กระเรียนหลงฟ้า บทที่6

กระเรียนหลงฟ้า บทที่3

กระเรียนหลงฟ้า3
กระเรียนหลงฟ้า3
อูคาชิ เซดะ นินจาเลือดซามูไร Part3

กระเรียนหลงฟ้า3

แผนควบคุมตัว

#ว่าไง…#

#คณะวิศวกรรม…ถึงกระนั้นก็ไม่อยากให้คุณชายเข้ามายุ่ง#

#หุบปาก…แล้วทำตามที่อั๊ว! สั่ง#

#แต่ว่า…ทางมหาวิทยาลัยในลอนดอน…เออ#

#ยกเลิกซะ…เพราะเขาทั้งคู่จะต้องเรียนด้วยกัน…เป็นเพื่อนรักกันและเข้ากันได้ดี…แต่อย่าให้ไอ้ฝรั่งมันรู้เรื่องนี้เด็ดขาด#

#…นายท่าน#

#ตามนี้…#

……….

 หากโลกมืดเป็นโลกของชิโนบิโนะโมโนะหรือนินจา ดวงจันทร์คงเป็นโคมไฟส่องนำทางให้เหล่าเพชฌฆาตในยามวิกาลเป็นแน่แท้ และหากแสงดวงอาทิตย์คือวิถีแห่งคนกล้า “หนทางของอัศวินนักสู้” หรือ “มรรควิธีที่จะนำไปสู่ความเป็นซามูไร” ลัทธิบูชิโดก็จะเสมือนหนทางให้ซามูไรผู้ที่เห็นความตายเป็นสิ่งเบาบางยิ่งกว่าขนนกใช้นำทางไปสู้เป้าหมายเฉกเช่นเดียวกัน

อีก 1 เดือนต่อมา ดาบไผ่ ธารารักษ์ ก็ย้ายเข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ ต้องตะวัน ประภาสกร คือเพื่อนคนแรกที่เข้ามาตีสนิทพร้อมๆ กับเหล่าบอดี้การ์ดอีกสิบคน เขาไม่เคยถามเหตุผลจากเพื่อนใหม่ว่าทำไมต้องใช้บอดี้การ์ดมากมายถึงเพียงนี้ ได้แต่คาดเดาไปเองว่า อาจจะเป็นเพราะเขาคือลูกชายคนเดียวของเจ้าของธุรกิจห้างสรรพสินค้า  The M shopping center  ซึ่งมันอาจจะผิดหรือถูกก็ไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเก็บมาคิด มิตรภาพที่เกิดขึ้นสามารถเชื่อมต่อติดกันและกันได้รวดเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ จนส่งผลให้เขากลายเป็นอีกคนที่ต้องอยู่ในวงล้อมของบอดี้การ์ดเหล่านั้นไปโดยปริยาย มันวิเศษทีเดียวที่อยู่ๆ ก็มีคนคอยระแวดระวังกันเขาให้ออกห่างจากพวกปลิงลมสันดานหนอน ที่เวลานี้พวกมันยิ่งลุกคืบเข้าใกล้เขามากกว่าเดิมหลายเท่า

“ผิดถนัด…ที่คิดว่าจะหนีพวกปลิงลมสันดานหนอน…” ดาบไผ่กดเสียงต่ำพร้อมกับชำเลืองออกไปนอกหน้าต่างของอาคารเรียนชั้น 5

“นายบ่นอะไรวะ” ต้องตะวันชะโงกหน้าเข้ามาถามในระยะประชิด

“เปล่า…ขอบใจนะ…เอ่อ อย่างน้อยเราก็ไม่ระแวง” ดาบไผ่ตอบและเป่าลมออกจากปากยาวๆ

“อีกแล้ว…ยิ่งฟังยิ่งงง”

“ไม่มีอะไร…คนหน้าตาดีก็พูดไปเรื่อยแหละ” ดาบไผ่ตอบกวนๆ แถมยักคิ้วทะลึ่งใส่

“หลงตัวเองไปไหมเพื่อน…”

“เอ่อน่ายอมๆ เค้าหน่อยเถอะพ่อรูปหล่อ…”

……….

……………..หากมิตรภาพซื้อได้ด้วยเงิน

ก็อย่าหวังจะได้เพื่อนแท้จากข้า…………..

ดาบไผ่ ธารารักษ์

……….

คุณป๋า The M

แสงยามเย็นไล่อาบปุยเมฆที่แผ่ขยายบางๆ สีขุ่นไม่ต่างอะไรกับแผ่นฟิล์มเคลือบสีอำพันกระจายทั่วท้องฟ้าทิศตะวันตก บางองศาลำแสงตกกระทบหลังคาอาคารเรียนสีแดงอยู่ห่างออกไป 2 ช่วงตึกสะท้อนกลับมาชวนให้รู้สึกถึงความร้อนที่ยังระอุอยู่ ไม่นานมันก็ค่อยๆ ลดอุณหภูมิลงตามเวลาที่ไม่ยอมหยุดพัก

(อยากกลับบ้าน) เป็นความโหยหาลึกๆ เกิดขึ้นทุกครั้งเมื่อช่วงเวลาเดินทางเข้าสู่เส้นคาบเกี่ยวระหว่างความมืดกับแสงสว่าง วันไหนเมื่ออาทิตย์กำลังจะหลับและมีดวงจันทร์คอยรับแสงสะท้อนสุดท้าย มันสามารถหยุดทุกอย่างของเด็กหนุ่มจากจังหวัดเพชรบุรีได้โดยไม่มีเหตุผล

……….

  ……………………….แสงอำพันประหนึ่งเสียงรำพัน

แสงสุดท้าย ก็ประหนึ่ง เสียงสุดท้ายจากข้าเช่นกัน

ดาบไผ่ ธารารักษ์

……….

อยากกลับบ้านดาบไผ่หลุดเสียงละเมอลอยๆ อย่างที่เคยเป็น…ขณะเดียวกันต้องตะวันที่นั่งข้างๆ ก็ขมวดคิ้วสงสัยจ้องไปที่เขา

“นายว่าอะไรนะ…ได้ยินไม่ถนัด”

“เอ่อ…เปล่า” เขาปฏิเสธและกลบเกลื่อนด้วยการหันไปเช็คข้อมูลที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ ไม่นานนัก อลัน ชูเบิร์ก พี่เลี้ยงฝรั่งร่างยักของต้องตะวันก็เดินนำบอดี้การ์ดตรงเข้ามาหา

“คุณชาย…เชิญครับ” สำเนียงภาษาไทยชัดเจนจนดาบไผ่แปลกใจ เขาก้มหัวแทนการบังคับจนต้องตะวันออกอาการหงุดหงิด

“ช้านิด…ช้าหน่อย…คุณป๋าไม่ว่าอะไรหรอกน่า” ต้องตะวันกระแทกเสียง ในขณะกำลังนั่งเช็คข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัว…สักครู่เขาก็ยื่นใบหน้าไปกระซิบดาบไผ่ที่นั่งอยู่ข้างๆ

“ไผ่…เสาร์-อาทิตย์นายว่างใช่ไหม”

“อื้อ!…” ดาบไผ่ตอบ แต่สายตาก็ยังวุ่นวายอยู่ที่เดิม

“ถ้าอย่างนั้น….ไปหัวหินกัน…ขากลับจะได้แวะไปเที่ยวบ้านนายด้วยเป็นไง”

“…….”  ดาบไผ่มองหน้าเพื่อน เขายิ้มบางๆ ก่อนจะรีบจัดเก็บข้อมูลในเครื่องคอมพิวเตอร์และปิดลง

“ว่าไง…”

“รีบปิดคอมฯ ซิ…จะได้ไป” ดาบไผ่พูดด้วยน้ำเสียงที่ยินดีสุดๆ เพราะใจเขาเวลานี้มีดาบซามูไรเล่มยาวรอเขาอยู่

“เชิญครับ คุณไผ่ คุณชาย เดี๋ยวคุณป๋าจะรอนาน” อลันกระตุ้นอีกบอดี้การ์ด 2 คนเดินเข้ามาถือกระเป๋าคอมพิวเตอร์ของคนทั้งคู่เดินนำล่วงหน้าไปก่อน

รถเบนซ์สีดำ 2 คันนำพวกเขาออกจากกรุงเทพฯ มุ่งตรงสู่บ้านพักตากอากาศที่หัวหิน โดยมีรถตู้สีบลอนอีกคันคอยวิ่งนำหน้าเบิกทางอยู่ไม่ห่าง

อีก 2 ชั่วโมงต่อมาพวกเขาก็มาถึงที่หมาย แดดสุดท้ายหมดไปเมื่อชั่วโมงเศษๆ ความมืดและกลิ่นแปลกแยกคล้ายๆ กับคนที่เขาเกลียดชังยิ่งกว่าปลิงลมสันดานหนอนโชยมาแตะจมูก ดาบไผ่ชะงักทันทีที่ประตูรถเบนซ์เปิดแต่ก็จำต้องเดินคู่กับต้องตะวันไม่หยุด พวกเขาตรงไปยังบ้านพักที่สร้างติดชายหาดสีขาว หลังคาสีเงินงานปูนปั้นสไตส์นีโอคราสสิคช่วยเสริมให้เกิดพลังบางอย่างเด่นชัดออกมา ดาบไผ่เดินเงียบๆ ด้วยท่าทีอึดอัด แสงไฟจากดวงโคมรอบๆ สนามหญ้าสว่างไสวไปทั่วบริเวณ มันเผยให้เห็นบอดี้การ์ดในชุดสูทสีดำสนิทกระจายตัวอยู่รอบๆ รั้วสูง และอีก 3 ถึง 4 คน ก็กำลังยืนจับกลุ่มพูดคุยที่ป้อมยามประตูที่เพิ่งผ่านเข้ามาเมื่อครู่

“คุณหนู…มาถึงแล้วหรือคะ” แม่บ้านรูปร่างอ้วนทักทายในแบบของเธอทันทีที่พวกเขาก้าวผ่านประตูเข้าไปด้านใน เธอยิ้มหน้าบานก่อนจะเดินนำไปยังห้องนั่งเล่น เหล่าบอดี้การ์ดที่ตามมาหยุดกระจายอยู่ที่หน้าเฉลียงทางเข้า มีเพียงอลันคนเดียวเท่านั้นที่ถือกระเป๋า 2 ใบเดินต่อตามเข้าไปด้านใน

“พอทีเถอะครับ…ผมไม่ใช่คุณหนูตัวเล็กๆ ของป้าแล้วนะ” ต้องตะวันว่าให้แต่ไม่จริงจังนัก

“คุณ ห….เอ่อ วันนี้ป้าทำน้ำสำรองเอาไว้แก้วใหญ่ คุณ ห…เอ่อจะรับเลยหรือเปล่าคะ” เธอพูดติดๆ ขัดๆ…หน้าแดงเหมือนคนทำผิด ทันทีที่ทั้งหมดนั่งลงที่โซฟาหนังสีดำอลันก็แทรกขึ้นอย่างรำคาญ “ไปเอามา 2 แก้ว แล้วจัดผลไม้มาชุดหนึ่ง” เธอพยักหน้ารับก่อนจะเดินซอยเท้าสั้นๆ หายเข้าไปด้านหลัง แต่ก็ไม่วายจะชายตามองมายังดาบไผ่เป็นระยะๆ

“เดี๋ยวป้า…คุณป๋าอยู่ที่ไหน”

“คุณท่านว่ายน้ำอยู่ที่สระหลังบ้านคะ คุณหนู” พูดจบเธอรีบเอามือปิดปากตัวเอง เหมือนจะรู้ว่าได้หลุดคำที่ไม่พึงประสงค์ออกมาแล้ว อลันโปกมือไล่อีกหลายที เธอจึงหันหลังแล้วเดินซอยเท้าเป็นตุ๊กตาไขลานหายลับมุมห้องไป

“แกล้งคนแก่นะ…บาปนะคุณชาย” อลันเหน็บเข้าให้ ทั้งสามมองหน้ากันขำๆ ก่อนจะเป็นต้องตะวันที่ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเป็นคนแรก  “ฮ้า ฮ่า ฮา ฮา”

……….

ต้องตะวันเคยเล่าถึงชะตากรรมที่เกิดกับครอบครัวประภาสกรให้ดาบไผ่ฟัง เมื่อเขาเผลอถามถึงที่มาของบอดี้การ์ดที่ดูจะโอเวอร์ไปหน่อยว่า เมื่อหลายปีก่อนแม่และน้องสาวถูกกลุ่มคนที่ไม่แสดงตัวอุ้มไปสังหารในเขต อำเภอหมวกเหล็ก จังหวัดสระบุรี อย่างไม่มีสาเหตุชักนำ พวกมันเผาทั้งคู่ในรถยนต์ส่วนตัว มีเพียงกระดูกและกำไลข้อมือทองคำขาวประดับอำพันของแม่เท่านั้น ที่พอระบุได้ว่าว่าเป็นบุคคลทั้ง 2

“คนพวกนั้นโผจากเงาสู่เงา อาศัยความมืดเป็นพาหนะคุณป๋าบอกว่าพวกมันเป็นนินจา ที่ถูกว่าจ้างมาจากญี่ปุ่น”

“นินจา…” ดาบไผ่อุทาน พาลให้นึกไปถึงพวกปลิงลมสันดานหนอนขึ้นมาหลอน “แล้วตำรวจเล่นงาน…นินจา พวกนั้นได้ไหม”

“ไม่…ศักยภาพของตำรวจไทยไม่ถึง…” ต้องตะวันหยุดหายใจเพื่อระบายความเจ็บปวด “มันจึงเป็นที่มาของบอดี้การ์ดที่เราแสนจะรำคาญ…ดีนะที่มีนาย” เขาโน้มตัวกระซิบ

ความเจ็บปวดในครั้งนั้นกลายมาเป็นบทเรียนเพื่อป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย ทายาทที่เหลือเพียงคนเดียวของ The M Group จะต้องปลอดภัยและสง่างาม…อนาคตกับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งกำลังรอเขาอยู่ เงินทุนสนับสนุนที่คุณป๋าเป็นหลักให้พรรคการเมืองในรัฐบาล จึงเสมือนพรมแดงกรุยทางเอาไว้สำหรับเขา

(นินจา…นินจา…ใช่แน่ๆ ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน) ดาบไผ่คิดวนระหว่างเดินคู่กับต้องตะวันผ่านซุ้มประตูสูงหลังบ้าน

“สวัสดีครับคุณป๋า” ดาบไผ่ทักทายขึ้นก่อน ต้องตะวันเดินเข้าไปหาชายร่างอ้วนวัยเกือบ 70 ในชุดกางเกงว่ายน้ำตัวเดียว ที่นอนจิบไวท์อยู่บนแพยางในสระว่ายน้ำขนาดมาตรฐาน

“หวัดดีป๋า”

“อ้าว…ดาบไผ่มาด้วยกันหรือ ดีๆ ขึ้นไปเปลี่ยนเสื้อผ้าอาบน้ำซะ วันนี้คุณป๋าไปได้กุ้งมังกรที่ท่าเรือมา 4 ตัว อาหารเย็นนี้เชียบ! แน่ๆ” คุณป๋าพูดเสียงดังอย่างได้อารมณ์

“ถ้าอย่างนั้น…เราขอตัวนะป๋า เจอกันที่โต๊ะอาหาร” ต้องตะวันพูดและหันหลังเดินเข้าไปในบ้านทันที แต่สายตาที่เต็มไปด้วยเลศนัยของชายวัยใกล้ 70 กำลังจ้องตามแผ่นหลังทำให้ดาบไผ่จับได้และยากจะเข้าใจมัน “เชียร!…” คุณป๋ายกแก้วไวท์ในมือขึ้นสูงก่อนจะจิบมันจนหมดในคราเดียว… “หึๆ”

……..

 หลังอาหารเย็น

ฟ้ารัตติกาลเปิดด้วยแสงจันทร์สีเงินยวง มันสว่างกระจ่างกระทบเกลียวคลื่นทะเลหัวหินสาดสะท้อนเกิดแสงต่างมุมระยิบระยับจนจินตนาการเป็นฝูงปลาขนาดเล็กเทียวกระโจนล้อคลื่นเล่นแสงจันทร์ในคืนวันเพ็ญได้ไม่ยากนัก

ต้องตะวัน ดาบไผ่ และคุณป๋าออกมานั่งย่อยอาหารที่เก้าอี้สนามติดกับชายหาดส่วนตัวรูปจันทร์เสี้ยวที่กำลังสะท้อนแสงจันทร์จนขาวโพลนโค้งไกลจนลับหายเข้าไปในความมืด เสียงคลื่นกระทบฝั่งดังซ่าๆ ตลอดเวลามันได้หอบเอากลิ่นเกลือจางๆ มาด้วย แต่บางครั้งมันก็มีกลิ่นแปลกแยกของพวกปลิงลมสันดานหนอนปนมาเสียจนดาบไผ่อยากจะอาเจียนทิ้งชุดใหญ่ นั้นแสดงว่าพวกมันยังติดตามเขาไม่เลิกแม้กระทั้งที่นี้ แต่สำหรับคืนนี้เขาอยู่ในวงล้อมของบอดี้การ์ดเกือบ 50 คน จึงไม่มีอะไรที่ต้องระแวง…

(…ไอ้พวกปลิงลมสันดานหนอน) กระนั้นก็อดกล่นด่าไม่ได้…

“เครื่องดื่มได้แล้วครับคุณท่าน” บอดี้การ์ดประจำตัวรายงาน เขาวางแก้วปากกว้างที่มีน้ำใสๆ ลอยอยู่ ไม่วายจะชายหางตามาตกที่ดาบไผ่อย่างไม่ระมัดระวัง

“คุณชาย!…” เสียงเรียกติดอยู่ในลำคอ เขารีบวางถาดผลไม้ด้วยท่าทีรีบรน ก่อนสายตาของคุณป๋าจะบอกให้หลบไป

“ไม่มีอะไรหรอกเด็กใหม่…มันคงสับสนไม่แน่ใจว่าใครเป็นใคร เดี๋ยวอีกหน่อยก็คุ้นกันไปเอง” คุณป๋าแก้ต่างแทนพลางยกเครื่องดื่มที่มีกลิ่นแอลกอฮอล์ขึ้นจิบบางๆ

“ครับ…” ดาบไผ่ตอบ ต้องตะวันพูดแทรกและเริ่มเล่าเรื่องของดาบไผ่ให้คุณป๋าฟังอย่างละเอียด ดาบไผ่เองก็ไม่ได้ติดใจว่าเรื่องเกิดขึ้นกับตัวเองจะเป็นความลับ เขาได้แต่นิ่งฟังขำๆ จนเพื่อนเล่าจบ

“เออ…แปลกมาก…ชายชราในชุดกิโมโนสีขาว” คุณป๋าอุทาน

“เขาเรียกชื่อใครบางคน…เป็นภาษาญี่ปุ่นด้วยนะป๋า…น่าขันจริงๆ…ชื่ออะไรนะนะ…..เราจำไม่ได้”

“อู คา ชิ  เซ ดะ…” ดาบไผ่บอกเสียงสำหรับ 3 คน

“หา!…อูคาชิ เซดะ…” แต่เสียงอุทานตกใจของคุณป๋าในนาทีนั้นก็ดึงความสนใจไปจนหมด “อูคาชิ เซดะ…อูคาชิ เซดะ” คุณป๋าทวนชื่อนั้นซ้ำๆ และเบาลงในลำคอก่อนจะหันไปยกเครื่องดื่มขึ้นมาซดพรวดเดียวจนหมด “อูคาชิ เซดะ!” เสียงสุดท้ายที่เปล่งออกมาดูเหมือนจะมีความเกลียดชังเจืออยู่

“ครับ…” ดาบไผ่พยักหน้าทั้งที่ไม่เข้าใจ

“อูคาชิ  เซดะ!” คุณป๋าเรียกชื่อนั้นออกมาอีก…แล้วก็เงียบไป

“ป๋า…เงียบเลย อึ้งละซิ ไผ่เขาไม่เคยพูดเล่นหรอก…” ต้องตะวันล้อเสียงสูง ขณะเดียวกันดาบไผ่ก็กระพริบตาถี่ๆ เพื่อปรับเพิ่มแสงให้เห็นอารมณ์ที่กำลังเด่นชัดออกมาจากแววตาคู่นั้น

(คุณป๋าเป็นอะไร…) เขาตั้งข้อสงสัย “ผมเพียงอยากรู้ว่าคนที่ชื่อ อูคาชิ เซดะ เป็นใครแค่นั้นเอง” ดาบไผ่จงใจจะตอกย้ำ…

“…ป๋ารู้สึกเหมือนไม่ค่อยสบาย…เราสองคนอย่านอนดึกละ…” คุณป๋าตัดบทลุกเดินหายเข้าไปในบ้านเอาดื้อๆ “อูคาชิ เวดะ อูคาชิ เซดะ” แต่ก้ไม่วายจะท่องชื่อด้วยอารมณ์ขุ่นมัวราวกับท่องบทสวดมนต์

“อ้าว…ป๋าไปซะแล้ว”

(…เกิดอะไรขึ้นกับเขากันแน่…) และทันใดนั้นเสียงสื่อจากชายชราในชุดกิโมโนสีขาวก็ดังขึ้นมาในหัว (ข้าจะปลุกเจ้าให้ตื่นขึ้นมาเพื่อเผชิญหน้ากับพวกมัน)

“ต้อง…นายได้ยินเสียงอะไรไหม”

“เสียงคลื่น เสียงลม…วู้! โรแมนติกพิลึกนายว่าไหม” ต้องตะวันตอบอย่างคนไม่ทันฉุกคิด

ดาบไผ่ได้แต่ไล่สำรวจไปรอบๆ ราวจะมองหาใครบางคน

(ท่านเป็นใครกันแน่)

……….

บางครั้งเพียงแววตาก็บอกความหมายได้มากกว่า

1,000 คำพูดจากปาก…………………………………

ดาบไผ่ ธารารักษ์

………..

จบ กระเรียนหลงฟ้า บทที่3