นินจาเลือดซามูไร บทที่ 12

ปักษาคืนรัง2ปักษาคืนรัง2 ท้องฟ้าสีเทาจางๆ สงบนิ่งราบเรียบตั้งแต่ขอบฟ้าเหนือยอดเขาที่สูงชันทางทิศตะวันออกเฉียงใต้

ปักษาคืนรัง2

เมืองคาโกคุมะ

ท้องฟ้าสีเทาจางๆ สงบนิ่งราบเรียบตั้งแต่ขอบฟ้าเหนือยอดเขาที่สูงชันทางทิศตะวันออกเฉียงใต้อ้อมจรดทิวเขาไกลๆ ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ  จันทร์เสี้ยวกำลังย้ายตำแหน่งค่อนไปทางทิศตะวันตก ไม่บ่อยนักที่จะเห็นมันกลางพายุหิมะที่กำลังโปรยปรายเช่นคืนนี้ เงาทะมึนของต้นสนมซึที่ขึ้นเป็นแถวยาวลดลั่นไปตามไหล่เขาทางตะวันตกมันเลือนรางในม่านสีขาว แต่ชั่วขณะนั้นเองก็มีบางอย่างเกิดขึ้น

ม้าสีขาว 2 ตัว โจนทะยานออกมาจากราวป่า ความเร็วของมันมาพร้อมกับความเงียบที่น่าพิศวง  ไม่มีเสียงเคลื่อนไหวจากกีบเท้าที่ตะกุยหิมะไปตามรายทาง และไม่นานนักรอยเท้าตามหลังที่เป็นทางยาวก็ถูกหิมะทับถมจนราบเรียบ มันลดความเร็วช้าลงในขณะที่เดินไปตามถนนเล็กๆในเมืองคาโกคุมะ เป้าหมายคือบ้านหลังใหญ่ ที่เจ้าของห้ามเรียกว่าปราสาทบนเนินเขาที่สวยงามทางทิศตะวันออก สัญญาณมือคนนำทางบอกให้ม้าตัวที่ตามหลังมาเลี้ยวซ้ายมุมถนน ร้านค้าในเวลานี้ปิดเงียบ ไม่มีแสงไฟจากดวงโคมเล็ดลอดออกมา ทุกชีวิตกำลังหลับได้ที่ มีเพียงสุนัขที่ขังอยู่ในกรงเพียงไม่กี่ตัวที่ได้กลิ่น มันเห่าได้เพียงครั้งเดียวก่อนดวงตาที่แฝงไปด้วยพลังงานลึกลับจะสะกดมันนิ่งหลับทั้งๆที่ยังยืนอ้าปากกว้างอยู่ในท่านั้น

“ใกล้จะยามสามแล้ว เราต้องรีบแล้วละ เดี๋ยวคุณชายจะตื่นซะก่อน” เสียงนินจาในชุดพลางสีขาวดังแผ่วเบาๆ

“ยังพอมีเวลา…” อีกคนโต้กลับ ในขณะกำลังนั่งประคองร่างเด็กหนุ่มวัยใกล้ 16 ปีบนหลังม้าตัวที่ตามหลัง

“ปราสาทมินาโมโต อยู่ด้านหน้า เอาสายจูงมาให้ข้า แล้วเจ้ารีบไปจัดการกับซามูไรที่ป้อมยามให้เรียบร้อย…” เสียงคำสั่งจบลงอีกคนพยักหน้ารับ เขาส่งสายจูงให้ ก่อนจะดีดตัวลอยข้ามบ้าน 2 หลังมุมเลี้ยวหายไป

“คุณชายอดทนอีกนิด จวนจะถึงบ้านแล้ว” เสียงพูดดังลอยๆจากคนที่กำลังบังคับม้าสองตัวให้เลี้ยวไปตามทางโค้ง เขาตีแส้บังคับนำให้เลี้ยวขวาและบังคับมันมุ่งตรงสู่ปราสาทบนเนินเขา ความมืดไม่ได้เป็นอุปสรรค์ในการมองเห็นตัวหนังสือสีทองหวัดๆที่แกะสลักบนแผ่นหินสีเทาขนาด 2 ฝ่ามือที่เขียนว่า บ้านมินาโมโต โดยมีรูปดอกซากุระประดับอยู่รอบๆ ติดกระจายอยู่ทุกช่องของกำแพงหินสูงตลอดความยาวกว่า 1 กิโลเมตร

ทันทีที่ม้า 2 ตัวมาถึง ประตูรั้วก็ถูกเปิดออกอย่างแผ่วเบา ร่างของซามูไร 3 คนที่ป้อมยามที่หลับสนิทอยู่คนละมุม เหมือนพวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะหลับในท่าทางที่แปลกประหลาด…

#เฝ้าระวังจนกว่าพวกข้าจะกลับออกมา#เสียงกระซิบในความเงียบจากนินจาที่นั่งอยู่บนหลังม้า ก่อนนินจา 6 คนที่ยืนเรียงกันในชุดพรางสีขาวจะโผวูบหายไป

“ตามข้ามา…” นินจาอีกคนเผยตัวใกล้ๆ เขารับสายจูงที่ฝากไว้ก่อนจะเดินนำหายเข้าไปในเงาของต้นซากุระ ที่ตอนนี้เหลือแต่กิ่งก้านและเกล็ดน้ำค้างแข็งเกาะอยู่เต็มต้น พวกเขาช่วยกันนำร่างที่หลับสนิทลงมาและอุ้มเข้าไปวางไว้ใต้ชายคาที่แห้งสนิท ทั้งคู่ยืนนิ่งก่อนอีกคนจะนั่งลงและกระชับชายกิโมโนสีดำของเด็กหนุ่มให้เข้าที่ เพื่อไม่ให้ความหนาวเย็นเล่นงานในขณะที่ยังหลับอยู่ด้านนอก

“ลาก่อน คุณชาย” เขาเอ่ยขึ้นเบาๆพร้อมกับโค้งศีรษะต่ำ อีกคนดึงซองจดหมายออกจากพกเสื้อและนำเข้าไปยัดไว้ในตัวเขาอย่างระมัดระวัง

“ข้าจะทนคิดถึงคุณชาย ให้ถึงที่สุด” เสียงห้วนๆ แต่บาดลึกจนคนที่ยืนอยู่ข้างถึงกับสั่นเทิ้ม “และจะไม่มีวันอ่อนแออีก…ต่อจากนี้…”ร่างสีขาวที่ยืนนิ่งโงนเงนไปมา “คุณชาย!…ข้าขอบคุณที่ชุบชีวิตคนเผาถ่านอย่างข้า…ให้ยืนหยัดเคียงข้างท่านในเวลานี้” เขาทรุดลงนั่งและหมอบลงกับพื้นหิมะ

“เร็วเข้า!…เจ้าต้องนำม้าออกไปรอข้างนอก…เดี๋ยวข้าจะปลุกคนในบ้านให้ตื่น…ไม่อย่างนั้นข้าคงไม่สบายใจจนถึงหุบเขา” พูดจบร่างสีขาวก็ไม่รอฟังเสียงตอบกลับ เขาโจนทะยานไปทางสวนหลังบ้านราวกับเคยมาที่นี้หลายครั้ง

“ลาก่อน!…” สิ้นเสียง ม้าสีขาว 2 ตัวก็ถูกบังคับให้เดินออกไปรอที่นอกประตู

          #แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…แกร๋ๆ #เสียงร้องของนกกระเรียนมงกุฎแดงดังขึ้นพร้อมกับเสียงตีปีกพรึบๆของมัน

             #ท่านพี่…ข้าเห็นแสงไฟจากห้องเลยเข้ามาดู#

#นกกระเรียนหลังบ้าน…หนีไปอีกตัวแล้วใช่ไหม#

                #ข้าได้ยินเสียงร้องของมันเช่นกัน#เสียงพูดคุยดังขึ้นในห้องหนึ่งของเรือนน้ำชา และร่างในชุดพรางสีขาวก็กระโดดขึ้นหลังม้าที่รออยู่ พวกเขาควบมันหายไปในม่านหิมะ ก่อนอีก 6 คนที่พรางตัวอยู่รอบๆ จะเผยตัวและพุ่งตามไปติดๆ

……….

 ข้านำตัวคุณชายมาคืนตามสัญญา

อูคาชิ ยาสุ

……….

อีก 1 ชั่วโมงต่อมา

                ฟูจิกาว่าอ่านจดหมายที่ติดมากับเด็กหนุ่มปริศนา สักพักเขาก็ละสายตาจากมันจ้องไปยังร่างที่ยังคงหลับลึกอยู่ใต้ชายคาทางเข้าด้วยความรู้สึกเจ็บปวดและยินดีไปพร้อมกัน

“โคทาโร่ 10 ปีเชียวนะ…แต่ใบหน้าของเจ้าก็ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด…” ฟูจิกาว่าพูดออกมาลอยๆ ทำเอาคนใช้และซามูไรที่นั่งนิ่งถึงกับสะดุ้งหน้าตื่น

“โคทาโร่ โคทาโร่ โคทาโร่คุง” เขาแผดเสียงดังพร้อมกับน้ำตาซามูไรที่มีค่ายิ่งกว่าเพชรอะโออิก็ทะลัก

“ท่านพี่ โคทาโร่ต้องการหมอ” เสียงคุณนายไอเรียกสติ

“หมอ โทชิ! …ไปตามหมอ คัทซึรุ โทชิ มาเดี๋ยวนี้” ฟูจิกาว่าแผดเสียงสั่ง ซามูไรสามสี่คนที่ยืนถือโคมไฟอยู่รอบนอกโค้งศีรษะก่อนจะวิ่งออกนอกประตูหายไปอย่างรวดเร็ว

“ข้าอุ้มคุณชายเองนายท่าน” เสียงซากาโตะ คัทซึตะดังที่ด้านหลัง เขาเข้ามาช้อนร่างที่กำลังหลับของเด็กหนุ่มแล้วเดินไปตามระเบียงไม้

“เอาโคทาโร่ไปที่ห้องเดิมของเขา” ฟูจิกาว่าเร่งตามหลัง โดยมีขบวนของคุณนายมินาโมโต ไอเดินแยกหายเข้าไปในครัว

“เร่งต้มน้ำอุ่นเร็วเข้า…โอฟูริเจ้าช้าเกินไปไม่ต้องให้ รินะจังทำแทน…เร็วเข้า”

“เจ้าคะนายหญิง”

#เร่งจุดโคมไฟทุกดวง…#เสียงสั่งการจากซามูไรที่อยู่ด้านล่างแว่วเข้ามา ไม่นานปราสาทมินาโมโตตอนยาม 3 ก็สว่างขึ้นพร้อมๆกัน ทุกคนในบ้านต่างพบกับความยินดีและตกใจที่ไม่มียามุดะไปพร้อมๆ กัน

และเช้าวันรุ่งขึ้นข่าวการกลับมาของคุณชายมินาโมโตและการหายตัวไปของยามุดะ ก็แพร่สะพัดออกไป เหล่าซามูไรและคนใช้ ไม่รู้จะจัดงานเฉลิมฉลองหรือจะไว้อาลัยให้กับคุณนายมินาโมโต ยามุดะ กันแน่ บรรยากาศจึงเป็นไปอย่างอึมครึมเหมือนกับท้องฟ้าเวลานี้ไม่ผิดเพี้ยน

ฟูจิกาว่านั่งอ่านจดหมายที่ติดตัวโคทาโร่รอบแล้วรอบเล่าอย่างไม่เคยเบื่อ เหมือนเขาอยากจะรู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัวนั้นให้จงได้ “อูคาชิ ยาสุ…อูคาชิ ยาสุ เป็นใครกัน” เขาพึมพำ “อูคาชิ ยาสุ!” และเขาก็พ่นน้ำเสียงที่เครียดแค้นออกมาพร้อมกับลมหายใจที่ร้อนผ่าวๆ

“คุณชายฟื้นแล้ว นายท่าน” เสียงหมอคัทซึรุ โทชิ ทำให้ฟูจิกาว่ารีบขยับตัวเข้าไปกุมมือเด็กหนุ่มเอาไว้แน่น

“นี้ ข้า อยู่ที่  ไหน” เสียงเด็กหนุ่มดังเบาจนฟูจิกาว่าต้องก้มลงไปกระซิบตอบใกล้ๆ

“โคทาโร่   โคทาโร่คุง…” ฟูจิกาว่าเรียกชื่อเขาซ้ำๆหลายครั้ง จนเด็กหนุ่มค่อยๆหันมามองช้าๆ

“ท่าน เป็น ใคร”

“พ่อไงลูก…พ่อของเจ้าไง” ฟูจิกาว่าเสียงสั่นเครือ มือที่กุมมือของเด็กหนุ่มกลับสั่นหนักเกินคำพูดที่เขาพยายามควบคุมให้นิ่ง

“บ้านมินาโมโต…บ้าน มิ นา โม โต” เขาพูดได้เพียงเท่านั้นก่อนจะหมดสติไปอีก

“โคทาโร่คุง..เจ้าจะเป็นอะไรไม่ได้นะ…โทชิ โทชิ ลูกข้า”

“คุณชายอยู่ด้านนอกนานเกินไป เขากำลังมีไข้ขึ้นสูง…แต่ไม่เป็นไรข้าจะดูแลให้ดีที่สุด” น้ำเสียงเรียบๆ ของหมอโทชิพอจะบรรเทาอาการตื่นกลัวของฟูจิกาว่าได้บ้าง แต่ 10 ปีที่ผ่านมากับภาพแรกที่เห็น มันช่างเจ็บปวดจนแทบจะกระอักออกมาเป็นลิ้มเลือดเสียให้ได้

“ข้าให้ยาคุณชายแล้วละ…ตอนนี้ก็ให้พักผ่อนมากๆ” โทชิแนะในขณะกระชับผ้าห่มอีกผืนให้หนาขึ้น

“ลูกข้าจะไม่เป็นไรใช่ไหม” ฟูจิกาว่าถาม

“ตอนนี้คุณชายปลอดภัยแล้ว…พอตื่นก็ให้เช็ดตัวด้วยน้ำอุ่น ปะเดี๋ยวไข้ก็ค่อยๆ ลดลงไปเอง…”

# พวกเจ้ารีบไปเตรียมน้ำอุ่นเอาไว้อีก#เสียงคุณนายมินาโมโต ไอ ดังขึ้นที่หลังประตู เหมือนนางก็เป็นกังวลไม่แพ้กัน

#เจ้าคะ…#

#โอฟูริ…เจ้าลืมเตรียมน้ำชาแล้วนะเช้านี้#

#โอ้!…ใช่….ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค้าๆๆ#

………..

ดั่งปักษา        หวนคืน          สู่รวงรัง

ดั่งแสงจันทร์  อาทิตย์ส่อง กลางหนาว

ดั่งความสุข         หวนคืน    มาอีกคราว

ดั่งแสงดาว    พราวพร่าง  แสนล้านดวง

มินาโมโต โคทาโร่

………..

                #…แกร๋ๆ แกร๋ๆ แกร๋ๆ #นกกระเรียนมงกุฎแดงหลายตัวร้องประสานเสียงขึ้นพร้อมๆกัน ทะเลสาบที่กำลังแข็งเป็นหินหลังบ้านมินาโมโตกำลังมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้ง หิมะที่ตกติดต่อกันหลายวันเริ่มหยุดเป็นช่วงๆ ทุกอย่างที่อยู่นอกหน้าต่างขาวโพลนตั้งแต่ริมขอบวงกบจนกระทั้งไกลข้ามภูเขาข้างหน้าจนสุดลูกหูลูกตา

#…แกร๋ๆ แกร๋ๆ แกร๋ๆ…#และเสียงแหลมเล็กปวดแก้วหูของมันก็ปลุกให้คนหนึ่งที่กำลังนอนซมพิษไข้อยู่บนเตียง เด็กหนุ่มกระพริบตาถี่ๆหลายครั้งก่อนจะกวาดมองไปรอบๆห้องที่ไม่คุ้นชินแต่รู้สึกคุ้นเคยอย่างพินิจพิจารณา

“ตื่นแล้วเหรอ คุณชาย”เสียงชายแก่ที่นั่งหลบอยู่มุมหนึ่งทักขึ้น เขาพาชุดกิโมโนสีเทาที่หนาหลายชั้นเดินเข้ามาหา โคทาโร่พยักหน้าบอก เขาจับแขนและอิงหลังมือสากๆที่หน้าผาก สักครู่ก็ถอยออกไปนั่งลงกับพื้นอย่างเกรงๆ เสียงคนใช้เลื่อนประตูเปิดเข้ามาทีละชั้น ก่อนชายวัยกลางคนจะปรากฏตัวขึ้น

“คุณชายพึ่งรู้สึกตัวเมื่อครู่…ข้ากำลังจะให้คนไปตามท่านอยู่เชียว” คัทซึรุ โทชิแจ้งเสียงเรียบๆ

“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง โคทาโร่” ฟูจิกาว่าเข้ามานั่งข้างๆ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความยินดีทั้งในน้ำเสียงและรอยยิ้มที่ฉายออกมาพร้อมกัน

“ท่านคือ…” โคทาโร่จ้องใบหน้าอย่างคลางแคลง

“พ่อไง…พ่อของเจ้าไง” ฟูจิกาว่าบอกเสียงเรียบๆ พลางจ้องใบหน้าเด็กหนุ่มที่พึ่งตื่นอย่างไม่วางตา เหมือนกระหายอยากมานานแสนนาน

“ฟูจิกาว่า ท่านคือพ่อข้า ข้าจำได้รางๆ…ท่านคือพ่อข้า” ดวงตาเขาเปล่งประกายพร้อมๆกับคำพูดนั้น สักพักเสียงเลื่อนประตูเปิดก็ใกล้เข้ามาอีกคน

“คุณชายเป็นอย่างไรบ้าง…โทชิคุณนาย ไอ ถามชายคนที่นั่งหมอบอยู่อย่างตั้งใจ

“ให้คุณชายดื่มยาติดต่อกับอีกสามเวลา ก็จะเป็นปกติ…ไม่มีอะไรน่าห่วง”เขาเงยหน้าตอบ

“ขอบใจเจ้ามากโทชิ ที่ช่วยดูแลลูกข้า” ฟูจิกาว่ากล่าวด้วยน้ำเสียงที่ยินดีไม่น้อย ในขณะที่โคทาโร่ก็กอดเขาแน่น

“ข้าเต็มใจและดีใจเป็นที่สุด…หากมีอะไรให้คนไปตามข้าได้ทุกเมื่อ”

“อ้าว!…เจ้าจะกลับแล้วหรือ…ไม่รอให้หิมะละลายสักหน่อยค” คุณนายไอพูดเสริมขณะวาดสายตามองออกไปด้านนอก

“ข้าเป็นห่วงที่บ้าน…ทิ้งเมียและลูกไว้เพียงลำพังตั้งแต่เมื่อคืน” โทชิตอบ

“เออ…ใช่เจ้าก็พึ่งได้บุตรชายนิ…ข้าดีใจด้วย” ฟูจิกาว่าหันไปพูดตื่นๆ “ไอ…จัดค่ารักษา ของขวัญตอนรับสมาชิกใหม่ และให้คนม้าพาคัทซึรุซังไปส่งให้ถึงประตูบ้าน” ฟูจิกาว่าสั่งและผงกหัวแสดงความยินดีกับเขาอีก

“เจ้าคะ…ท่านพี่” คุณนายไอ ก้มหัวนิดๆ นางถอยหลังเดินซอยเท้าสั้นๆ เป็นตุ๊กตาออกจากห้องด้วยอาการเร่งรีบ

“ขอบคุณท่านมาก…ข้าต้องขอตัว” โทชิบอกลาสั้นๆ รอยยิ้มที่ฉายออกมาในเช้าวันนี้ เป็นรอยยิ้มที่เต็มเปรี่ยมไปด้วยความยินดีโดยแท้

………..

ก้าวสู่……โลกใหม่…….. ด้วยหัวใจ…ทระนง

ทุกย่างก้าว…มั่งคง………ดุจสิงขร…หมื่นปี

มินาโมโต โคทาโร่

………..

นับตั้งแต่ โคทาโร่ กลับคืนสู่อ้อมกอดของมินาโมโต ในเวลาอันรวดเร็วเขาก็กลายเป็นขวัญใจทุกคนในปราสาท และได้รับการถ่ายทอดวิถีแห่งบูชิโดจากฟูจิกาว่าไปอย่างเต็มที่

“ถึงแม้ยุคของซามูไร จะสิ้นสุดไปนานแล้ว… แต่มรดกที่สะสมมาจากความเป็นซามูไรในอดีต ก็ต้องมีคนสานต่อ…ซามูไรลำดับที่ 201 จึงเป็นของเจ้า โคทาโร่” การฝึกฝนเรียนรู้ต้องเป็นไปอย่างลับในสวนหลังบ้าน หรือในป่าเลยเนินเขาไกลออกไป ตามแต่โอกาสและจังหวะที่เหมาะสม ยุคสมัยที่เปลี่ยนแต่ก็ไม่ทำให้จิตวิญญาณแห่งวิถีบูชิโดเปลี่ยนตามไปด้วย นับวันก็ยิ่งจะมีค่ามากขึ้น มากขึ้น

“…คนในตระกูลมินาโมโตเป็นซามูไรมาทุกรุ่น ข้าหวังว่าเจ้าจะยังคงรักษามันเอาไว้ได้” ฟูจิกาว่าพูดขณะวาดดาบคาตานะขึ้นสูง และเหวี่ยงปลายดาบสู่จุดตายที่เป้าหมายจะเป็นศัตรู

“ท่านพ่อ….เก็บดาบ มีคนขี่ม้ามาทางนี้ 5 คน” โคทาโร่กดเสียงต่ำ ทันทีที่จิตพิรุธบอก สายตาพวกเขากำลังจับนิ่งที่เหลี่ยมหินทางโค้งสูงขึ้นไป สักครู่กลุ่มชายฉกรรจ์ในชุดทหารขององค์จักรพรรดิก็ขี่ม้าถือธงทิวสีขาวตรงดิ่งเข้ามาอย่างที่โคทาโร่บอกจริงๆ

“เจ้าอยู่เฉยๆ” ฟูจิกาว่ายื่นดาบคาตานะในมือให้เขาไปซ่อน…

“พวกท่านกำลังทำอะไร……..” ทหารคนหนึ่งเอ่ยถามขึ้น

“ข้ากับลูกชายมาเก็บเห็ด ท่านมีอะไรให้เรารับใช้หรือ” ฟูจิกาว่าโค้งคำนับก่อนตอบอย่างเสียไม่ได้

“ไม่มีอะไรหรอก…..พวกข้าเป็นทหารขององค์จักรพรรดิ จะเดินทางไปเมืองคาโกคุมะ และเมืองยามากะตะ”

“อ้อ คาโกคุมะ เลยเขาลูกนี้ก็ถึงแล้วละท่าน” โคทาโร่ชี้มือนำทาง ฟูจิกาว่าพอเดาออกทันทีที่เห็นแผ่นกระดาษหนาปึกในกระเป๋าสีเขียวขุ่นว่าการมาครั้งนี้เพื่อการใดกันแน่ เพราะข่าวที่กำลังแพร่สะพัดว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นมีแผนจะบุกเอเชีย เพื่อต่อต้านการล่าอานานิคมของกลุ่มประเทศทางตะวันตกกำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้

“ขอบใจ” เขาไม่ได้สนใจเสียงตอบกลับ และหลังจากที่เสียงกีบม้าดังเลยทางโค้งลงไปแล้ว ฟูจิกาว่าก็เริ่มเป็นกังวลกับแววตาของโคทาโร่ที่กำลังไล่ตามหลังพวกเขา

“ทำไมพวกเขาถึงไม่ใช้รถ”

“คงเกรงว่าจะอ้อม…เรากลับบ้านกันเถอะโคทาโร่”

“ท่านพ่อ…หลังจากที่ข้าเรียนจบ ข้าอยากจะไปสอบโรงเรียนนักบิน…ข้าอยากเป็นทหารเหมือนพวกเขา” คำพูดที่หลุดออกมาจากปาก ทำเอาฟูจิกาว่ารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัว

“จริงๆ นะท่านพ่อ…ถึงข้าจะบินได้แต่ข้าก็ไม่ใช่นก…ข้าก็เลยอยากจะเป็นนักบินอย่างนก” เขาอธิบายเป็นฉากๆ เวลานี้ดวงดาวแห่งนักรบที่เกิดมาพร้อมกับเขากำลังเล่นงานฟูจิกาว่าอีกคราหนึ่ง

“ตามใจ…เก็บดาบ แล้วกลับกันได้แล้ว” ฟูจิกาว่าโอบไหล่บุตรชายที่สูงเกือบจะเลยศีรษะไปจูงเอาม้าก่อนจะควบมันตามกลุ่มทหารนั้นลงไปติดๆ

“ข้าอยากจะรู้ว่าพวกเขามาติดประกาศเรื่องอะไร…ข้าล่วงหน้าไปก่อนนะ” เสียงของโคทาโร่ดูตื่นเต้นเป็นพิเศษ แต่หัวใจของฟูจิกาว่ากลับเต็มไปด้วยดวงดาวแห่งนักรบที่กำลังเศร้าหมอง “ข้าควรจะยินดี…ใช่ข้าควรจะยินดีซิ!” ฟูจิกาว่าพึมพำหลังเสียงกีบม้าของโคทาโร่เลยต้นแอ๊ดไปไกลแล้ว

โคทาโร่…ใกล้ถึงเวลาที่เราต้องจากกันอีกแล้วหรือนี้”

………..

หากดวงดาวแห่งนักรบ……………….ยังสุกสว่าง

หัวใจนักฆ่า…………..ก็ปรารถนาดุจเดียวกัน

มินาโมโต โคทาโร่

………..

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →