กระเรียนหลงฟ้า บทที่3

กระเรียนหลงฟ้า3
กระเรียนหลงฟ้า3
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

กระเรียนหลงฟ้า3

แผนควบคุมตัว

#ว่าไง…#

#คณะวิศวกรรม…ถึงกระนั้นก็ไม่อยากให้คุณชายเข้ามายุ่ง#

#หุบปาก…แล้วทำตามที่อั๊ว! สั่ง#

#แต่ว่า…ทางมหาวิทยาลัยในลอนดอน…เออ#

#ยกเลิกซะ…เพราะเขาทั้งคู่จะต้องเรียนด้วยกัน…เป็นเพื่อนรักกันและเข้ากันได้ดี…แต่อย่าให้ไอ้ฝรั่งมันรู้เรื่องนี้เด็ดขาด#

#…นายท่าน#

#ตามนี้…#

……….

 หากโลกมืดเป็นโลกของชิโนบิโนะโมโนะหรือนินจา ดวงจันทร์คงเป็นโคมไฟส่องนำทางให้เหล่าเพชฌฆาตในยามวิกาลเป็นแน่แท้ และหากแสงดวงอาทิตย์คือวิถีแห่งคนกล้า “หนทางของอัศวินนักสู้” หรือ “มรรควิธีที่จะนำไปสู่ความเป็นซามูไร” ลัทธิบูชิโดก็จะเสมือนหนทางให้ซามูไรผู้ที่เห็นความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนกใช้นำทางไปสู้เป้าหมายเฉกเช่นเดียวกัน

อีก 1 เดือนต่อมา ดาบไผ่ ธารารักษ์ ก็ย้ายเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ต้องตะวัน ประภาสกร คือเพื่อนคนแรกที่เข้ามาตีสนิทพร้อมๆ กับเหล่าบอดี้การ์ดอีกสิบคน เขาไม่เคยถามเหตุผลจากเพื่อนใหม่ว่าทำไมต้องใช้บอดี้การ์ดมากมายถึงเพียงนี้ ได้แต่คาดเดาไปเองว่า อาจจะเป็นเพราะเขาคือลูกชายคนเดียวของเจ้าของธุรกิจห้างสรรพสินค้า  The M shopping center  ซึ่งมันอาจจะผิดหรือถูกก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิด มิตรภาพที่เกิดขึ้นสามารถเชื่อมต่อติดกันและกันได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ จนส่งผลให้เขากลายเป็นอีกคนที่ต้องอยู่ในวงล้อมของบอดี้การ์ดเหล่านั้นไปโดยปริยาย มันวิเศษทีเดียวที่อยู่ๆ ก็มีคนคอยระแวดระวังกันเขาให้ออกห่างจากพวกปลิงลมสันดานหนอน ที่เวลานี้พวกมันยิ่งลุกคืบเข้าใกล้เขามากกว่าเดิมหลายเท่า

“ผิดถนัด…ที่คิดว่าจะหนีพวกปลิงลมสันดานหนอน…” ดาบไผ่กดเสียงต่ำพร้อมกับชำเลืองออกไปนอกหน้าต่างของอาคารเรียนชั้น 5

“นายบ่นอะไรวะ” ต้องตะวันชะโงกหน้าเข้ามาถามในระยะประชิด

“เปล่า…ขอบใจนะ…เอ่อ อย่างน้อยเราก็ไม่ระแวง” ดาบไผ่ตอบและเป่าลมออกจากปากยาวๆ

“อีกแล้ว…ยิ่งฟังยิ่งงง”

“ไม่มีอะไร…คนหน้าตาดีก็พูดไปเรื่อยแหละ” ดาบไผ่ตอบกวนๆ แถมยักคิ้วทะลึ่งใส่

“หลงตัวเองไปไหมเพื่อน…”

“เอ่อน่ายอมๆ เค้าหน่อยเถอะพ่อรูปหล่อ…”

……….

……………..หากมิตรภาพซื้อได้ด้วยเงิน

ก็อย่าหวังจะได้เพื่อนแท้จากข้า…………..

ดาบไผ่ ธารารักษ์

……….

คุณป๋า The M

แสงยามเย็นไล่อาบปุยเมฆที่แผ่ขยายบางๆ สีขุ่นไม่ต่างอะไรกับแผ่นฟิล์มเคลือบสีอำพันกระจายทั่วท้องฟ้าทิศตะวันตก บางองศาลำแสงตกกระทบหลังคาอาคารเรียนสีแดงอยู่ห่างออกไป 2 ช่วงตึกสะท้อนกลับมาชวนให้รู้สึกถึงความร้อนที่ยังระอุอยู่ ไม่นานมันก็ค่อยๆ ลดอุณหภูมิลงตามเวลาที่ไม่ยอมหยุดพัก

(อยากกลับบ้าน) เป็นความโหยหาลึกๆ เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อช่วงเวลาเดินทางเข้าสู่เส้นคาบเกี่ยวระหว่างความมืดกับแสงสว่าง วันไหนเมื่ออาทิตย์กำลังจะหลับและมีดวงจันทร์คอยรับแสงสะท้อนสุดท้าย มันสามารถหยุดทุกอย่างของเด็กหนุ่มจากจังหวัดเพชรบุรีได้โดยไม่มีเหตุผล

……….

  ……………………….แสงอำพันประหนึ่งเสียงรำพัน

แสงสุดท้าย ก็ประหนึ่ง เสียงสุดท้ายจากข้าเช่นกัน

ดาบไผ่ ธารารักษ์

……….

อยากกลับบ้านดาบไผ่หลุดเสียงละเมอลอยๆ อย่างที่เคยเป็น…ขณะเดียวกันต้องตะวันที่นั่งข้างๆ ก็ขมวดคิ้วสงสัยจ้องไปที่เขา

“นายว่าอะไรนะ…ได้ยินไม่ถนัด”

“เอ่อ…เปล่า” เขาปฏิเสธและกลบเกลื่อนด้วยการหันไปเช็คข้อมูลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่นานนัก อลัน ชูเบิร์ก พี่เลี้ยงฝรั่งร่างยักของต้องตะวันก็เดินนำบอดี้การ์ดตรงเข้ามาหา

“คุณชาย…เชิญครับ” สำเนียงภาษาไทยชัดเจนจนดาบไผ่แปลกใจ เขาก้มหัวแทนการบังคับจนต้องตะวันออกอาการหงุดหงิด

“ช้านิด…ช้าหน่อย…คุณป๋าไม่ว่าอะไรหรอกน่า” ต้องตะวันกระแทกเสียง ในขณะกำลังนั่งเช็คข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว…สักครู่เขาก็ยื่นใบหน้าไปกระซิบดาบไผ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ไผ่…เสาร์-อาทิตย์นายว่างใช่ไหม”

“อื้อ!…” ดาบไผ่ตอบ แต่สายตาก็ยังวุ่นวายอยู่ที่เดิม

“ถ้าอย่างนั้น….ไปหัวหินกัน…ขากลับจะได้แวะไปเที่ยวบ้านนายด้วยเป็นไง”

“…….”  ดาบไผ่มองหน้าเพื่อน เขายิ้มบางๆ ก่อนจะรีบจัดเก็บข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์และปิดลง

“ว่าไง…”

“รีบปิดคอมฯ ซิ…จะได้ไป” ดาบไผ่พูดด้วยน้ำเสียงที่ยินดีสุดๆ เพราะใจเขาเวลานี้มีดาบซามูไรเล่มยาวรอเขาอยู่

“เชิญครับ คุณไผ่ คุณชาย เดี๋ยวคุณป๋าจะรอนาน” อลันกระตุ้นอีกบอดี้การ์ด 2 คนเดินเข้ามาถือกระเป๋าคอมพิวเตอร์ของคนทั้งคู่เดินนำล่วงหน้าไปก่อน

รถเบนซ์สีดำ 2 คันนำพวกเขาออกจากกรุงเทพฯ มุ่งตรงสู่บ้านพักตากอากาศที่หัวหิน โดยมีรถตู้สีบลอนอีกคันคอยวิ่งนำหน้าเบิกทางอยู่ไม่ห่าง

อีก 2 ชั่วโมงต่อมาพวกเขาก็มาถึงที่หมาย แดดสุดท้ายหมดไปเมื่อชั่วโมงเศษๆ ความมืดและกลิ่นแปลกแยกคล้ายๆ กับคนที่เขาเกลียดชังยิ่งกว่าปลิงลมสันดานหนอนโชยมาแตะจมูก ดาบไผ่ชะงักทันทีที่ประตูรถเบนซ์เปิดแต่ก็จำต้องเดินคู่กับต้องตะวันไม่หยุด พวกเขาตรงไปยังบ้านพักที่สร้างติดชายหาดสีขาว หลังคาสีเงินงานปูนปั้นสไตส์นีโอคราสสิคช่วยเสริมให้เกิดพลังบางอย่างเด่นชัดออกมา ดาบไผ่เดินเงียบๆ ด้วยท่าทีอึดอัด แสงไฟจากดวงโคมรอบๆ สนามหญ้าสว่างไสวไปทั่วบริเวณ มันเผยให้เห็นบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทกระจายตัวอยู่รอบๆ รั้วสูง และอีก 3 ถึง 4 คน ก็กำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยที่ป้อมยามประตูที่เพิ่งผ่านเข้ามาเมื่อครู่

“คุณหนู…มาถึงแล้วหรือคะ” แม่บ้านรูปร่างอ้วนทักทายในแบบของเธอทันทีที่พวกเขาก้าวผ่านประตูเข้าไปด้านใน เธอยิ้มหน้าบานก่อนจะเดินนำไปยังห้องนั่งเล่น เหล่าบอดี้การ์ดที่ตามมาหยุดกระจายอยู่ที่หน้าเฉลียงทางเข้า มีเพียงอลันคนเดียวเท่านั้นที่ถือกระเป๋า 2 ใบเดินต่อตามเข้าไปด้านใน

“พอทีเถอะครับ…ผมไม่ใช่คุณหนูตัวเล็กๆ ของป้าแล้วนะ” ต้องตะวันว่าให้แต่ไม่จริงจังนัก

“คุณ ห….เอ่อ วันนี้ป้าทำน้ำสำรองเอาไว้แก้วใหญ่ คุณ ห…เอ่อจะรับเลยหรือเปล่าคะ” เธอพูดติดๆ ขัดๆ…หน้าแดงเหมือนคนทำผิด ทันทีที่ทั้งหมดนั่งลงที่โซฟาหนังสีดำอลันก็แทรกขึ้นอย่างรำคาญ “ไปเอามา 2 แก้ว แล้วจัดผลไม้มาชุดหนึ่ง” เธอพยักหน้ารับก่อนจะเดินซอยเท้าสั้นๆ หายเข้าไปด้านหลัง แต่ก็ไม่วายจะชายตามองมายังดาบไผ่เป็นระยะๆ

“เดี๋ยวป้า…คุณป๋าอยู่ที่ไหน”

“คุณท่านว่ายน้ำอยู่ที่สระหลังบ้านคะ คุณหนู” พูดจบเธอรีบเอามือปิดปากตัวเอง เหมือนจะรู้ว่าได้หลุดคำที่ไม่พึงประสงค์ออกมาแล้ว อลันโปกมือไล่อีกหลายที เธอจึงหันหลังแล้วเดินซอยเท้าเป็นตุ๊กตาไขลานหายลับมุมห้องไป

“แกล้งคนแก่นะ…บาปนะคุณชาย” อลันเหน็บเข้าให้ ทั้งสามมองหน้ากันขำๆ ก่อนจะเป็นต้องตะวันที่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นคนแรก  “ฮ้า ฮ่า ฮา ฮา”

……….

ต้องตะวันเคยเล่าถึงชะตากรรมที่เกิดกับครอบครัวประภาสกรให้ดาบไผ่ฟัง เมื่อเขาเผลอถามถึงที่มาของบอดี้การ์ดที่ดูจะโอเวอร์ไปหน่อยว่า เมื่อหลายปีก่อนแม่และน้องสาวถูกกลุ่มคนที่ไม่แสดงตัวอุ้มไปสังหารในเขต อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี อย่างไม่มีสาเหตุชักนำ พวกมันเผาทั้งคู่ในรถยนต์ส่วนตัว มีเพียงกระดูกและกำไลข้อมือทองคำขาวประดับอำพันของแม่เท่านั้น ที่พอระบุได้ว่าว่าเป็นบุคคลทั้ง 2

“คนพวกนั้นโผจากเงาสู่เงา อาศัยความมืดเป็นพาหนะคุณป๋าบอกว่าพวกมันเป็นนินจา ที่ถูกว่าจ้างมาจากญี่ปุ่น”

“นินจา…” ดาบไผ่อุทาน พาลให้นึกไปถึงพวกปลิงลมสันดานหนอนขึ้นมาหลอน “แล้วตำรวจเล่นงาน…นินจา พวกนั้นได้ไหม”

“ไม่…ศักยภาพของตำรวจไทยไม่ถึง…” ต้องตะวันหยุดหายใจเพื่อระบายความเจ็บปวด “มันจึงเป็นที่มาของบอดี้การ์ดที่เราแสนจะรำคาญ…ดีนะที่มีนาย” เขาโน้มตัวกระซิบ

ความเจ็บปวดในครั้งนั้นกลายมาเป็นบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทายาทที่เหลือเพียงคนเดียวของ The M Group จะต้องปลอดภัยและสง่างาม…อนาคตกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งกำลังรอเขาอยู่ เงินทุนสนับสนุนที่คุณป๋าเป็นหลักให้พรรคการเมืองในรัฐบาล จึงเสมือนพรมแดงกรุยทางเอาไว้สำหรับเขา

(นินจา…นินจา…ใช่แน่ๆ ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน) ดาบไผ่คิดวนระหว่างเดินคู่กับต้องตะวันผ่านซุ้มประตูสูงหลังบ้าน

“สวัสดีครับคุณป๋า” ดาบไผ่ทักทายขึ้นก่อน ต้องตะวันเดินเข้าไปหาชายร่างอ้วนวัยเกือบ 70 ในชุดกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว ที่นอนจิบไวท์อยู่บนแพยางในสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน

“หวัดดีป๋า”

“อ้าว…ดาบไผ่มาด้วยกันหรือ ดีๆ ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำซะ วันนี้คุณป๋าไปได้กุ้งมังกรที่ท่าเรือมา 4 ตัว อาหารเย็นนี้เชียบ! แน่ๆ” คุณป๋าพูดเสียงดังอย่างได้อารมณ์

“ถ้าอย่างนั้น…เราขอตัวนะป๋า เจอกันที่โต๊ะอาหาร” ต้องตะวันพูดและหันหลังเดินเข้าไปในบ้านทันที แต่สายตาที่เต็มไปด้วยเลศนัยของชายวัยใกล้ 70 กำลังจ้องตามแผ่นหลังทำให้ดาบไผ่จับได้และยากจะเข้าใจมัน “เชียร!…” คุณป๋ายกแก้วไวท์ในมือขึ้นสูงก่อนจะจิบมันจนหมดในคราเดียว… “หึๆ”

……..

 หลังอาหารเย็น

ฟ้ารัตติกาลเปิดด้วยแสงจันทร์สีเงินยวง มันสว่างกระจ่างกระทบเกลียวคลื่นทะเลหัวหินสาดสะท้อนเกิดแสงต่างมุมระยิบระยับจนจินตนาการเป็นฝูงปลาขนาดเล็กเทียวกระโจนล้อคลื่นเล่นแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญได้ไม่ยากนัก

ต้องตะวัน ดาบไผ่ และคุณป๋าออกมานั่งย่อยอาหารที่เก้าอี้สนามติดกับชายหาดส่วนตัวรูปจันทร์เสี้ยวที่กำลังสะท้อนแสงจันทร์จนขาวโพลนโค้งไกลจนลับหายเข้าไปในความมืด เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังซ่าๆ ตลอดเวลามันได้หอบเอากลิ่นเกลือจางๆ มาด้วย แต่บางครั้งมันก็มีกลิ่นแปลกแยกของพวกปลิงลมสันดานหนอนปนมาเสียจนดาบไผ่อยากจะอาเจียนทิ้งชุดใหญ่ นั้นแสดงว่าพวกมันยังติดตามเขาไม่เลิกแม้กระทั้งที่นี้ แต่สำหรับคืนนี้เขาอยู่ในวงล้อมของบอดี้การ์ดเกือบ 50 คน จึงไม่มีอะไรที่ต้องระแวง…

(…ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน) กระนั้นก็อดกล่นด่าไม่ได้…

“เครื่องดื่มได้แล้วครับคุณท่าน” บอดี้การ์ดประจำตัวรายงาน เขาวางแก้วปากกว้างที่มีน้ำใสๆ ลอยอยู่ ไม่วายจะชายหางตามาตกที่ดาบไผ่อย่างไม่ระมัดระวัง

“คุณชาย!…” เสียงเรียกติดอยู่ในลำคอ เขารีบวางถาดผลไม้ด้วยท่าทีรีบรน ก่อนสายตาของคุณป๋าจะบอกให้หลบไป

“ไม่มีอะไรหรอกเด็กใหม่…มันคงสับสนไม่แน่ใจว่าใครเป็นใคร เดี๋ยวอีกหน่อยก็คุ้นกันไปเอง” คุณป๋าแก้ต่างแทนพลางยกเครื่องดื่มที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ขึ้นจิบบางๆ

“ครับ…” ดาบไผ่ตอบ ต้องตะวันพูดแทรกและเริ่มเล่าเรื่องของดาบไผ่ให้คุณป๋าฟังอย่างละเอียด ดาบไผ่เองก็ไม่ได้ติดใจว่าเรื่องเกิดขึ้นกับตัวเองจะเป็นความลับ เขาได้แต่นิ่งฟังขำๆ จนเพื่อนเล่าจบ

“เออ…แปลกมาก…ชายชราในชุดกิโมโนสีขาว” คุณป๋าอุทาน

“เขาเรียกชื่อใครบางคน…เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยนะป๋า…น่าขันจริงๆ…ชื่ออะไรนะนะ…..เราจำไม่ได้”

“อู คา ชิ  เซ ดะ…” ดาบไผ่บอกเสียงสำหรับ 3 คน

“หา!…อูคาชิ เซดะ…” แต่เสียงอุทานตกใจของคุณป๋าในนาทีนั้นก็ดึงความสนใจไปจนหมด “อูคาชิ เซดะ…อูคาชิ เซดะ” คุณป๋าทวนชื่อนั้นซ้ำๆ และเบาลงในลำคอก่อนจะหันไปยกเครื่องดื่มขึ้นมาซดพรวดเดียวจนหมด “อูคาชิ เซดะ!” เสียงสุดท้ายที่เปล่งออกมาดูเหมือนจะมีความเกลียดชังเจืออยู่

“ครับ…” ดาบไผ่พยักหน้าทั้งที่ไม่เข้าใจ

“อูคาชิ  เซดะ!” คุณป๋าเรียกชื่อนั้นออกมาอีก…แล้วก็เงียบไป

“ป๋า…เงียบเลย อึ้งละซิ ไผ่เขาไม่เคยพูดเล่นหรอก…” ต้องตะวันล้อเสียงสูง ขณะเดียวกันดาบไผ่ก็กระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับเพิ่มแสงให้เห็นอารมณ์ที่กำลังเด่นชัดออกมาจากแววตาคู่นั้น

(คุณป๋าเป็นอะไร…) เขาตั้งข้อสงสัย “ผมเพียงอยากรู้ว่าคนที่ชื่อ อูคาชิ เซดะ เป็นใครแค่นั้นเอง” ดาบไผ่จงใจจะตอกย้ำ…

“…ป๋ารู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบาย…เราสองคนอย่านอนดึกละ…” คุณป๋าตัดบทลุกเดินหายเข้าไปในบ้านเอาดื้อๆ “อูคาชิ เวดะ อูคาชิ เซดะ” แต่ก้ไม่วายจะท่องชื่อด้วยอารมณ์ขุ่นมัวราวกับท่องบทสวดมนต์

“อ้าว…ป๋าไปซะแล้ว”

(…เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่…) และทันใดนั้นเสียงสื่อจากชายชราในชุดกิโมโนสีขาวก็ดังขึ้นมาในหัว (ข้าจะปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับพวกมัน)

“ต้อง…นายได้ยินเสียงอะไรไหม”

“เสียงคลื่น เสียงลม…วู้! โรแมนติกพิลึกนายว่าไหม” ต้องตะวันตอบอย่างคนไม่ทันฉุกคิด

ดาบไผ่ได้แต่ไล่สำรวจไปรอบๆ ราวจะมองหาใครบางคน

(ท่านเป็นใครกันแน่)

……….

บางครั้งเพียงแววตาก็บอกความหมายได้มากกว่า

1,000 คำพูดจากปาก…………………………………

ดาบไผ่ ธารารักษ์

………..

จบ กระเรียนหลงฟ้า บทที่3

TIMMY BUTO

About TIMMY BUTO

นักเขียน เรื่องจริงอิงนิยาย และเรื่องราวทั่วไป

View all posts by TIMMY BUTO →