า…ว่าแต่นายเถอะคิดว่าฉันเริ่มจีบนายตั้งแต่เมื่อไรกัน” ชานนท์ถามกลับมั่ง

“ก็ไม่กี่เดือน อ่ะ”

“ห่า! อะไร ทำไมความรู้สึกนายถึงได้ช้าขนาดนี้”

หญิงรัดดาที่นั่งอยู่ตรงกลางได้แต่มองพี่ชายสลับกับอนุชัยไปมาจนทนไม่ไหว “ไปตกลงกันให้รู้เรื่องก่อนได้ไหมคะหญิงเวียนหัวไปหมดแล้วเนี่ย”…..สายตาของหญิงรัดดาก็มาตกที่อนุชัย “ว้า!….แบบนี้หญิงก็ อกหักแล้วซิเนี่ย”

“น้องหญิง” ทั้งคู่เสียงดุขึ้นพร้อมกัน จนทุกคนต่างนิ่งมองหน้ากันไปมา…….ฮ่าๆๆๆๆๆๆ

“หญิงอายจังเลยคะ ว่าแต่พี่ชายกับพี่นุอบขนมทำเค้กกันเป็นด้วยรึคะ ไหนๆ หญิงลองชิมดิ!” หญิงรัดดาลุกก้าวยาวๆไปที่เคาน์เตอร์…. สักพัก 2 คนก็วิ่งตามไปก่อนนิ้วเธอจะถึงหน้าเค้ก

“น้องหญิง”

“คะ! ชิมเศษๆ ก่อนดีกว่าคะ ยังเขียนหน้าเค้กไม่เสร็จเลย” ชานนท์แนะพลางเอาเนื้อเค้กที่ถูกตัดยื่นให้ เมื่อหญิงรัดดาตักโยนเข้าปาก ดวงตากลมโตก็ลุกวาว… “ฮื้อ อร่อยจังเลยคะ”

“พี่นุทำนะ “ชานนท์ส่งสายตาไปทางอนุชัย  “ว่าแต่เราจะเขียนคำว่าอะไรดีละ”

“อื้อ! เอาง่ายๆ ตรงๆ ไปเลยดีกว่า สุขสันต์วันเกิด แคราย” อนุชัยบอก

“แต่หญิงว่า ใช้แครรี่ ลงตัวกว่านะคะ” หญิงรัดดาเสนอบ้าง ทั้งชานนท์และอนุชัยพยักหน้าเห็นด้วย

“มา มา หญิงขอเขียนเอง….เอ่อเดี๋ยวๆ” หญิงรัดดาจ้องตาชานนท์สลับอนุชัยไปๆ มาๆ อย่างคนต้องการจะหาคำตอบเพิ่ม “ตกลงหญิงได้พี่เขย หรือพี่สะใภ้กันคะ”

“น้องหญิง!”

“คะ…ไม่อยากรู้แล้วคะ ไปๆ หญิงทำต่อเองเดี๋ยวพี่แครรี่จะตามมาละ”

อีก 1 ชั่วโมงแคราย เชาว์ในชุดสีขาวกระโปรงยาวเกือบถึงพื้นก็ผลักประตูเข้ามาสมทบ อนุชัยจ้องเธอไม่กระพริบราวกับผิดสังเกตหลายๆ อย่าง แต่เขาก็ทักทายประมาณหนึ่งก่อนงานฉลองวันเกิดจะเริ่มต้น….เมื่อทุกคนอิ่มเอมพวกเขาก็มารวมตัวกันในห้องนั่งเล่น ในที่สุดแครายเธอก็พูดขึ้น

“น้องหญิง พี่ชาย พี่นุคะแคร์มีข่าวดีจะบอก” ทุกคนหันไปจ้องเธอเป็นจุดเดียว

“แคร์กำลังจะมีลูกคะ” แววตาของเธอแวววาวระยิบระยับ

“ห่า! อะไรนะ”อนุชัยกับชานนท์อุทานขึ้นพร้อมกันอีก

“แล้วนี้ เฮียสตีป รู้เรื่องยัง” หญิงรัดดาขยับถามใกล้ๆ คล้ายเธอจะรู้มาแล้ว

แครายพยักหน้าแดงๆ ไปรอบๆ “แรกๆ เขาจะบินตามมารับ แต่แคร์บอกจะบินกลับคืนนี้ เขาเลยจะไปรอที่สนามบินแวนคูเวอร์แทน”

“อู้!แครี่ พี่ชายดีใจจริงๆ….คลอดเมื่อไรอย่าลืมพาไอ้ตัวเล็กมาเที่ยวบ้านลุงด้วยนะ” ชานนท์พูดและหันไปพยักหน้าให้อนุชัย

“นั้นดิ!…ถ้ามีคนที่ 2 เค้าขอมาเลี้ยงเป็นลูกละกัน”อนุชัยหันไปสบตากับชานนท์อีก “คือแบบว่า เค้าอยากมีลูกให้ชานนท์นะ” พูดจบ ชานนท์ก็หน้าแดงระเรื้อจนสาวๆ หัวเราะในมุขเห่ยๆ เซาะกราวๆของเขา

“ฮ่าๆๆๆ บ้านลอฟท์เลิฟ สวยมากๆ….คะๆ เค้าสัญญา”

“เฮ! เดี๋ยวพี่มีแชมเปญในตู้แช่ขวดหนึ่ง งานนี้ต้องฉลองกันหน่อยละ ชายจะมีลูกแล้ว  นุ  เฮๆๆ”

ในที่สุดบ้านลอฟท์เลิฟก็ปิดฉากได้อย่างสวยงาม 5 ทุ่ม 35 นาทีแครายก็บินกลับแคนาดาโดยมีแฟนหนุ่มนักธุรกิจชื่อสตีป เจมส์มาร์ทคอร์ กำลังรอเธอที่สนามบินแวนคูเวอร์ อีก 3 วันหญิงรัดดาก็บินกลับไปเรียนต่อที่ซานฟรานซิสโก บ้านลอฟท์เลิฟถึงจะมีเพียงผู้ชาย 2 คน แต่ก็เป็นผู้ชาย 2 คนที่รักกันจนแยกไม่ออก…..

กฎเขกกะโหลก

1. ท่าบอกรัก ให้ใช้มือข้างใดข้างหนึ่งลูบที่กะโหลก อนุญาตให้ตีเบาๆได้

2. ท่าบอกหมั่นไส้หรือบอกรำคาญ ให้เขกกะโหลกได้ แต่ห้ามแรง

3. ท่าบอกโกรธ แต่ยังรักอยู่ ให้ใช้ฝ่ามือตบหน้าหรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่ง น้ำหนักที่ ตบอยู่ที่อารมณ์โกรธนั้น ซึ่งผู้ถูกตบจะต้องประเมินเอง

4. ท่าบอกเกลียดหรือบอกเลิกให้ใช้กำปั้นชกเข้าตรงๆ ที่ใบหน้า หรือกะโหลกส่วนใดส่วนหนึ่งแรงสุดชีวิต….

เป็นกฎแห่งความรักที่อนุชัยและชานนท์ร่วมกันเขียนด้วยช็อกหินบนกระดานชนวนสีดำใส่กรอบไม้ดิบๆ แขวนไว้กลางผนังปูนเปลือยในห้องอาหาร  พวกเขาบอกว่า มันเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับใช้เตือนความทรงจำทุกๆ เช้า เที่ยง และเย็น……

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →