นินจาเลือดซามูไร บทที่ 13

ดาบประจำตระกูลดาบประจำตระกูล เหตุผลที่ทั้งชีวิตของช่างคนนั้น ตีดาบได้เพียง 4 เล่ม ก็เพราะว่า มันมีกรรมวิธีที่สลับซับซ้อน

คาตานะ มูโต

แสงดาวล้านดวงในคืนสุดท้ายปลายฤดูหนาวกระจ่างฟ้าจนเบนเงาต้นเบิร์ช ต้นทิวที่หิมะเริ่มละลายเกือบหมดราบไปกับพื้นดิน กิ่งก้านที่ยืนนิ่งดุจยืนตายซากเป็นแถวยาวตลอดสันเขา มีเพียงต้นสนมซึเท่านั้นที่ยังคงไม่โรยใบสีเขียวทึมๆ ตลอดทั้งฤดูที่ผ่านมา เงาป่าอีกด้านคงสีดำทะมึนตัดกับเส้นขอบฟ้า เป็นทิวยาวจากทิศตะวันออกอ้อมสันเขาไปจรดทิศตะวันตก มองเผินๆ ไม่แตกต่างอะไรกับเหล่านักรบนับล้าน ที่ยืนเรียงหน้ากระดานพร้อมจะกรำศึกหนักที่ใกล้เข้ามา ไม่ปรากฏเคล้าลางแห่งความพ่ายแพ้เลยสักนิด

เสียงสุนัขจิ้งจอกหอนยาว และอีกหลายตัวต่างหอนรับกันเป็นทอดๆ ไปรอบเมืองคาโกคุมะ โคทาโร่เงยหน้าขึ้นมองพ่ออย่างตั้งคำถาม

“ไม่ใช่ฤดูของมัน” เขาพูด

“พวกมันคง อยากจะฉลองขนใหม่เต็มที” ฟูจิกาว่าตั้งสมมุติฐานลอยๆ และไม่ยอมละมือไปจากการเขียนหนังสือด้วยพู่กันตรงหน้า โคทาโร่หัวเราะในลำคอ ฟูจิกาว่าเหลือบมองนิดๆ ก่อนจะอดขำตามไปด้วยไม่ได้

“ข้าไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะที่จะให้ท่านหลอกได้”

“รึ…ข้านึกว่ามันจะได้ผล หึๆ”โคมไฟในเรือนน้ำชาส่องแสงสีอำพันไปรอบผนังสีครีม ตราประจำตระกูลมินาโมโตยังโดดเด่นอยู่ที่เดิม รูปนกกระเรียนมงกุฎแดงสีขาวในวงกลมสีแดงก็ยังขยับปีกขึ้นๆลงๆตามจังหวะของเปลวแสงที่เต้นระริก ยิ่งเมื่อลมอ่อนๆโชยเข้ามาตามร่องประตู เงาปีกนกกระเรียนก็ยิ่งขยับเร็วขึ้น…และเร็วขึ้น จนคล้ายว่ามันกำลังร่อนถลาอยู่กลางดวงอาทิตย์สีแดงในยามเช้าอย่างไรอย่างนั้น

โคทาโร่ไม่ยอมละสายตาไปจากมัน เขาเคยเปรยๆกับมาเอดะในคืนก่อนว่า ตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลของพวกเขาดูเหมือนมีหลายชีวิตหลายอารมณ์และหลายความรู้สึกซ่อนอยู่…บางครั้งมันดูเหมือนนกกระเรียนหมดแรงกระพือปีก แต่บางเวลามันกลับมีพลังมากมายจนสามารถไต่ระดับความสูงเหนือยอดเขาหิมาลัยได้อย่างน่าประหลาด

“เจ้ารู้ไหม ว่าทำไมกระเรียนมงกุฎแดงจึงกลายมาเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลของเรา” ฟูจิกาว่าตั้งคำถามถามลอยๆ โคทาโร่หันไปยิ้มบางๆ ส่ายหน้าให้เห็น

“มีอะไรที่ข้าควรจะรู้…เกี่ยวกับเรื่องนี้” โคทาโร่ถามกลับ…

“นกกระเรียนใช้เส้นทางอพยพผ่านเทือกเขาหิมาลัย…ซึ่งที่นั้นมีเทพหลายองค์ประทับอยู่และอีกนัยหนึ่งมันยังเป็นนกที่ใช้เป็นสัญลักษณ์แทน…” ฟูจิกาว่าหยุดพูดเอาดื้อๆ เขาวางถ้วยน้ำชาบนถาดกระเบื้องสีเขียว ลุกเดินไปหยุดจ้องตราสัญลักษณ์แบบจริงจัง จนโคทาโร่อดลุกตามไปยืนข้างๆไม่ได้

“ท่านพ่อ!”

“เอ่อ…เป็นสัญลักษณ์แทนความรัก…และอีกบางอย่างที่เจ้าจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับดาบคาตานะ…ประจำตระกูล”

“ข้าไม่เข้าใจ…ทั้งนกกระเรียนและดาบคาตานะจะสัมพันธ์กันได้อย่างไร” โคทาโร่ถามพลางขมวดคิ้วทั้ง 2 ข้างเข้าหากัน

“กระเรียนเป็นนกที่มีรักได้เพียงครั้งเดียว…หากคู่มันตาย อีกตัวก็จะ…ตรมใจและตายตามไปด้วย…”

“เรื่องนั้นข้าพอรู้…แต่ดาบคาตานะ มันเกี่ยวกันได้อย่างไร” เขาย้ำอีก ฟูจิกาว่าไม่พูดต่อ อีกด้านแอบยินดีอยู่ลึกๆ อย่างน้อยโคทาโร่ก็ยังสนใจในเรื่องนี้จริงๆ

เสียงสุนัขจิ้งจอกเงียบไปแล้ว โคทาโร่เองก็เงียบเหมือนตั้งใจจะรอคำตอบอยู่ ใบหน้าที่เป็นกังวลของฟูจิกาว่ากำลังชั่งใจกับความเป็นมาในสิ่งที่เขาอยากจะบอกบุตรชาย ภาพของโคทาโร่ในชุดทหารติดดาบซามูไรเริ่มชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ…จะเกิดอะไรขึ้นกับบุตรชายคนเดียวของมินาโมโต?  เป็นคำถามที่วนเวียนในหัวตลอดหนึ่งปีที่มีทหารเข้ามาปิดประกาศนั้นๆ และที่สำคัญโคทาโร่เองก็กระหายที่จะเป็นทหารด้วย

“ท่านพ่อ…ข้ารอฟังคำตอบอยู่นะ” โคทาโร่เร่ง ฟูจิกาว่าเดินกลับมานั่งรินเหล้าสาเกลงถ้วยที่คนใช้พึ่งนำเข้ามาวางเมื่อครู่ เขาซดมันพราดเดียวจนหมด ก่อนจะลุกเดินกลับไปยืนนิ่งที่เดิมก่อนจะดีดนิ้วเสียงดัง 2 ที ซามูไร 2 คนที่นั่งอยู่ใกล้ๆวิ่งเข้าไปเลื่อนผนังออกคนละด้าน แต่ตราสัญลักษณ์ยังนิ่งอยู่จุดเดิมและยังมีประตูชั้นในที่ลึกเข้าไปก็ปรากฏตราสัญลักษณ์แบบเดิมแต่เป็นสีดำสนิทซ่อนอยู่ แต่ตำแหน่งที่นำสายตายังเป็นดวงเดียวกันที่ทับซ้อน เมื่อซามูไรจุดคบเพลิง แสงสะท้อนที่กลับมายิ่งทำให้ตราสัญลักษณ์ทั้ง 2 โดดเด่นชัดจนเห็นนกกระเรียนคล้ายจะมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ

“ข้าสงสัยอยู่แล้วเชียว ว่าต้องมีห้องนี้” โคทาโร่พูดอย่างคาดเดา เขาลุกเดินตามเข้าไป

“ห้องลับประจำตระกูล…เจ้ารออยู่ด้านนอก ไม่อย่างนั้นจะเปิดไม่ได้” ฟูจิกาว่าแนะ โคทาโร่หยุดนิ่งที่ประตูชั้นนอก ฟูจิกาว่าใช้มือกดปุ่มสีดำที่เรียงกันลงมาเป็นแนวตั้งสลับไปมา และทำแบบเดิมซ้ำอีก 2 ครั้ง ทันทีที่ฟูจิกาว่านิ่ง ประตูสีดำด้านในก็จะค่อยๆเลื่อนเปิดออกเองช้าๆ โคทาโร่ขยับไปทางขวา 2 ก้าวเพื่อลดแสงสะท้อน คราวนี้รูปตราสัญลักษณ์อันเดิมแต่ทำมาจากโลหะสีทองก็ปรากฏมีดาบคาตานะเล่มยาวแขวนพาดทแยงมุมอยู่บนผนังอีกชั้นที่ลึกเข้าไป เขารู้สึกเย็นวาบไปทั้งตัวเมื่อฟูจิกาว่าเดินเข้าไปเอื้อมปลดดาบเล่มนั้นลงมาจากหิ้ง

#แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…แกร๋ๆ…#ขณะเดียวกันนกกระเรียนหลังบ้านก็แข่งกันร้องประสานเสียงอย่างไม่ทราบสาเหตุ โคทาโร่คล้ายจะไม่ได้ยินเพราะประสาททุกส่วนถูกดาบคาตานะเล่มนั้นตรึงจิตไปจนหมดสิ้นแล้ว

ดาบประจำตระกูล

“มันถึงเวลาแล้วโคทาโร่คุง และนี้คือดาบประจำตระกูลของเรา…คาตานะ มูโต…” ฟูจิกาว่ากดเสียงต่ำ เหมือนจงใจจำกัดรัศมีให้ได้ยินเฉพาะ โคทาโร่รู้สึกเย็นวาบอีกทันทีที่มือสัมผัสกับหนังปลากระเบนสีดำที่ด้ามจับและมีตราสัญลักษณ์เล็กๆ สีเงินปรากฏอยู่ ฟูจิกาว่าเดินนำไปนั่งลงที่เดิม ก่อนเขาจะพูดต่อแบบคนใจเย็น “มันจะเป็นของเจ้า หากว่ามันเลือกเจ้าเป็นนาย”ความเป็นกังวลเริ่มปรากฏชัดขึ้นเรื่อยๆ

“ข้าขอจับมันให้ถนัดมือสักครั้งเถอะ” โคทาโร่ขออย่างกระหาย ฟูจิกาว่าชะงัก แต่ก็จำเป็นต้องส่งมันให้เขา

“หากไม่มีสงคราม ข้าจะไม่มีทางให้เจ้าได้เห็นมันโดยเด็ดขาด” ฟูจิกาว่าพึมพำในลำคอ และไม่ยอมละสายตาไปจากมือของโคทาโร่ที่เทียวลูปไล้ปลอกหนังสีดำที่มีลวดลายขนนกพันตีเป็นเกลียวโดยรอบไปตลอดทั้งฝัก

“ดาบคาตานะ มูโต จะเลือกซามูไรในสายเลือดมินาโมโตโดยตรงเท่านั้น”

“แล้วจะรู้ได้อย่างไร ว่ามันเลือกข้า” โคทาโร่ถาม มันยิ่งทำให้ใบหน้าของฟูจิกาว่าซีดขาวลงไปอีก

“เวลานี้เจ้ารู้สึกอย่างไรบ้าง”

“เย็น ใช่…ข้ารู้สึกมีความสุขอย่างน่าประหลาด” โคทาโร่กระชับดาบด้วยสองมือ และ…

“อย่าริชักมันออกจากฝัก” ฟูจิกากระแทกเสียงดัง จนซามูไร 2 คนที่นั่งอยู่ต่างเบิกตากว้าง…เหมือนกับพวกเขาจะรู้ฤทธิ์เดชและอำนาจแฝงของมันเป็นอย่างดี

“….” โคทาโร่ดันดาบกลับเข้าที่ และค่อยๆ เงยหน้าจ้องฟูจิกาว่า แต่เสียงลมหายใจที่แผ่วเบาราวกับนินจาที่ด้านนอกก็ทำให้เขาลังเล

“ใครอยู่ด้านนอก” ซามูไรยืนชักดาบเตรียมพร้อมก่อนจะตะโกนออกไป สักพักคนใช้หญิงเก่าแก่อายุจะ 75 ปี ก็ค่อยเลื่อนประตูเปิดออกและเดินเข้ามานั่งหมอบลงกับพื้น แต่ทันทีที่นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัวก็เบิกกว้าง

“นายท่าน…เจ้าคะ…นายท่าน…คุณ คุณชายยังเด็กนัก” โอฟูริอุทานเสียงหลง  “ได้  ได้โปรด…เจ้าคะ…คุณชายยังไม่พร้อมที่จะถือมันเอาไว้ในมือ…คุณชายยังเด็กมากนัก…กรุณาเถอะ…ได้โปรดเถอะเจ้าค้า” นางวิงวอนหลายรอบ…ในที่สุดนางก็ร้องไห้ออกมา

“อะไรกัน โอฟูริ เจ้ามองหน้าโคทาโร่ให้ดีอีกทีซิ”

“ทำไมรึ เจ้าคะ…ข้าก็เห็นคุณชายของข้าทุกวัน” พูดจบดวงตาพล่ามัวและเปียกชุ่มก็จ้องใบหน้าของโคทาโร่

“โอฟูริ…ปีนี้ข้า 20 แล้วนะ” โคทาโร่บอกพลางหัวเราะออกมา

“เจ้าแก่ขึ้นเยอะเลยนะ” ฟูจิกาว่าพูดพลางอดขำตามโคทาโร่ไปอีกคนไม่ได้…

“จริงๆ ด้วย…เออ…ข้าคงแก่อย่างที่ คุณนายใหญ่ว่าจริงๆ ฮึๆ” โอฟูริหัวเราะในลำคอ ก่อนจะเข้าไปยกชุดน้ำชาที่วางอยู่ เดินงกๆเงิ่นๆ ออกไป

“ยังมีใครแอบฟังอยู่หรือเปล่า” ฟูจิกาว่ากระซิบ

“มีคนใช้หญิงในครัว 2 คน และยามเฝ้าประตูหน้าบ้านอีก 3 คน…แล้วเมื่อครู่ทำไมไม่ให้ข้าชักดาบประจำตระกูลออกมา”

“จำเอาไว้….เจ้าจะชักดาบก็ต่อเมื่อ เจ้าต้องการปลิดชีพศัตรูเท่านั้น…”ฟูจิกาว่าแนะ “โคทาโร่คุง”เขาลุกเดินไปหยุดที่หน้าตราสัญลักษณ์ที่ซ้อนกันอยู่ “ดาบคาตานะคือชีวิตของซามูไรและบัดนี้ดาบมูโตก็คือชีวิตหนึ่งของเจ้าแล้ว”เสียงของฟูจิกาว่าดูเข้มแข็งและจริงจังอย่างมีจุดประสงค์

                เมื่อ 200 ปีที่แล้วต้นตระกูลเรา ได้ว่าจ้างช่างตีดาบที่อพยพมาจากเมืองจีนคนหนึ่ง ว่ากันว่าเขาเป็นช่างตีดาบที่เก่งที่สุดในยุค ทั้งชีวิตของเขาจะสามารถตีดาบแบบเดียวกันนี้ได้มากที่สุดเพียง 4 เล่ม และหนึ่งในสี่เล่มก็อยู่ในมือเจ้าเวลานี้ฟูจิกาว่าพูดเสียงเรียบๆ เขาถอนหายใจออกมายาวๆ ก่อนจะกลับมานั่งที่เดิม เหล้าสาเกที่เหลือถูกรินลงในถ้วย 2 ใบที่เรียงกันอยู่

“เจ้าควรจะดื่ม”เขาแนะและยื่นถ้วยสาเกให้ โคทาโร่รับไปดื่มพรวดเดียวจนหมดและฟูจิกาว่าก็ซดมันตามไปอีกที

“มันเป็นดาบคาตานะที่งดงามมากๆ เท่าที่ข้าเคยเห็น” โคทาโร่เปรยๆ

                เหตุผลที่ทั้งชีวิตของช่างคนนั้น ตีดาบได้เพียง 4 เล่ม ก็เพราะว่า มันมีกรรมวิธีที่สลับซับซ้อนมากมาย โดยเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกนกกระเรียนมงกุฎแดง เขาจะต้องเลือกเฉพาะนกตัวเมียที่มีคู่พร้อมจะวางไข่ จากนั้นหัวหน้าช่างจะทำพิธีฝนแท่งเหล็กด้วยตะไบจนเป็นผงละเอียด และนำผงเหล็กที่ได้ไปผสมกับเนื้อวัวบด  แล้วปั้นให้เป็นก้อนกลมเล็กๆ ก่อนจะนำไปให้นกกระเรียนกิน

                “ทำไมต้องเป็นนกตัวเมียที่กำลังจะวางไข่”โคทาโร่ถาม

                เขาบอกว่าในกระเพราะของนกกระเรียนที่กำลังสร้างไข่จะมีสารบางอย่างเสริมให้ผงเหล็กแข็งแกร่ง และเมื่อนกกระเรียนถ่ายมูลออกมา ช่างตีเหล็กก็จะนำเอามูลของมันไปผ่านการร่อนแร่ เพื่อคัดเอาเฉพาะผงเหล็กและนำผงเหล็กที่ได้กลับไปหลอมขึ้นรูปใหม่ เขาจะทำซ้ำๆอยู่อย่างนี้ถึง 3 รอบ เหล็กที่ได้จะมีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมที่สุด ความแข็งแกร่งของมันสามารถตัดเหล็กที่มีความหนาถึง 1 นิ้วได้อย่างสบายฟูจิกาว่าอธิบาย “แต่สำหรับดาบมูโตเล่มนี้ ต้องผ่านกรรมวิธีนั้นๆถึง 5 รอบ เราต้องเสียนกกระเรียนมงกุฎแดงไปถึง 43 ตัว”

“และคู่ของมันอีก 43 ตัวก็ ตรมใจตาย”โคทาโร่เสริมอย่างคาดคะเน ฟูจิกาว่าพยักหน้าอย่างไม่สบายใจนัก

“ไม่มีดาบซามูไรเล่มใดจะแข็งแกร่งเท่ากับดาบ คาตานะ มูโต เล่มนี้อีกแล้ว…โคทาโร่คุงมองตาข้า นับตั้งแต่คืนนี้เป็นต้นไป เจ้าคือซามูไรลำดับที่ 201 ของมินาโมโต ดาบคาตานะเล่มนี้เลือกเจ้าเป็นนายคนใหม่ของมันแล้วละ จงรักษาเอาไว้ด้วยชีวิต…”

“ท่านพ่อ…” โคทาโร่อุทาน

“เจ้าอายุครบ 20 ปีเต็ม ความฝันที่จะเป็นนักบินพึ่งจะเริ่มต้นและมันก็จะจบลงในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เจ้าหนีไม่พ้นสงครามแน่ๆ โคทาโร่คุง” ดวงตาของฟูจิกาว่ากำลังเห็นอนาคตของบุตรชายอย่างชัดแจ้ง เหมือนจะชัดเจนยิ่งกว่าวันไหนๆ

“ด้วยเหตุนี้ ท่านพ่อเลยอยากให้ดาบคาตานะเล่มนี้…ออกสงครามพร้อมกับข้า” โคทาโร่เอ่ยลอยๆ ฟูจิกาว่าพยักหน้ารับ

“สงครามครั้งนี้ ไม่ใช่สงครามไล่ล่าโจรสลัดหรือสงครามระหว่างจีน มองโก เกาหลี หรือรัสเซีย แต่มันเป็นมหาสงครามระหว่างเอเชีย กับชาติตะวันตก…ดาบคาตานะ มูโตจะนำทางเจ้ากลับบ้านหลังสงครามสิ้นสุดลง” ฟูจิกาว่าบอกพลางจ้องหน้าบุตรชายชัดๆ “จงนำดาบเล่มนี้ติดตัวไปกับเจ้า…ถึงแม้จะมีปืนในมือก็ตามที”

“ท่านพ่อ…” โคทาโร่ให้คำมั่นด้วยการพยักหน้า แต่ก็พยายามจะหลบสายตาผู้เป็นพ่ออยู่ตลอดเวลา

“จ้องตาข้าซิ โคทาโร่คุง” ฟูจิกาว่ากระตุ้นเหมือนอยากจะมั่นใจในคำมั่นที่เขาให้เมื่อครู่

“ท่านพ่อคงลืมไปแล้วว่าข้าเป็นชิโนบิ…ท่านอาจจะหลับได้”

“เออ…ใช่! ข้าลืมไป ฮึๆ…”ฟูจิกาว่าหัวเราะ “ถึงแม้ความตายสำหรับซามูไรจะเป็นเรื่องเบาบางยิ่งกว่าขนนก แต่ข้าก็ไม่ปรารถนาจะให้มันเกิดขึ้นกับเจ้า”และฟูจิกาว่าก็ลุกเดินไปหยิบดาบวากิซาชิ (Wakizashi) แล้วนำมันมาวางไว้ตรงหน้าโคทาโร่อีกเล่ม “เป็นสิทธิ์ของเจ้าว่าจะพกมันหรือไม่”ฟูจิกาว่าพูดต่อ (สมัยก่อนซามูไรจะพกดาบอยู่ 2 เล่ม คือดาบยาวเรียกว่าคาตานะ เอาไว้ต่อสู้และป้องกันภัยจากศัตรู และวากิซาชิ ดาบสั้น ยาวประมาณ 12 นิ้วถึง 24 นิ้ว มีไว้สำหรับทำ “เซปปุกุ” (Seppuku) หรือที่รู้จักกันอีกชื่อคือ “ฮาราคีรี”เพื่อจบชีวิตตัวเองเมื่อเห็นสมควร)  โคทาโร่มองหน้าพ่อและหยิบดาบสั้นเล่มนั้นมาคู่กัน เขาถอยหลังไปสองก้าวแล้วก้มศีรษะลงจรดพื้นเสมือนแทนคำบอกลา

………..

มุ่งตรง…ไปข้างหน้า   นัยน์ตาคม…….ดุจเหยี่ยว

เที่ยวท่อง……แดนไกล  ใจมั่น………ดั่งหินผา

มินาโมโต โคทาโร่

………..

          (โคทาโร่คุง ข้าดีใจ ที่มันเลือกเจ้าและข้าก็เสียใจไม่น้อยที่เจ้าเลือกมัน…ดาบคาตานะ มูโต เล่มนี้เป็นเสมือนสัญญาทางจิตวิญญาณที่มีต่อบ้านมินาโมโต มันคือหลักประกันให้ข้ามั่นใจได้ว่า เจ้าจะต้องกลับมาและข้าก็แอบหวังลึกๆเช่นกันว่าเจ้าจะรับมือกับคำสาปจากมันได้ เพียงแค่ข้านึก หัวใจข้าก็แทบแตกออกเป็นเสี่ยงๆ…ลูกพ่อ สายน้ำจะนำพาจิตวิญญาณแห่งซามูไรอย่างเจ้ามาคืนข้า…ฟ้าสางที่คาโกคุมะ…ใช่….ฟ้าสางที่คาโกคุมะ…ข้าจะรอเจ้าอยู่ที่นี้) ฟูจิกาว่าไล่วนสิ่งปรารถนา โคทาโร่จ้องใบหน้าพ่อไม่กระพริบ เขาได้ยินและสัมผัสเสียงสื่อของฟูจิกาว่าได้กระจ่างชัดทุกถ่อยคำ แสงสีอำพันจากโคมไฟรอบๆห้องฉายให้เห็น ร่างของซามูไรหนุ่มนั่งกำดาบ 2 เล่มไว้ในมือ เขาก้มศีรษะลงจรดพื้นเป็นครั้งที่ 2 เหมือนอยากจะบอกลาแทนเสียงที่ไม่อาจเอ่ยจากปากเป็นคำรบที่ 2 เช่นกัน

………..

ความพ่ายแพ้………..คือบทเรียนแรกที่ต้องอ่าน

เสมือนความมืดตอนสี่นาฬิกา……ก่อนฟ้าสาง

มินาโมโต โคทาโร่

………..

สงครามมหาเอเชียบูรพา

ต้นฤดูใบไม้ผลิ ปี 1939

สองอาทิตย์หลังจากที่ โคทาโร่ได้เป็นเจ้าของดาบ คาตานะ มูโต อย่างสมบูรณ์ สิ่งที่ฟูจิกาว่าคาดการไว้ก็เป็นจริง เด็กหนุ่มในเมืองคาโกคุมะถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารถี่ขึ้น นักเรียนการบินปีแรกอย่างโคทาโร่ก็มีคำสั่งให้กระจายตัวเข้าสังกัดตามหน่วยงานต่างๆ ของกองทัพตั้งแต่กลางอาทิตย์ที่ผ่านมา แผนการบุกเข้าโจมตีพร้อมกันทุกส่วนของโลกก็มีเคล้าลางจะเป็นจริงมากขึ้น ถ้าฟูจิกาว่าคาดไม่ผิดแผนการจู่โจมคงจะเกิดขึ้นหลังจากคณะผู้แทนเจรจาซื้อขายน้ำมันกับอเมริกาจบสิ้นลง ซึ่งจากความบาดหมางระหว่าง 2 ประเทศ ยังไม่เห็นท่าทีว่าจะตกลงกันได้เลยสักครั้ง หากเป็นไปดังคาดการประเทศบ่อน้ำมันอย่างอินโดนีเซีย ซึ่งอยู่ในการครอบครองของฮอลแลนด์คงเป็นประเทศเป้าหมายอันดับต้นๆ นั้นก็หมายความว่าญี่ปุ่นต้องประกาศสงครามกับอังกฤษและอเมริกาไปพร้อมๆ กัน

“ไม่เกิน 2 ปี หลังจากนี้…สงครามจะเกิดขึ้นแน่ๆ” ฟูจิกาว่าพึมพำ เขาหลับตานิ่งเหมือนไม่อยากจะจิตนาการถึงอนาคตที่ดำมืดของบุตรชาย

ดอกซากุระเริ่มเบ่งบานต้อนรับฤดูใบไม้ผลิ ลมเช้าโชยพัดเย็นสบาย หอบเอากรีบดอกโรยหลุดร่วงลงสู่พื้นดิน ต้นไม้นานาชนิดที่ยืนเหมือนตายซากตลอดฤดูหนาว ก็เริ่มผลิใบใหม่ ทุกอย่างกำลังจะเริ่มต้นด้วยความสุข แต่สำหรับปีนี้ทุกอย่างกำลังเปลี่ยนไปจากที่เคยเป็น ไม่มีคำถามว่า “เพราะอะไร, เพราะเหตุใด” แต่ดูเหมือนทุกคนจะทราบคำตอบอยู่แล้ว

ฟูจิกาว่ายืนเหม่อหน้าตราสัญลักษณ์รูปนกกระเรียนมงกุฎแดงกำลังกระพือปีกบินอยู่กลางดวงอาทิตย์ มันนานพอควรกับความรู้สึกที่มากมาย กระทั้งมินาโมโต โคทาโร่ในชุดนายทหารบกเต็มยศติดดาบคาตานะ มูโตอยู่ข้างเอว เดินเข้ามาคลุกเข่าลงด้านหลัง

“ท่านพ่อ” เขาเอ่ยทักสั้นๆก่อนจะก้มศีรษะจรดพื้น

                โคทาโร่คุง เจ้าต้องรักษาตัว อย่าให้ดาบคาตานะ มูโตห่างกาย เพราะมันจะพาเจ้ากลับมาหาข้าหลังสงครามฟูจิกาว่าพูดเป็นเชิงกำชับทั้งๆที่ยืนหันหลังให้เขา

“ข้าให้สัญญา…..ท่านพ่อ ข้าขอสัญญา” โคทาโรให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น ฟูจิกาว่าหันกลับมายิ้ม…แต่มันก็ฝืนเศร้าเต็มทน

“ข้าจะภาวนาขอให้เจ้าปลอดภัย” เสียงของคุณนายมินาโมโต ไอ ดังแทรกคนทั้งคู่ทางด้านหลัง โคทาโร่หันกลับไปยิ้มให้นาง เขาก้มหัวแทนคำอำลาแก่นางอีกคน

                “ข้าเองก็จะรอเจ้า…โคทาโร่คุง”เสียงมาเอดะที่พึ่งจะซอยเท้าสั้นๆเข้ามานั่งด้านหลังคุณนายมินาโมโต ไอ ดังขึ้นอีก

“ท่านพี่…ก็อย่างพึ่งแต่งงานก่อนข้ากลับแล้วกัน”โคทาโร่กระเซ้าเหมือนไม่อยากเห็นบรรยากาศเศร้าหนักไปกว่าที่เป็นอยู่

“ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะกลับมาซะก่อน” มาเอดะตอบกลับกวนๆ

“ท่านแม่…ฝากบอกลาพี่โนริยาดะด้วย…บอกนางว่าข้าจะภาวนาขอให้นางได้บุตรชาย”

“อื้อ!…” คุณนาย ไอรับผงกหัวนิดๆ ก่อนนัยน์ตาของนางจะปรากฏน้ำใสๆเอ่อล้นออกมา โคทาโร่รีบลุกหันหลังเดินถอยออกไป เหมือนเขาไม่อยากเห็นการอำลาในลักษณะนี้

“ข้าจะคิดถึง…ทุกคน” เขาพูดและค้อมศีรษะให้อีกครั้งที่หน้าประตู เสียงร้องไห้ของคุณนาย ไอ ดังขึ้นพร้อมกับมาเอดะ…ประตูชั้นนอกสุดเปิดออก โคทาโร่ก้าวลงบันไดเตี้ยๆ เดินเข้าไปหยุดใต้ต้นซากุระใหญ่หน้าบ้านที่กำลังออกดอกสีขาวอมชมพูบานสะพรั่ง สายลมต้นฤดูโชยผ่านเบาๆ เพียงเท่านั้นกลีบดอกก็หลุดร่วงลอยหมุนคว้างอยู่รอบตัวเขา มันโรยตัวต่ำไปกองรวมกันจนขาวโพลนแผ่เต็มพื้น ไม่ต่างอะไรกับพรมราคาแพงจากเปอร์เซียมาปูเพื่อส่งอำลา เหล่าซามูไรและคนใช้ในบ้านก็ออกมาออกันอยู่ด้านหน้า พวกเขาพร้อมใจกันนั่งลงกับพื้นและก้มศีรษะบอกลาอยู่อย่างนั้น โคทาโร่หยุดยืนนิ่ง สักครู่ก็หันกลับมา เหมือนต้องการจะจดจำทุกๆรายละเอียดของปราสาทบนเนินเขาให้ขึ้นใจ เขาก้มหัวนิดๆให้ ฟูจิกาว่า คุณนายไอ และมาเอดะ อีกครั้ง พร้อมกับกระชับดาบคาตานะ มูโตให้แน่นขึ้น…

“ข้าไปละนะ!” เขาเอ่ยลาสั้นๆ บนใบหน้าที่เรียบนิ่ง…“สัญญาว่าข้าจะกลับมา” พูดจบม่านกรีบซากุระก็กลืนเขาหายไปในเช้าวันนั้นเอง…

……….

ซากุระ      พร่างพราว     ขาวชมพู   

 พวงพรางพู่ ชูพวงพลาง กระจ่างใส

ขาวกลีบอ่อน  ผ่อนพลิ้ว  ละลิ่วไกล   

อยากอยู่ใกล้   พวงพิศ    พินิจนาน

แต่หัวใจ      เลือดนักสู้     คู่นักรบ    

จะหลีกหลบ      เลี่ยงไซ้    ได้ไฉน

จักออกสู้         ด้วยเลือด     ซามูไร    

ถึงชีพวาย   มลายสิ้น   ไม่กริ่งเกรง

……….

อีก 1 เดือนต่อมา

          “นายท่าน!…นายท่านมีจดหมายจากนายหญิงยามุดะ…”

“หุบเขาอิงะนั้นหรือ…”

“จากอูคาชิ….ใช่ๆ…จากหุบเขาอิงะจริงๆ”

“เอาเข้ามาเร็วๆ…” เสียงฟูจิกาว่าเร่งจากด้านใน…และสักครู่

                โคทาโร่มีบุตรชาย…ชื่ออูคาชิ เซดะหรือนี้…

                อูคาชิ เซดะ…อูคาชิ เซดะ…ยามุดะ

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →