นินจาเลือดซามูไร บทที่ 6

ความลับหลังม่านไม้ไผ่ความลับหลังม่านไม้ไผ่ มีแมลงเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่อาจหาญเผชิญหน้ากับความเหน็บหนาว

ความลับหลังม่านไม้ไผ่

ฤดูใบไม้ร่วงผ่านเข้ามาอีกปี…อีกปี…และอีกปี ต้นไม้ทั้งหุบเขาอิงะก็ยังคงโหมโรง เริงระรำเพื่อตอนรับฤดูหนาวที่กำลังจะมาถึง อีกครั้ง…อีกครั้งและอีกครั้ง ป่าใบสีแดง เหลืองและน้ำตาลต่างร่วงพลูยามโดนลมกระโชกเข้ามาทางช่องเขาคุโระอิสีนิล ต้นแอด เมเปิ้ล และต้นโอ๊ค กำลังจะปรับสภาพตัวเองเพื่อจะอยู่ให้รอดในฤดูหิมะ มีเพียงต้นสนมซึเท่านั้น ที่ยังคงเขียวครึ้มเหมือนไม่หวั่นเกรงใดๆ กับเรื่องนี้

ไม่มีดอกซูซูลันส่งกลิ่นหอมสีขาวรูปกระดิ่งที่โผล่ขึ้นจากดินเหมือนเช่นต้นฤดูใบไม้ผลิ มีเพียงผีเสื้อ ตัวหนอนและแมลงนานาชนิดเท่านั้นที่กำลังเร่งฝังไข่ใบสุดท้ายไว้ใต้เปลือกแข็งของต้นไม้ ซึ่งเป็นที่ที่พวกมันหวังจะให้ลูกๆ ปลอดภัยตลอดฤดูหิมะ เมื่อภารกิจสุดท้ายสิ้นสุดลง เหล่าแมลงตัวแล้วตัวเล่าก็เลือกที่จะปลิดชีพตัวเองก่อนพายุลูกแรกจะมาเยือน

……….

อเวจีสีขาว ที่ยาวนาน   ดั่งเวทีประหาร ล้านบาป

อูคาชิ เซดะ

……….

คงมีแมลงเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่อาจหาญเผชิญหน้ากับความเหน็บหนาวที่เปรียบดั่งอเวจีสีขาวไปได้ ในขณะที่ทุกอย่างกำลังนิ่งเงียบไม่ปรากฏเสียงฝีเท้าย้ำพื้นที่เต็มไปด้วยซากใบไม้ แต่พลันเสียงวัตถุบางอย่างก็ดังหวีดหวิวทวนกระแสลมใกล้เข้ามา นินจาหลายคนกระโจนหลบหาที่กำบังตามสัญชาตญาณ มีเพียงอูคาชิ ยาสุและเซดะเท่านั้น ที่ยังคงยืนนิ่งมองหน้ากันไปมาและแล้วลูกธนูลึกลับก็ลอยแหวกอากาศเข้ามาปักติดกับต้นสนมซึที่อยู่ไม่ห่างจากพวกเขา มันมาพร้อมกับม้วนกระดาษสีน้ำตาลหมองๆ โอสุเกะ ฮิเดะที่ยืนอยู่ใกล้สุดเดินเข้าไปดึงลูกธนูออกจากต้นสนพร้อมนำม้วนกระดาษส่งให้ยาสุอย่างเร่งรีบ

“ฮันโต ซาซากุมิ ผู้ปกครองเมืองไบเซน เราต้องสังหารเขาก่อนพันธมิตรจากตระกูลต่างๆ ทางเหนือจะมาประชุมกันที่นั้น” ยาสุสรุปข้อความที่ปรากฏในแผ่นกระดาษสั้นๆ ให้ทุกคนรู้ เขาใช้หางตาเหลือบมองเซดะแวบหนึ่งแล้วกลับมาจ้องข้อความบางอย่างในจดหมายฉบับนั้นอย่างคนมีนัยยะสุดท้ายก็จุดไฟเผาทิ้งทันที…เซดะสงสัยในสิ่งที่ไม่เคยเป็น เขาจ้องเปลวไฟที่สว่างวาบสลับกับใบหน้าผู้เป็นพ่อไปมา

“จะลงมือเมื่อไร” เค็นจิถามแบบคนรู้ทัน

“เคนซึ, เค็นจิ, ฮิเดะ, และอาจารย์โอคิตะทั้ง 2 ท่านเชิญด้านใน ส่วนที่เหลือรออยู่ที่นี้” ยาสุพูดเร็วเหมือนมีความลับบางอย่าง

“ท่านพ่อ…แม้แต่ข้าก็ไม่มีสิทธิ์หรือไง” เซดะโพล่งขึ้นตรงๆ

“ใช่…เจ้ายิ่งจะต้องอยู่ด้านนอก…และอย่าพยายามแอบฟังเหมือนครั้งที่ผ่านมา…เพราะมันจะไม่ได้ผล” ยาสุหันกลับมากำชับเอาจริง…เซดะได้แต่มองตามหลังคนทั้งหมดไป

คนใช้ในบ้านค่อยๆ เลื่อนประตูปิดตามหลังพวกเขาทีละชั้น…ทีละชั้น กระทั่งทั้งหมดเข้ามารวมกันอยู่ในห้องประชุมหลังม่านไม้ไผ่แคบๆที่ถูกกางอาคมครอบไว้เรียบร้อยแล้ว

“ท่านพี่มีอะไร ที่เป็นความลับอย่างนั้นหรือ” เค็นจิเอ่ยถามก่อนคนอื่น ซึ่งก็เหมือนจะเป็นคำถามเดียวกันที่ทุกคนอยากจะรู้

“พวกเจ้าออกไปข้างนอก” ยาสุสั่งคนใช้ผู้หญิงที่นั่งก้มหน้านิ่งอยู่รอบๆ พวกนางรีบก้มศีรษะจรดพื้นแล้วลุกเดินซอยเท้าสั้นๆ หายไปคนละทาง

“มินาโมโตซัง ได้ยกบุตรสาวคนโตของยามุดะให้กับไอ้แก่ผิดเพศ ฮันโต ซาซากุมิ หวังจะผนึกกำลัง สานต่อไมตรีกับพวกโคงะ เพื่อจะให้พวกหลังเขาเปิดทางเข้าหมู่บ้านโจมตีเรา การสังหารฮันโต คือทางรอดเดียวของอิงะในเวลานี้” ยาสุอธิบายเสียงต่ำด้วยสีหน้าที่เคร่งเครียด

“ฮันโตซัง…จะต้องตายก่อนจะรวบรวมตระกูลซามูไรเก่าแก่ที่เกียวโตได้สำเร็จ” อิเงะสึงิ เคนซึเสริมอย่างคาดคะเน

“ใช่.!…”

“แต่ว่าพวกโคงะ จะเล่นด้วยรึ…เพราะได้ข่าวแววๆ ว่าทางรัฐบาลญี่ปุ่นกำลังหนุนพวกมันจัดตั้งองค์กรลับ เพื่อหวังจะได้ความสามารถพิเศษไปใช้งานด้านการข่าวของทหาร” โอสุเกะ ฮิเดะตั้งขอสังเกต ยาสุหันขวับพร้อมกับชี้นิ้วไปที่เขาเหมือนกับนึกอะไรขึ้นมาได้

“เอ่อใช่…ข้าลืมสายตาของไอ้ทาอิโระ เมื่อครั้งที่คนของรัฐบาลเรียกเข้าไปประชุมที่โตเกียวได้อย่างไรกัน…นี้แหละคือเหตุผลสำคัญที่พวกโคงะจะร่วมมือกับฮันโตและมินาโมโตเพื่อหวังจะล้มล้างเรา…”

“ท่านกำลังจะ กำลังจะ เอ่อ เอ่อ บอก บอก ว่า” อาจารย์โอคิตะ อีอิพูดไม่ทันจบ โอคิตะ ไออิน้องชายก็แทรกขึ้นแทน “พวกโคงะหวังจะเป็นหนึ่งเดียว…เป็นหนึ่งเดียวขององค์กรลับระดับชาติ…ระดับชาติ”

“ใช่ หากไม่มีเรา งานของพวกมันก็จะง่ายยิ่งขึ้น” ยาสุสรุปตามเหตุผลที่เห็นสอดคล้องกัน

“หากเราสังหาร ไอ้ผิดเพศ ซาซากุมิได้สำเร็จ ทุกอย่างก็จบ” อิเงะสึงิ เคนซึ พูดอีก พลางลูบไล้ผมที่ยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวของตัวเองอย่างคาดการณ์

“และข้าจะทวงคืนยามุดะจากมินาโมโต ให้สมกับที่ปิดบังข้ามาหลายสิบปี” ยาสุพึมพำด้วยสายตาที่แข็งกร้าวและมั่นใจเป็นพิเศษ

“เราจะลงมือกันเมื่อไร” เค็นจิถาม

“คืนนี้…เราต้องชิงลงมือก่อนพวกมันจะรู้ตัว”

“แล้วคุณชายละ”

“ให้ไปด้วย เพิ่มคนคอยอารักขาเป็น 2 เท่า แต่อย่าให้รู้ตัว เพราะจิตพิรุธของเขาไวมาก” ยาสุกำชับเสียงหนักแน่น

“คืนนี้บุตรของข้าพร้อมเข้าสอบอัครนินจัตสึ” โอสุเกะ ฮิเดะ แทรกขึ้นทันที

“นารุ นั้นหรือ…เขาไม่เด็กไปหน่อยหรือไง” อิเงะสึงิ เคนซึ ตั้งข้อสังเกต และจ้องไปที่ โอสุเกะ ฮิเดะ ด้วยความเป็นห่วง

“เขาพร้อมแล้วละ…ข้าว่า” เสียงของ โอสุเกะ ฮิเดะ ไม่ค่อยมั่นใจสักเท่าไรนัก แต่เขาก็พยักหน้าย้ำในจุดยืนเดิม จนทุกคนไม่กล้าแย้งอีก

“ถ้าอย่างนั้น เค็นจิ…เป็นหน้าที่โดยตรงของเจ้า” ยาสุพูด

“ได้…นารุมันจะได้สมใจก็คราวนี้แหละ” เค็นจิรับคำสั่ง พร้อมกับพูดถึงลูกศิษย์คนโปรดด้วยรอยยิ้มแห่งความสมใจจางๆ

“อาจารย์โอคิตะ ทั้ง 2 ข้าต้องรบกวนพวกเจ้าด้วยนะ” ยาสุหันไปก้มหัวให้พวกเขานิดๆ

“บันทึกลับ…บันทึกลับของคุณชาย มัน มันเป็นหน้าที่หลักของตระกูล…ของตระกูลข้าอยู่แล้ว พวกข้า…พวกข้าต่างหาก…ต่างหากที่ต้องขอบคุณที่ท่านประมุขที่ไว้ใจ…” โอคิตะ ไออิ พูดซ้ำไปซ้ำมาจนแทบจะไม่จบประโยค…แต่เขาก็ได้ถอนหายใจออกมาจนได้

“โอ้ย!…ข้าใจแทบขาด กว่าพวกเจ้าจะพูดจบ…เฮ้ย!” โอสุเกะ ฮิเดะ โพล่งขึ้น พร้อมกับถอนหายใจยาวๆ จนหลายคนอดขำตามไม่ได้

………..

ความลับ……………………ไม่มีวันตาย

แม้แต่สายลม…………………………ก็รู้

อูคาชิ ยาสุ

……….

 

ผลสอบอัครนินจัตสึที่ปราสาทฮันโต

คืนเดือนมืดที่ปราสาทฮันโต

โคมไฟที่เว้นระยะห่างเท่าๆ กันเป็นแถวยาวไกลจนสุดมุมโค้งกำแพงหินปูนที่สูงไม่ต่ำกว่า 3 เมตร มันทอดตัวยาวไล่ระดับสูงขึ้นไปตามทางเข้าที่ลาดชันและเหมือนจะโอบล้อมตัวปราสาท 5 ชั้น ที่ปลูกสร้างอย่างมีศิลปะบนเนินเขาทางทิศตะวันตกของเมืองไบเซนเอาไว้ทุกด้าน มันแสดงให้ผู้คนทั่วไปได้เห็นถึงอำนาจ บารมีที่เหลือล้นของเจ้าของอย่างเด่นชัด โคมไฟจากยางสนอีกชั้นที่กระจายกันอยู่ภายในแนวรั้วติดกับปราสาทเผยให้เห็นกิจกรรมของเหล่าซามูไรในชุดสีน้ำตาลแดงที่กำลังยืนเฝ้ายามอยู่ตามจุดต่างๆ และแต่ละจุดก็มีไม่ต่ำกว่า 5 คน หนึ่งในนั้นจะยืนถือโคมไฟนิ่งเป็นหุ่นหินอยู่ด้านหน้า ทุกๆ 15 นาที เขาก็จะออกเดินนำจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่งวนไปรอบๆ ดูจากสีหน้าที่จริงจังของพวกเขาแล้วเหมือนหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติอยู่สำคัญยิ่งกว่าชีวิตที่มีลมหายใจหลายร้อยพันทวี

……….

อีกมุมหนึ่ง

ณ จุดที่มืดสนิททางทิศใต้ของตัวปราสาท ดวงตาที่ไม่ต่างอะไรกับนกรัตติกาลกว่า 150 คู่กระจายโอบล้อมปราสาทเป็นรูปเสี้ยวจันทรา เสียงซุบซิบไม่ต่างอะไรกับสายลมดังระงมไปทั่ว แต่ดูเหมือนจะไม่มีใครเอะใจในเสียงเหล่านั้นเลยสักนิด…พวกเขานิ่งรอสัญญาณจู่โจมจากผู้นำที่อยู่ส่วนกลาง…อย่างตั้งมั่น

(คุณชายกับนารุคุง ตามข้ามา ส่วนกุโบะและพวกเจ้าตามเค็นจิอ้อมไปทางซ้าย เราจะไปพร้อมกับสายลมกระโชกปลายสน) โอสุเกะ ฮิเดะ สื่อเสียงให้นินจาเพียงไม่กี่คนที่สามารถรับคลื่นความถี่สูงนี้ได้ กุโบะ กับ นารุ หลับตาหนึ่งครั้งแทนการพยักหน้า พวกเขาซุบซิบตามสายลมที่กวัดแกว่งใบไม้ต่อๆ กันไป จนเงียบนิ่งลงอีกครั้ง

“นารุ – ยูกาว่า กุโบะ นี้คือบททดสอบอัครนินจัตสึของพวกเจ้า…อย่าประมาณ เพราะการพลาดเพียงครั้งเดียว มันหมายถึงชีวิต” อิเงะสึงิ เคนซึ กำชับเลียนเสียงจิ้งหรีด ทั้ง 2 กระพริบตาพร้อมกันอีก แต่นารุเด็กหนุ่มวัย 12 ปี เหมือนจะตื่นเต้นจนยากจะควบคุมให้นิ่งได้ในเวลานี้

“ข้าจะคอยดูพวกเจ้าอยู่ห่างๆ คำเตือนจากรุ่นพี่จะช่วยให้ผ่านมันไปได้” เขาพูดผ่านผ้าที่คลุมใบหน้าสีดำ

“ข้าจะระวังให้ถึงที่สุด” ยูกาว่า กุโบะ กระซิบเลียนเสียงป่าตอบกลับ และทันทีที่ปลายสนมซึแกว่งไกว สัญญาณโผจากเค็นจิจึงเริ่มต้น

(ไปได้) ร่างในเงาสีดำที่กลืนเป็นสีเดียวกับราตรีลอยข้ามกำแพงหินปูนไปพร้อมๆ กันทุกด้าน  เชือกป่านติดตะขอเหล็กถูกโยนขึ้นไปบนสันหลังคาปราสาท แต่เสียงของมันกลับเงียบสนิทจนผิดวิสัย พวกเขาดึงตัวเองวิ่งตามขึ้นไป ก่อนจะแยกออกไปเป็น 2 กลุ่ม คืนเดือนมืดเช่นนี้ช่วยพรางเงาสีดำของพวกเขาได้เป็นอย่างดี ในที่สุดทั้งหมดก็หายไปทันทีที่สายลมนิ่ง เหล่าซามูไรที่กำลังเฝ้ายามอยู่ด้านล่าง กำลังเปลี่ยนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ดูเหมือนไม่มีใครรู้ตัวเลยว่า ณ เวลานี้มีนักฆ่าชิโนบิกระจายตัวเกาะติดกับผนังและหลังคาปราสาทไม่ต่างอะไรกับปลิงลมกระหายเลือดอยู่ทุกด้านแล้ว

แต่ในขณะที่ซามูไร 5 คนที่จุดทางเข้ากำลังเดินเรียงแถวผ่านซุ้มประตูด้านหนึ่งและจะโผล่ไปยังอีกด้าน อยู่ๆปลายเท้าที่สั่นระริกของโอสุเกะ นารุก็สะกิดเข้ากับแผ่นกระเบื้องมุงหลังคาชั้นบนสุดโดยบังเอิญ “แคล็กๆๆๆ…” มันไหลลงไปตามแนวลาด เสียงของมันทำให้ซามูไรชักดาบคาตานะเตรียมสู้ แต่ก็ช้ากว่านินจา 5 คน ที่กระโจนตาม พวกเขาแยกประกบตัวต่อตัว ใช้มีดสั้นเชือดเส้นเลือดใหญ่และกล่องเสียงที่ลำคอแล้วกดพวกเขาไว้กับพื้นจนแน่นิ่ง เซดะใช้ปลายเท้ารับแผ่นหลังคากระเบื้องเอาไว้ได้ทันก่อนที่เสียงของมันจะปลุกคนทั้งปราสาทให้แตกตื่น

(ซ่อนศพ แล้วไปต่อ) โอสุเกะ ฮิเดะส่งสัญญาณมือ  พวกเขาทำงานอย่างรู้กันก่อนจะดีดตัวกลับขึ้นหลังคาอีกครั้ง

(นารุ) โอสุเกะ ฮิเดะดุ เขาด้วยสายตา แต่ก็ไม่ใช่เวลาที่จะต้องต่อว่ามากไปกว่านี้

(ข้าขอโทษ…) ในแววตาที่เต็มไปด้วยความตื่นกลัวฉายออกมาแทนเสียงสื่อ โอสุเกะ ฮิเดะเริ่มเป็นกังวล…ทางเดียวเวลานี้คือต้องรักษาชีวิตของบุตรชายกลับไปหุบเขาอิงะให้ได้ ถึงแม้ว่าจะสอบอัครนินจัตสึไม่ผ่านก็ตามที…

“อย่าห่างข้า” ฮิเดะกำชับบุตรชายและพยักหน้าให้เขาอีก ก่อนทั้งหมดโผตามกันเข้าไปในความมืดใต้ชายคาชั้น 3 พวกเขาซ่อนเงาหาช่องผ่านทะลุเข้าไปด้านในทันที

……….

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →