นินจาเลือดซามูไร บทที่ 8

กลับคืนสู่ตัวตนกลับคืนสู่ตัวตน จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีการตามหา มินาโมโต โคทาโร่ บุตรชายคนเดียวของตระกูลก็ยังไร้วี่แวว

กลับคืนสู่ตัวตน

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีการตามหา มินาโมโต โคทาโร่ บุตรชายคนเดียวของตระกูลก็ยังไร้วี่แวว หมู่บ้านนินจาในหุบเขาอิงะก็ยังเป็นความลับที่ไม่อาจจะเข้าถึง แม้แต่เลือดนินจาอย่างยามุดะเองก็ไม่เป็นผล ทุกๆวันของฟูจิกาว่าจึงหมดไปกับการลาดตระเวนไปทุกๆ จุดทุกๆ ที่ ที่คาดว่าจะเป็นหน้าผาคุโระอิสีนิล ตามที่ยามุดะบอก แต่ก็คว้าน้ำเหลวไม่เป็นท่าทุกครั้ง

ส่วนยามุดะ…นางยังคงโทษตัวเองไม่เลิก แม้เวลาจะผ่านไปนานสักเพียงไรก็ตาม นางมักจะเอาหมอนปิดปากร้องไห้ เหมือนกลัวว่าเสียงโศกเศร้าจะทำให้ฟูจิกาว่ารำคาญ แต่กระนั้นมันก็ไม่เป็นความลับ นางอยากจะฆ่าตัวตายเสียให้รู้แล้วรู้รอดหลายครั้งต่อสัปดาห์ แต่โมริก็คอยกันนางให้อยู่ห่างจากมีดได้ทุกครั้ง

อูคาชิ…ข้าเกลียด อูคาชิ ข้าเกลียดชิโนบิ ข้าเกลียดหุบเขาอิงะ ข้าเกลียดโลกมืด” เข้าปีที่ 10 แล้ว ที่เสียงกล่นด่าประโยคเดิมยังหลุดจากปากไม่เว้นแต่ละวัน เวลานี้ยามุดะไม่ต่างอะไรกับคนบ้า มันนานพอสำหรับจะให้ลืมเรื่องบางเรื่อง แต่สำหรับเรื่องที่กินลึกเข้าไปในหัวใจ แม้วันสุดท้ายของชีวิตนางก็จะยังร้องไห้อยู่ดี

“หากการตามหายังล้มเหลว เห็นทีข้าต้องเอาชีวิตเข้าแลก” ยามุดะพึมพำ โมริเงยหน้ามองแวบหนึ่งก่อนจะหันไปสนใจกับงานที่กองอยู่ตรงหน้า ทำเหมือนไม่มีอะไรเช่นที่เคยทำ  “เลือดบริสุทธิ์อย่างข้า กับเลือดผสมอย่างโคทาโร่ ดูซิว่า…ท่านพ่อจะเลือกใคร” นางบ่นเสียงดังขึ้นอีกจนโมริกระวีกระวาดเข้าไปหา

“นายหญิง…อีกไม่นานคุณชายมินาโมโตก็ต้องกลับ” โมริไม่รีรอจะพูดประโยคซ้ำๆ ที่นางใช้ได้ผล

“เจ้าพูดประโยคเดิมๆนี้เข้าปีที่ 10 แล้วนะโมริจัง” ยามุดะหันไปกระแทกใส่จนสาวใช้นิ่งก้มหน้า  “ข้าขอโทษ…ที่หงุดหงิด…แต่ตอนนี้ข้าเริ่มหิวแล้วละ” พูดจบยามุดะก็ถอนหายใจออกมายาวๆ จนโมริเงยหน้ามองเพื่อสำรวจอารมณ์ที่คาดว่าจะปกติอย่างคนหวาดหวั่น

“ถ้าอย่างนั้นนายหญิงเร่งแต่งตัวใหม่เถอะ ข้าจะสางผมให้นะเจ้าคะ” นางเสนอเมื่อแน่ใจอย่างที่เห็น

“ไม่ต้อง ข้าจัดการเอง…เจ้ารีบลงไปสั่งเตรียมอาหารด้านล่างจะดีกว่า”

“เจ้าคะ…นายหญิง…กิโมโนสีเขียวปีกแมลงทับ ข้าได้เตรียมไว้ให้แล้ว” โมริบอกยิ้มๆ นางชายตาไปที่ชุดกิโมโนที่แขวนอยู่อย่างตั้งใจ ยามุดะพยักหน้า “ไปเถอะข้าจัดการเองได้” ยามุดะกำชับอีก จนสาวใช้จำต้องลุกเดินซอยเท้าสั้นๆ ออกปะตูไป

“เลือดข้ายังเป็นชิโนบิ…มันคงไม่ใช่เรื่องยากหากข้าจะกลับไปสื่อเสียงติดต่อ…ข้าจะไม่ลังเลอีก ข้าจะไม่ลังเลอีกต่อไป” ยามุดะพึมพำคนเดียวในห้อง ความเงียบและความว่างเปล่ากำลังนำทางให้สมาธิของนางนิ่ง และแล้ว…

(ท่านพ่อเคยพยายามติดต่อกับข้าด้วยวิธีนี้ ญาณชิโนบิ)

(ท่านพ่อ…ท่านพ่อ…ท่านพ่อ) “ข้าต้องฝึก….เพื่อกลับไปสู่ตัวตน…ข้าหนีโลกมืดไม่พ้นจริงๆ” นาทีนั้นน้ำตาของยามุดะก็หยดแหมะลงพื้น ทั้งๆที่ใบหน้าของนางกำลังแข็งกร้าว

การฝึกฝนเพื่อกลับคืนสู่ตัวตนของยามุดะเป็นไปอย่างเงียบๆ นางมุ่งมั่นจนโมริอดสงสัยไม่ได้ กระนั้นยามุดะก็ไล่โมริออกมานั่งนอกประตู โมริพยายามแข็งขื่นแต่ก็เกรงสายตาปริศนาของนาง มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โนริยาดะ บุตรสาวคนโตเข้ามาเห็นยามุดะในขณะกำลังฝึกทบทวนการพลางตัวกับผนัง แต่ในเวลานั้นนางยังทำได้ไม่สมบูรณ์นัก จึงทำให้โนริยาดะเห็นแต่เพียงศีรษะของนางลอยอยู่นิ่งกับผนังสีครีม

“กรี๊ด!…ท่านแม่” เสียงกรีดร้องของบุตรสาวทำให้ยามุดะรีบเป่าผงแป้งสีขาวเพื่อกางอาคมครอบ มิให้เสียงดังจนคนทั้งบ้านแตกตื่น

“โนริ….โนริยาดะ ฟังแม่…” ยามุดะจ้องเข้าไปในดวงตาที่ยังเบิกค้าง จนบุตรสาวได้สติ

“ท่านแม่ เมื่อครู่…ข้าเห็น…ข้าเห็น” โนริยาดะเสียงสั่น ดวงตาของนางกลับกรอกไปมาอย่างคนหวาดระแวง

“โนริจัง ฟังแม่…สิ่งที่เจ้าเห็นเป็นเพียงภาพลวงตา…รับปากกับแม่ซิ ว่าจะไม่พูดเรื่องนี้กับใคร” ยามุดะย้ำเสียงต่ำใกล้ๆ และจงใจใช้พลังลึกลับจากดวงตาที่เป็นมรดกของนินจากระตุ้นให้บุตรสาวเชื่อ

“หมายความว่าอย่างไร….ภาพลวงตา ข้าไม่เข้าใจ”

“แล้วเจ้าจะค่อยๆรู้จักมันเอง…รับปากกับแม่ซิว่าจะไม่พูดเรื่องนี้ให้ใครฟัง” ยามุดะย้ำเป็นครั้งที่ 2

“ท่านแม่บอกข้าก่อน ว่ากำลังจะทำอะไรแล้วข้าถึงจะรับปาก”

“โนริจัง…แม่ให้สัญญาจะบอกลูกแน่นอน แต่ไม่ใช่วันนี้”

“แล้ว…เมื่อไรกัน” โนริยาดะคาดคั้น พลางเบี่ยงตัวออกจากอ้อมกอดมานั่งจ้องหน้านางอย่างเอาจริง

“อีกไม่นาน…แม่สัญญา” ยามุดะเสียงแข็ง

“ถ้าอย่างนั้นข้าก็ให้สัญญา” ยามุดะดึงบุตรสาวเข้ามากอดแทนความรู้สึกที่กำลังสับสน นางใช้เวลาฝึกตัวเองไม่นาน กระบวนการถอดร่างก็สำเร็จ ตอนนี้นางสามารถถอดร่างได้ถึง 3 ร่าง และอีกไม่นานนางจะต้องถอดให้ได้ไม่น้อยกว่า 10 ร่างเหมือนที่เคยทำได้ในอดีต

ตอนกลางคืนยามุดะจะหายไปเป็นระยะๆ เพื่อฝึกฝนตนเองให้เข้ากับโลกมืด นางหลีกเลี่ยงการสะกดจิตเข้าไปในดวงตาของฟูจิกาว่าเพื่อจะทำให้เขาหลับ เพราะนางเชื่อว่าสิ่งนั้นอาจจะทำให้ความรักบริสุทธิ์เกิดรอยด่าง…จนกระทั้งคืนหนึ่งความตั้งใจของยามุดะก็เป็นผล

(อูคาชิ ยามุดะ เจ้าของวงดาบเสี้ยวจันทรา…ขอต้อนรับกลับคืนสู่หุบเขาอิงะ) อยู่ๆ เสียงสื่อที่มาจากกระแสจิตของใครบางคนก็ดังขึ้นในหัว ยามุดะฉายยิ้มทั้งน้ำตา (โลกมืดคือบ้านของเจ้า…ยามุดะ)

(ใช่!ความมืดคือโลกที่ข้าเกิด ข้าไม่อาจปฏิเสธมันได้) ยามุดะตอบกลับและเงียบรอจากอีกฝ่าย แต่เสียงสื่อก็เงียบจนนางรู้สึกกลัว (…ข้าขอแลกเลือดบริสุทธิ์ในกายข้า กับเลือดผสมที่มีวิญญาณของศัตรูซ่อนอยู่) ยามุดะรีบสื่อเสียงต่อ และเฝ้าภาวนาให้อีกฝ่ายได้ยินในสิ่งที่นางเสนอ แต่มันก็ยังเงียบเช่นเดิม

โคทาโร่ ไม่ใช่ชิโนบิ…เขาไม่ได้เกิดมาเพื่ออูคาชิ แต่เขาคือซามูไรแห่งมินาโมโต…เขาเกิดมาเพื่อเป็นซามูไรยามุดะหลุดเสียงตะโกน จนนกกระเรียนมงกุฎแดงในสวนหลังบ้าน ตกใจตีปีกเสียงดังขึ้นพร้อมๆกัน #พึบๆ…พึบๆ แกร๋ๆ…แกร๋ๆ#

(เจ้าเกิด  มาเพื่อ  เป็นอาวุธ…วงดาบเสี้ยวจันทรา) ไม่ใช่เสียงคนเดิมที่ตอบกลับมา ยามุดะเบิกตากว้างอย่างคนคาดไม่ถึง

“ท่านพ่อ”

(คืนเดือนเสี้ยวก่อนฤดูหิมะ…ใบไม้สีแดงจะนำทางเจ้าสู่น้ำตก มะทซึ นิ เราจะรอเจ้าที่นั้น…น้ำตกต้นสนคู่แห่งหุบเขา…)

(โคงะ น้ำตกต้นสนคู่แห่งหุบเขาโคงะใกล้ศัตรูหมายเลขหนึ่ง)

(ใกล้ศัตรูเท่าไร ก็ยิ่งปลอดภัยจากซามูไรเท่านั้น)

(ท่านพ่อ…)

(เวลานี้เจ้าไม่มีสิทธิ์ มาต่อรอง)

(ใช่…และข้าก็ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ)

(ใบไม้ใบแรกโหมโรง…สัญญาชิโนบิก็จะเริ่มต้น) ทันทีที่เสียงนั้นพูดจบ เสียงป่ากลางหุบเขาทิศตะวันออกของเมืองคาโกคุมะ ก็เข้ามาแทนที่ ยามุดะยืนนิ่งอยู่นานก่อนความยินดีจะฉายออกมาเป็นรอยยิ้ม

“โคทาโร่…แม่มีหวังแล้ว” ยามุดะพึมพำพร้อมๆ กับน้ำตาแห่งความยินดีหยดลงสู่พื้นดิน “เจ้าจะต้องเป็นซามูไรเหมือนพ่อ…มิใช่อาวุธนินจาอย่างแม่” นางปล่อยน้ำเสียงแหบแห้ง…ก่อนปลายเท้าที่ทำหน้าที่ไม่ต่างกับสปริงจะพานางทะยานขึ้นจากหมู่แมกไม้ นางส่งตัวจากต้นแอ็ด ต่อด้วยต้นสนมซึ กางแขนทั้ง 2 ข้างออกเหินเวหาราวกับเข้าใจว่าตัวเองคือนกรัตติกาล “โคทาโร่ๆๆๆๆๆ…”

…….

ตามหาฝัน……………………………………….อันรางเลือน

ดีกว่าเลือนรางบนทางที่………………………..มิได้ฝัน

มินาโมโต ยามุดะ

……….

ใบไม้โหมโรงในคืนจันทร์เสี้ยว

ทันทีที่ฤดูใบไม้ร่วงเยื้องกรายเข้ามา ใบไม้ใบแรกก็เริ่มโหมโรงเปลี่ยนสีในตัวเองจากเขียวเป็นเหลืองและแดงลามไปทั้งป่า ยามุดะ ใจสั่นหวิว นางบอกตัวเองไม่ได้ด้วยซ้ำว่า มันคืออาการของความตื่นเต้นที่สัญญาชิโนบิมาถึงหรือว่าเป็นเพราะลางอาลัยที่นางจำต้องจากที่นี้กันแน่

“โมริ…” ยามุดะเรียกสาวใช้ที่นั่งเย็บผ้าอยู่หน้าห้อง ประตูถูกเลื่อนออกช้าๆ และคนที่นางเรียกก็นั่งก้มหน้ารอคำสั่งอยู่ตรงนั้น

“มีอะไรหรือเจ้าคะนายหญิง”

“คืนนี้ข้าอยากพักผ่อน อย่าให้ใครเข้ามาในห้องโดยเด็ดขาด!” ยามุดะย้ำประโยคสุดท้ายเสียงหนักแน่น และใช้สายตาแกมบังคับในเชิง

“เจ้าคะ” โมริก้มหัวรับคำสั่งและประตูก็เลือนปิดพร้อมๆ กับแสงไฟภายในห้องนอน

#นายหญิงหลับแล้วเจ้าคะ#เสียงของโมริจากนอกประตู

#รึ!…ไม่เป็นไรเอาไว้พรุ่งนี้ก็แล้วกัน ข้าไม่อยากรบกวนนาง#และก็เป็นเสียงพูดของมินาโมโต ฟูจิกาว่า

“…ข้ารักท่าน” ยามุดะพึมพำในความมืด “แต่ข้าจะลังเลอีกไม่ได้” นางกดเสียงต่ำด้วยความเจ็บปวดสักพักร่างในชุดพรางสีดำก็พุ่งทะยานออกไปทางหน้าต่างหายเข้าไปในเงามืดของคืนเดือนเสี้ยวที่ปกปิดความเป็นตัวตนของนาง ปลายเท้าทำหน้าที่ไม่ต่างกับสปริงกดเบาๆจากต้นแอ๊ดที่พึ่งเปลี่ยนเป็นสีแดงลอยข้ามไปยังโขดหินที่อยู่ไกลออกไป นางหยุดกระพริบตาถี่ๆ หลายครั้งเพื่อปรับแสงสีเขียวอมเหลืองให้เห็นชัด

(ใบไม้สีแดงจะนำทางเจ้าสู่น้ำตก มะทซึ นิ) พลันเสียงสื่อในความทรงจำก็ผุดขึ้นมาในหัว

“น้ำตกต้นสนคู่แห่งหุบเขาโคงะ” นางทบทวน ก่อนจะปล่อยผมที่ขมวดเอาไว้ให้เป็นอิสระ อากาศบางเบาถูกสูดเข้าจนเต็มปอด สักพักมันก็ถูกพ่นออกมาแรงๆ แล้วร่างที่พร้อมจะโผจากเงาสู่เงาก็ลอยสูง แขนทั้งสองข้างกางออกประหนึ่งจะใช้มันแทนปีกของนกรัตติกาล ยามุดะกระพริบตาอีกครั้ง สุดท้ายยอดไม้สีแดงข้างหน้าก็ฉุดร่างของนางให้ลอยข้ามไปหา ปลายเท้ากดส่งต่อไปยังต้นสีแดงถัดไปเป็นระยะๆ จนลับเหลี่ยมเขาทางทิศตะวันออกของคาโกคุมะ

อีก 3 ชั่วโมง…ในที่สุดนางสัมผัสเสียงน้ำตกที่ใกล้เข้ามาได้อย่างชัดเจน นางเริ่มโผช้าลงพลางส่ายสายตาที่แหลมคมประดุจเหยี่ยวสำรวจเข้าไปในความมืดของป่าเบื้องล่าง

“ใช่!…น้ำตกมะทซึ นิ…มันคือน้ำตกต้นสนคู่แห่งหุบเขาโคงะ ข้าจำมันได้ดี” ยามุดะพึมพำพร้อมลดระดับต่ำ ทันทีที่ปลายเท้าทั้งสองสัมผัสกับโขดหิน นินจากว่า 10 คนก็พุ่งทะยานออกมาจากราวป่ารอบๆ พวกมันล้อมวงหมุนเข้ามาหานางช้าๆ แต่ยามุดะก็ไม่มีท่าทีจะหวาดหวั่น นางกลับฉายยิ้มไปให้แทน

“ขอบใจที่มา ตามสัญญา” นางกดเสียงต่ำทุ้มๆ เหมือนไม่ต้องการให้สะท้อนกับโขดหินหลังน้ำตก สัญชาตญาณบางอย่างชักนำให้นางกระโจนต่อไปยังพื้นราบที่ถูกปกคลุมไปด้วยใบไม้แห้ง โดยมีเหล่านินจาพวกนั้นตามไปหมุนรอบๆ ตัวนางด้วยท่าทีระแวดระวังเป็นพิเศษ

“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามิใช่โคงะ…และพวกเจ้าก็รู้เช่นกันว่าข้าเป็นใคร” ยามุดะยิ้มมุมปาก ในขณะที่ปลายเท้าก็กดกิ่งไม้ให้แตกเหมือนจะส่งรหัสลับบอกอีกคน

#แกร็ก!#

“ยามุดะ…เจ้าสบายดีใช่ไหม” ทันใดนั้นเสียงเยือกเย็นประหนึ่งสายลมฤดูหนาวก็ลอยมาจากต้นสน 2 ต้นเหนือน้ำตกขึ้นไป ยามุดะมองตามทิศที่เสียงเรียก มีความยินดีไม่น้อยเจืออยู่ และแล้วร่างชายชราผมยาวสลวยดุจแพรไหมสีขาวในชุดกิโมโนสีเทาขุ่นก็ลอยข้ามลำธารเข้ามาหยุดนอกวงล้อมของนินจา ที่เวลานี้พวกมันเริ่มหมุนช้าลงแล้ว

“ท่านลุง…เคนซึ” ยามุดะเสียงสั่น ใจนางเองก็สั่นลึกจนแทบจะจมหายไปในพื้นดิน

“เจ้ามีความสุขดีใช่ไหม…” เขาย้ำประโยคเดิมพลางเสยเส้นผมสีขาวที่คลุมใบหน้าออกให้พ้นสายตา

“ข้ามีความสุขที่สุด…แต่จะมีประโยชน์อันใด ในเมื่อนรกกำลังรอข้าอยู่” ยามุดะประชดอย่างที่อัดอั้น “ท่านลุงไม่เคยเปลี่ยนแปลงตลอด 15 ปี” นางประมาณ และกระพริบดวงตาอีก 2 ครั้ง

“สุขภาพข้าแย่ลงไปเยอะ” อิเงะสึงิ เคนซึตอบและเงียบไปพักหนึ่ง “ยามุดะ…ชิโนบิอย่างเรา ถูกฟ้าลิขิตให้เกิดมาเพื่อปกป้องความยุติธรรมในโลกมืด เราเกิดมาเพื่อเป็นอาวุธ นรกที่เจ้าว่ามันอยู่ในใจของเจ้าเองต่างหาก เลือดชิโนบิบริสุทธิ์ในกายจะไม่มีวันเปลี่ยนเป็นอื่น โดยเฉพาะซามูไร” เขาเหน็บแนมพร้อมกับเดินตรงเข้ามาหา ในขณะที่เหล่านินจาก็หยุดนิ่งในท่าเตรียมพร้อมจะจู่โจม

“ข้าจะไม่หนีมันอีก…แต่คนที่มีเลือดชิโนบิอยู่เพียงครึ่งเดียวอย่างโคทาโร่ ก็ไม่สมควรจะอยู่ในหมู่บ้านเช่นเดียวกัน…” ยามุดะยืนกรานเสียงแข็ง มือของนางข้างลำตัวกำเกร็งแน่น

“เขา ต้อง มี…ตัวตายตัวแทน…” อิเงะสึงิ เคนซึพูดเสียงเบากว่าเมื่อครู่

“ท่านลุงกำลังจะทำอะไรกับบุตรชายข้า…”

“เขาจะไม่เป็นอะไร…แต่ขอเวลาเราสักนิด…ข้าให้สัญญาไม่นานเกินไป…แล้วจะส่งคนไปรับ”

“ข้าหนีมาเองข้าก็ต้องกลับเอง…เพียงแค่ท่านบอกรหัสผ่านกับข้า”

“ไม่ได้!…” อิเงะสึงิ เคนซึปฏิเสธเสียงแข็งดัง

“ทำไม…ข้าก็เป็นอูคาชิคนหนึ่ง…ชิโนบิทุกคนย่อมมีสิทธิ์เข้าออกหมู่บ้านเท่าเทียมกัน”

“แต่ไม่ใช่เวลานี้…หากฟูจิกาว่ารู้…ความลับที่ปิดตายมากว่า 400 ปี ก็จะถูกเปิดเผย…เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม แล้วข้าจะรีบส่งคนไปรับ” พูดจบ อิเงะสึงิ เคนซึก็ส่งสัญญาณให้เหล่านินจาทั้ง 10 คนก้มหัวให้นาง

“ข้าจะบอกยาสุ ว่าเจ้ายังสวยเหมือนเดิม” เขายิ้มบางๆ จนริมฝีปากแนบแบนเป็นเส้นตรง ทันทีที่ใบไม้รอบๆ เริ่มโบกสะบัด ร่างของนินจาทั้ง 10 และเคนซึก็ลอยสูงจากพื้น

“ท่านลุง…เคนซึ… เดี๋ยวอย่างพึ่งไป” ยามุดะตะโกนไล่หลัง แต่สายลมวูบหนึ่ง ก็หอบทั้งหมดหายลับยอดไม้ไปแล้ว

(เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม…สัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย แล้วข้าจะส่งคนไปรับ)เสียงสื่อดังขึ้นในหัว…แต่ยามุดะเหมือนจะร้องไห้ออกมา

(ข้าต้องรอถึงเมื่อไร…ท่านลุง ท่านลุง) นางกรอกเสียงสื่อกลับอย่างสุดจะทานกับคำตอบ มีเพียงเสียงของน้ำตกกระทบโขดหินเท่านั้นที่ตอบกลับ “ข้ารู้ว่าสัญญาชิโนบิไม่มีวันตาย…แต่เมื่อไรกัน” ยามุดะตะโกนด้วยเสียงทั้งหมดที่มี จนนกป่าที่เกาะคอนหลับอยู่ตามกิ่งไม้รอบๆ ตกใจตีปีกบินหนีไปคนละทาง “ข้าต้องรอถึงเมื่อไร” ความมืดปกปิดความเป็นตัวตนของนางได้ แต่ไม่สามารถปกป้องเสียงสะอื้นที่ลอยไปตามลมได้ “เจ้าต้องเข้มแข็งกว่านี้ ยามุดะ” นางกำชับตัวเอง และปล่อยให้ความเงียบเข้ามาเยียวยา น้ำตาหยดสุดท้ายถูกปาดทิ้ง ไม่นานร่างในชุดพรางสีดำก็ดีดตัวไปยังโขดหินใกล้ๆ ก่อนจะส่งต่อลอยสูงเหนือยอดต้นหลิว “ข้าต้องเข้มแข็ง….กว่านี้” นางกดปลายเท้าอีกครั้งที่ยอดต้นสนคู่เหนือน้ำตกมะทซึ นิ ความมืดกลืนร่างนางหายไปเหลือไว้เพียงจันทร์เสี้ยวในคืนที่สัญญาชิโนบิจบลงและเริ่มต้นใหม่อีกเป็นครั้งที่ 2  เวลาต่อจากนี้เท่านั้นที่จะช่วยนางพิสูจน์ว่า สัญญาชิโนบิจะไม่มีวันตายหรือไม่

ประกายแสงสีอำพันเริ่มจับที่ขอบฟ้าทางทิศตะวันออก เสียงนกเล็กๆ ตามรายทางที่นางโผทะยานผ่านกล่าวอรุณสวัสดิ์ ยามุดะเร่งโผให้เร็วขึ้นนางต้องกลับให้ถึงคาโกคุมะก่อนฟ้าสางซึ่งเวลาก็น้อยลงทุกที

(เจ้าต้องเป็นซามูไรเหมือนพ่อ มิใช่อาวุธร้ายอย่างแม่…โคทาโร่)

……….

บางเรื่อง……………….ต้องอาศัยคนโง่เจรจา

จึงจะถือว่า……………………………ฉลาดล้ำ

อิเงะสึงิ  เคนซึ

…………

เรื่องแนะนำ

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →