กระเรียนหลงฟ้า บทที่5

กระเรียนหลงฟ้า บทที่5

กระเรียนหลงฟ้า5
กระเรียนหลงฟ้า5
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

กระเรียนหลงฟ้า5

ชิชิบารุ

“นามิจัง ต่อจากนี้เป็นหน้าที่ของเธอ…ใช้มารยาหญิงให้ครบ 180 เล่มเกวียนเข้าใกล้ไอ้เด็กคนนั้นให้มากที่สุด…ชิ!” ชายวัยกลางคนรูปร่างค่อนไปทางท้วนพูดเสียงดังจากอารมณ์ที่ระอุอยู่ข้างใน…เขาโน้มตัวพาผมสีดอกเลาเข้าไปกระซิบต่อ “รู้ให้ได้ว่า เขามีพรสวรรค์พิเศษมากพอ…” พลางพ่นลมหายใจใส่หญิงสาวคราวลูกที่ยังนั่งนิ่ง “เราเสียเวลามาหลายปี หากไม่ใช่ รู้ใช่ไหมว่าต้องทำอะไร” เขากำชับและพยายามบีบคั้นเธอด้วยสายตาอีก…ชุดสูทสีดำสนิทขับผิวที่ขาวอยู่แล้วให้สว่างยิ่งขึ้น “ชิ!…” ใบหน้าแดงกล่ำกำลังเผยอปากสั่นระริก “เข้าใจใช่ไหมสาวน้อย…” หญิงสาวได้แต่พยักหน้ารับคำสั่งไปเรื่อยๆ  นานๆ ครั้งเธอถึงจะเงยหน้าจ้องไปยังป้ายชื่อประธานบริษัท ที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษตัวใหญ่ว่า

 

Mr.Natran U.kava

ประธานบริษัท

ที่วางอยู่บนหัวโต๊ะทางขวามือ เธอแบะปากใส่มันเหมือนจะไม่ยีหระ แต่ก็แอบซ่อนเก็บอาการไม่ให้อีกคนเห็น

“หากเขาไม่ใช่…ก็ไม่จำเป็นต้องฆ่า” เธอโพล่งขืน พลันเสียงตบโต๊ะด้วยอารมณ์โมโหสุดขีด แต่ก็ไม่ทำให้หญิงสาวสะดุ้งตกใจ…แม้แต่น้อย

“นามิจัง…คนที่ตายเพราะไอ้เด็กคนนั้นคือ ยูกาว่า ชิชิบารุนะ” เขาตะคอกจนน้ำลายสาดกระเด็นไปทั่วห้อง “บารุคุง…ตายเพราะมัน” เขาพูดต่อเสียงเบาลงและเริ่มสั่นเครือ จนเห็นความรู้สึกสูญเสียปนออกมาได้อย่างชัดเจน

“ถ้าคนที่ตายเป็น ไอซึเกะ นามิละ คุณจะเลือกจัดงานศพหรือว่างานฉลอง”

“นามิจัง!…” นาธารตะเบ็งเสียงลอดไรฟันใส่จนตัวโก่ง

“ดิฉันจะทำตามคำสั่งของคุณเฉพาะทางบวก อุดมการณ์ของเรามีไว้ให้ปฏิบัติ มิใช่แขวนโชว์ประดับบารมีนะคะยูกาว่าซัง” เธอบังคับน้ำเสียงให้ราบเรียบ “ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ดิฉันขอตัว” ไอซึเกะ นามิพูดต่อพร้อมกับลุกเดินออกจากห้องโดยไม่รอฟังคำสั่งใดๆ อีก

“ไอซึเกะ นามิ…นามิจัง…กลับมา นามิ นังปิศาจ...อ๊าก!ๆ” เสียงตะโกนเครียดแค้นยังคงไล่ตามหลังเธอ

นามิจังๆ…นังปิศาจเขาตะโกนไล่ตามไปอีก ความมืดตอน 02.17 น. ไอซึเกะ นามิยืนนิ่งรับลมอยู่บนระเบียงของตึกสูงชั้น 84  สักครู่ ร่างในชุดพรางสีดำก็ทิ้งตัวลงสู่เบื้องล่าง ดั่งเธอเป็นนกชื่อรัตติกาลอย่างนั้น

นาธาร ยูกาว่าหายใจเข้าออกเร็วขึ้น แรงขึ้น เขาลุกเดินไปหยุดที่ผนังกระจกใส หันหลังให้กับความรู้สึกที่ยังกองทับถมอยู่บนโต๊ะ  แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความแค้นยังเด่นชัดตั้งแต่แรกจนเวลานี้ เขาพ่นลมหายใจออกมาแรงๆ เพื่อหวังจะปลดปล่อยทั้งสองสิ่ง

“นังปิศาจ!” เขาพึมพำ เมื่อเห็นเงาสีดำของเธอกำลังไต่ลงไปตามผนังกระจกสู่เบื้องล่าง เธอดีดตัวจากมุมตึกโผทะยานข้ามไปยังอีกตึกที่ต่ำกว่าก่อนจะหายลับสายตาไปอย่างรวดเร็ว

“หมดประโยชน์เมื่อไร…หล่อนจะเป็นรายต่อไป…” เขาย้ำเสียงแข็งแน่นพลางบีบไหล่หลู่จนกระตุกตึ๊กๆ… “นังปิศาจ…นามิ!…”

แสงไฟสีขาวนวลจากหลอดนีออนเบื้องล่างสะท้อนละลอกคลื่นเล็กๆของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ทอดตัวยาวจากทิศเหนือไหลเลี้ยวเป็นรูปงูจรดทิศใต้ เขาหยุดสายตาอยู่ที่ตรงนั้นนาน และนานพอที่จะเห็นน้ำตาลูกผู้ชายอย่างเขาล้นทะลักออกมา

“ทำไม….ทำไมต้องเป็นแก่…บารุคุง”

ทำไมต้องเป็นแก…บารุคุง…ชิชิบารุ!”

 ……….

ความตายพรากไปได้ 2 สิ่งคือ 1 ร่าง และ 1 เงา

ส่วนอย่างอื่นยังอยู่ครบในใจข้า…………………

ยูกาว่า ชิชิบารุ

………..

แผนเข้าประชิดตัว

08.17 น.ที่หน้ามหาวิทยาลัย   

แปล้นๆ แปล้นๆๆๆ— เสียงแตรรถตู้ที่นำขบวนดังยาว…ชวนขนลุกขนพอง เป็นเหตุให้เบรกรถที่ตามหลังมาต้องทำงานอย่างหนัก รถเบ็นซ์สีดำหมุนคว้างเป็นวงกลมหลายรอบกลางถนน ก่อนมันจะหยุดนิ่งพร้อมๆ กับกลุ่มควันสีขาวลอยคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ ต้องตะวันและดาบไผ่ที่นั่งอยู่เบาะหลังต่างเสียหลักหัวคะมำไม่เป็นท่า เวลาเดียวกันรถเบ็นซ์อีกคันที่ตามมาก็เร่งแซงขึ้นประกบด้านข้างอย่างรวดเร็ว

“มีอะไรหรืออลัน” ต้องตะวันถามทันทีที่ตั้งสติได้

“มีผู้หญิงเดินตัดหน้ารถยนต์….คุณชายอยู่เฉยๆ อย่างเพิ่งลง” อลันกำชับเสียงแข็ง ใบหน้าของเขาแดงกล่ำดูเคร่งเครียดผิดวิสัย

#เคลียพื้นที่# อลันแตะปุ่มเปิดลำโพงตัวเล็กๆ ที่ฝังไว้ในหู เขากรอกเสียงดุกับไมล์ที่ซ่อนไว้ที่ไหนสักแห่งในเสื้อสูท

“คุณชายอย่า” เขาห้ามเสียงแข็งอีกและดังกว่าเดิมจนคล้ายเสียงขู่กระโชก

“มีคนบาดเจ็บเพราะถูกรถเราชน” ต้องตะวันขึ้นเสียงบ้าง แต่ประตูรถยังถูกล็อคแน่น เขาพยายามเปิดอีกแต่ก็ไม่เป็นผล

#เคลียเรียบร้อย มีผู้หญิงได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย#

“เปิดประตูชิ…” ต้องตะวันสั่งและพยายามจะเปิดประตูให้ได้ แต่ดาบไผ่กลับนิ่งเหมือนกำลังสงสัยบางอย่าง อลันยกมือขึ้นห้ามและพูดกรอกไมล์ในเวลาเดียวกัน

#คุณชายจะลงจากรถ…#

#รับทราบ…ปลดล็อคได้# เสียงแจ้งจากบอดี้การ์ดที่ยืนเคลียพื้นที่อยู่ด้านนอกสั่งเข้ามา อลันหยิบคอมพิวเตอร์ตัวเล็กที่ใช้เป็นมือถือไปในตัว เขาดึงปากกาอิเลคทรอนิคส์ที่ติดอยู่ข้างๆ มาจิ่มไปที่เมนบอร์ดเพื่อสั่งปลดล็อค ต้องตะวันกับดาบไผ่จึงก้าวลงไปคนละด้าน

ภาพของหญิงสาวในชุดนักศึกษากำลังถูกบอดี้การ์ดพยุง ใบหน้าของเธอซีดขาวงงๆ เหมือนโลกทั้งใบกำลังหมุนรอบตัวเธอ  ดาบไผ่ทำหน้าฉงนเมื่อเห็นเธอแทบไม่เป็นอะไรนอกจากหยดเลือดเพียงเล็กน้อยติดที่ปกเสื้อเท่านั้น

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ…ต้องขอโทษด้วยที่คนของผมไม่ทันระวัง” ต้องตะวันเสียงต่ำ เขาเดินเข้าไปประคองแขนอีกข้างทันทีที่เข้าถึง

“พาเธอไปทำแผลที่โรงพยาบาล” ต้องตะวันออกคำสั่งเสียงแข็ง

“คุณชายขึ้นรถ….ชนะชลนำเธอไปอีกคัน” อลันสั่ง

#เคลียเส้นทางสู่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด#

#รับทราบ#เสียงตอบกลับจบลง รถตู้นำทางและรถเบ็นซ์ 2 คันก็แล่นหายไปอย่างรวดเร็ว

……….

……………ความสวยงามมิได้ตัดสินความดี

แต่ความดีกลับทำให้ความสวยงามปรากฏ

หญิงนิรนาม

……….

เล่ห์…นางมาร

พวกเขามาถึงโรงพยาบาลกรุงเทพในอีก 15 นาทีต่อมา บอดี้การ์ดประคองหญิงสาวลงจากรถตู้และส่งเธอต่อให้บุรุษพยาบาลที่เตรียมพร้อมอยู่แล้ว เธอถูกกันตัวเข้าไปในห้องฉุกเฉิน อลันเปิดประตูรถเดินนำคนทั้งสองที่ถูกประกบด้วยบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำ 6 คนสู่ห้องโถงใหญ่

“เธอไม่เป็นอะไรมากหรอกครับคุณชาย” อลันปลอบทั้งๆ ที่ยังไม่รู้ผล

“ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ” ต้องตะวันบ่นด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล มีเพียงดาบไผ่เท่านั้นที่ยังคงขมวดคิ้วเหมือนกับมีคำถามมากมายจากเหตุการณ์ครั้งนี้ นาทีต่อมาพวกเขาก็เดินมาหยุดที่หน้าประตูห้องฉุกเฉิน เหล่าบอดี้การ์ดกระจายตัวออกไปรอบๆ คอยระแวดระวัง

#นั้นไงเธอ ลูกชาย เดอร์เอ็ม#

#คนไหน#

#ไม่รู้…แต่คนผิวคล่ำหน้าเหมือนญี่ปุ่นนะฉันชอบ#

#เออ…งั้นก็ลงตัวเพราะฉันชอบคนตี๋ๆ ขาวๆ#

#หึๆๆๆๆๆ#

เสียงกระซิบกระซาบดังระงมไปทั้งโถงพักคอย แต่ดาบไผ่นิ่งคิด เหมือนยังแคลงใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นไม่หาย

“อย่าเป็นอะไรนะ…อย่าเป็นอะไรนะ” ต้องตะวันเดินพร่ำวนไปรอบๆ

“ต้อง…” ดาบไผ่เรียก

“ไม่รู้เพราะอะไร…เรารู้สึกถูกชะตากับผู้หญิงคนนี้เป็นพิเศษ” เขาบอกพลางเดินกลับไปกลับมาอีก

“คุณชายเธอมานั้นแล้ว” อลันบอก พวกเขาจึงหันไปมองแต่ต้องตะวันเดินรี่เข้าไปถึงเธอก่อนอลันจะพูดจบ

“เป็นอะไรมากหรือเปล่าครับ” ต้องตะวันถาม

“มีแผลที่หัวนิดหน่อยคะ…ไม่เป็นอะไรมาก”

(เธอเป็นใครกันนะ) ดาบไผ่คิด แต่ในทันทีหญิงสาวก็จ้องจิกสายตามาหยุดที่เขาเหมือนรู้ทัน

“ขอโทษด้วยนะคะ…ที่ไม่ทันระวังและขอบคุณที่พามาโรงพยาบาล” เธอพูดเรียบๆ ผิดกับใบหน้าที่ยังจ้องดาบไผ่ไม่กระพริบ

“ผม ชื่อต้องตะวันนะครับ…ไม่ทราบว่า เออ…ชื่ออะไร” ต้องตะวันถาม เขินๆ

“ไหมจีนคะเรียกว่า…จีน….เฉยๆ ก็ได้” เธอยิ้มบางๆ หันไปสบสายตาทักทายก่อนจะหันกลับมาหยุดนิ่งที่ดาบไผ่เช่นเดิม

“ผม…ไผ่ครับ…ชื่อดาบไผ่…”

“คะ…ชื่อแปลกมาก…ยินดีที่ได้รู้จัก พี่ต้องตะวันและพี่ดาบไผ่คะ” เธอพูดพลางละสายตาจากเขาไปมองที่ต้องตะวัน เหมือนจะกลบเกลื่อนบางอย่างที่ดาบไผ่กำลังค้นหา

“คุณชายเชิญครับ…เราต้องไปแล้วเดี๋ยวไม่ทัน” อลันแทรกเบาๆ

“ไหมจีน…คุณไปเรียนไหวไหม” ต้องตะวันถาม

“ไม่มีปัญหาคะ…จีนไม่เป็นอะไรมาก” เธอตอบยิ้มๆ

“ถ้าอย่างนั้นเชิญครับ…เราจะไปส่ง”

“ขอบคุณคะ”

(เธอเป็นใครกัน…ไหมจีน) ดาบไผ่นึกขึ้นมาและเธอก็หันขวับจ้องที่เขาทันที

……….

…..แววตาที่เห็นภาพสะท้อนดุจกระจกเงา

ไม่เคยบอกเล่าความเท็จจากข้างใน……….

ดาบไผ่  ธารารักษ์

………..

จบ กระเรียนหลงฟ้า บทที่5